ไปหน้าแรก

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาติ

เล่มที่ ๔

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต

ปฐมปัณณาสก์

ธนวรรคที่ ๑

๑. อัปปิยสูตร

[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน

อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า

ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 2

ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรร-

เสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ เป็นผู้มุ่ง

สักการะ ๑ เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ เป็นผู้ไม่มีหิริ ๑ เป็นผู้ไม่มี

โอตตัปปะ ๑ มีความปรารถนาลามก ๑ มีความเห็นผิด ๑ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก

ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อน

พรหมจรรย์ทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ

ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของ

เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งสักการะ

๑ ไม่เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ มีความ

ปรารถนาน้อย ๑ มีความเห็นชอบ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้

ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ

เป็นที่เคารพและเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.

จบ อัปปิยสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 3

มโนรถปูรณี

อรรถกถาอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต

ปฐมปัณณาสก์

ธนวรรคที่ ๑

อรรถกถาอัปปิยสุตรที่ ๑

สัตตกนิบาต ปิยสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนวญฺตฺติกาโม แปลว่า ผู้ประสงค์เพื่อเป็นผู้มีชื่อเสียง.

จบอรรถกถาอัปปิยสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 4

๒. อัปปิยสูตร

[๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ

ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่

สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ เป็นผู้มุ่ง

สักการะ ๑ เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ ไม่มีหิริ ๑ ไม่มีโอตตัปปะ ๑

มีความริษยา ๑ มีความตระหนี่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้

ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่

ชอบใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์

ทั้งหลาย.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ

ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของ

เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งสักการะ

๑ ไม่เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ ไม่มีความ

ริษยา ๑ ไม่ตระหนี่ ๑. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม

๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพและเป็นที่

สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย.

จบ อัปปิยสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 5

๓. ปฐมพลสูตร

[๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็น

ไฉน คือ ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ

สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้แล.

ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปป-

พละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗

ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ประการนี้ เป็นบัณฑิต

ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย

ย่อมเห็นอรรถแห่งธรรมชัดด้วยปัญญา ความ

หลุดพ้นแห่จิต (จริมกจิต) คือ ความดับของ

ภิกษุนั้นย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป

ฉะนั้น.

จบ ปฐมพลสูตรที่ ๓

อรรถกถาปฐมพลสูตรที่ ๓

ปฐมพลสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ยนิโส วิจิเน ธมฺม ความว่า ย่อมเลือกเฟ้นธรรมคือ

สัจจะ ๔ โดยอุบาย. บทว่า ปญฺตฺถ วิปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็น

สัจจธรรม ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรคพร้อมวิปัสสนา. บทว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 6

ปชฺโชตสฺเสว ความว่า ประหนึ่งความดับแห่งประทีปฉะนั้น. บทว่า

วิโมกฺโข โหติ เจตโส ความว่า จริมกจิต จิตดวงสุดท้ายของพระ-

ขีณาสพ ผู้ประกอบด้วยพละเหล่านี้นั้น ย่อมหลุดพันจากวัตถุและ

อารมณ์ เหมือนความดับไปแห่งดวงประทีปฉะนั้น คือ ย่อมไม่ปรากฏ

สถานที่ไป.

จบ อรรถกถาปฐมพลสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 7

๔. ทุติยพลสูตร

[๔]ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พละ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปปพละ สติพละ

สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ศรัทธาพละเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ

เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มี-

พระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ

เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นจำแนกธรรม นี้เรียกว่า ศรัทธาพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิริยพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม

เพื่อความถึงพร้อมแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่น

มั่นคง ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้เรียกว่า วิริยพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็หิริพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอายต่อกาย-

ทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการจักต้องอกุศลธรรม

อันลามกทั้งหลายนี้เรียกว่า หิริพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โอตตัปปพละเป็นไฉน ก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 8

สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูก

ต้องอกุศลธรรมอันลามกทั้งหลาย นี้เรียกว่า โอตตัปปพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สติพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีสติ คือ ประกอบด้วยสติเครื่อง

รักษาตนอย่างยิ่ง ย่อมระลึกนึกถึงแม้สิ่งที่ทำคำที่พูดไว้นาน ได้

นี้เรียกว่า สติพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมาธิพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม ฯลฯ บรรลุจตุตถฌาน นี้

เรียกว่า สมาธิพละ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปัญญาพละเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญา

ที่กำหนดความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึง

ความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ปัญญาพละ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

พละ ๗ ประการนี้แล.

ศรัทธาพละ วิริยพละ หิริพละ โอตตัปป-

พละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละเป็นที่ ๗

ภิกษุผู้มีพละด้วยพละ ๗ ประการนี้ เป็นบัณฑิต

ย่อมอยู่เป็นสุข พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคาย

ย่อมเห็นอรรถแต่งธรรมชัดด้วยปัญญา ความ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 9

หลุดพ้นแห่งจิต (จริมกจิต) คือ ความดับของ

ภิกษุนั้นย่อมมีได้ เหมือนความดับแห่งประทีป

ฉะนั้น.

จบ ทุติยพลสูตรที่ ๔

อรรถกถาทุติยพบสูตรที่ ๔

ทุติยพลสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ทุติยพลสูตรที่ ๔ มีอาทิว่า สทฺโธ โหติ ได้พรรณนาไว้แล้ว

ในปัญจกนิบาต นั่นแล.

จบ อรรถกถาทุติยพลสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 10

๕. ปฐมธนสูตร

[๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ ทรัพย์คือศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑

จาคะ ๑ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล.

ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ

สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มี

แก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียก

ผู้นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวตของผู้นั้นไม่เปล่า

ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า พึงประกอบ

ศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรม.

จบ ปฐมธนสูตรที่ ๕

อรรถกถาปฐมธนสูตรที่ ๕

ปฐมธนสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ธนานิ ได้แก่ชื่อว่าทรัพย์เพราะอรรถว่า เพราะบุคคล

ผู้ไม่ยากจนทำได้.

จบ อรรถกถาปฐมธนสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 11

๖. ทุติยธนสูตร

[๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ ทรัพย์คือ ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑

จาคะ ๑ ปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือศรัทธาเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา คือ

เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มี

พระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ ฯลฯ

เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศรัทธา.

ดูก่อนภิกษุทั้ง. หลาย ก็ทรัพย์คือศีลเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้เว้นจากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ

จากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

นี้เรียกว่า ทรัพย์คือศีล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือหิริเป็นไฉน ก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความละอาย คือ ละอาย

ต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ละอายต่อการถูกต้องอกุศลธรรม

อันลามก นี้เรียกว่า ทรัพย์คือหิริ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือโอตตัปปะเป็นไฉน ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความสะดุ้งกลัว คือ

สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการถูก

ต้องอกุศลธรรมอันลามก นี้เรียกว่า ทรัพย์คือโอตตัปปะ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 12

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือสุตะเป็นไฉน ก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย อริยะสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ

เป็นผู้ได้สดับมามาก ทรงไว้คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดี

ด้วยทิฏฐิ. ซึ่งธรรมทั้งหลาย อันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง

งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะ

บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง นี้เรียกว่า ทรัพย์คือสุตะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือจาคะเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีใจอันปราศจากมลทิน

คือ ความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม

ยินดีในการสละ. ควรแก่การขอ ยินดีในทานและการจำแนกทาน

นี้เรียกว่า ทรัพย์คือจาคะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทรัพย์คือปัญญาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นปัญญา คือ ประกอบด้วย

ปัญญาที่กำหนดความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส

ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ นี้เรียกว่า ทรัพย์คือปัญญา ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล.

ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ

สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้มี

แก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม บัณฑิตเรียกผู้

นั้นว่า เป็นผู้ไม่ยากจน ชีวิตของผู้นั้นไม่เปล่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 13

ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ

ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง

ประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็น

ธรรม.

จบ ทุติยธนสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 14

๗. อุคคสูตร

[๗] ครั้งนั้นแล มหาอำมาตย์ของพระราชาชื่อว่าอุคคะ ได้

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ ไม่เคยมีมา โดยเหตุที่มิคารเศรษฐีผู้เป็นหลานโรหณเศรษฐี.

เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากถึงเพียงนี้ พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอุคคะ ก็มิคารเศรษฐีหลานโรหณเศรษฐี

มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมากสักเท่าไร.

อุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีทองแสนลิ่ม จะกล่าวไปไยถึงเงิน.

พ. ดูก่อนอุคคะ ทรัพย์นั้นมีอยู่แล เรามิได้กล่าวว่าไม่มี แต่

ทรัพย์นั้นแลเป็นของทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็น

ที่รัก ดูก่อนอุคคะ ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ไม่ทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระ-

ราชา โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก ๗ ประการเป็นไฉน คือ ทรัพย์คือ

ศรัทธา ๑ ศีล ๑ หิริ ๑ โอตตัปปะ ๑ สุตะ ๑ จาคะ ๑ ปัญญา ๑

ดูก่อนอุคคะ ทรัพย์ ๗ ประการนี้แล ไม่ทั่วไปแก่ไฟ น้ำ พระราชา

โจร ทายาทผู้ไม่เป็นที่รัก.

ทรัพย์ คือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ

สุตะ จาคะ และปัญญาเป็นที่ ๗ ทรัพย์เหล่านี้

มีแก่ผู้ใด เป็นหญิงหรือชายก็ตาม เป็นผู้มีทรัพย์

มากในโลก อันอะไร ๆ พึงผจญไม่ได้ในเทวดา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 15

และมนุษย์ เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีปัญญา เมื่อ

ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง

ประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการ

เห็นธรรม.

จบสูตรที่ ๗

อรรถกถาอุคคสูตรที่ ๗

อคคสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อุคฺโค ราชมหามตฺโต ได้แก่ มหาอำมาตย์ ของพระเจ้า

ปเสนทิโกศล. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เป็นผู้บริโภคอาหารเช้า

เสร็จแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า.

บทว่า อทฺโธ ความว่า เป็นผู้มั่งคั่งเพราะทรัพย์ที่เก็บไว้.

ด้วยบทว่า มิคาโร โรหเณยฺโย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอา

มิคารเศรษฐีเป็นหลานแห่งโรหณเศรษฐี. บทว่า มหทฺธโน ได้แก่

เป็นมีทรัพย์มากโดยทรัพย์สำหรับใช้สอย. บทว่า มหาโภโค

ได้แก่ เป็นผู้มีโภคะมาก เพราะมีสิ่งอุปโภคและปริโภคมาก บทว่า

หิรญฺสฺส ได้แก่ทองคำนั้นเอง. จริงอยู่ เฉพาะทองคำของเศรษฐีนั้น

นับได้จำนวนเป็นโกฏิ. บทว่า รูปิยสฺส ความว่า กล่าวเฉพาะเครื่อง

จับจ่ายใช้สอย เช่นที่นอน เสื่ออ่อน ขัน เครื่องลาด และเครื่องนุ่งห่ม

เป็นต้น จะประมาณไม่ได้เลย.

จบ อรรถกถาอุคคสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 16

๘. สังโยชนสูตร

[๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ สังโยชน์ คือ ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด

๑ ความสงสัย ๑ มานะ ๑ ความกำหนัดในภพ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้แล.

จบ สังยชนสูตรที่ ๘

อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๘

สังโยชนสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนุนยสญฺโชน ได้แก่ กามราคสังโยชน์. ความจริง

สังโยชน์ทั้งหมดนี้นั่นแหละ พึงทราบว่า สังโยชน์ เพราะอรรถว่า

เป็นเครื่องผูก. ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเฉพาะวัฏฏอย่าง

เดียว. คำที่เหลือในบททั้งปวง ง่ายทั้งนั้นแล.

จบ อรรถกถาสังโยชนสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 17

๙. ปหาสูตร

[๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ ประการ ๗ ประการเป็นไฉน คือ สังโยชน์

คือ ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด ๑ ความสงสัย ๑

มานะ ๑ ความกำหนัดในภพ ๑ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ

ย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อละ เพื่อตัดสังโยชน์ ๗ ประการนี้แล

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล ภิกษุละสังโยชน์ คือ ความยินดีเสียได้

ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิด

ขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ละสังโยชน์ คือความยินร้าย ฯลฯ สังโยชน์

คือ ความเห็นผิด ฯลฯ สังโยชน์คือความสงสัย ฯลฯ สังโยชน์คือ

มานะ ฯลฯ สังโยชน์คือความกำหนัดในภพ ฯล สังโยชน์คืออวิชชา

เสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้

เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เมื่อนั้น ภิกษุนี้ เรากล่าวว่า ตัดตัณหา

ได้ขาดแล้ว เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้แล้ว

เพราะตรัสรู้คือละมานะเสียได้โดยชอบ.

จบสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 18

๑๐. มัจฉริยสูตร

[๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ สังโยชน์คือ ความยินดี ๑ ความยินร้าย ๑ ความเห็นผิด

๑ ความสงสัย ๑ มานะ ๑ ความริษยา ๑ ความตระหนี่ ๑ ก่อน

ภิกษุทั้งหลาย สังโยชน์ ๗ ประการนี้แล.

จบสูตรที่ ๑๐

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ปฐมอัปปิยสูตร ๒. ทุติยอัปปยสูตร ๓. ปฐมพลสูตร

๔. ทุติยพลสูตร ๕. ปฐมธนสูตร ๖. ทุติยธนสูตร ๗. อุคคสูตร

๘. สังโยชนสูตร ๙. ปหานสูตร ๑๐. มัจฉริยสูตร

จบ ธนวรรคที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 19

อนุสยวรรคที่ ๒

๑. ปฐมอนุสยสูตร

[๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ ประการนี้ ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ อนุสัย คือ กามราคะ ๑ อนุสัย คือ ปฏิฆะ ๑ อนุสัย คือ

ทิฏฐิ ๑ อนุสัย คือ วิจิกิจฉา ๑ อนุสัย คือ มานะ ๑ อนุสัย คือ ภวราคะ

๑ อนุสัย คือ อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุสัย ๗ ประการนี้แล.

จบ ปฐมอนุสยสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 20

๒. ทติยอนุสยสูตร

[๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อละ เพื่อตัดอนุสัย ๗ ประการ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อนุสัย คือ

กามราคะ ๑ อนุสัย คือ ปฏิฆะ ๑ อนุสัย คือ ทิฏฐิ ๑ อนุสัย คือ

วิจิกิจฉา ๑ อนุสัย คือ มานะ ๑ อนุสัย คือ ภวราคะ ๑ อนุสัย คือ

อวิชชา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุย่อมอยู่ประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อละ เพื่อตัดอนุสัย ๗ ประการนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดแล

ภิกษุละอนุสัยคือกามราคะเสียได้ ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือน

ตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา ละอนุสัย

คือ ปฏิฆะ... อนุสัย คือ ทิฏฐิ... อนุสัย คือ วิจิกิจฉา... อนุสัย คือ

มานะ... อนุสัย คือ ภวราคะ... อนุสัย คือ อวิชชาเสียได้ ตัดราก

ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ไม่ให้มี ไม่ให้เกิดขึ้นอีก

ต่อไป เป็นธรรมดา เมื่อนั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า ตัณหาได้แล้ว

เพิกถอนสังโยชน์ได้แล้ว กระทำที่สุดทุกข์ได้แล้ว เพราะตรัสรู้

คือละมานะเสียได้โดยชอบ.

จบ ทุติอนุสยสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 21

๓. กุลสูตร

[๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่งประกอบด้วยองค์ ๗

ประการ ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ไม่ควรเข้าไป หรือเข้าไปแล้ว

ไม่ควรนั่ง องค์ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ต้อนรับด้วยไม่เต็มใจ ๑

ไหว้ด้วยไม่เต็ม ๑ ให้อาสนะด้วยไม่เต็มใจ ๑ ซ่อนของที่มีอยู่ ๑

เมื่อมีของมากให้น้อย ๑ เมื่อมีของประณีตให้ของเศร้าหมอง ๑ ให้

โดยไม่เคารพ ไม่ให้โดยเคารพ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่ง

ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้แล ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ไม่ควร

เข้าไป หรือเข้าไปแล้วไม่ควรนั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่ง

ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ควรเข้าไป

หรือเข้าไปแล้ว ควรนั่ง องค์ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ต้อนรับด้วย

เต็มใจ ๑ ไหว้ด้วยเต็มใจ ๑ ให้อาสนะด้วยเต็มใจ ๑ ไม่ซ่อนของที่

มีอยู่ ๑ เมื่อมีของมากให้มาก ๑ เมื่อมีของประณีตให้ของประณีต ๑

ให้โดยเคารพ ไม่ให้โดยไม่เคารพ ๑ ก่อนภิกษุทั้งหลาย สกุลซึ่ง

ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้แล ภิกษุยังไม่เคยเข้าไป ควรเข้าไป

หรือเข้าไปแล้วควรนั่ง.

จบ กุลสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 22

อนุสยวรรคที่ ๒

อรรถกถากุลสูตรที่ ๓

วรรคที่ ๒ กุลสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า นาล แปลว่า ไม่ควร คือไม่เหมาะสม. บทว่า น มนาเปน

ความว่า ลุกจากอาสนะที่ตนนั่ง โดยอาการไม่คอยเต็มใจ คือแสดง

อาการไม่พอใจนั่นเอง. สองบทว่า สนฺตมสฺส ปริคูหนฺติ ความว่า

ย่อมซ่อน คือย่อมปกปิด - ไทยธรรมแม้ที่มีอยู่แก่ภิกษุนั้น. บทว่า

อสกฺกจฺจ เทนฺติ โน สกฺกจฺจ ความว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเศร้าหมอง

หรือประณีตก็ตาม ให้ ไม่ใช่ด้วยมือของตน คือโดยอาการไม่ยำเกรง

ย่อมไม่ให้โดยอาการยำเกรง.

จบ อรรถกถากุลสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 23

๔. ปุคคสูตร

[๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร

ของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควร

กระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวก

เป็นไฉน คือ อุภโตภาควิมุต ๑ ปัญญาวิมุติ ๑ กายสักยี ๑ ทิฏฐิปปัตตะ

๑ สัทธาวิมุติ ๑ ธัมมานุสารี ๑ สัทธานุสารี ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ

เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก

ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

จบ ปุคคลสูตรที่ ๔

อรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๔

ปุคคลสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อุภโตภาควิมุตฺโต ความว่า หลุดพ้นแล้วโดยส่วนทั้ง ๒.

อธิบายว่า หลุดพ้นแล้วจากรูปกาย ด้วยอรูปสมาบัติ และหลุดพ้น

แล้วจากนามกายด้วยมรรค. บุคคลนั้นมี ๕ จำพวก คือ บุคคลผู้

ออกจากอรูปสมาบัติ ๔ แต่ละสมาบัติ แล้วพิจารณาสังขารแล้ว

บรรลุพระอรหัต ๔ จำพวก, และพระอนาคามีผู้ออกจากนิโรธแล้ว

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 24

บรรลุพระอรหัต ๑ จำพวก. แต่บาลีในพระสูตร มาแล้วด้วยอำนาจ

ผู้ได้วิโมกข์ ๘ อย่างนี้ว่า ก็บุคคลผู้หลุดพันโดยส่วน ๒ เป็นไฉน ?

บุคคลบางคนในพระศาสนานี้ ถูกต้องวิโมกข์ ด้วยนามกายแล้วอยู่

อาสวะของผู้นั้นย่อมสิ้นไป เพราะเห็นแม้ด้วยปัญญา.

บุคคลผู้ชื่อว่า ปัญญาวิมุตตะ เพราะหลุดพ้นด้วยปัญญา.

ปัญญาวิมุตตะนั้นมี ๕ จำพวก ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ พระ-

อรหันตสุกขวิปัสสกะจำพวก ๑ ท่านออกจากฌาน ๔ แล้วบรรลุ

พระอรหัต ๔ จำพวก. แต่บาลีในสูตรนี้มาแล้ว โดยปฏิเสธวิโมกข์ ๘

ดังพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวไว้ว่า ความจริง บุคคลไม่ได้

ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่ อาสวะทั้งหลายของเขาย่อมสิ้นไป

เพราะเห็นแม้ด้วยปัญญา บุคคลนี้ท่านเรียกว่า ปัญญาวิมุตติ หลุดพ้น

แล้วด้วยปัญญา.

บุคคลชื่อว่า กายสักขี เพราะทำให้วิโมกข์นั้น อันตนทำให้

แจ้งแล้วด้วยนามกาย. กายสักขีปุคคลนั้นย่อมถูกต้องฌานสัมผัส

ก่อน ย่อมทำให้แจ้งซึ่งนิโร คือพระนิพพานในภายหลัง. กายสักขี-

บุคคลนั้น นับตั้งแต่พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล จนถึง

พระอริยบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค รวมเป็น ๖ จำพวก

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า บุคคลบางคนในพระศาสนา

ถูกต้องวิโมกข์ ๘ ด้วยนามกายอยู่ อาสวะ บางเหล่าของผู้นั้น

ย่อมสิ้นไป เพราะเห็นแม้ด้วยปัญญา บุคคลนี้ท่านเรียกว่า กายสักขี

ด้วยเห็นวิโมกข์ด้วยนามกาย.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 25

บุคคลผู้ชื่อว่า ทิฏฐิปปัตตะ เพราะถึงอริยสัจจธรรมที่ตน

เห็นแล้ว. ในทิฏฐิปปัตตบุคคลนั้น มีสักษณะสังเขปดังต่อไปนี้ บุคคล

ชื่อว่า ทิฏฐิปปัตตะ เพราะรู้ เห็น รู้แจ้ง ทำให้แจ้ง ถูกต้องด้วยปัญญา

ว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ความดับสังขารเป็นสุขดังนี้. แต่เมื่อ

ว่าโดยพิศดาร บุคคลแม้นั้น ย่อมมี ๖ จำพวก ดุจกายสักขีบุคคล

ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวว่า บุคคลบางตนในพระ-

ศาสนานี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัด

ตามความเป็นจริงว่า นี้ปฏิปทา เป็นเครื่องยังสัตว์ให้ถึงความดับทุกข์

ดังนี้ และเป็นผู้มีธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ซึ่งตน

เห็นแล้วด้วยปัญญา อันตนประพฤติแล้วปัญญา บุคคลนี้ ท่าน

เรียกว่า ทิฏฐิปปัตตะ ผู้ถึงอริยสัจจ์ ที่ตนเห็นแล้ว.

บุคคล ชื่อว่า สัทธาวิมุตตะ เพราะหลุดพ้นด้วยศรัทธา

สัทธาวิมุตตบุคคลแม้นั้น ก็มี ๖ จำพวก โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.

ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บุคคลบางคนในพระศาสนานี้ ย่อม

รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า

นี้ปฏิปทาเป็นเครื่องให้ถึงความดับทุกข์ และย่อมเป็นผู้มีธรรมที่

พระตถาคตประกาศแล้ว ซึ่งตนเห็นแล้วด้วยปัญญา อันตนประพฤติ

แล้วด้วยปัญญา ฯลฯ บุคคลนี้ ท่านเรียกว่า สัทธาวิมุตตะ หลุดพ้น

ด้วยศรัทธา แต่ว่าไม่เป็นเหมือนความหลุดพ้นของทิฏฐิปปัตตะบุคคล.

เพราะความสิ้นกิเลสของสัทธาวิมุตตะบุคคลนี้ เหมือนความสิ้นกิเลส

ของบุคคลผู้เชื่ออยู่ ปักใจเชื่ออยู่ เเละน้อมใจเชื่ออยู่ ในมัคคขณะ

อันเป็นส่วนเบื้องต้นฉะนั้น ญาณอันเป็นเครื่องดับกิเลสในมัคคขณะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 26

อันเป็นส่วนเบื้อต้น ของทิฏฐิปปัตตะบุคคล เป็นญาณไม่ชักช้า

กล้าแข็ง แหลมคม ตัดกิเลสผ่านไปไม่ได้ เพราะเหตุนั้น เหมือน

อย่างว่า บุคคลใช้ดาบที่ไม่คม ตัดต้นกล้วย รอยขาดของต้นกล้วย

ย่อมเกลี้ยงเกลา ดาบก็ไม่นำ (ตัด) ไปได้โดยฉับพลัน ยังได้ยินเสียง

ใช้ความพยายามอย่างแรงกล้า ฉันใด มรรคภาวนา อันเป็น

ส่วนเบื้องต้น ของสัทธาวิมุตตบุคคลนั้น พึงทราบเหมือนฉันนั้น

แต่ยุคคล เอาดาบที่ลับดีแล้วตัดต้นกล้วย รอยขาดของต้นกล้วย

ย่อมเกลี้ยงเกลา ดาบย่อมนำ (ตัด) ได้ฉับพลัน ไม่ได้ยินเสียง ไม่ต้อง

ใช้ความพยายามอย่างแรง ฉันใด มรรคภาวนา อันเป็นส่วนเบื้องต้น

ของปัญญาวิมุตตบุคคลก็พึงทราบฉันนั้นเหมือนกัน.

บุคคล ชื่อว่า ธัมมานุสารี เพราะตามระลึกถึงธรรม. พร้อม

ชื่อว่า ธรรม. อธิบายว่า บุคคลย่อมเจริญมรรคอันมีปัญญาเป็นตัวนำ

แม้ในบุคคลผู้สัทธานุสารีก็นัยนี้เหมือนกัน. บุคคลทั้ง ๒ นั้น ก็ต่อ

บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรคนั่นแล. สมจริงดังคำที่ธรรมสังคห-

กาจารย์ กล่าวไว้ว่า บุคคลใด ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล

ปัญญินทรีย์ย่อมมีจำนวนมาก บุคคลนั้นชื่อว่า ย่อมเจริญอริยมรรค

อันมีปัญญาเป็นตัวนำ บุคคลนี้ท่านเรียกว่า ธัมมานุสารี. ในธัมมา-

นุสารีนั้น มีความสังเขปเพียงเท่านี้. แต่เมื่อว่าโดยพิสดาร กถาว่าด้วย

อุภโตภาควิมุตตะปุคคลเป็นต้นนี้ ก็กล่าวไว้แล้วในอธิการว่าด้วย

ปัญญาภาวนาในวิสุทธิมรรค เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบ

โดยที่กล่าวแล้วในปกรณ์นั้นเถิด ดังนี้.

จบ อรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 27

๕. อุทกูปมสูตร

[๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลมีเปรียบด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้

มีปรากฏอยู่ในโลก ๗ จำพวกเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้

จมลงแล้วคราวเดียว ก็เป็นอันจมอยู่นั่นเอง ๑ บางคนโผล่ขึ้นมาแล้ว

กลับจมลงไป ๑ บางคนโผล่พ้นแล้วทรงตัวอยู่ ๑ บางคนโผล่ขึ้นแล้ว

เหลียวไปมา ๑ บางคนโผล่ขึ้นแล้วเตรียมตัวจะข้าม ๑ บางคนโผล่

ขึ้นแล้วได้ที่พึ่ง ๑ บางคนโผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์ข้ามถึงฝั่ง

อยู่บนบก ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่จมลงแล้วคราวเดียว

ก็เป็นอันจมอยู่นั่นเองอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบ

ด้วยอกุศลธรรมฝ่ายดำโดยส่วนเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล

ที่จมลงแล้วคราวเดียวก็เป็นอันจมอยู่นั่นเองอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้กลับจมลงไป

อย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือเขามีธรรม คือ

ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดี ๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย

แต่ศรัทธาของเขานั้นไม่คงที่ ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไปฝ่ายเดียว หิริ

โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาของเขานั้น ไม่คงที่ ไม่เจริญขึ้น เสื่อมไป

ฝ่ายเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วกลับจมลง

อย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วทรงตัวอยู่อย่างไร

บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา

หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดี ๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย แต่

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 28

ศรัทธาของเขานั้นไม่เสื่อมลง ไม่เจริญขึ้น คงที่อยู่ หิริ โอตตัปปะ

วิริยะ และปัญญาของเขานั้นไม่เสื่อมลง ไม่เจริญขึ้น คงที่อยู่ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วทรงตัวอยู่อย่างนี้แล.

ก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเหลียวไปมา

อย่างไร บุคคลบางตนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้

คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดี ๆ ในกุศลธรรม

ทั้งหลาย เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เขาเป็นพระโสดาบัน มีอันไม่

ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงที่จะตรัสรู้ในเบื้องหน้า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเหลียวไปมาอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเตรียมตัว

จะข้ามอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรม

เหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญาชั้นดี ๆ ในกุศลธรรม

ทั้งหลาย เพราะสังโยชน์ ๓ สิ้นไป เพราะทำราคะ โทสะ โมหะ

ให้เบาบางลง เขาเป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้อีกครั้งเดียวเท่านั้น

แล้วทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้ว เตรียมตัวจะข้าม

อย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาแล้วได้ที่พึ่งอย่างไร

บุคคลบางตนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้ คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ

ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา ชั้นดี ๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย

เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาเป็นพระอนาคามี จัก

ปรินิพพานในภพนั้น มีอันไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา บุคคล

ที่โผล่ขึ้นมาแล้วได้ที่พึ่งอย่างนี้แล.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 29

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์

ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบกอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ โผล่ขึ้นมาได้

คือ เขามีธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ ปัญญา

ชั้นดี ๆ ในกุศลธรรมทั้งหลาย เขากระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา-

วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญา

อันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ บุคคลที่โผล่ขึ้นมาได้แล้วเป็นพราหมณ์

ข้ามถึงฝั่งอยู่บนบกอย่างนี้แล้ว ก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลเปรียบ

ด้วยน้ำ ๗ จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก.

จบ อุทกูปมสูตรที่ ๕

อรรถกถาอุทกูปมสูตรที่ ๕

อุทกูปมสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อุทกูปมา ความว่า บุคคล ท่านเปรียบด้วยน้ำ เพราะ

ถือเอาอาการมีการดำลงเป็นต้น. สองบทว่า สกึ นิมุคฺโค ได้แก่

ดำลงคราวเดียว บทว่า เอกนฺตกาฬเกหิ พระองค์ตรัสหมายถึง

นิยตมิจฉาทิฏฐิ. บทว่า อุมฺมุชฺชติ แปลว่าผุดขึ้น. บทว่า สาธุ ความว่า

งาม คือ ดี. บทว่า หายติเยว ความว่า ย่อมเสื่อมไปหมดทีเดียว

เหมือนน้ำที่บุคคลรดลงในเครื่องกรองน้ำ ฉะนั้น. หลายบทว่า

อุมฺมุชฺชิตฺว่า วิปสฺสติ วิโลเกติ ความว่า บุคคลที่โผล่ขึ้นได้แล้ว

พิจารณาเหลียวแลดูทิศที่ควรจะไป. บทว่า ปตรติ ความว่า ชื่อว่า

เป็นผู้บ่ายหน้าต่อทิศที่ควรไปข้ามไปอยู่. สองบทว่า ปติคาธปฺปตฺโต

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 30

โหติ บุคคลโผล่ขึ้นมาแล้วเหลียวดูข้ามไป ชื่อว่าย่อมประสมที่พึง

คือ ย่อมยืนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ไม่หวนกลับมาอีก. บทว่า ติณฺโณ

ปารคโต ถเล ติฏฺติ ความว่า บุคคลข้ามหวัง คือ กิเลสทั้งปวง

ถึงฝั่งโน้นแล้ว ชื่อว่า ย่อมเป็นผู้ยืนอยู่บนบก คือ พระนิพพาน.

วัฏฏะและวิวัฏฏะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรนี้.

จบ อรรถกถาอุทกูปมสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 31

๖. อนิจจสูตร

[๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร

ของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควร

กระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวก

เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็น

ความไม่เที่ยง มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง ทั้งรู้ว่าเป็นของไม่เที่ยง

ในสังขารทั้งปวง ตั้งใจมั่นติดต่อกันไปไม่ขาดสาย มีปัญญาหยั่งทราบ

ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้

เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน

เข้าถึงอยู่ นี้เป็นบุคคลที่ ๑ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญ

ของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางตนในโลกนี้

พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง... มีปัญญาหยั่งทราบ ความสิ้นอาสวะ

และความสิ้นชีวิตของเขา ไม่ก่อนไม่หลังกัน นี้เป็นบุคคลที่ ๒

เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาจักปรินิพพานในระหว่าง นี้เป็นบุคคลที่ ๓

เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 32

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาจักปรินิพพานในเมืออายุเลยกึ่ง นี้เป็น

บุคคลที่ ๔ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มี

นาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาจักปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก

นี้เป็นบุคคลที่ ๕ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก

ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง... มีปัญญาหยั่งทราบ. เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาจักปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง

นี้เป็นบุคคลที่ ๖ เป็นผู้ควรของคำนับ... เป็นนาบุญของโลกไม่มี

นาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นความไม่เที่ยง มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง ทั้งรู้ว่าเป็น

ของไม่เที่ยง ในสังขารทั้งปวง ตั้งใจมั่น ติดต่อกันไปไม่ขาดสาย

มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เขาเป็นผู้

มีกระแสในเบื้องบน ไปสู่อกนิฏฐภพ นี้เป็นบุคคลที่ ๗ เป็นผู้ควร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 33

ของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของ

ต้อนรับ เป็นควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญ

ของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

จบ อนิจจสูตรที่ ๖

อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๖

อนิจจสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บุคคลชื่อว่า อนิจานุปัสสี เพราะตามเห็นขยายไปด้วย

ปัญญาอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง. บุคคลชื่อว่า อนิจจสัญญี

เพราะมีความสำคัญอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง. บุคคลชื่อว่า

อนิจจปฏิสังเวที เพราะรู้ชัดด้วยญาณ (ปัญญา) อย่างนี้ว่า สังขาร

ทั้งหลายไม่เที่ยง. บทว่า สตต ได้แก่ ทุกกาล. บทว่า สมิต ความว่า

จิตดวงหลัง ถึงแล้วคือเข้าถึงแล้ว สืบต่อกับจิตดวงก่อนอย่างใด

จิตดวงก่อนก็สืบต่อกับจิตดวงหลังอย่างนั้น. บทว่า อพฺโพกิณฺณ

ความว่า ต่อกันไม่ขาดสาย คือไม่เจือปนด้วยจิตดวงอื่น. บทว่า

เจตสา อธิมุจฺจมาโน ได้แก่ น้อมในไป. บทว่า ปญฺาย ปริโยคาหมาโน

ได้แก่ ตามเข้าไปด้วยวิปัสสนาญาณ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 34

บทว่า อปุพฺพ อจริม ได้แก่ ไม่ก่อนไม่หลัง คือในขณะเดียวกัน

นั้นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมสีสีบุคคล ไว้ในพระสูตรนี้.

สมสีสีบุคคลนั้น มี ๔ จำพวก คือ โรคสมสีสี เวทนาสมสีสี

อิริยาปถสมสีสี และชีวิตสมสีสี. บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนั้น

บุคคลใดถูกโรคอย่างใดอย่างหนึ่งกระทบแล้ว โรคสงบระงับ และ

อาสวะสิ้นไป โดยคราวเดียวกันนั่นเอง บุคคลนี้ ชื่อว่าโรคสมสีสี.

ส่วนบุคคลใด เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เวทนาสงบระงับไป

และอาสวะสิ้นไป ในคราวเดียวกันนั่นเองบุคคลนี้ ชื่อเวทนาสมสีสี.

ส่วนบุคคลใด พรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง มีการยืน

เป็นต้น เห็นแจ้งอยู่ อริยาบถสิ้นสุด และอาสวะสิ้นไป โดยขณะ

เดียวกันนั่นเอง บุคคลนี้ ชื่อว่า อิริยาปถสมสีสี. ส่วนบุคคลใด

พยายามฆ่าตัวตายหรือทำสมณธรรมอยู่ ชีวิตสิ้นไป และอาสวะก็

สิ้นไป โดยขณะเดียวนี้นั่นเอง บุคคลนี้ ชื่อว่า ชีวิตสมสีสี. ชีวิต-

สมสีสีบุคคลนี้ ท่านประสงค์เอาในพระสูตรนี้. ในชีวิตสมสีสีบุคคล

นั้น มีอธิบายว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ ย่อมมีได้ด้วยมรรคจิต

ความสิ้นสุดแห่งชีวิตย่อมมีได้ด้วยจุติจิตก็จริง ถึงกระนั้น ชื่อว่า

ความเกิดพร้อมแห่งธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ และการสิ้นสุดแห่งชีวิต

ทั้ง ๒ อย่าง ย่อมมีในขณะเดียวกันไม่ได้. ก็เพราะเหตุที่พออาสวะ

ของชีวิตสมสีสีบุคคลนั้นสิ้นไป ความสิ้นสุดแห่งชีวิตก็มาถึง ใน

ลำดับวาระแห่งปัจจเวกขณะทีเดียว ไม่ปรากฏช่องว่าง ฉะนั้น ท่าน

จึงกล่าวอย่างนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 35

บทว่า อนฺตราปรินิพฺพายี นี้ เป็นชื่อของพระอนาคามีบุคคล

ผู้เกิดในภูมิใดภูมิหนึ่ง บรรดาสุทธาวาสภูมิทั้ง ๕ หรือเลยไปหน่อย

หนึ่ง หรือยังตั้งอยู่ตรงกลาง. ในขณะที่บังเกิดแล้วบรรลุพระอรหัต.

บทว่า อุปหจฺจปรินิพฺพายี ได้แก่ พระอนาคามีบุคคล. ล่วงเลย

กลางอายุขัยแล้ว จึงบรรลุพระอรหัต ในสุทธาวาสภูมินั่นเอง.

บทว่า อสงฺขารปรินิพฺพายี ได้แก่ พระอนาคามีบุคคล ผู้ทำกิเลส

ทั้งหลายให้สิ้นไป โดยไม่ต้องกระตุ้นเตือน ไม่ต้องกระทำความ

พากเพียร ของบุคคลเหล่านั้นทั้งนั้น. บทว่า อสงฺขารปรินิพฺพายี

ได้แก่ พระอนาคามีบุคคล ผู้ทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป โดยต้อง

กระตุ้นเตือน ต้องมีความพยายาม. บทว่า อุทฺธโสโตอกนิฏฐคามี

ได้แก่พระอนาคามีบุคคล ผู้บังเกิดในสุทธาวาสภูมิชั้นต่ำ ๔ ชั้น

ชั้นใดชั้นหนึ่ง จุติจากภูมินั้นแล้ว เกิดในอกนิฏฐภูมิ โดยลำดับ

แล้วบรรลุพระอรหัต.

จบ อรรถกถาอนิจจสุตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 36

๗. ทุกขสูตร

[๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร

ของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวก

เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความทุกข์ มีความ

สำคัญว่าเป็นทุกข์ ทั้งรู้ว่าเป็นทุกข์ ในสังขารทั้งปวง ฯลฯ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ เป็นผู้ควร

ขอต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นควรกระทำอัญชลี เป็น

นาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

จบ ทุกขสูตรที่ ๗

อรรถกถาทุกขสูตรที่ ๗

ทุกขสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ทุกฺขานุปสฺสี ได้แก่ บุคคลผู้ตามเห็นอาการคือ ความ

ไม่บีบคั้น โดยความเป็นทุกข์.

จบ อรรถกถาทุกขสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 37

๘. อนัตตสูตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของ

คำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวก

เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา มีความ

สำคัญว่าเป็นอนัตตา ทั้งรู้ว่าเป็นอนัตตา ในธรรมทั้งปวง ฯลฯ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ

เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

จบ อนัตตา สูตรที่ ๘

อรรถกถาอนัตตาสูตรที่ ๘

อนัตตสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนตฺตานุปสฺสี ได้แก่บุคคลผู้ตามเห็นอาการ คือ

ความไม่เป็นไปในอำนาจ ว่าธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ดังนี้.

อรรถกถาอนัตตสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 38

๙. นิพพานสูตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควรของคำนับ

เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรกระทำ

อัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวกเป็นไฉน

บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นความเป็นสุข สำคัญว่าสุข

ทั้งรู้ว่าเป็นสุข ในนิพพาน ตั้งใจมั่น ติดต่อกันไปไม่ขาดสาย มี

ปัญญาหยั่งทราบ กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา

อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ นี้เป็นบุคคลที่ ๑ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ

เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะความสิ้น

อาสวะสู่ความสิ้นชีวิตของท่านนั้น ไม่ก่อนไม่หลังกัน นี้เป็น

บุคคลที่ ๒ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มี

นาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานในระหว่าง นี้เป็นบุคคลที่ ๓

เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 39

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานในเมื่ออายุเลยกึ่ง นี้เป็นบุคคลที่ ๔

เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้

พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก นี้

เป็นบุคคลที่ ๕ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก

ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางตนในโลกนี้

พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป จักปรินิพพานด้วยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง

นี้เป็นบุคคลที่ ๖ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก

ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลบางตนในโลกนี้

พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข... มีปัญญาหยั่งทราบ เพราะโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ สิ้นไป เป็นมีกระแสในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ นี้เป็น

บุคคลที่ ๗ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลกไม่มี

นาบุญอื่นยิ่งกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้

ควรของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นควรของทำบุญ เป็น

ผู้ควรกระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลกไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

จบ นิพพานสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 40

อรรถกถานิพพานสูตรที่ ๙

นิพพานสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สุขานุปสฺสี ได้แก่ บุคคลผู้ตามเห็นด้วยญาณ (ปัญญา)

อย่างนี้ว่า พระนิพพานเป็นสุข.

จบ อรรถกถานิพพานสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 41

๑๐. นิททสวัตถุสูตร

[๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้ ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า

ในการสมาทานสิกขาและเป็นผู้ได้ความยินดีในการสมาทานสิกขา

ต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการใคร่ครวญธรรม และ

เป็นผู้ได้ความยินดีในการใคร่ครวญธรรมต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจ

อย่างแรงกล้าในอันที่จะกำจัดความอยาก และเป็นผู้ได้ความยินดี

ในอันที่จะกำจัดความอยากต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า

ในการหลีกเร้นและเป็นผู้ได้ความยินดีในการหลีกเร้นต่อไป ๑ เป็น

ผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้าในการปรารภความเพียร และเป็นผู้

ได้ความยินดีในการปรารภความเพียรต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจ

อย่างแรงกล้าในความเป็นผู้มีสติรอบคอบ และเป็นผู้ได้ความยินดี

ในความเป็นผู้มีสติรอบคอบต่อไป ๑ เป็นผู้มีความพอใจอย่างแรงกล้า

ในการแทงตลอดด้วยทิฏฐิ และเป็นผู้ได้ความยินดีในการแทงตลอด

ด้วยทิฏฐิต่อไป ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิททสวัตถุ ๗ ประการนี้แล.

จบ นิททสวัตถุสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 42

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อนุสยสูตรที่ ๑ ๒. อนุสยสูตรที่ ๒ ๓. กุลสูตร

๔. ปุคคลสูตร ๕. อุทกูปมสูตร ๖. อนิจจาสูตร ๗. ทุกขสูตร

๘. อนัตตาสูตร ๙. นิพพานสูตร ๑๐. นิททสวัตถุสูตร

จบ อนุสยวรรคที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 43

วัชชีวรรคที่ ๓

๑. สารันททสูตร

[๑๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ สารันทท-

เจดีย์ ใกล้กรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีหลายพระองค์ด้วยกัน

พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ทรงถวายบังคม

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะเจ้าลิจฉวีเหล่านั้นว่า ดูก่อนลิจฉวี

ทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการ แก่ทานทั้งหลาย

ท่านทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น

ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า

ดูก่อนลิจฉวีทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ

ชาววัชชีจักหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวัง

ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ชาววัชชี

เมื่อประชุมก็จักพร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียง

กันเลิกประชุมและจักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ เพียงใด

ชาววัชชีพึงหวังความเจริญ ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย

เพียงนั้น, ชาววัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่บัญญัติ จักไม่ถอนสิ่ง

ที่ท่านบัญญัติไว้แล้ว ประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชีครั้ง

โบราณ ตามที่ท่านบัญญัติไว้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญ

ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ชาววัชชีจักสักการะ

เคารพ นับถือ บูชาท่านวัชชีผู้ใหญ่ทั้งหลาย และจักสำคัญถ้อยคำ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 44

แห่งท่านเหล่านั้น ว่าเป็นถ้อยคำอันตนพึงเชื่อฟัง เพียงใด ชาววัชชี

พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น

ชาววัชชีจักไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล เพียงใด ชาววัชชี

พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น,

ชาววัชชียังคงสักการะ เคารพ นับถือ, บูชาเจติยสถานของชาววัชชี

ทั้งภายในและภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรม ซึ่งเคยให้

เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญ

ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ชาววัชชีจักถวาย

ความอารักขา ความคุ้มครอง ป้องกันโดยชอบธรรมในพระอรหันต์

ทั้งหลาย เป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยัง

ไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้ว พึงอยู่เป็นสุขเพียงใด ชาว

วัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น.

ดูก่อนลิจฉวีทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ใน

ชาววัชชี ละชาววัชชียังปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการ

นี้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความ

เสื่อมเลย เพียงนั้น.

จบ สารันททสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 45

วัชชีวรรคที่ ๓

อรรถกถาสารันททสูตรที่ ๑

วรรคที่ ๓ สารันททสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สารนฺทเท เจติเย ได้แก่ในวิหารมีชื่ออย่างนั้น.

ได้ยินว่า เมื่อพระตถาคตยังไม่เสด็จอุบัติ สถานที่อยู่ของยักษ์

ชื่อสารันททะ ได้กลายเป็นเจดีย์. ครั้งนั้น ชนทั้งหลายได้พากัน

สร้างวิหารถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่เจดีย์นั่นแล. บทว่า ยาวกีวญฺจ

แปลว่า ตลอดกาลเพียงไร. บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา ความว่า ประชุม

กันวันละ ๓ ครั้งก็ดี ประชุมกันเป็นระยะ ๆ ก็ดี ชื่อว่า ประชุมกัน

เนือง ๆ. บทว่า บทว่า สนฺนิปาตพหุลา ความว่า ชื่อว่า มากด้วยการประชุม

เพราะยุติกันไม่ได้ว่าทั้งวันวาน ทั้งในวันก่อน ๆ เราก็ประชุมแล้ว

เพื่อประโยชน์อะไรจึงประชุมกันวันนี้อีก. คำว่า วุฑฺฒิเยว ลิจฺฉวี

วชฺชีน ปาฏิกงฺขา โน ปริหานิ ความจริงเจ้าลิจฉวี เมื่อไม่ประชุม

กันเนื่อง ๆ ย่อมไม่ได้สดับข่าวสาสน์อันมาในทิศทั้งหลายเลย.

แต่นั้นย่อมไม่ทราบว่า เขตแดนหมู่บ้านโน้น หรือเขตแดนนิคมโน้น

วุ่นวายกัน พวกโจรส่องสุมกันอยู่ในที่โน้น ฝ่ายพวกโจร ครั้นรู้ว่า

เจ้าทั้งหลายพากันประมาทแล้ว ก็โจรตีหมู่บ้านเป็นต้น ทำชนบท

ให้เสียหาย. ความเสื่อมเสียย่อมมีแก่เจ้าทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้.

แต่เมื่อประชุมกันเนือง ๆ ย่อมได้ฟังเรื่องนั้น ๆ จากนั้น ก็ได้ส่ง

กองกำลังไปกระทำการปราบศัตรู. แม้พวกโจรก็คิดว่า เจ้าทั้งหลาย

ไม่ประมาทแล้ว พวกเราไม่อาจเที่ยวไปโดยคุมกันเป็นพวก ๆ ดังนี้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 46

แล้วก็พากันแตกหนีไป. เจ้าทั้งหลายจึงมีความเจริญด้วยอาการ

อย่างนี้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วุฑฺฒิเยว ลิจฺฉวี

วชฺชีน ปาฏิกงฺขา โน ปริหานิ.

ในบทว่า สมคฺคา เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. เมื่อสิ้นเสียงกลอง

เรียกประชุม พวกเจ้าวัชชี กระทำความบ่ายเบี่ยงว่า วันนี้เรามีกิจ

เรามีการมงคล ดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีความพร้อมเพรียงกันประชุม

อนึ่ง พวกเจ้าวัชชี พอได้สดับเสียงกลอง กำลังบริโภคอาหารก็ดี

กำลังประดับก็ดี กำลังนุ่งผ้าอยู่ก็ดี บริโภคอาหารได้ครึ่งหนึ่ง ประดับ

ตัวครึ่งเดียว กำลังนุ่งผ้าก็มาประชุม ชื่อว่าย่อมพร้อมเพียงกัน

ประชุม. อนึ่งพวกเจ้าวัชชี ประชุมคิดปรึกษากันทำกิจที่ควรทำแล้ว

แต่ไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ชื่อว่า ไม่พร้อมเพรียงกันเลิก

ประชุม. ด้วยว่าเมื่อพวกเจ้าวัชชี เลิกประชุมกันอย่างนี้ พวกเจ้า

วัชชีที่เลิกไปก่อน ย่อมมีปริวิตกอย่างนี้ว่า พวกเราได้สดับแต่เรื่อง

นอกประเด็นทั้งนั้น บัดนี้จักมีเรื่องวินิจฉัยกันดังนี้. อนึ่ง พวกเจ้าวัชชี

เมื่อพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม ชื่อว่า ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเลิก

ประชุม.

อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพวกเจ้าวัชชี สดับว่า คามสีมาหรือนิคมสีมา

ในที่ชื่อโน้นวุ่นวายหรือ มีพวกโจรส้องสุมดักปล้น กล่าวว่า ใคร

จักไปกระทำการปราบพวกศัตรู ดังนี้แล้วก็แย่งกันไปกล่าวว่า

เราก่อน เราก่อน ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม. แต่เมื่อ

การงานของเจ้าวัชชีผู้หนึ่ง ต้องหยุดชงักลง พวกเจ้าวัชชีนอกนั้น

ต่างก็ส่งบุตรและพี่น้องชายไปช่วยเหลือ เจ้าวัชชีบ้าง พวกเจ้าวัชชี

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 47

ทั้งหมดอย่าได้พูดกะเจ้าผู้เป็นอาคันตุกะว่า จงไปเรือนของเจ้าวัชชี

โน้น จงไปเรือนของเจ้าวัชชีโน้น ดังนี้ ต่างพร้อมเพรียงกันสงเคราะห์

บ้าง เมื่อการมงคลก็ดี โรคก็ดี ก็หรือว่าเมื่อสุขทุกข์เช่นนั้นอย่างอื่น

เกิดขึ้นแก่เจ้าวัชชีคนหนึ่ง พวกเจ้าวัชชีทั้งหมด ก็พากันเป็นสหาย

ในการงานนั้นบ้าง ชื่อว่า ย่อมเป็นผู้พร้อมเพรียงช่วยกระทำกิจ

ที่เจ้าวัชชีควรกระทำ.

ในบทว่า อปฺปญฺตฺต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ พวก

เจ้าวัชชีเมื่อให้เก็บส่วยภาษีหรือค่าสินไหมที่ไม่ได้กระทำไว้ใน

กาลก่อน ชื่อว่า ย่อมบัญญัติข้อที่ยังไม่ได้บัญญัติ อนึ่ง พวกเจ้า

วัชชีเมื่อให้เก็บส่วยเป็นต้น เฉพาะที่มีอยู่ตามประเพณีโบราณ ชื่อว่า

ย่อมไม่ถอนข้อที่บัญญัติได้แล้ว. พวกเจ้าวัชชี ตัดสินพวกมนุษย์

ที่ถูกเจ้าหน้าที่จับมาแสดงว่าเป็นโจร สั่งลงโทษเสร็จเด็ดขาด

ชื่อว่า ถือวัชชีธรรมของเก่าปฏิบัติ. เมื่อพวกเจ้าวัชชีเหล่านั้น

บัญญัติข้อที่ไม่เคยบัญญัติไว้ พวกมนุษย์ผู้ถูกภาษีใหม่เอี่ยมเป็นต้น

บีบคั้นปรึกษากันว่า พวกเราถูกพวกเจ้าวัชชีเบียดเบียนเหลือเกิน

ใครเล่าจักทนอยู่ในแคว้นของพวกเจ้าเหล่านี้ได้ดังนี้แล้ว พากัน

อพยพไปยังปลายเป็นเป็นโจรบ้าง เป็นพวกของโจรบ้างพากันปล้น

ชาวชนบท. เมื่อเจ้าวัชชีเหล่านั้น ถอนข้อบัญญัติ ที่บัญญัติไว้แล้ว

ไม่เก็บส่วยเป็นต้น ที่มีอยู่แล้วตามประเพณี เรือนคลัง ย่อมเสื่อม

ลง ลำดับนั้น ชนทั้งหลาย มีพลม้า พลช้าง กองทหาร และ

นักสนม เป็นต้น เมื่อไม่ได้รับค่าจ้าง ที่เคยมีเป็นประจำ ย่อม

เสื่อมถอยจากเรี่ยวแรงและกำลัง. ชนเหล่านั้น ย่อมทนความเป็น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 48

พลรบไม่ได้ อดทนต่อความปรนนิบัติมิได้. เมือเจ้าวัชชีทั้งหลาย

ไม่ยึดวัชชีธรรมของเก่าปฏิบัติ พวกมนุษย์ในแว่นแคว้น พากันโกรธ

ว่า เจ้าวัชชีทั้งหลาย ตัดสินบุตรบิดาของเรา ผู้ไม่เป็นโจรให้กลาย

เป็นโจรแล้ว ทำลายทรัพย์เสียดังนี้ ดังนี้แล้วพากันอพยพไปอยู่

ชายแดน เป็นโจรบ้าง เป็นพวกของโจรบ้าง พากันปล้นชนบท เจ้า

ทั้งหลายย่อมมีแต่ความเสื่อมด้วยอาการอย่างนี้ แต่เมื่อเจ้าวัชชี

ทั้งหลาย ไม่บัญญัติข้อที่มิได้บัญญัติไว้ พวกมนุษย์ต่างกันยินดี

ร่าเริงว่า เจ้าทั้งหลาย ทำตามข้อบัญญัติที่เคยมีมาแล้วตามประเพณี

เท่านั้น ดังนี้แล้ว ย่อมจัดแจงการงานมีกสิกรรมและพานิชยกรรม

เป็นต้น ให้สำเร็จผล เมื่อเจ้าวัชชีทั้งหลาย ไม่ถอนข้อที่บัญญัติไว้

เก็บภาษีเป็นต้น ที่เคยมีมาตามประเพณี เรือนคลังก็ย่อมเพิ่มพูน

แต่นั้น พลช้าง พลม้า พลเดินเท้า และนางสนมเป็นต้น เมื่อได้ค่าจ้าง

ตามที่มีเป็นประจำ ย่อมสมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรงและกำลัง ย่อม

อดทนต่อการรบ และอดทนต่อการปรนนิบัติบำรุง. เมื่อเจ้าวัชชี

ทั้งหลาย ยึดวัชชีธรรมของเก่าประพฤติ พวกมนุษย์ก็ไม่เพ่งโทษ

ต่อเจ้าทั้งหลาย ทรงกระทำตามประเพณีโบราณ พระองค์เองก็รักษา

นิติธรรม อันเสนาบดีและอุปราชผู้ฉลาดในประโยชน์รักษาแล้ว

ทรงให้สอนคัมภีร์ตามประเพณี ทรงให้ลงอาชญาที่เหมาะสมเท่านั้น

พวกเจ้าเหล่านี้ไม่มีความผิด พวกเราต่างหากมีครามผิด ดังนี้

แล้ว พากันไม่ประมาทกระทำการงานทั้งหลายจึงมีแก่ความเจริญ

ด้วยอาการอย่างนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 49

บทว่า สกฺกริสฺสนฺติ ความว่า เจ้าวัชชีทั้งหลาย เมื่อกระทำ

สักการะอย่างใดอย่างหนึ่ง แก่เจ้าวัชชีผู้ใหญ่เหล่านั้น จักกระทำ

แต่สิ่งทีดีเท่านั้น. บทว่า ครุกรสฺสนฺติ ความว่า จักเข้าไปตั้งความ

เคารพ กระทำ. บทว่า มาเนสฺสนฺติ ความว่าจักเป็นที่รักโดยความ

นับถือ. บทว่า ปูเชสฺสนฺติ ความว่า จักบูชาด้วยการบูชาด้วยสัจจะ

บทว่า โสตพฺพ มญฺิสสนฺติ ความว่า พวกเจ้าวัชชี ไปประพฤติ

วันละ ๒ - ๓ ครั้ง สำคัญถ้อยคำของเจ้าวัชชีผู้ใหญ่เหล่านั้นว่าฟัง

ควรเชื่อถือ. บรรดาเจ้าวัชชีเหล่านั้น เจ้าวัชชีเหล่าใดไม้ทำสักการะ

เป็นต้นแก่เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ หรือไม่ไปปรนนิบัติเจ้าวัชชีผู้ใหญ่เหล่านั้น

เพื่อประโยชน์แก่การรับโอวาทอย่างนี้ เจ้าวัชชีเหล่านั้น เป็นอันเจ้า-

วัชชีผู้ใหญ่เหล่านั้นทอดทิ้งเสียแล้ว ไม่ให้โอวาท เพลินแต่

การเล่น ย่อมเสื่อมจากราชการ แต่เจ้าวัชชีเหล่าใด ย่อมปฏิบัติ

โดยประการนั้นอยู่ เจ้าวัชชีผู้ใหญ่ ย่อมบอกประเพณีโบราณ

แก่เจ้าวัชชีเหล่านั้นว่า กิจนี้ควรทำ กิจนี้ไม่ควรทำ แม้ถึงคราว

สงคราม ก็แสดงอุบายว่า ควรเข้าไปอย่างนี้ ควรออกอย่างนี้.

เจ้าวัชชีเหล่านั้น เมื่อถูกเจ้าวัชชีผู้ใหญ่โอวาทอยู่ ปฏิบัติตามโอวาท

ย่อมอาจดำรงประเพณีแห่งราชการ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่า วุฑฺฒิเยว ลิจฺฉวี วชฺชีน ปาฏิกงฺขา ดังนี้.

บทว่า กุลิตฺถิโย ได้แก่หญิงแม่เรือนไม่สกุล. บทว่า กุลกุมาริโย

ได้แก่ ธิดาทั้งหลาย ของหญิงแม่เรือนเหล่านั้น. บทว่า โอกสฺส

หรือบทว่า ปสยฺห นี้เป็นชื่อของอาการคือการข่มขืนนั่นแล. บาลีว่า

โอกาส ดังนี้ก็มี. ในบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกสฺส แปลว่า ฉุดมา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 50

คือคร่ามา. บทว่า ปสยฺห แปลว่า ครอบงำ คือ บังคับ ความจริง

เมื่อเจ้าเหล่านั้นกระทำอย่างนั้น มนุษย์ทั้งหลายในแว่นแคว้นก็โกรธ

ว่า ทั้งบุตรและพี่น้องในเรือนของพวกเรา ทั้งธิดาที่เราเช็ดน้ำลาย

และน้ำมูกเป็นต้น ออกหน้าเลี้ยงให้เจริญเติบโต เจ้าวัชชี

เหล่านั้น จับไปโดยพลการให้อยู่เสียในเรือนของตนอย่างนี้แล้ว

พากันไปชายแดนเป็นโจรบ้าง เป็นพรรคพวกของโจรบ้าง ปล้น

ชนบท. เมื่อเจ้าวัชชีไม่กระทำอย่างนั้น พวกมนุษย์ในแว่นแคว้น

เป็นขวนขวายน้อย กระทำการงานของตน ย่อมทำคลังหลวง

ให้เพิ่มพูน พึงทราบความเจริญและความเสื่อมในข้อนี้ ด้วยอาการ

อย่างนี้.

บทว่า วชฺชีน วชฺชีเจติยานิ ความว่า สถานที่ของยักษ์

อันได้นานว่า เจดีย์ อันเขาตกแต่งให้วิจิตรในแคว้นวัชชี ของเจ้า-

วัชชีทั้งหลาย. บทว่า อพฺภนฺตรานิ ได้แก่ตั้งอยู่ภายนอกพระนคร.

บทว่า ทินฺนปุพฺพ กตปุพฺพ แปลว่า ทีให้และกระทำมาแต่ก่อน

บทว่า โน ปริหาเปสฺสนฺติ ได้แก่ เจ้าวัชชีทั้งหลาย จักไม่ลดคง

กระทำตามที่เป็นอยู่แล้วนั้นแล. จริงอยู่ เมื่อเจ้าวัชชีทั้งหลายลด

พลีกรรมที่เป็นธรรม เทวดาทั้งหลายก็ไม่กระทำการอารักขา ที่

จัดไว้เป็นอย่างดี แม้เมื่อไม่อาจจะให้เกิดสุขที่ยังไม่เกิด ย่อมทำ

โรคไอ โรคศีรษะ เป็นต้น ที่เกิดแล้วให้กำเริบ เมื่อเกิดสงคราม

ก็ไม่เป็นพรรคพวกด้วย แต่เมื่อพวกเจ้าวัชชีไม่ลดพลีกรรม เทวดา

ทั้งหลายก็กระทำการอารักขาที่จัดแจงเป็นอย่างดี แม้เมื่อไม่สามารถ

จะให้เกิดสุขที่ยังไม่เกิดได้ ทั้งยังเป็นพรรคพวกคราวมีสงคราม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 51

ด้วยเหตุนั้น พึงทราบความเจริญและความเสื่อมในข้อนี้ ด้วยประการ

ฉะนี้.

ในบทว่า ธมฺมิการรฺขาวรณคุตฺติ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. อารักขา

นี่แหละ ชื่อว่าป้องกัน เพราะป้องกันโดยประการที่สิ่งที่น่าปรารถนา

จะไม่มาถึง ชื่อว่าคุ้มครอง เพราะคุ้มครองโดยประการทีสิ่งน่า

ปรารถนาไม่เสียหาย ในอารักขานั้นการใช้กองกำลังห้อมล้อมรักษา

หาชื่อว่า ธรรมิการักขาวรณคุตติสำหรับบรรพชิตไม่. ส่วนการ

กระทำโดยประการที่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ไม่แผ้วถางต้นไม้ในป่า

ใกล้วิหาร ชาวไร่ไม่ลงพืชเขาวิหาร ไม่จับปลาในสระใกล้วิหาร ชื่อว่า

ธรรมิการักขาวรณคุตติ บทว่า กินฺติ แปลว่า เพราะเหตุไรหนอ.

ในคำว่า ธมฺมิการกฺขาวรณคุตฺติ นั้นมีวินิจฉัยดังนี้.

เจ้าวัชชีผู้ไม่ปรารถนาการมาของพระอรหันต์ทั้งหลาย

ผู้ยังไม่มา ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เมื่อ

บรรพชิต มาถึงแล้ว คนไม่กระทำการต้อนรับ ไปก็ไม่ยอมพบ

ไม่ทำการปฏิสันถาร ไม่ถามปัญหา ไม่ฟังธรรม ไม่ถวายทาน

ไม่ฟังการอนุโมทนา ไม่จัดแจงที่พักอาศัยให้ เมื่อเป็นเช่นนั้น

กิตติศัพท์ไม่ดีงาม ของเจ้าวัชชีเหล่านั้น ย่อมขจรไปว่า เจ้าชื่อโน้น

เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เมื่อบรรพชิตมาถึงแล้ว

ไม่ออกไปต้อนรับ ฯลฯ ไม่จัดแจงที่พักอาศัยให้. บรรพชิตทั้งหลาย

ได้ฟังดังนั้นแล้ว แม้ไปทางประตูเมือง ก็ไม่เข้าเมือง เมื่อเป็นเช่นนั้น

พระอรหันต์ ที่ยังไม่มาก็ไม่มา แต่ที่มาแล้ว เมื่ออยู่ไม่ผาสุก ผู้ที่

ไม่รู้แล้วมาก็ตั้งใจว่าจักอยู่จึงพากันมา ใครเล่าจักอยู่ได้ โดยการ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 52

ไม่นำพาทั้งนี้ของพวกเจ้าเหล่านี้ แล้วก็พากันออกไป เมื่อเป็น

เช่นนี้ เมื่อพระอรหันต์ที่ยังไม่มา ก็ไม่มาที่มาแล้วก็อยู่เป็นทุกข์

ประเทศนั้นก็ชื่อว่า ไม่เป็นที่น่าอยู่สำหรับบรรพชิต. นั้น การ

อารักขาของเทวดาก็ไม่มี เมือการอารักขาของเทวดาไม่มี พวก

อมนุษย์ย่อมได้โอกาส อมนุษย์จะหนาแน่น ย่อมทำพยาธิที่ยัง

ไม่เกิดขึ้น บุญอันเป็นวัตถุแห่งการเห็นผู้มีศีล และถามปัญหา

เป็นต้นก็จะไม่มาถึง. โดยปริยายตรงกันข้าม ธรรมฝ่ายขาว (กุศล)

ตามที่กล่าวแล้ว ก็จะเกิดขึ้น เพราะเหตุนั้น พึงทราบความเจริญ

และความเสื่อมในเรื่องนี้ด้วยอาการอย่างนี้.

จบ อรรถกถาสารันททสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 53

๒. วัสสการสูตร

[๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา

คิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธ

พระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีษุตร ทรงพระประสงค์จะยาตราทัพ

ไปย่ำยีชาววัชชี ท้าวเธอจึงตรัสอย่างนี้ว่า เราจักตัดเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์

มีอานุภาพมากอย่างนี้ ๆ ให้ขาดสูญ ให้พินาศ ให้ถึงความย่อยยับ

ดับสูญ ครั้งนั้นแล พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตสัตรู-

เวเทหีบุตร จึงตรัสเรียกวัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์ของแคว้น-

มคธมาปรึกษาว่า ก่อนท่านพราหมณ์ เชิญท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้-

มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ จงถวายบังคมพระบาทของพระผู้มี-

พระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าตามคำสั่งของเรา จงทูลถามถึงความ

เป็นผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง กระปรี่กระเปร่า ทรงมี

กำลัง ความอยู่สำราญว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดิน

มคธพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหีบุตร ทรงถวายบังคมพระบาท

พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ทรงทูลถามถึงความเป็นผู้มี

พระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง กระปรี่กระเปร่า ทรงมีกำลัง

ความอยู่สำราญ และจงกราบทูลอย่างนี้ว่า เข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตสัตรูเวเทหีษุตร ทรงพระ

พระสงค์จะยาตราทัพไปย่ำยีชาววัชชี ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า

เราจักตัดเจ้าวัชชีผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมากอย่างนี้ ๆ ให้ขาดสูญ

ให้พินาศ ให้ถึงความย่อยยับดับสูญ ดังนี้ ท่านจงสำเหนียกพระดำรัส

ที่พระมีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์นั้นไว้ให้ดี แล้วมาบอกแก่เรา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 54

พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะไม่ตรัสพระดำรัสที่คลาดเคลื่อนจาก

ความจริงเลย วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธ รับ

พระราชโองการพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่าอชาตสัตรูเวเท-

หีบุตร แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัย

กับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกัน

ไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้-

มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมเจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธ

พระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหีษุตร. ทรงถวายบังคมพระบาทของ

พระโคดมผู้เจริญด้วยเศียรเกล้า ทรงกราบทูลถามถึงความเป็น

ผู้มีพระอาพาธน้อย มีพระโรคเบาบาง กระปรี่กระเปร่า ทรงมี

กำลัง ความอยู่สำราญ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระเจ้าแผ่นดิน

มคธทรงพระนามว่าอชาตศัตรูเวเทหีบุตร ทรงมีพระประสงค์

จะยาตราทัพไปย่ำยีชาววัชชี ท้าวเธอตรัสอย่างนี้ว่า จักตัดเจ้าวัชชี

ผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก อย่างนี้ ๆ ให้ขาดสูญ ให้พินาศ ให้ถึงความ

ย่อยยับดับสูญ.

ก็สมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์ยืนถวายงานพัดพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้า อยู่ ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสถามท่านพระอานนท์ว่า ดูก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาแล้วดังนี้

หรือว่า ชาววัชชีหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พระอานนท์กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชีหมั่นประชุม

กันเนืองนิตย์ พระเจ้าข้า.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 55

พ. ดูก่อนอานนท์ ชาววัชชีจักประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด

ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย

เพียงนั้น ดูก่อนอานนท์ เธอสดับมาแล้วดังนี้หรือว่า ชาววัชชีเมื่อ

ประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียง

กันเลิกประชุมพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ.

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาว-

วัชชีเมื่อประชุม ก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็

พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่ควรทำ

พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนอานนท์ ชาววัชชีเมื่อประชุมก็พร้อมเพียงกัน

ประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียง

ช่วยกันทำกิจที่ควรทำ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้

แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ดูก่อนอานนท์ เธอได้

สดับมาแล้วดังนี้หรือว่า ชาววัชชีไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ

ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติแล้ว ประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชี

ตามที่ได้บัญญัติไว้ในครั้งก่อน.

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชี

ไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว

ประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของชาววัชชี ตามที่ได้บัญญัติไว้ในครั้งก่อน

พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนอานนท์ ชาววัชชีจักไม่บัญญัติสิ่งที่ยังไม่ได้บัญญัติ

ไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักประพฤติมั่นอยู่ในธรรมของ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 56

ชาววัชชี ตามที่บัญญัติไว้ในครั้งก่อน ๆ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวัง

ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ก่อน

อานนท์ เธอได้สดับมาดังนี้หรือว่า ชาววัชชียังสักการะ เคารพ

นับถือ บูชา ชาววัชชีใหญ่ และย่อมสำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้น

ว่าเป็นถ้อยคำอันนี้พึงเชื่อฟัง.

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาว-

วัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ชาววัชชีใหญ่ และย่อม

สำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่า เป็นถ้อยคำอั้นตนพึงเชื่อฟัง

พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนอานนท์ ชาววัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชา

ชาววัชชีใหญ่ และจักสำคัญถ้อยคำแห่งท่านเหล่านั้นว่าเป็น

ถ้อยคำอันตนพึงเชื่อฟัง เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้

แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ก่อนอานนท์ เธอได้

สดับมาดังนี้หรือว่า ชาววัชชีไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล.

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชี

ไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล พระเจ้าข้า.

พ. ก่อนอานนท์ชาววัชชีไม่ข่มขืนบังคับปกครองหญิงในสกุล

เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความ

เสื่อมเลย เพียงนั้น ก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาดังนี้หรือว่า ชาว-

วัชชียังคงสักการะ เคารพ นับถือ บูชา เจติยสถานของชาววัชชี

ทั้งภายในภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคยให้

เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 57

อา. ข้าพระองค์เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาว-

วัชชียังคงสักการะ เคารพนับถือ บูชา เจติยสถานของชาววัชชี

ทั้งภายในภายนอก และไม่ลบล้างพลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคย

ให้เคยทำแก่เจดีย์สถานเหล่านั้น พระเจ้าข้า.

พ. ก่อนอานนท์ชาววัชชีจักสักการะ เคารพ นับถือ บูชา

เจติยสถานของชาววัชชี ทั้งภายในภายนอก และจักไม่ลบล้าง-

พลีกรรมอันชอบธรรมซึ่งเคยให้ เคยทำแก่เจติยสถานเหล่านั้น

เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความ

เสื่อมเลย เพียงนั้น ก่อนอานนท์ เธอได้สดับมาดังนี้หรือว่าชาว-

วัชชีถวายความอารักขา ความคุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรม

ในพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์

ทั้งหลายที่ยังไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข.

อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาว่า ชาววัชชี

จักถวายความอารักขา ความคุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรมใน

พระอรหันต์ทั้งหลายเป็นอย่างดี ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลาย

ที่ยังไม่มา พึงมาสู่แว่นแคว้น และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข พระเจ้าข้า

พ. ก่อนอานนท์ ชาววัชชีจักถวายความอารักขา ความ

คุ้มครอง ป้องกันอันชอบธรรม ในพระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นอย่างดี

ด้วยหวังว่า ไฉนพระอรหันต์ทั้งหลายที่ยังไม่มา จงมาสู่แว่นแคว้น

ที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้

แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 58

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะวัสสการพราหมณ์

มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธว่า ดูก่อนพราหมณ์ สมัยหนึ่ง เราอยู่ ณ

สารันททเจดีย์ ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้น เราได้แสดงอปริหา-

นิยธรรม ๗ ประการนี้ แก่เจ้าวัชชีว่า ก่อนพราหมณ์ อปริหา-

นิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ชาววัชชีพึงหวังความเจริญได้

แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น.

วัสสการพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

ชาววัชชีประกอบด้วยอปริหานิยธรรมแม้แต่ละอย่าง ก็พึงหวัง

ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย จะกล่าวใยถึง

ชาววัชชีผู้ประกอบด้วยปริหานิยธรรม ๗ ประการเล่า ข้าแต่

พระโคดมผู้เจริญ อนึ่ง ชาววัชชีอันพระเจ้าแผ่นดินมคธพระนามว่า

อชาตสัตรูเวเทหีบุตร ไม่พึงทำการยุทธด้วยได้ เว้นเสียจากการ

เกลี้ยกล่อม เว้นเสียจากการยุยงให้แตกกัน ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

ข้าพระองค์ผู้มีกิจมาก มีกรณีย์มาก ขอกราบลาไป ณ บัดนี้.

พ. ก่อนพราหมณ์ บัดนี้ท่านจงรู้การที่ควรเถิด.

ลำดับนั้น วัสสการพราหมณ์มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธ

ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลุกจากอาสนะ

แล้วหลีกไป.

จบ วัสสการสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 59

อรรถกถาวัสสการสูตรที่ ๒

สูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อภิยาตุกาโม ความว่า มีพระราชประสงค์จะกรีธาทัพ

ไปย่ำยี บทว่า วชฺชี ได้แก่ เจ้าวัชชีทั้งหลาย. ด้วยบทว่า เอวมหิทฺธิเก

ได้แก่ผู้ประกอบด้วยราชฤทธิ์ใหญ่อย่างนี้. ด้วยบทว่า เอวมหิทฺธิเกนี้

พระเจ้าอชาตศัตรู ตรัสถึงความที่เจ้าวัชชีเหล่านั้น มีความพร้อม

เพรียงกัน. บทว่า เอวมหานุภาเว ได้แก่ ประกอบด้วยราชานุภาพ

ใหญ่อย่างนี้ ด้วยบทว่า เอวมหานุภาเว นี้ พระเจ้าอชาตศัตรู ตรัสถึง

ความที่เจ้าวัชชีเหล่านั้นเป็นผู้กระทำการศึกษาแล้วในหัสดีศิลปเป็นต้น

ที่ทรงตรัสหมายเอาว่า เจ้าหนุ่มลิจฉวีเหล่านี้ ศึกษาแล้วหนอ เจ้าลิจฉวี

เหล่านี้ศึกษาดีแล้วหนอ ที่ปล่อยลูกธนูใหญ่น้อยที่มีภู่ติดปลาย ไม่

พลาดเป้าทางช่องตาลที่ถี่ ๆ บทว่า อุจฺเฉชฺชิสฺสามิ แปลว่า จักตัด

ให้ขาด บทว่า วินาเสสฺสามิ แปลว่า ทำไม่ให้ปรากฏเลย อนยพฺยสน

ได้แก่ ไม่เจริญและความย่อยยับแห่งญาติ. บทว่า อาปาเทสฺสามิ

แปลว่า จักให้ถึงความเสื่อมและความพินาศ.

ได้ยินว่า พระอาชาตศัตรูนั้น ตรัสเรื่องการรบในที่ ๆ

ประทับยืนที่ประทับนั่งเป็นต้น และตรัสสั่งกองกำลังว่า พวกเจ้า

เตรียมยาตราทัพด้วยประการฉะนี้. เหตุไร ? เพราะว่า ริมฝั่งแม่น้ำ

คงคา อาศัยหมู่บ้านปัฏนคามตำบลหนึ่ง เป็นดินแดนของพระเจ้า-

อาชาตศัตรู ๘ โยชน์ ของพวกเจ้าลิจฉวี ๘ โยชน์ ในปัฏฏนคามนั้น

คันธชาติมีค่ามาก ไหลมาจากเชิงเขา เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงสดับ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 60

เรื่องนั้น ทรงตระเตรียมว่า เราจะไปวันนี้ พรุ่งนี้ พวกเจ้าลิจฉวี

พร้อมเพรียงร่าเริงมาเสียก่อนเก็บเอาไปหมด.

พระเจ้าอชาตศัตรู เสด็จมาทีหลัง ทรงทราบเรื่องนั้นเข้า

ก็ทรงพระพิโรธแล้วเสด็จกลับไป. แม้ในปีต่อไป เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น

ก็ทรงกระทำเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ ครั้งนั้นแล พระเจ้าอชาต-

ศัตรูกริ้วอย่างแรง ก็ได้กระทำอย่างนั้นในครั้งนั้น

ลำดับนั้น พระเจ้าอชาตสัตรู ทรงพระดำริว่า ชื่อว่า การรบ

กับคณะเจ้าลิจฉวี เป็นเรื่องหนัก การประหัตประหารกันอย่างไร้ผล

แม้ครั้งเดียวมีไม่ได้ จำต้องมีการปรึกษากับบัณฑิตผู้หนึ่งจึงทำการ

คงจะไม่ผิดพลาด แต่บัณฑิตที่เสมือนกับพระศาสดาไม่มี และ-

พระศาสดาก็ประทับอยู่ในพระวิหารใกล้ ๆ ไม่ไกล เอาละจะส่งคน

ไปทูลถาม ถ้าหากว่าเราไปเองจักมีประโยชน์ไร พระศาสดา

คงจักนิ่ง แต่เมื่อไม่มีประโยชน์ พระศาสดาจักตรัสว่า จะประโยชน์

อะไรด้วยการไปในที่นั้น. ท้าวเธอจึงส่งวัสสการพราหมณ์ไป.

พราหมณ์ไปกราบทูลเรื่องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ด้วยเหตุนั้น

ท่านจึงกล่าวว่า อถโข ราชา ฯลฯ อาปาเทสฺสามิ วชฺชีติ.

บทว่า ภควนฺต วีชมาโน ความว่า พระเถระตั้งอยู่ในข้อวัตร

ถวายงานพัดพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ความหนาวหรือความร้อน

หามีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงสดับ

คำของพราหมณ์แล้ว มิได้ทรงปรึกษากับพราหมณ์นั้น มีพระ-

ประสงค์ก็จะปรึกษากับพระเถระจึงตรัสว่า กินฺติ เม อานนฺท สุต

ดังนี้. คำนั้น มีเนื้อความกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 61

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้ว่า เอกมิทาห เพื่อทรงประกาศ

ความที่วัชชีธรรม ๗ ประการนี้ที่ทรงแสดงแก่เจ้าวัชชีทั้งหลาย

มาก่อน. บทว่า กรณียา แปลว่า ไม่ควรทำ อธิบายว่า ไม่ควรถือเอา

บทว่า ยทิท เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ยุทฺธสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัต ใช้ใน

อรรถแห่งตติยาวิภัต. อธิบายว่า ใคร ๆ ไม่อาจยืดได้ด้วยการรบ

ซึ่ง ๆ หน้า. บทว่า อญฺตฺร มิถุเภทา ความว่า เว้นการเจรจา

การส่งบรรณาการมีช้าง ม้า รถ เงิน ทอง เป็นต้น กระทำการ

สงเคราะห์กันด้วยกล่าวว่า อล วิวาเทน อย่าวิวาทกันเลย บัดนี้

เราจักสามัคคีกัน กลมเกลียวกัน ชื่อว่า การเจรจากัน อธิบายว่า

กระทำการสงเคราะห์อย่างนี้ ก็จะยืดเหนี่ยวน้ำใจกันไว้ได้ด้วยความ

สนิทสนมอย่างเดียว บทว่า อญฺตฺร มิถุเภทา ได้แก่ เว้นการทำ

ให้สองฝ่ายแตกกัน. ด้วยบทนี้ พระเจ้าอชาตสัตรูแสดงว่า ทำให้

แตกกันและกันแล้ว ก็จะจับเจ้าวัชชีเหล่านั้นไว้ได้.

พราหมณ์ได้นัยเเห่งพระพุทธดำรัสแล้ว จึงกล่าวดังนี้. ก็

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พราหมณ์ได้นัยแห่งพระดำรัสนี้

หรือ ? ใช้ทรงทราบ ถามว่า ก็เมื่อทรงทราบ เหตุไรจึงตรัส ตอบว่า

เพื่อทรงอนุเคราะห์ นัยว่าพระองค์ได้มีพระดำริอย่างนี้ว่า แม้เมื่อ

เราไม่กล่าว ๒ - ๓ วัน พระเจ้าอชาตสัตรูจักเสด็จไปจับเจ้าวัชชี

ไว้หมด. แต่ครั้นเรากล่าวแล้ว พระเจ้าอชาตสัตรูต้องใช้เวลา ๓ ปี

ทำลายพวกเจ้าลิจฉวีผู้สามัคคี จึงจักกลับได้ การมีชีวิตอยู่แม้เท้านี้

ก็ประเสริฐ จริงอยู่ เจ้าวัชชีเป็นอยู่เท่านี้ก็จักกระทำบุญอันเป็น

ที่พึงแก่คนได้ บทว่า อภินนฺทิตฺวา แปลว่า บันเทิงแล้วด้วยจิต. บทว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 62

อนุโมทิตฺวา บันเทิงด้วยวาจาว่า พระดำรัสนี้ ท่านพระโคดม

ตรัสไว้ดีแล้ว. บทว่า ปกฺกามิ กลับไปเฝ้าพระราชาแล้ว. ฝ่าย

พระราชา ก็ส่งวัสสการพราหมณ์นั้นนั่นแล ไปทำลายเจ้าวัชชี

ทั้งหมดให้ถึงความย่อยยับ.

จบ อรรถกถาวัสสการสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 63

๓. ภิกขุสูตร

[๒๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ

ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา

จักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแก่เธอทั้งหลาย เธอ

ทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจไว้ให้ดีเราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้น

ทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม ๗ ประการเป็นไฉน

ภิกษุทั้งหลายหมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพียงใด พึงหวัง

ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น,

ภิกษุทั้งหลายเมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิก

ประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิก จักพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจ

ที่สงฆ์พึงทำ. เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึง

หวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุทั้งหลายจักไม่บัญญัติสิ่งที่

ยังไม่ได้บัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติแล้ว จักประพฤติ

มั่นในสิกขาบทตามที่บัญญัติไว้แล้ว เพียงใด พึงหวังความ

เจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุ

ทั้งหลายยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชา ท่านผู้เป็นเถระ

เป็นรัตตัญญู บวชมานาน เป็นสังฆบิดร เป็นสังฆปริณายก

และจักสำคัญถ้อยคำ. แห่งท่านเหล่านั้นว่า เป็นถ้อยคำอันตน

พึงเชื่อฟัง เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 64

ความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุทั้งหลายจักพอใจอยู่ในเสนา-

สนะป่าเพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง

ความเสื่อมเลย เพียงนั้น, ภิกษุทั้งหลายจักเข้าไปตั้งความ

ระลึกถึงเฉพาะตนได้ว่า ไฉนหนอ เพื่อนพรหมจรรย์มีศีล

เป็นที่รัก ที่ยังไม่มา ขอจงมา และที่มาแล้วพึงอยู่เป็นสุข

เพียงใด พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อม

เลย เพียงนั้น, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗

ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจัก

ปรากฏในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุ

ทั้งหลายพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อม

เลยเพียงนั้น.

จบ ภิกขุสูตรที่ ๓

อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๓

ภิกขุสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อภิณฺหสนฺนิปาตา นี้ เป็นเหมือนคำที่กล่าวแล้วในวัชชี

อปริหานิยธรรม ๗ ประการนั่นแหละ. ก็ภิกษุทั้งหลาย แม้ในพระ-

ศาสนานี้ ไม่ประชุมกันเป็นนิตย์ย่อมไม่ได้ยินข่าวที่มาในทิศทั้งหลาย.

ต่อแต่นั้น ย่อมไม่รู้ข่าวเป็นต้นว่า สีมาวิหาริโน้นวุ่นวาย อุโบสถ

และปวารณา ยังตั้งอยู่. ภิกษุในที่ชื่อโน้นกระทำเวชกรรมและ

ทูตกรรมเป็นต้น ภิกษุทั้งหลายผู้มากไปด้วยวิญญัติ ย่อมเลี้ยงชีพ

ด้วยการให้ผลไม้และดอกไม้เป็นต้น แม้ภิกษุชั่วทั้งหลาย รู้ว่าสงฆ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 65

ประมาทแล้ว ย่อมทำคำสั่งสอนที่เป็นกองให้เสื่อมลง. ส่วนภิกษุ

ทั้งหลาย ผู้ประชุมกันเนื่องนิตย์ ย่อมได้สดับเรื่องนั้น. ลำดับนั้น ก็

ส่งภิกษุสงฆ์ไปให้กระทำสีมาเสียให้ตรง ยังอุโบสถและปวารณา

ให้เป็นไป ส่งภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ไปในสถานที่อยู่ของพวกภิกษุ

มิจฉาชีพ ให้สอนอริยวงศ์ให้ภิกษุเหล่าวินัยธร ลงนิคคหะแก่ภิกษุชั่ว

ทั้งหลาย แม้ภิกษุชั่วทั้งหลายรู้ว่าสงฆ์ไม่เผลอเรอ พวกเราไม่อาจ

เพื่อเที่ยวไปเป็นพวกเป็นหมู่ได้ ดังนี้แล้ว ก็แตกหนีกันไป. พึงทราบ

ความเจริญและความเสื่อมในข้อนี้ด้วยอาการอย่างนี้.

ในบทว่า สมคฺคา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พอเมื่อบุคคล

ตีกลองหรือเคาะระฆังว่า สงฆ์จงประชุมกัน เพื่อชำระพระเจดีย์

หรือมุงเรือนโพธิ์โรงอุโบสถ หรือเพื่อประสงค์จะตั้งกติกาวัตร

ภิกษุทั้งหลาย ทำความบ่ายเบี่ยงไปว่า เรามีจีวรกรรมอยู่ เราระบม

บาตรอยู่ เรามีนวกรรมอยู่ ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันประชุม. ก็

ภิกษุทั้งหลายเว้นกรรมนั้นทั้งหมด ต่างรีบไปกันก่อน ประชุม

พร้อมกัน ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันประชุม. ส่วนภิกษุทั้งหลายประชุม

กัน คิดปรึกษากันกระทำกิจที่ควรทำ ไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม

ทีเดียว ชื่อว่าไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม. ด้วยว่าเมื่อภิกษุ

ทั้งหลายเลิกประชุมกันด้วยอาการอย่างนี้ เหล่าภิกษุที่ไปถึงก่อน

ย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า เราตั้งแต่นอกเรื่อง ส่วนภิกษุทั้งหลาย

ผู้เลิกประชุมพร้อม ๆ กันนั่นแหละ ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันเลิกประชุม

อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสดับข่าวว่า สีมาวิหารในที่โน้นวุ่นวาย.

อุโบสถปวารณายังตั้งอยู่ในที่โน้น พวกภิกษุชั่วกระทำเวชกรรม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 66

เป็นต้นหนาแน่น เมื่อพระเถระกล่าวว่า ใครจักไปลงนิคคหะภิกษุ

เหล่านั้น ก็จะชิงกันพูดว่าผมก่อน ผมก่อนแล้วก็ไป ชื่อว่า พร้อมเพรียง

กันเลิกประชุม. อนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย เห็นภิกษุอาคันตุกะ ไม่กล่าวว่า

ท่านจงไปบริเวณนี้ ท่านจงไปบริเวณนั่น พวกเราเป็นใคร ดังนี้

ทุกรูปกระทำวัตรบ้าง เห็นอาคันตุกะมีบาตรจีวรเก่า ก็แสวงหาบาตร

จีวร ด้วยภิกษาจารวัตร ถวายภิกษุอาคันตุกะนั้น แสวงคิลานเภสัช

(ยา) แก่ภิกษุอาคันตุกะอาพาธบ้าง ไม่พูดกะภิกษุอาคันตุกะ

ผู้อาพาธไม่มีที่พึ่งว่าจงไปบริเวณโน้น บำรุงอยู่ในบริเวณของตน ๆ

บ้าง. คัมภีร์ที่ยังบกพร่องคัมภีร์หนึ่ง ก็สงเคราะห์ภิกษุผู้มีปัญญา

ให้เธอยกคัมภีร์นั้นขึ้นบ้าง ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันกระทำกิจที่ควร

กระทำของสงฆ์.

ในบทว่า อปฺปญฺตฺต เป็นต้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ภิกษุ

ทั้งหลาย ถือเอากติกาวัตรหรือสิกขาบทที่ไม่เป็นธรรมใหม่ ชื่อว่า

บัญญัติข้อที่มิได้ทรงบัญญัติ เหมือนภิกษุทั้งหลายในกรุงสาวัตถี

บัญญัติข้อที่ยังไม่ได้บัญญัติ ในเพราะเรื่องสันถัดเก่า ฉะนั้น.

ภิกษุทั้งหลายแสดงคำสอนนอกธรรม นอกวินัย ชื่อว่า

เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนภิกษุวัชชีบุตร ชาวกรุง-

เวสาลี เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

เสด็จปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปีฉะนั้น อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายจงใจละเมิด

อาบัติเล็กน้อย ชื่อว่า ไม่สมาทานประพฤติในสิกขาบททั้งหลาย

ตามที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนภิกษุอัสสชิ และภิกษุปุนัพพสุกะ

ฉะนั้น. ส่วนภิกษุทั้งหลาย ผู้ไม่กระทำอย่างนั้น ชื่อว่า ไม่บัญญัติ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 67

ข้อที่ยังไม่ได้ทรงบัญญัติ ไม่เพิกถอนข้อที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทาน

ประพฤติ ในสิกขาบทที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว เหมือนท่านพระอุคคเสน

ท่านพระยสกากัณฑกษบุตร และท่านพระมหากัสสปะ ฉะนั้น. บทว่า

วุฑฺฒิเยว ความว่า พึงหวังแต่ความเจริญด้วยคุณมีศีลคุณเป็นต้น

เท่านั้น ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย

บทว่า เถร ได้แก่ผู้ถึงภาวะความมั่นคง คือประกอบด้วย

คุณเครื่องกระทำความเป็นเถระ พระเถระทั้งหลายย่อมรู้ราตรี

เป็นอันมาก เหตุนั้นจึงชื่อว่า รัตตัญญู การบวชของภิกษุเหล่านี้

สิ้นกาลนานเพราะเหตุนั้น ภิกษุเหล่านี้ชื่อว่า จิรปัพพชิตา พระเถระ

ทั้งหลายตั้งอยู่ในฐานะเป็นบิดรแห่งสงฆ์ เหตุนั้นจึงชื่อว่า สังฆบิดร

เพราะตั้งอยู่ในฐานะเป็นสังฆบิดร ภิกษุเหล่าใดย่อมนำสงฆ์ คือ

เป็นหัวหน้าให้ภิกษุทั้งหลายประพฤติในสิกขา ๓ เพราะเหตุนั้น

พระเถระเหล่านั้น ชื่อว่า สังฆปริณายก ผู้นำสงฆ์. ภิกษุเหล่านั้น

ไม่กระทำสักการะ. เป็นต้น ก็พระเถระเหล่านั้น ไม่ไปปรนนิบัติ

๒ วาระ ๓ วาระ เพื่อประโยชน์แก่การรับโอวาท พระเถระแม้

เหล่านั้น ย่อมไม่ให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น ไม่กล่าวถ้อยคำอันเป็น

ประเพณีธรรมเนียมแก่ภิกษุเหล่านั้น ไม่ให้ศึกษาธรรมปริยาย

อันเป็นสาระ ภิกษุเหล่านั้นอันพระเถระเหล่านั้นสลัดเสียแล้ว ย่อม

เสื่อมจากคุณทั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้คือ ธรรมขันธ์ มีศีลขันธ์เป็นต้น

และอริยทรัพย์ ๗ ประการ. ฝ่ายภิกษุเหล่าใด กระทำสักการะเป็นต้น

แก่พระเถระเหล่านั้น ไปปรนนิบัติพระเถระเหล่านั้น ย่อมให้โอวาท

แก่ภิกษุเหล่านั้น มีคำเป็นต้นว่า "ท่านพึงก้าวไปข้างหน้าด้วยอาการ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 68

อย่างนี้" กล่าวถ้อยคำอันเป็นประเพณีธรรมเนียม ให้ศึกษาธรรม-

ปริยายอันเป็นสาระแก่นสาร พร่ำสอนด้วยธุดงค์ ๑๓ ด้วยกถาวัตถุ

๑๐ ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระเหล่านั้น เจริญด้วย

คุณ มีศีลคุณเป็นต้น ย่อมบรรลุตามลำดับซึ่งประโยชน์แห่งสามัญญผล

ในข้อนี้พึงทราบความเสื่อมและความเจริญด้วยอาการอย่างนี้.

การเกิดใหม่เป็นปกติของตัณหานั้น เหตุนั้น ตัณหานั้น ชื่อว่า

โปโนพภวิกา อธิบายว่า ให้การเกิดใหม่. ของตัณหาอันเกิดใหม่นั้น

ในคำว่า น วส คจฺฉิสฺสนฺติ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ภิกษุเหล่าใด

เป็นผู้ดำเนินไปตามรอยแห่งอุปฐากทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔

ย่อมเที่ยวไปบ้านโน้นบ้านนี้ ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่า ไปสู่อำนาจแห่ง

ตัณหาอันมีการเกิดใหม่เป็นปกตินั้น. ฝ่ายภิกษุอีกพวกหนึ่ง ไม่ไปสู่

อำนาจแห่งตัณหาอันมีปกติเกิดใหม่นั้น. ในข้อนั้นความเสื่อมและ

ความเจริญทั้งหลายปรากฏแล้วทั้งนั้น.

บทว่า อารญฺเกสุ ได้แก่ ในที่แห่งเสนาสนะ ไกลจาก

หมู่บ้านประมาณชั่ว ๕๐๐ ธนูเป็นที่สุด. บทว่า สาเปกฺขา แปลว่า

ยังมีความอาลัย. จริงอยู่ภิกษุแม้ได้บรรลุฌานในเสนาสนะใกล้บ้าน

พอมาตรว่าออกจากฌานนั้น ได้ฟังเสียงหญิงชายและเด็กเป็นต้น

เพราะเหตุนั้น คุณวิเศษที่ภิกษุนั้นบรรลุแล้ว ย่อมเสื่อมโดยแท้.

ภิกษุนั้นแม้หลับไปในเสนาสนะป่า พอตื่นขึ้นได้ยินเสียงราชสีห์

เสือโคร่ง และนกยูงเป็นต้น ซึ่งได้ปีติในป่า พิจารณาเสียงนั้น

นั่น ก็ตั้งอยู่ในผลอันเลิศ. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรง

สรรเสริญภิกษุผู้นอนในป่าเท่านั้น สำหรับภิกษุผู้บรรลุฌานนั่งใน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 69

เสนาสนะใกล้บ้าน เพราะเหตุนั้นอาศัยอำนาจประโยชน์นั้นแหละ

จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายจักมีความอาลัยในเสนาสนะป่า ดังนี้.

บทว่า ปจฺจตฺตญฺเว สตึ อปฏฺเปสฺสนติ ความว่า เข้าไป

ตั้งสติไว้ภายในตน. บทว่า เปสลา แปลว่า ผู้มีศีลเป็นที่รัก. ภิกษุ

ผู้เป็นเจ้าถิ่นทั้งหลาย แม้ไม่ปรารถนาการมาของภิกษุเพื่อนสพรหม-

จารีทั้งหลาย แม้ในพระศาสนานี้ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่ความเลื่อมใส

ไม่กระทำวัตรมีการออกไปต้อนรับ รับบาตรและจีวรการปูอาสนะ

และการถือพัดก้านตาลเป็นต้น แก่ภิกษุผู้มาถึงวิหาร. ลำดับนั้น

ชื่อเสียงที่เลว ของภิกษุเหล่านั้น ย่อมฟุ้งขจรไปว่า ภิกษุทั้งหลาย

ผู้อยู่ในวิหารชื่อโน้น เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส ไม่กระทำ

แม้วัตรปฏิบัติแก่ภิกษุผู้เข้าไปยังวิหาร. บรรพชิตทั้งหลาย ครั้น

ได้ยินเรื่องนั้นแล้ว แม้เมื่อเดินไปทางประตูวิหารก็ไม่เข้าไปยังวิหาร

บรรพชิตทั้งหลายที่ยังไม่เคยมาก็ไม่มา ด้วยประการฉะนี้. ส่วน

บรรพชิตผู้มาถึงแล้ว เมื่อวิหารที่อยู่ไม่มีความผาสุก ฝ่ายบรรพชิต

ผู้ที่มาถึง เพราะไม่ทราบ ก็พากันกับออกไปด้วยคิดว่า พวกเรา

มาแล้วด้วยหวังว่า พวกเราจักพักอยู่ก่อนจึงมา ด้วยการปฏิบัติ

ทำนองนี้ของภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นเหล่านี้ ใครจักพักอยู่ได้. วิหารนั้น

ย่อมไม่เป็นที่อยู่ของภิกษุเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. ลำดับนั้น

ภิกษุเจ้าถิ่นทั้งหลาย เมื่อไม่ได้พบเห็นภิกษุทั้งหลายมีศีล ย่อม

ไม่ได้ผู้บรรเทาความสงสัย ผู้ให้ศึกษาอาจาระหรือการฟังธรรม

ที่ไพเราะ. ภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่ได้เรียนธรรมที่ไม่เคยเรียน ย่อม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 70

ไม่ได้กระทำการสาธยายธรรมที่เคยเรียนมาแล้ว. ดังนั้น ภิกษุ

เหล่านั้นจึงมีแต่ความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญเลย.

ส่วนภิกษุเหล่าใด ย่อมปรารถนาการมาของเพื่อสพรหมจารี

ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส กระทำ

สามีจิกรรมมีการออกไปต้อนรับเป็นต้น แก่เพื่อนสพรหมจารีเหล่านั้น

ผู้มาถึงแล้ว ย่อมปูอาสนะถวาย พาภิกษุผู้เป็นสพรหมจารีเหล่านั้น

เข้าไปภิกษาจารบรรเทาความสงสัย ย่อมได้การฟังธรรมอันไพเราะ.

ลำดับนั้น ชื่อเสียงอันดีงามของภิกษุเหล่านั้นก็ฟุ้งขจรไปว่า ภิกษุ

ทั้งหลายในวิหารชื่อโน้น เป็นผู้มีศรัทธา เลื่อมใสสมบูรณ์ด้วยวัตร

เป็นผู้สงเคราะห์ด้วยอาการอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายได้สดับข่าว

ดังนั้น จึงพากันมาแม้แต่ที่ไกล. ภิกษุทั้งหลายเจ้าขอบถิ่น พระทำวัตร

แก่ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปใกล้ไหว้ภิกษุอาคันตุกะผู้แก่กว่า แล้วนั่งอยู่

ถือเอาอาสนะในสำนักของภิกษุผู้อ่อนกว่าแล้วนั่ง ถามว่า ทาน

ทั้งหลายจักอยู่ในที่นี้หรือจักไป เมื่อทานกล่าวว่า จักไป จึงกล่าวคำ

มีอาทิว่า เสนาสนะเป็นสัปปายะ ภิกษาหาได้ง่าย ดังนี้แล้ว จึงไม่ยอม

ให้ไป. ถ้าภิกษุนั้นเป็นพระวินัยธรไซร้ ก็สาธยายพระวินัยในสำนัก

ของท่าน. ถ้าท่านเป็นผู้ทรงพระสูตรเป็นต้น ก็สาธยายธรรมใน

สำนักของท่านภิกษุเหล่านั้น ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระผู้อาคันตุกะ

ย่อมบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ภิกษุอาคันตุกะ

ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้กล่าวว่า พวกเขามาด้วยคิดว่า พวกเราจักอยู่

สักวันหนึ่ง สองวัน แต่พวกเราก็อยู่เสีย ๑๐ พรรษา ๒๐ พรรษา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 71

เพื่อประโยชน์แก่การอยู่เป็นสุข สำหรับภิกษุเหล่านี้. พึงทราบ

ความเสื่อมและความเจริญ ในข้อนี้ ด้วยประการฉะนี้.

จบ อรรถกถาภิกขุสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 72

๔. กรรมสูตร

[๒๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗

ประการ แก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม

๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุทั้งหลายจักไม่ยินดีการงาน จักไม่

ขวนขวายความยินดีการงาน เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวัง

ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุ

ทั้งหลายจักไม่ยินดีการคุย ฯลฯ จักไม่ยินดีความหลับ ฯลฯ จักไม่

ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ฯลฯ จักไม่เป็นผู้มีความปรารถนา

ลามก จักไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาลามก ฯลฯ จักไม่

คบมิตรชั่ว จักไม่มีสหายชั่ว จักไม่มีเพื่อนชั่ว ฯลฯ จักไม่ถึงความ

ท้อถอยเสียในระหว่างที่บรรลุคุณวิเศษเพียงเล็กน้อยเพียงใด ภิกษุ

ทั้งหลายพึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย

เพียงนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จัก

ตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหา-

นิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุทั้งหลายพึงหวังความเจริญ

ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น.

จบ กรรมสูตรที่ ๔

อรรถกถากรรมสูตรที่ ๔

กรรมสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า น กมฺมารามา ความว่า ภิกษุเหล่าใดกระทำกิจกรรม

มีจีวร, ประคดเอว, ผ้ากรองน้ำ, ธัมกรก, ไม้กรวด, ที่รองเท้าเป็นต้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 73

เท่านั้น ประจำวัน ภิกษุเหล่านั้น ก็ห้ามเสียได้ด้วยศรัทธา ส่วน

ภิกษุใด ในเวลากระทำกิจกรรมเหล่านั้น กระทำกิจกรรมเหล่านี้

ในเวลาเทศ ก็เรียนอุเทศ เวลากระทำวัตรที่ลานเจดีย์ ก็กระทำ

วัตรที่ลานเจดีย์ เวลาทำมนสิการ ก็ทำมนสิการ ภิกษุนั้น ชื่อว่า

ไม่ยินดีในการงาน.

ภิกษุใด กระทำการพูดคุยกันถึง ผิวพรรณของหญิงและชาย

เป็นต้นเท่านั้น ให้ล่วงวันล่วงคืนไป ไม่จบการคุยกันเห็นปานนั้น

ภิกษุนี้ ชื่อว่า ยินดีในการคุย. อนึ่ง ภิกษุใด ย่อมกล่าวสนทนาธรรม

ตอบปัญหาทั้งกลางคืนกลางวัน ภิกษุนี้ ถึงจะเป็นคุยน้อย ก็ยัง

พูดจบคุยจบเหมือนกัน เพราะเหตุไร ? เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสไว้ว่า " ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอประชุมกันแล้ว ก็มีกิจที่ควร

กระทำ ๒ อย่าง คือ ธรรมีกถา กล่าวธรรม หรือดุษณีภาพนิ่ง

อย่างอริยะ".

ภิกษุใด ยืนก็ตาม เดินก็ตาม นั่งก็ตาม ถูกถีนมิทธะครอบงำ

ก็หลับไป ภิกษุนี้ชื่อว่ามักหลับ. ส่วนภิกษุใด มีจิตหยั่งลงสู่ภวังค์

เพราะความป่วยไข้ของกรัชกาย ภิกษุนี้ไม่ชื่อว่า ไม่มักหลับ.

ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ก่อนอัคคิเวสสนะ

เราย่อมรู้ยิ่ง ในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อน เรากลับจากบิณฑบาต

ภายหลังภัตร ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น นอนตะแคงข้างขวา มีสติ-

สัมปชัญญะหลับลง.

ภิกษุใด คลุกคลีอยู่อย่างนี้ เป็นคนที่ ๒ สำหรับภิกษุรูปหนึ่ง

เป็นคนที่ ๓ สำหรับภิกษุ ๒ รูป เป็นคนที่ ๔ สำหรับภิกษุ ๓ รูป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 74

อยู่คนเดียวก็ไม่ได้อัสสาท ความยินดี ภิกษุนี้ ชื่อว่า ชอบคลุกคลี

ส่วนภิกษุใด อยู่ผู้เดียวเท่านั้นในอิริยาบถ ๔ ย่อมได้อัสสาทะ

ภิกษุนี้ ชื่อว่า ไม่ชอบคลุกคลี.

ภิกษุผู้ประกอบด้วยความปรารถนาความสรรเจริญคุณ

ที่ไม่มีในตน เป็นผู้ทุศีล ชื่อว่ามีความปรารถนาลามก. ภิกษุเหล่าใด

มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีเพื่อนชั่ว เพราะบริโภคร่วมกันในอิริยาบถ

ทั้ง ๔. และภิกษุเหล่าใด เป็นเพื่อนให้ภิกษุชั่วทั้งหลาย เพราะน้อมไป

โอนไป เงื้อมไปในปาปมิตรนั้น ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่ามีมิตรชั่ว

สหายชั่ว เพื่อนชั่ว.

บทว่า โอรมตฺตเกน ได้แก่ มีประมาณนิดหน่อย คือมีประมาณ

น้อย. บทว่า อนฺตรา ได้แก่ ในระหว่างนี้ เพราะยังไม่บรรลุพระอรหัต.

บทว่า โวสาน ได้แก่ ความจบสิ้น ความท้อถอยว่า เท่านี้ก็พอ.

ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภิกษุจักไม่ถึงที่สุดด้วยคุณมี

ศีลปาริสุทธิ, ฌานและความเป็นพระโสดาบันเป็นต้น. อย่างใดอย่าง

หนึ่ง เพียงใด ภิกษุทั้งหลาย พึงหวังแต่ความเจริญอย่างเดียว ไม่

เสื่อมเลยเพียงนั้น.

จบ อรรถกถากรรมสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 75

๕. สัทธิยสูตร

[๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗

ประการ แก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม

๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีศรัทธาอยู่ เพียงใด

ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อม

เลย เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจักเป็นผู้มีหิริ ฯลฯ จักเป็นผู้มีโอตตัปปะ

ฯลฯ จักเป็นพหุสูตร ฯลฯ จักปรารภความเพียร ฯลฯ จักเป็นผู้มีสติ ฯลฯ

จักเป็นผู้มีปัญญา เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้

แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย. เพียงนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อปริหานิยธรรม ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุ

ทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด

ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อม

เลย เพียงนั้น.

จบ สัทธิยสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 76

๖. โพธิยสูตร

[๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗

ประการ แก่เธอทั้งหลาย ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม

๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุทั้งหลายจักเจริญสติสัมโพชฌงค์อยู่

เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวัง

ความเสื่อมเลย เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจักเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์

ฯลฯ จักเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญสัมโพชฌงค์ ฯลฯ

จักเจริญปัสสัทธิสันโพชฌงค์ ฯลฯ จักเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ

จักเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์อยู่ เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวัง

ความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงห้วงความเสื่อมเลย เพียงนั้น ก่อน

ภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จักตั้งอยู่ในภิกษุ

ทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหานิยธรรม ๗

ประการนี้ เพียงใด ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน

ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น.

จบ โพธิยสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 77

๗. สัญญาสูตร

[๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗

ประการ ก็เธอทั้งหลาย ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อปริหานิยธรรม

๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนิจจสัญญาอยู่เพียงใด

ภิกษุทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย

เพียงนั้น ภิกษุทั้งหลายจักเจริญอนัตตสัญญา ฯลฯ จักเจริญอสุภ-

สัญญา ฯลฯ จักเจริญอาทีนวสัญญา ฯลฯ จักเจริญปหานสัญญา ฯลฯ

จักเจริญวิราคสัญญา ฯลฯ จักเจริญนิโรธสัญญาอยู่ เพียงใด ภิกษุ

ทั้งหลายก็พึงหวังความเจริญได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย

เพียงนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ จัก

ตั้งอยู่ในภิกษุทั้งหลาย และภิกษุทั้งหลายจักปรากฏอยู่ในอปริหา-

นิยธรรม ๗ ประการนี้ เพียงใด ภิกษุทั้งหลาย ก็พึงหวังความเจริญ

ได้แน่นอน ไม่พึงหวังความเสื่อมเลย เพียงนั้น ฯลฯ

จบ สัญญาสูตรที่ ๗

อรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๗

สัญญาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

สัญญา มี อนิจจสัญญา. เป็นต้น คือสัญญาที่เกิดพร้อมกับ

อนุปัสสนา มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น.

จบอรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 78

๘. เสขสูตร

[๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลายธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป

เพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็น

ผู้ชอบการงาน ๑ ความเป็นผู้ชอบคุย ๑ ความเป็นผู้ชอบหลับ ๑

ความเป็นผู้คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑ ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวาร

ในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นผู้ไม่รู้จักประมาณในโภชนะ ๑

กิจที่สงฆ์จะพึงทำมีอยู่ในสงฆ์ ภิกษุไม่สำเหนียกในกิจนั้นอย่างนี้ว่า

ก็พระเถระผู้รัตตัญญู บวชมานาน เป็นผู้รับภาระ มีอยู่ในสงฆ์

ท่านเหล่านั้นจะรับผิดชอบด้วยกิจนี้ ดังนี้ ต้องขวนขวายด้วยตนเอง ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความ

เสื่อมแก่ภิกษุเสขะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้

ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ ๗ ประการเป็นไฉน

คือ ความเป็นผู้ไม่ชอบการงาน ๑ ความเป็นไม่ชอบคุย ๑ ความ

เป็นผู้ไม่ชอบหลับ ๑ ความเป็นผู้ไม่ชอบบุคคลคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ๑

ความผู้เป็นผมครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความเป็นรู้จัก

ประมาณในโภชนะ ๑ กิจที่สงฆ์จะพึงทำมีอยู่ในสงฆ์ ภิกษุสำเหนียก

ในกิจนั้นอย่างนี้ว่า ก็พระเถระผู้รัตตัญญู บวชมานาน เป็นผู้รับภาระ

มีอยู่ในสงฆ์ ท่านเหล่านั้นจะรับผิดชอบด้วยกิจนั้น ดังนี้ ไม่ต้อง

ขวนขวายด้วยตนเอง ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้สล

ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุผู้เสขะ

จบ เสขสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 79

อรรถกถาเสขสูตรที่ ๘

เสขสูตรที่ ๘ มิวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ภิกษุเหล่าใด ย่อมนำไปซึ่งภาระเพราะช่วยทำกิจของสงฆ์

ที่เกิดขึ้นแล้วให้สำเร็จ เหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่าผู้นำภาระ.

บทว่า เต เตน ปญฺายิสฺสนฺติ ความว่า พระเถระเหล่านั้นจักปรากฏ

ด้วยกิจที่สมควร ก็ความเป็นพระเถระของตนนั้น. บทว่า โว โยค

อาปชฺชติ ความว่า ย่อมถึงการประกอบ คือ เริ่มทำกิจเหล่านั้นเอง

จบ อรรถกถาเสขสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 80

๙. หานิสูตร

[๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป

เพื่อความเสื่อมแก่อุบาสก ๗ ประการเป็นไฉน คือ อุบาสกขาดการ

เยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ละเลยการฟังธรรม ๑ ไม่ศึกษาในอธิศีล ๑

ไม่มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ ทั้งเป็นผู้ใหม่

ทั้งปานกลาง ๑ ตั้งจิตติเตียนคอยเพ่งโทษฟังธรรม ๑ แสวงหา

เขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ ทำสักการะก่อนในเขตบุญภายนอก

ศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็น

ไปเพื่อความเสื่อมแก่อุบาสก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ

นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่อุบาสก ๗ ประการเป็นไฉน

คือ อุบาสกไม่ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ไม่ละเลยการฟังธรรม ๑

ศึกษาในอธิศีล ๑ มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ

ทั้งเป็นผู้ใหม่ ทั้งปานกลาง ๑ ไม่ตั้งจิตติเตียน ไม่คอยเพ่งโทษ

ฟังธรรม ๑ ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอก ๑ กระทำสักการะก่อน

ในเขตบุญในศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้

แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่อุบาสก.

อุบาสกใดขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ

ผู้อบรมตน ละเลยการฟังอริยธรรม ไม่ศึกษา

ในอธิศีล มีความไม่เลื่อมใสเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ในภิกษุทั้งหลาย ตั้งจิตติเตียนปรารถนาฟัง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 81

สัทธรรม แสวงหาเขตบุญอื่นภายนอกศาสนานี้

และกระทำสักการะก่อนในเขตบุญภายนอก

ศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรม อันเป็นที่

ตั้งแห่งความเสื่อม อันเราแสดงแล้ว ๗ ประการ

นี้แล ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม อุบาสกใดไม่ขาด

การเยี่ยมเยียนภิกษุผู้อบรมตน ไม่ละเลยการ

ฟังอริยธรรม ศึกษาอยู่ในอธิศีล มีความเลื่อมใส

เจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปในภิกษุทั้งหลาย ไม่ตั้งจิต

ติเตียนปรารถนาฟังสัทธรรม ไม่แสวงหาเขต

บุญอื่นภายนอกศาสนานี้ และกระทำสักการะ

ก่อนในเขตบุญในศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพ

ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม อันเราแสดง

ดีแล้ว ๗ ประการนี้แล ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม.

จบ หานิสูตรที่ ๙

อรรถกถาหานิสูตรที่ ๙

หานิสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ภิกฺขุทสฺสน หาเปติ ความว่า ทำการไปเยี่ยมภิกษุสงฆ์

ให้เสียไป บทว่า อธิสีเล ได้แก่ ในศีลอันสูงสุด กล่าวคือศีล ๕ และ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 82

ศีล ๑๐ บทว่า อิโต พหิทฺธา ได้แก่ นอกพระศาสนานี้. บทว่า

ทุกฺขิเณยฺย คเวสติ ความว่า แสวงหาบุคคลผู้รับไทยธรรม. บทนี้

อิธ จ ปุพฺพการ กโรติ ความว่า ให้ทานแก่พวกเดียรถีย์ ภายนอก

(พระศาสนา) เหล่านั้น แล้วจึงถวายทานแก่ภิกษุทั้งหลายในภายหลัง

คำที่เหลือในบทว่าทั้งปวง มีอรรถง่ายทั้งนั้น แล.

จบ อรรถกถาหานิสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 83

๑๐. วิปัตติสัมภวสูตร

[๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิบัติของอุบาสก ๗ ประการนี้...

สมบัติของอุบาสก ๗ ประการนี้... ความเสื่อมของอุบาสก ๗ ประการ

นี้... ความเจริญของอุบาสก ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือ

อุบาสกไม่ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุ ๑ ไม่ละเลยการฟังสัทธรรม ๑

ศึกษาในอธิศีล ๑ มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งที่เป็นเถระ

ผู้ใหม่ ทั้งปานกลาง ๑ ไม่ตั้งจิตติเตียน ไม่คอยเพ่งโทษ ฟังธรรม ๑

ไม่แสวงหาเขตบุญภายนอกศาสนานี้ ๑ กระทำสักการะก่อนใน

เขตบุญในศาสนานี้ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเจริญของอุบาสก

๗ ประการนี้แล.

อุบาสกใด ขาดการเยี่ยมเยียนภิกษุผู้อบรม

ตน ละเลยการฟังอริยธรรม ไม่ศึกษาในอธิศีล

มีความไม่เลื่อมใสเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปในภิกษุ

ทั้งหลาย ตั้งจิตติเรียนปรารถนาฟังสัทธรรม

แสวงหาเขตบุญอื่นภายนอกศาสนานี้ และกระทำ

สักการะก่อนในเขตบุญภายนอกในศาสนานี้

อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความ

เสื่อม อันเราแสดงแล้ว ๗ ประการนี้แล ย่อม

เสื่อมจากสัทธรรม อุบาสกใดไม่ขาดการเยี่ยม-

เยียนภิกษุผู้อบรมตน ไม่ละเลยการฟังอริยธรรม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 84

ศึกษาอยู่ในอธิศีล มีความเลื่อมใสเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น

ไปในภิกษุทั้งหลาย ไม่ตั้งจิตติเตียนปรารถนา

ฟังสัทธรรม ไม่แสวงหาเขตบุญอื่นภายนอก

ศาสนานี้ แลพกระทำสักการะก่อนในเขตบุญใน

ศาสนานี้ อุบาสกนั้นซ่องเสพธรรมอันไม่เป็น

ที่ตั้งแห่งความเสื่อม อันเราแสดงดีแล้ว ๗ ประการ

การนี้แล ย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม.

จบ วิปัตติสัมภวสูตรที่ ๑๐

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. สารันททสุตร ๒. วัสสการสูตร ๓. ภิกขุสูตร ๔. กรรม-

สูตร ๕. สิทธิยสูตร ๖. ฑยธยสูตร ๗. สัญญาสูตร ๘. เสขสูตร

๙. หานิสูตร ๑๐. วิปัตติสัมภวสูตร

จบ วัชชีวรรคที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 85

เทวตาวรรคที่ ๔

๑. อัปปมาทสูตร

[๒๙] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาคนหนึ่ง

มีผิวพรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม

ก็ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นเคารพในพระศาสดา ๑

ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความ

เป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็น

ผู้เคารพในความไม่ประมาท ๑ ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๑

ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ

เทวดานั้นกราบทูลดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น

เทวดานั้นทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัยเรา ถวายอภิวาท

กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง ครั้นล่วงราตรีนั้นไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย

เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไป เทวดาตนหนึ่งมีผิวพรรณงาม ยังวิหาร

เชตวันทั้งสิ้นไห้สว่างไสวแล้ว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้ว

ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 86

แก่ภิกษุ ๗ ประการเป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑

ความเป็นผู้เคารพในธรรม ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความ

เป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็น

ผู้เคารพในความไม่ประมาท . ความเป็นผู้เคารพในปฏิสันถาร ๑ ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความ

ไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว

ไหว้เรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง.

ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มี

ความเคารพในธรรม มีความเคารพอย่างแรงกล้า

ในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ มีความเพียร มี

ความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา มีความเคารพ

ในความไม่ประมาท มีความเคารพในปฏิสันถาร

เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้

นิพพานทีเดียว.

จบ อัปปมาทสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 87

๒. หิรีมาสูตร

[๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนื้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว

เทวดาตนหนึ่งมีผิวพรรณงาม ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างไสวแล้ว

เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ ไหว้เราแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น

แล้วได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้

ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ. ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ

ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพในธรรม ๑ ความ

เป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา ๑ ความเป็น

ผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้เคารพในหิริ ๑ ความเป็นผู้เคารพ

ในโอตตัปปะ ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อม

เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว

ไหว้เรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นเอง.

ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มี

ความเคารพในธรรม มีความเคารพอย่างแรงกล้า

ในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ มีความเพียร

มีความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา ถึงพร้อม

ด้วยหิริและโอตตัปปะ มีความเคารพ ยำเกรง

เป็นผู้ไม่ควรเพื่อความเสื่อม ย่อมมีในที่ใกล้

นิพพานทีเดียว.

จบ หิรีมาสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 88

๒. ปฐมสุวจสูตร

[๓๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว

เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม

๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพใน

ธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา

ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้มีมิตร

ดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไป

เพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้น ครั้นกล่าว

ดังนี้แล้ว ไหวเรา กระทำประทักษิณแล้ว หายไป ณ ที่นั้นเอง.

ภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา มี

ความเคารพในธรรม มีความเคารพอย่างแรงกล้า

ในสงฆ์ มีความเคารพในสมาธิ มีความเพียร มี

ความเคารพอย่างแรงกล้าในสิกขา มีมิตรดีงาม

เป็นผู้ว่าง่าย มีความเคารพ ยำเกรง เป็นผู้ไม่ควร

เพื่อความเสื่อม ย่อมตั้งอยู่ในที่ใกล้แห่งพระ-

นิพพานทีเดียว.

จบ ปฐมสุวจสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 89

๔. ทุติยสุวจสูตร

[๓๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว

เทวดาตนหนึ่ง ฯลฯ ได้กล่าวกะเราว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม

๗ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ธรรม ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ ความเป็นผู้เคารพในพระศาสดา ๑ ความเป็นผู้เคารพ

ในธรรม ๑ ความเป็นผู้เคารพในสงฆ์ ๑ ความเป็นผู้เคารพในสิกขา

๑ ความเป็นผู้เคารพในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ว่าง่าย ๑ ความเป็นผู้

มีมิตรดีงาม ๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อม

เป็นไปเพื่อความไม่เสื่อมแก่ภิกษุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดานั้น

ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ไหว้เรากระทำประทักษิณาแล้ว หายไป ณ

ที่นั้นเอง.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร

ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความ

แห่งภาษิตที่พระองค์ตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ว่า ภิกษุ

ในธรรมวินัยนี้ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา กล่าว

สรรเสริญความเป็นผู้เคารพในพระคาสดา ชักชวนภิกษุเหล่าอื่น

ผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดาให้เคารพในพระศาสดา และกล่าว

สรรเสริญภิกษุผู้มีความเคารพในพระศาสดา ตามความเป็นจริง

โดยกาลอันควร ตนเองเป็นผู้เคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความ

เคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสิกขา ฯลฯ ตนเอง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 90

เป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ

เป็นผู้มีมิตรดีงาม ให้เป็นผู้มีมิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุ

เหล่าอื่นผู้มีมิตรดีงาม ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งภาษิตที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้ทั่วถึง

เนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้

เป็นการดีแล ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ตนเองเป็นผู้มี

ความเคารพในพระศาสดา กล่าวสรรเสริญความเป็นผู้มีความเคารพ

ในพระศาสดา และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีความเคารพใน

พระศาสดา ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ตนเองเป็นผู้มีความ

เคารพในธรรม ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสงฆ์ ฯลฯ ตนเอง

เป็นผู้มีความเคารพในสิกขา ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีความเคารพในสมาธิ

ฯลฯ ตนเองเป็นผู้ว่าง่าย ฯลฯ ตนเองเป็นผู้มีมิตรดีงาม กล่าวสรรเสริญ

ความเป็นผู้มีมิตรดีงาม ชักชวนภิกษุเหล่าอื่นผู้ไม่มีมิตรดีงาม

ให้เป็นผู้มีมิตรดีงาม และกล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่าอื่นผู้มีมิตร

ดีงาม ตามความเป็นจริง โดยกาลอันควร ดูก่อนสารีบุตร เธอพึงเห็น

เนื้อความแห่งภาษิตที่เรากล่าวโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้.

จบ ทุติยสุวจสูตรที่๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 91

๕. ปฐมสขาสูตร

[๓๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบ

ด้วยองค์ ๗ ประการ. ด้วยองค์ ๗ ประการเป็นไฉน คือ มิตรผู้ให้ของ

ที่ให้ได้ยาก ๑ รับทำกิจที่ทำได้ยาก ๑ อดทนถ้อยคำที่อดในได้ยาก ๑

บอกความลับของตนแก่เพื่อน ๑ ปิดความลับของเพื่อน ๑ ไม่ละทิ้ง

ในยามวิบัติ ๑ เมื่อเพื่อนสิ้นโภคสมบัติก็ไม่ดูหมิ่น ๑ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงคบมิตรผู้ประกอบด้วยองค์ ๗ ประการ

นี้แล.

มิตรที่ดีงามย่อมให้ของที่ดีงามให้ได้ยาก

รับทำกิจที่ทำได้ยาก อดทนถ้อยคำหยาบคาย

แม้ยากที่อดใจไว้ได้ บอกความลับของตนแก่

เพื่อน ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ เมื่อเพื่อนสิ้นโภค-

สมบัติ ก็ไม่ดูหมิ่น ฐานะเหล่านี้มีอยู่ในบุคคลใด

บุคคลนั้นเป็นมิตรแท้ ผู้ประสงค์จะคบมิตร ก็

ควรคบมิตรเช่นนั้น.

จบ ปฐมสขาสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 92

เทวตาวรรคที่ ๔

อรรถกถาปฐมสขาสูตรที่ ๕

วรรคที่ ๔ สูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ทุทฺทท สิงของมีค่ามาก อันสละได้ยาก. บทว่า ทุกฺกร

กโรติ ความว่า ย่อมกระทำกิจกรรมที่กระทำไม่ได้ง่าย ๆ

บทว่า ทุกฺขม ขมติ ความว่า ย่อมอดกลั้นได้อย่างมาก เพื่อ

ประโยชน์แก่สหาย. บทว่า คุยฺหมสฺส อาวิกโรติ ความว่า ย่อมเปิด

เผยความลับของตนแก่สหายนั้น. บทว่า คุยฺหมสฺส ปริคูหติ ความว่า

ไม่บอกความลับของสหายนั้นแก่คนเหล่าอื่น. บทว่า ขีเณน นาติมญฺติ

ได้แก่ เมื่อโภคสมบัติของสหายนั้นสิ้นไปแล้ว ก็ไม่ดูหมิ่นสหายนั้น

เพราะความเสื่อมสิ้นนั้น คือไม่กระทำการเหยียบย่ำและดูหมิ่น

ในตัวสหายนั้น

จบ อรรถกถาปฐมสขาสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 93

๖. ทุติยสขาสูตร

[๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการควรเสพ ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่

ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุเป็นที่รักใคร่พอใจ ๑ เป็นที่

เคารพ ๑ เป็นผู้ควรสรรเสริญ ๑ เป็นผู้ฉลาดพูด ๑ เป็นผู้อดทน

ต่อถ้อยคำ ๑ พูดถ้อยคำลึกซึ้ง ๑ ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี ๑ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ควรเสพ

ควรคบเป็นมิตร ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ถูกขับไล่.

ภิกษุเป็นที่รักใคร่ พอใจ เป็นที่เคารพ

ควรสรรเสริญ ฉลาดพูด อดทนต่อถ้อยคำ พูด

ถ้อยคำลึกซึ้ง ไม่ชักนำในทางที่ไม่ดี ฐานะเหล่านี้

มีอยู่ในภิกษุใด ภิกษุนั้นเป็นมิตรแท้ มุ่งอนุเคราะห์

แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ผู้ประสงค์จะคบมิตร ควร

คบมิตรเช่นนั้น แม้จะถูกขับไล่.

จบ สขาสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 94

อรรถกถาทุติยสขาสูตรที่ ๖

ทุติยสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า วตฺตา ได้แก่ผู้ฉลาดในถ้อยคำ. บทว่า วจนกฺขโม

ความว่า ภิกษุย่อมอดทนถ้อยคำ คือกระทำตามโอวาทที่ท่านให้.

บทว่า คมฺภีร ได้แก่ ถ้อยคำที่ปกปิด ลึกลับที่อาศัยฌาน อาศัย

วิปัสสนา มรรคผล และนิพพาน.

จบ อรรถกถาทุติยสขาสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 95

๗. ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร

[๓๕] ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ พึงกระทำ

ให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่ ต่อการไม่

นานเลย ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อ

จิตหดหู่ ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราหดหู่ จิตท้อแท้ในภายใน

ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราท้อแท้ในภายใน หรือจิตฟุ้งซ่าน

ไปภายนอก ก็รู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราฟุ้งซ่านไปภายนอก

เวทนาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ ภิกษุนั้น

ทราบแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้

ภิกษุนั้นทราบแล้ว วิตกย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่

ไม่ได้ ภิกษุนั้นทราบแล้ว อนึ่ง นิมิตในธรรมเป็นที่สบาย ไม่เป็น

ที่สบาย เลว ประณีต ดำ ขาว และเป็นปฏิภาคกัน อันภิกษุนั้นเรียน

ดีแล้ว มนสิการดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล

พึงกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เข้าถึงอยู่

ต่อกาลไม่นานเลย.

จบ ปฐมปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 96

อรรถกถาปฐมปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๗

ปฐมปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อิทมฺเม เจตโส ลีนตฺต ควาาว่า เมื่อจิตหดหู่เกิดขึ้นแล้ว

ภิกษุย่อมรู้ตามสภาวะความเป็นจริงว่า จิตของเรานี้หดหู่ จิตไปตาม

ถีนมิทธะ ชื่อว่าจิตหดหู่ในภายใน จิตที่กวัดแกว่งไปในกามคุณ ๕

ชื่อว่าจิตฟุ้งไปในภายนอก บทว่า เวทนาเป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงถือเอาด้วยอำนาจมูลแห่งธรรมอันเป็นเครื่องเนิ่นช้า. ด้วยว่า

เวทนาเป็นมูลแห่งตัณหา เพราะตัณหาเกิดขึ้นด้วยอำนาจความสุข

สัญญาเป็นมูลของทิฏฐิ เพราะทิฏฐิ เกิดขึ้นในอวิภูตารมณ์ อารมณ์

ที่ไม่ชัดแจ้งวิตกเป็นมูลแห่งมานะ เพราะอัสมิมานเกิดขึ้นด้วย

อำนาจวิตก. บทว่า สปฺปายา สมฺปาเยสุ ได้แก่ที่เป็นอุปการะและ

ไม่เป็นอุปการะ. บทว่า นิมิตฺต ได้แก่ เหตุ. คำที่เหลือในบททั้งปวง

ง่ายทั้งนั้นแล.

จบ อรรถกถาสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 97

๘. ทุติยปฏสัมภิทาสูตร

[๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

เข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ สารีบุตรในธรรมวินัยนี้

เมือจิตหดหู่ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า จิตของเราหดหู่ จิตท้อแท้ใน

ภายใน รู้ชัดตามเป็นจริงว่าจิตของเราท้อแท้ในภายใน หรือจิตฟุ้งซ่าน

ไปภายนอก เวทนาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อมถึงการตั้งอยู่

ไม่ได้ สารีบุตรทราบแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ ย่อม

ถึงการตั้งอยู่ไม่ได้ สารีบุตรทราบแล้ว วิตกย่อมเกิดขึ้น ย่อมปรากฏ

ย่อมถึงการตั้งอยู่ไม่ได้. สารีบุตรทราบแล้ว จิตในธรรมเป็นที่สบาย

ไม่สบาย เลว ประณีต ดำ ขาว และเป็นปฏิภาคกัน อันสารีบุตร

เรียนดีแล้ว มนสิการดีแล้ว ทรงไว้ดีแล้ว แทงตลอดดีแล้ว ด้วยปัญญา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล

ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยปัญญาอันยิ่งเองเข้าถึงอยู่.

จบ ทุติยปฏิสัมภิทาสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 98

๙. ปฐมวสสูตร

[๓๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจ

ของจิต ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น

ผู้ฉลาดไม่สมาธิ ๑ ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ฉลาดในการตั้งอยู่

แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ฉลาดในความพร้อมมูล

แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดรู้ในอารมณ์แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในอภินิหาร

แห่งสมาธิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการนี้แล ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตาม

อำนาจของจิต.

จบ ปฐมวสสสูตรที่ ๙

๑๐. ทุติยวสสูตร

[๓๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรผู้ประกอบด้วยธรรม

๗ ประการ ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ และไม่เป็นไปตาม

อำนาจของจิต ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สารีบุตรในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ ฉลาดในการเข้า

สมาธิ ๑ ฉลาดในการตั้งอยู่แห่งสมาธิ ๑ ฉลาดในการออกจาก

สมาธิ ๑ ฉลาดในอภินิหารแห่งสมาธิ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตร

ผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ย่อมยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ

ได้ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต.

จบ ทุติยวสสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 99

๑๑. ปฐมนิททสสูตร

[๓๙] ครั้งนั้นแล เวลาเช้า ท่านพระสารีบุตรนุ่งแล้ว ถือบาตร

และจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านคิดว่า เราจะ

เที่ยวไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีก็ยังเช้านัก อย่ากระนั้นเลย เราควร

เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ครั้งนั้น ท่าน

พระสารีบุตรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้

สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า

ท่านมีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์

บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรจะเรียกว่า ภิกษุผู้นิททสะ ทานพระสารีบุตร

ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น

ครั้นแล้วลุกจากที่นั่งหลีกไปด้วยตั้งใจว่า เราจะทั่วถึงเนื้อความ

แห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น ท่านพระ

สารีบุตรเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้ว กลับจากบิณฑบาต

ในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย

อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์

นั่งแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ข้าพระองค์

คิดว่า เราจะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีก็ยังเข้านัก อย่ากระนั้นเลย

เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ลำดับนั้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 100

ข้าพระองค์เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ได้

สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์

บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรเรียกว่า ภิกษุผู้นิททสะ แต่ข้าพระองค์

ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น

ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไปด้วยตั้งใจว่า เราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความ

แห่งภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระองค์อาจหรือหนอ เพื่อทรงบัญญัติภิกษุนิททสะ ด้วยเหตุเพียง

การนับพรรษาอย่างเดียว ในธรรมวินัยนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร จะไม่มีใคร ๆ

อาจเพื่อบัญญัติภิกษุผู้นิททสะด้วยเหตุเพียงนับพรรษาอย่างเดียว

ในธรรมวินัยนี้ ก่อนสารีบุตร วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้

เรากระทำไห้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว นิททสะวัตถุ ๗

ประการเป็นไฉน ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีฉันทะกล้า

ในการสมาทานสิกขา และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการสมาทาน

สิกขาต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการฟังธรรม และมีความรักอย่างลึกซึ้ง

ในการฟังธรรมต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการกำจัดความอยาก และมี

ความรักอย่างลึกซึ้งในการกำจัดความอยากต่อไป ๑ มีฉันทะกล้า

ในการหลีกออกเร้น และมีความรักอย่างลึกซึ้งในการหลีกออกเร้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 101

ต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในการปรารภความเพียร และมีความรักอย่าง

ลึกซึ้งในการปรารภความเพียรต่อไป ๑ มีฉันทะกล้าในสติเครื่อง

รักษาตัว และมีความรักอย่างลึกซึ้งในสติเครื่องรักษาตัวต่อไป

มีฉันทะกล้าในการแทงตลอดด้วยทิฐิ และมีความรักอย่างลึกซึ้ง

ในการแทงตลอดด้วยทิฐิต่อไป ๑ ดูก่อนสารีบุตร วัตถุแห่งนิททสะ

๗ ประการนี้แล ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี

ก็ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์

บริบูรณ์ครบ ๒๔ ปี ก็ดี... ๓๖ ปีก็ดี... ๔๘ ปีก็ดี ก็ควรจะเรียกได้ว่า

ภิกษุนิททสะ.

จบ ปฐมนิททสสูตรที่ ๑๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 102

๑๒. ทุติยนิททสสูตร

[๔๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม

ใกล้กรุงโกสัมพี ครั้งนั้น เป็นเวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้ว

ถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงโกสัมพี ครั้งนั้นท่านคิดว่า

เราจะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี ก็ยังเช้านัก อย่ากระหาย

เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญเดียรถีย์ปริพาชกเถิด ลำดับ

นั้นแล ท่านพระอานนที่เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์

ปริพาชก ได้สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้น

ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุม

สนทนากันว่า ท่านมีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติ

พรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรจะเรียกว่า ภิกษุ

ผู้นิททสะ ท่านพระอานนท์ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวก

อัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น ครั้นแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป

ด้วยตั้งใจว่าเราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งคำกล่าวของพวกอัญญ-

เดียรถีย์ปริพาชก ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น

ท่านพระอานนท์ได้เที่ยวบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี กลับจากบิณฑบาต

ในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย

อภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส เวลาเช้า ข้าพระองค์

นุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงโกสัมพี ข้าพระองค์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 103

ได้คิดว่า เราจะเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงโกสัมพี ก็ยังเช้านัก อย่า

กระนั้นเลย เราควรเข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก

ลำดับนั้น ข้าพระองค์เข้าไปยังอารามของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก

ได้สนทนาปราศรัยกับพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชก ครั้นผ่านการ

ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ก็สมัยนั้น พวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกกำลังนั่งประชุมสนทนากันว่า

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ท่านผู้ใดผู้หนึ่งประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์

บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปี ควรเรียกว่า ภิกษุผู้นิททสะ แต่ข้าพระองค์

ไม่ยินดี ไม่คัดค้านคำกล่าวของพวกอัญญเดียรถีย์ปริพาชกเหล่านั้น

ครั้นแล้วลุกจากอาสนะหลีกไป ด้วยคิดว่า เราจะรู้ทั่วถึงเนื้อความ

ของภาษิตนี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

พระองค์อาจหรือหนอ เพื่อทรงบัญญัติภิกษุนิททสะ ด้วยเหตุเพียง

นับพรรษาอย่างเดียวในธรรมวินัยนี้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ไม่มีใคร ๆ อาจ

เพื่อบัญญัติภิกษุผู้นิททสะ ด้วยเหตุเพียงนับพรรษาอย่างเดียวใน

ธรรมวินัยนี้ ก่อนอานนท์ วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้ เรากระทำ

ให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้วนิททสะวัตถุ ๗ ประการเป็น

ไฉน ดูก่อนอานนท์ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑

มีโอตตัปปะ ๑ เป็นพหูสูต ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติ ๑ มีปัญญา ๑

ดูก่อนอานนท์ วัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้แล เรากระทำให้แจ้ง

ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ประกาศแล้ว ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้ประกอบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 104

ด้วยวัตถุแห่งนิททสะ ๗ ประการนี้แล ถ้าประพฤติพรหมจรรย์

บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ๑๒ ปีก็ดี ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ

ถ้าประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์ครบ ๒๔ ปีก็ดี... ๓๖

ก็ดี... ๔๘ ปีก็ดี ก็ควรจะเรียกได้ว่า ภิกษุผู้นิททสะ.

จบ ทุติยนิททสสุตรที่ ๑๒

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อัปปมาทสูตร ๒. หิรีมาสูตร ๓. ปฐมสุวจสูตร ๔. ทุติย-

สุวจสุตร ๕. ปฐมสขาสูตร ๖. ทุติยสขาสูตร ๗. ปฐมปฏิสัมภิทาสูตร

๘. ทุติยปฏิสัมภิทาสูตร ๙. ปฐมวสสูตร ๑๐. ทุติยวสสูตร ๑๑. ปฐม-

นิททสสูตร ๑๒. ทุติยนิททสสูตร.

จบ เทวตาวรรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 105

มหายัญญวรรคที่ ๕

๑. จิตตสูตร

[๔๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ (ภูมิเป็นที่ตั้งแห่ง

วิญญาณ) ๗ ประการนี้ วิญญาณฐิติ ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เหมือนมนุษย์

เทวดาบางพวก และวินิปาติกสัตว์บางพวกนี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่

สัตว์บางพวกมีกายต่างกัน แต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดา

ชั้นพรหมกายิกา ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๒

สัตว์บางพวกมีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เหมือนเทวดา

ชั้นอาภัสสระ นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๓ สัตว์บางพวกมีกายอย่าง

เดียว มีสัญญาอย่างเดียวกัน เหมือนเทวดาชั้นสุภกิณหะ นี้เป็น

วิญญาณฐิติข้อที่ ๔ สัตว์บางพวกเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ โดย

มนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด เพราะล่วงรูปสัญญา โดยประการ

ทั้งปวง เพราะดับปฏิฆสัญญาเสียได้ ไม่ใส่ใจถึงนานัตตสัญญา

นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๕ สัตว์บางพวกเข้าถึงชั้นวิญญาณัญจายตนะ

โดยมนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด เพราะล่วงอากาสานัญจายตนะ

โดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๖ สัตว์บางพวกเข้าถึง

ชั้นอากิญจัญญายตนะ โดยมนสิการว่า ไม่มีอะไร ๆ เพราะล่วง

วิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้งปวง นี้เป็นวิญญาณฐิติข้อที่ ๗

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิญญาณฐิติ ๗ ประการนี้แล.

จบ จิตตสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 106

มหายัญญวรรคที่ ๕

อรรถกถาจิตตสูตรที่ ๑

วรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า วิญฺาณฏฺิติโย ได้แก่ ที่ตั้งแห่งปฏิสนธิวิญญาณ.

ศัพท์ว่า เสยฺยถาปิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่าเป็นตัวอย่าง. อธิบายว่า

มนุษย์ทั้งหลาย. จริงอยู่ บรรดามนุษย์ทั้งหลาย หาประมาณมิได้

ในจักรวาฬหาประมาณมิได้ แม้ ๒ คน จะชื่อว่า เหมือนมนุษย์คน

เดียวกันด้วยอำนาจสีและทรวดทรงเป็นอันหามีไม่. แม้มนุษย์

เหล่าใด เป็นพี่น้องฝาแฝดในที่ไหน ๆ ย่อมเหมือนกันโดยสีและ

ทรวดทรง แม้มนุษย์เหล่านั้นแปลกกันตรงที่แลดู เหลียวดู พูดหัวเราะ

เดิน และยืนเป็นต้น นั่นแล. เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า นานตฺตกายา

มีกายต่างกัน. ก็ปฏิสนธิสัญญา ของสัตว์เหล่านั้น เป็นติเหตุกะก็มี

เป็นทุเหตุกะก็มี เป็นอเหตุกะก็มี เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า

นานตฺตสญฺิโน มีสัญญาต่างกัน. บทว่า เอกจฺเจ จ เทวา ได้แก่

เทวดาชั้นกามาวจร ๖ ชั้น. จริงอยู่ บรรดาเทวดาชั้นกามาวจร ๖

ชั้นนั้น เทวดาบางพวกมีกายเขียว บางพวกมีกายเหลืองเป็นต้น

ส่วนสัญญาของเทวดาเหล่านั้น เป็นทุเหตุกะก็มี เป็นติเหตุกะก็มี

ที่เป็นอเหตุกะไม่มี บทว่า เอกจฺเจ จ วินิปาติกา ความว่า สัตว์ผู้พัน

จากอบาย ๔ มีอาทิอย่างนี้คือ อุตตรมาตายักขิณี ปิยังกรมาตายักขิณี

ผุสสมิตตายักขิณี ธัมมคุตตายักขิณี และเวมาณิกเปรต เหล่าอื่น. ก็

สัตว์เหล่านั้นมีกายต่างกันโดยผิวมี ผิวเหลือง ผิวขาว ผิวดำ และผิวคล้ำ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 107

เป็นต้น และโดยผอมอ้วนเตี้ยและสูง. แม้สัญญาก็ต่างกัน โดยเป็น

ทุเหตุกะติเหตุกะ และอเหตุกะ แต่สัตว์เหล่านั้น ไม่มีอำนาจมากเหมือน

เทวดา มีอำนาจน้อย มีอาหารและเรื่องนุ่งห่มหายาก อยู่เป็นทุกข์

เหมือนมนุษย์ยากไร้ บางพวกต้องทุกข์เวลาข้างแรม มีสุขเวลาข้างขึ้น

เพราะฉะนั้นจึงตรัสว่า วินิปาติกา เพราะตกไปจากกองสุข ส่วน

บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดเป็นติเหตุกะ สัตว์เหล่านั้น ตรัสรู้

ธรรมก็มีเหมือนปิยังกรมาตายักขิณีเป็นต้น.

บทว่า พฺรหฺมกายิกา ได้แก่พรหมปาริสัชชา พรหมปุโรหิตา

มหาพรหมา บทว่า ปฐมาภินิพฺพตฺตา ได้แก่ สัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด

บังเกิดด้วยปฐมฌาน. ส่วนพรหมปาริสัชชา บังเกิดด้วยปฐมฌาน

อย่างอ่อน พรหมปาริสัชชาเหล่านั้นมีอายุประมาณเท่ากับส่วนที่ ๓

แห่งกัป พรหมปุโรหิตาบังเกิดด้วยปฐมฌานปานกลาง มีอายุประมาณ

กึ่งกัป พรหมเหล่านั้นจึงมีกายกว้างกว่ากัน มหาพรหมาบังเกิดด้วย

ปฐมฌานอย่างประณีต มีอายุประมาณกัปหนึ่ง แต่มหาพรหมาเหล่านั้น

มีกายกว้างอย่างยิ่ง ดังนั้น พรหมเหล่านั้น พึงทราบว่า นานตฺตกายา

เอกตฺตสญฺิโน เพราะมีกายต่างกัน มีสัญญาเป็นอันเดียวกัน ด้วย

อำนาจปฐมฌาน. สัตว์ในอบาย ๔ ก็เหมือนกับพรหมเหล่านั้น.

จริงอยู่ ในนรกทั้งหลาย สัตว์บางพวกนีอัตภาพ คาวุตหนึ่ง บางพวก

กึ่งโยชน์ บางพวกโยชน์หนึ่ง แต่ของพระเทวทัต ๑๐๐ โยชน์. แม้ใน

บรรดาสัตว์ดิรัจฉาน บางพวกเล็ก บางพวกใหญ่ แม้ในปิตติวิสัย

บางพวก ๖๐ ศอก บางพวก ๘๐ ศอก บางพวกมีพรรณดี บางพวก

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 108

มีพรรณทราม. พวกกาลกัญชกอสูรก็เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง

ในพวกอสูรเหล่านั้น ชื่อว่า ทีฆปิฏฐิกอสูร ๖๐ โยชน์ ก็สัญญา

ของอสูรแม้ทั้งหมด เป็นอกุศลวิบากอเหตุกะ. ดังนี้ สัตว์ผู้เกิด

ในอบาย ย่อมนับว่ามีกายต่างกัน มีสัญญาเป็นอันเดียวกัน.

บทว่า อาภสฺสรา ความว่า พรหมชื่อว่า อาภัสสรา เพราะ

พรหมเหล่านี้มีรัศมีซ่านออก คือแผ่ออกไปจากสรีระดุจขาดตกลง

เหมือนเปลวไฟแห่งคบไฟฉะนั้น บรรดาอาภัสสรพรหมเหล่านั้น

พรหมผู้เจริญทุติยฌานและตติยฌานทั้ง ๒ อย่างอ่อน ในปัญจกนัย

เกิดขึ้น ชื่อว่า ปริตตาภาพรหม. ปริตตาภาพรหมเหล่านั้น มีอายุ

ประมาณ ๒ กัป ที่เจริญทุติยฌาน ตติยฌานอย่างกลางเกิดขึ้น

ชื่อว่า อัปปมาณาภาพรหม อัปปมาณาภาพรหมเหล่านั้น มีอายุ

ประมาณ ๔ กัป ที่เจริญทุติยฌาน ตติยฌานอย่างประณีตเกิดขึ้น

ชื่อว่าอาภัสราพรหม. อาภัสราพรหมเหล่านั้น มีอายุประมาณ ๘ กัป

ในที่นี้ทรงถือเอาพรหมเหล่านั้นทั้งหมด โดยการกำหนดอย่างอุกฤษฏ์

ความจริง พรหมเหล่านั้นทั้งหมดมีกายกว้างเป็นอันเดียวกัน ส่วน

สัญญาต่าง ๆ กัน ไม่มีวิตกเพียงมีวิจารบ้าง ไม่มีวิตกวิจารบ้าง.

บทว่า สุภกิณฺหา ความว่า พรหมทั้งหลายมีรัศมีจากสรีระ

ระยิบระยับด้วยความงาม รัศมีแห่งสรีระโดยความงาม อธิบายว่า

เป็นแท่งทึบโดยความงาม. จริงอยู่ สุภกิณหาพรหม พรหมเหล่านั้น

รัศมีไม่ขาดไปเหมือนของอาภัสราพรหม. แต่ในปัญจนัย เหล่า

พรหมณ์ที่บังเกิดชื่อว่า ปริตตสุภาพรหม อัปปมาณาสุภาพพรหม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 109

และสุภกิณหพรหม มีอายุ ๑๖ กัป ๒๓ กัป ๖๔ กัป ด้วย

อำนาจจตุตถฌานอย่างอ่อน อย่างกลาง มีกายเป็นอย่างเดียวกัน และ

พรหมเหล่านั้นทั้งหมด พึงทราบว่า มีกายเป็นอย่างเดียวกัน และ

มีสัญญาเป็นอย่างเดียวกัน ด้วยสัญญาในจตตุถฌาน

ฝ่ายเวหัปผลาพรหม ก็ย่อมเทียบวิญญาณฐิติ ที่ ๔ เท่านั้น

เหล่าอสัญญีสัตว์ หรือวิญญาณาภาพรหม ย่อมไม่สงเคราะห์เข้า

ในข้อนี้ แต่ไปในสัตตวาสทั้งหลาย. สุทธาวาสพรหม ตั้งอยู่ในฝ่าย

วิวัฏฏะ. ย่อมไม่มีตลอดกาลทุกเมื่อ คือไม่เกิดขึ้นในโลก ที่ว่างจาก

พระพุทธเจ้า ตลอดแสนกัปบ้าง อสงไขยหนึ่งบ้าง. เมื่อพระพุทธเจ้า

ทั้งหลาย ทรงอุบัติขึ้นแล้วนั่นแล ย่อมเกิดขึ้นในภายในเขตกำหนด

อายุ ๑๖,๐๐๐ กัป ย่อมเป็นเสมือนค่ายพักของพระผู้มีพระภาคเจ้า

ผู้เป็นพระธรรมจักรพรรดิ์ เพราะเหตุนั้น จึงไม่เทียบวิญญาณฐิติ

และสัตตาวาส. ส่วนพระมหาสิวเถระ กล่าวว่า แม้พรหมชั้นสุทธาวาส

ก็ย่อมเทียบวิญญาณฐิติที่ ๔ และสัตตาวาสที่ ๔ โดยสูตรนี้ว่า

ดูก่อนสารีบุตร ก็สัตตวาส ไม่ใช่โอกาสที่จะได้โดยง่ายแล

สัตตาวาสนั้นเราไม่เคยอยู่ โดยกาลอันยืดยาวนานนี้ เว้นเทวดา

เหล่าสุทธาวาส. คำนั้น ท่านอนุญาตไว้แล้ว เพราะไม่มีพระสูตร

ห้ามไว้. เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ชื่อว่า มีสัญญาก็มิใช่ ไม่มี

สัญญาก็มิใช่ เพราะแม้วิญญาณ เป็นของละเอียดเหมือนสัญญา

ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น เนวสัญญานาสัญญายตนฌานนั้น ท่านจึงกล่าว

ไว้ในวิญญาณฐิติ ทั้งหลาย.

จบ อรรถกถาจิตตสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 110

๒. ปริกขารสูตร

[๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย องค์แห่งสมาธิ ๗ ประการนี้

๗ ประการเป็นไฉน คือ สัมมาทิฏฐิ ๑ สัมมาสังกัปปะ ๑ สัมมาวาจา ๑

สัมมากัมมันตะ ๑ สัมมาอาชีวะ ๑ สัมมาวายามะ ๑ สัมมาสติ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เอกัคคตาจิตประกอบด้วยองค์ ๗ ประการนี้

เรียกว่าอริยสมาธิ ที่เป็นไปกับด้วยอุปนิสัยก็มี มีเป็นไปกับด้วย

บริขารก็มี

จบ ปริกขารสูตรที่ ๒

อรรถกถาปริกขารสูตรที่ ๒

ปริกขารสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สมาธิปริกฺขารา ได้แก่ องค์ประกอบแห่งสมาธิ

อันสัมปยุตด้วยมรรค.

จบ อรถกถาปริกขารสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 111

๓. ปฐมอัคคิสูตร

[๔๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๗ กองนี้. ไฟ ๗ กองเป็นไฉน

คือ ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟคือโมหะ ๑ ไฟคืออาหุไนย-

บุคคล ๑ ไฟคือคหบดี ๑ ไฟคือทักขิไณยบุคคล ๑ ไฟเกิดแต่ไม้ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฟ ๗ กองนี้แล.

จบ ปฐมอัคคิสูตรที่ ๓

อรรถกถาปฐมอัคคิสูตรที่ ๓

ปฐมอัคคิสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า อคฺคิไฟ

เพราะอรรถว่าตามเผาผลาญ. ส่วนบทเป็นต้นว่า อาหุเนยฺยตฺคิ นี้

พึงทราบวินิจสัยดังต่อไปนี้ สักการะท่านเรียกว่า อาหุนะ ชนเหล่าใด

ย่อมควรซึ่งอาหุนะ เหตุนั้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า อาหุเนยยา ชนผู้ควร

ซึ่ง อาหุนะ. จริงอยู่ มารดาและบิดาทั้งหลาย บุตรทั้งหลาย

เพราะท่านทั้งสองเป็นผู้มีอุปการมากแก่บุตรทั้งหลาย บุตรทั้งหลาย

ปฏิบัติผิดในมารดาและบิดาทั้ง ๒ นั้น ย่อมบังเกิดในอบายมีนรก

เป็นต้น เพราะเหุนนั้น ถึงแม้มารดาและบิดา จะมิได้ตามเผาผลาญ

อยู่ก็จริง ถึงกระนั้นท่านทั้ง ๒ ก็ยังเป็นปัจจัยแก่การตามเผาผลาญ

อยู่ ดังนั้น ท่านเรียก มารดาบิดาว่า อาหุเนยยัคคิ เพราะอรรถว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 112

ตามเผาผลาญนั่นแล. ก็เจ้าบ้านท่านเรียกว่า คหบดี จริงอยู่ คหบดีนั้น

มีอุปการะมากแก่มาตุคาม ด้วยการมอบให้ ที่นอน เสื้อผ้า และ

เครื่องประดับเป็นต้น มาตุคามผู้นอกใจสามีนั้น ย่อมบังเกิดใน

อบายมีนรกเป็นต้น เพราะเหตุนั้น สามีแม้นั้น ท่านก็เรียกว่า

คหปตัคคิ เพราะอรรถว่าตามเผาผลาญ โดยนัยก่อนนั่นแล.

ส่วนในคำว่า ทกฺขิเณยฺยคฺคิ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ปัจจัย

๔ ชื่อว่า ทักษิณา ภิกษุสงฆ์ชื่อว่า ทักขิเณยยบุคคล ผู้ควรแก่

ทักษิณา. จริงอยู่ ภิกษุสงฆ์นั้น ย่อมเป็นผู้มีอุปการะมาก แก่คฤหัสถ์

ทั้งหลาย ด้วยการประกอบไว้ในกัลยาณธรรมทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้

คือ ในสรณะ ๓ ศีล ๕ ศีล ๑๐ การบำรุงมารดาและบิดา การบำรุง

สมณะและพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คฤหัสถ์ผู้ปฏิบัติผิดในภิกษุสงฆ์

นั้น ด่า บริภาษ ภิกษุสงฆ์ ย่อมบังเกิดในอบายทั้งหลาย มีนรก

เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ภิกษุสงฆ์นั้น ท่านเรียกว่า ทักขิเณยยัคคิ

ไฟคือทักขิเณยยบุคคล เพราะอรรถว่า ตามเผาผลาญโดยนัยก่อน

นั่นแล. ไฟตามปกติที่เกิดแต่ไม้ ชื่อว่า กัฏฐัคคิ ไฟเกิดแต่ไม้.

จบ อรรถกถาปฐมอัคคิสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 113

๔. ทุติยอัคคิสูตร

[๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร

เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี ก็สมัย

นั้แล อุคคตสรีรพราหมณ์ตระเตรียมมหายัญ โคผู้ ๕๐๐ ลูกโคผู้

๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ถูกนำเข้าไปผูกไว้ที่หลัก

เพื่อบูชายัญ ลำดับนั้น อุคคตสรีรพราหมณ์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี

พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้น

ผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง

หนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม

ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ

ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน

พราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ

มีผลมาก มีอานิสงส์มาก แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ อุคคตสรีร-

พราหมณ์ก็ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์

ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มี

อานิสงส์มาก.

พ. ก่อนพราหมณ์ แม้เราก็ได้ฟังมาว่า การก่อไฟ การ

ปักหลักบูชายัญมีผลมาก มีอานิสงส์มาก.

อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อความทั้งหมดของข้าพระองค์

สมกันกับข้อความของท่านพระโคดม.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 114

เมื่ออุคคตสรีรพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์

ได้กล่าวกะอุคคตสรีรพราหมณ์ว่า ก่อนพราหมณ์ ท่านไม่ควร

ถามพระตถาคตอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์

ได้สดับมาดังนี้ว่า การก่อไฟ การปักหลักบูชายัญ มีผลมาก มี

อานิสงส์มาก แต่ท่านควรถามตถาคตอย่างนี้ว่า ข้าพระองค์เจริญ

ก็ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ขอพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าโปรด ตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับนั้นอุคคตสรีร-

พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ

ข้าพระองค์ประสงค์จะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ขอท่านพระโคดม

โปรดตักเตือนสั่งสอนข้อที่จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์เถิด.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ

ในการบูชายัญเบื้องต้นย่อมเงื้อศาตรา ๓ ชนิด อันเป็นอกุศล มีทุกข์

เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ศาตรา ๓ ชนิดเป็นไฉน คือ ศาตรา

ทางกาย ๑ ศาตราทางวาจา ๑ ศาตราทางใจ ๑ ดูก่อนพราหมณ์

บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว

ย่อมเกิดความคิดอย่างนี้ว่า ต้องฆ่าโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัว

ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะเท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาคิดว่า

จะทำบุญแต่กลับทำบาป คิดว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล คิดว่าจะ

แสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ ก่อนพราหมณ์ บุคคล

เมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว ย่อม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 115

เงื้อศาตราทางใจข้อที่ ๑ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์

เป็นวิบาก.

อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ใน

การบูชายัญเบื้องต้นทีเดียว ย่อมกล่าววาจา (สั่ง) อย่างนี้ว่า จงฆ่า

โคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคผู้เท่านี้ตัว ลูกโคเมียเท่านี้ตัว แพะเท่านี้ตัว แกะ

เท่านี้ตัว เพื่อบูชายัญ เขาสั่งว่าจะทำบุญกลับทำบาป เขาสั่งว่าจะ

ทำกุศล กลับทำอกุศล เขาสั่งว่าจะแสวงหาทางสุคติ กลับแสวงหา

ทางทุคติ ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อบุคคลจะก่อไฟ. ปักหลักบูชายัญ

ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตราทางวาจาข้อที่ ๒ นี้

อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก.

อีกประการหนึ่ง บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการ

บูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมลงมือด้วยตนเองก่อน คือต้องฆ่าโคผู้

ลูกโคผู้ ลูกโคเมีย แพะ แกะ เพื่อบูชายัญ เขาลงมือว่าจะทำบุญ

กลับทำบาป ลงมือว่าจะทำกุศล กลับทำอกุศล ลงมือว่าจะแสวงหา

ทางสุคติ กลับแสวงหาทางทุคติ ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ

ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตรา

ทางกายข้อที่ ๓ นี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก

ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะก่อไฟ ปักหลักบูชายัญ ในการบูชายัญ

เบื้องต้นทีเดียว ย่อมเงื้อศาตรา ๓ อย่างนี้ อันเป็นอกุศล มีทุกข์เป็น

กำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดูก่อนพราหมณ์ ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึง

เสพไฟ ๓ กองนี้ ๓ กองเป็นไฉน ไฟคือราคะ ๑ ไฟคือโทสะ ๑ ไฟ

คือโมหะ ๑ ดูก่อนพราหมณ์ ก็เพราะเหตุไรจึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 116

เสพไฟคือราคะนี้ เพราะบุคคลผู้กำหนัดอันราคะครอบงำย่ำยีจิต

ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้นประพฤติทุจริต

ทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ

วินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือราคะนี้ ก็

เพราะเหตุไร จึงพึงละพึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือผู้โกรธ อันโทสะ

ครอบงำย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้

โทสะนี้ เพราะบุคคลครั้นประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจ

แล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุติ วินิบาต นรก ฉะนั้น จึง

พึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโทสะนี้ ก็เพราะเหตุไร จึงพึงละ

พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟคือโมหะนี้ เพราะบุคคลผู้หลงอันโมหะครอบงำ

ย่ำยีจิต ย่อมประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจได้ ครั้น

ประพฤติทุจริตทางกาย ทางวาจา ทางใจแล้ว เมื่อตายไป ย่อม

เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ฉะนั้น จึงพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ

คือโมหะนี้ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านพึงละ พึงเว้น ไม่พึงเสพไฟ ๓ กอง

นี้แล ดูก่อนพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้ควรสักการะ เคารพ นับถือ

บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ๓ กองเป็นไฉน คือ ไฟคืออาหุไนย-

บุคคล ๑ ไฟคือคหบดี ๑ ไฟคือทักขิไณยบุคคล ๑ ก่อนพราหมณ์

ก็ไฟคืออาหุไนยบุคคลเป็นไฉน ก่อนพราหมณ์ คนในโลกนี้ คือ

มารดาหรือบิดา เรียกว่าไฟคืออาหุไนยบุคคล ข้อนั้นเพราะอะไร

เพราะบุคคลเกิดมาแต่มารดาบิดานี้ ฉะนั้น ไฟคืออาหุไนยบุคคล

จึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ

ก็ไฟคือคหบดีเป็นไฉน ตนในโลกนี้คือ บุตร ภรรยา ทาส หรือคนใช้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 117

นี้เรียกว่าไฟคือคหบดี ฉะนั้น ไฟคือคหบดีจึงควรสักการะ เคารพ

นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ก็ไฟคือทักขิไณยบุคคล

เป็นไฉน สมณพราหมณ์ในโลกนี้ งดเว้นจากความมัวเมาประมาท

ตั้งอยู่ในขันติและโสรัจจะ ฝึกฝนจิตใจให้สงบ ดับร้อนได้เป็นเอก

นี้เรียกว่าไฟคือทักขิไณยบุคคล ฉะนั้น ไฟคือทักขิไณยบุคคลนี้

จึงควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ

ดูก่อนพราหมณ์ ไฟ ๓ กองนี้แล ควรสักการะ เคารพนับถือ บูชา

บริหารให้เป็นสุขโดยชอบ ส่วนไฟที่เกิดแต่ไม้ พึงก่อให้โพลงขึ้น

พึงเพ่งดู พึงดับ พึงเก็บไว้ตามกาลที่สมควร.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อุคคตสรีรพราหมณ์

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต

ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรง

จำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิตตั้งแต่วันนี้

เป็นต้นไป ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้จะปล่อยโคผู้

๕๐๐ ลูกโคผู้ ๕๐๐ ลูกโคเมีย ๕๐ แพะ ๕๐๐ แกะ ๕๐๐ ให้ชีวิตมัน

พวกมันจะได้พากันไปกินหญ้าอันเขียวสด ดื่มน้ำเย็นสะอาด และ

รับลมอันเย็นสดชื่น.

จบ อคคิสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 118

อรรถกถาอัคคิสูตรที่ ๔

ทุติยอัคคิสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

บทว่า อคฺคตสรีรสฺส ความว่า ได้ยินว่าพราหมณ์มหาศาลนั้น

เป็นผู้สูงโดยอัตตภาพ ถึงสารสมบัติโดยโภคะ เพราะเหตุนั้น จึงปรากฏ

ชื่อว่าพราหมณ์ผู้มีตัวสูง. บทว่า อุปกฺขโฏ ได้แก่ ตระเตรียม

บทว่า ถูณูปนีตานิ ได้แก่ นำเข้าไปสู่เสา กล่าวคือ หลักการกระทำ

บูชายัญ บทว่า ยญฺยตฺถาย ได้แก่เพื่อประโยชน์แก่การฆ่าบูชายัญ

บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นจัดเตรียมเครื่อง

ประกอบยัญทั้งหมดนั้นแล้ว คิดว่า ได้ยินว่า พระสมณะโคดม

เป็นผู้มีปัญญามาก พระองค์จักตรัสสรรเสริญยัญของเราหรือหนอ

หรือว่าตรัสติเตียน เราจักทูลถามจึงจะรู้ด้วยเหตุนี้ จึงเข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า บทว่า อคฺคิสฺส อาธาน ความว่า การก่อไฟ

อันเป็นมงคล ๙ ประการ เพื่อบูชายัญ. ด้วยบทว่า สพฺเพน สพฺพ

นี้ อุคคตสรีรพราหมณ์ แสดงว่า สูตรทั้งหมดที่เราฟังมาแล้ว ย่อม

เทียบเคียงกันได้ ย่อมเป็นอย่างเดียวกันกับสูตรทั้งหมด.

บทว่า สตฺถานิ ความว่า ที่ชื่อว่าศาสตร์ เพราะเป็นเหมือน

สัตรา โดยอรรถว่า เป็นเครื่องเบียดเบียน.

บทว่า สย ปม สมารภติ ความว่า เริ่มด้วยตนเองก่อนทีเดียว.

บทว่า หญฺนฺตุ แปลว่า จงฆ่า. บทว่า ปริหาตพฺพา แปลว่า

พึงปริหาร. บทว่า อิโต หย ตัดเป็น อิโต หิ มาตาปิติโต อย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 119

แปลว่า ผู้นี้เป็นฝ่ายมารดาและบิดา. บทว่า อาหุโต แปลว่า มาแล้ว.

บทว่า สมฺภูโต แปลว่า เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า อย วุจฺจติ พฺราหฺมณ

คหปตคฺคิ ความว่า หมู่บุตรและภรรยาเป็นต้นท่านเรียกว่า

คหปตัคคิ เพราะเป็นเหมือนคหบดี เป็นเหมือนเจ้าเรือนเที่ยวไป.

บทว่า อตฺตาน ได้แก่จิต. บทว่า ทเมนฺติ ได้เก่ ย่อมฝึกด้วยการ

ฝึกอินทรีย์. บทว่า สเมนฺติ ได้แก่ สงบด้วยการสงบราคะเป็นต้น.

อธิบายย่อมดับกิเลส ด้วยการให้กิเลส มีราคะเป็นต้นดับสนิทไป.

บทว่า นิกฺขิปิตพฺโพ ความว่า พึงวางไว้โดยประการที่จะไม่เสียหาย

บทว่า อุปวายต ความว่า จงฟุ้งขจรไป. ก็แลพราหมณ์ครั้นกล่าว

อย่างนั้นแล้ว จึงมอบชีวิตแก่สัตว์ทั้งหมดนั้นแล้ว ทำลายโรงยัญ

ประหนึ่งบ่อน้ำ ในศาสนาของพระศาสดา และ.

จบ อรรถกถาทุติยอัคคิสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 120

๕. ปฐมสัญญาสูตร

[๔๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้ อันภิกษุ

เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่ง

ลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด ๗ ประการเป็นไฉน คือ อสุภสัญญา ๑

มรณสัญยา ๑ อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเก อหิรตสัญญา ๑

อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจ ทุกขสัญญา ๑ ทุกเข อนัตตสัญญา ๑ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้แล อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำ

ให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ

เป็นที่สุข

จบ ปฐมสัญญาสูตรที่ ๕

อรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๕

สูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อมโตคธา ความว่า ตั้งอยู่ในพระนิพพาน บทว่า

อมตปริโยสานา ได้แก่ มีพระนิพพานเป็นที่สุด.

จบ อรรถกถาปฐมสัญญสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 121

๖. ทุติยสัญญาสูตร

[๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้ อันภิกษุ

เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่

อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด สัญญา ๗ ประการเป็นไฉน คือ อสุภสัญญา ๑

มารณสัญญา ๑ อาหาเร ปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเก อนภิรตสัญญา ๑

อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจ ทุกขสัญญา ๑ ทุกเข อนัตตสัญญา ๑ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า อสุภสัญญา อันภิกษุเจริญแล้ว

กระทำให้มาก ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ

เป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ

ภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอสุภสัญญาอยู่โดยมาก. จิตย่อมหวลกลับ

งอกลับ ถอยกลับจากการร่วมเมถุนธรรม ไม่ยื่นไปรับการร่วม

เมถุนธรรม อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบ

เหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใสลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าหากัน

ไม่คลี่ออกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอบรมแล้ว

ด้วยอสุภสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไปในการร่วมเมถุนธรรม

หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า

อสุภสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย

ของเราก็ไม่มี ผลแห่งภาวนาของเราไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น

จึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอสุภสัญญานั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าหากว่า

เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอสุภสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวล

กลับ งอกลับ ถอยกลับ จากการร่วมเมถุนธรรม ไม่ยื่นไปรับการ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 122

ร่วมเมถุนธรรม อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้

ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อสุภสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษ

ทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเรา

ถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอสุภสัญญานั้น

ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสุภสัญญาอันภิกษุเจริญ

แล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ

มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้.

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มรณสัญญาอัน

ภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญา

อยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต

ไม่ยื่นไปรับความรักชีวิต อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อม

ตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอ

เข้าหากันไม่คลี่ออกฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจ

อันไม่อบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไปในความ

รักชีวิต หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบ

ข้อนั้นดังนี้ว่า มรณสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้น

และเบื้องปลายของเราก็ไม่มี ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่

เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในมรณสัญญานั้น ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยมรณสัญญาอยู่

โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากการรักชีวิต ไม่ยื่น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 123

ไปรับความรักชีวิต อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้

ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า มรณสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษ

ทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึง

ที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ทั่วถึงในมรณสัญญานั้น

ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า มรณสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มาก

แล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด

เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้.

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฏิกูลสัญญา

อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูล-

สัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับจากตัณหา

ในรส ไม่ยื่นไปรับตัณหาในรส อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูล

ย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อม

หดงอเข้าหากันไม่คลี่ออก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุ

มีใจอันอบรมแล้วด้วยอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหล

ไปในตัณหาในรส หรือความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุ

พึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันเราไม่ได้เจริญแล้ว

คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราไม่มี ผลแห่งภาวนา

ของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงใน

อาหาเรปฏิกูลสัญญานั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าเมื่อภิกษุมีใจ

อันอบรมแล้วอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 124

งอกลับ ถอยกลับจากตัณหาในรส ไม่ยื่นไปรับตัณหาในรส อุเบกขา

หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า

อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและ

เบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น

ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอาหาเรปฏิกูลสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาเรปฏิกูลสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำ

ให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะ

เป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้.

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัพพโลเกอนภิรต-

สัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์

มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้ว เพราะอาศัย

อะไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยสัพพโล-

เกอนภิรตสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับ

จากความวิจิตรแห่งโลก ไม่ยื่นไปรับความวิจิตรแห่งโลก อุเบกขา

หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่หรือเส้นเอ็น

ที่เขาใส่ลงในไฟ ย่อมหดงอเข้าห้ากัน ไม่คลี่ออกฉะนั้น ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันไม่อบรมแล้วด้วยสัพพโลเกอน-

ภิรตสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไปในความวิจิตรแห่งโลก หรือ

ความเป็นของไม่ปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า

สัพพโลเกอนภิรตสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้น

และเบื้องปลายของเราก็ไม่มี ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่

เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงในสัพพโลเกอนภิรต-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 125

สัญญานั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าหากว่าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้ว

ด้วยสัพพโลเกอนภิรตสัญญาอยู่โดยมาก จิดย่อมหวลกลับ งอกลับ

ถอยกลับจากความวิจิตรแห่งโลก ไม่ยื่นไปรับความวิจิตรแห่งโลก

อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้น

ดังนี้ว่า สัพพโลเกอนภิรตสัญญอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษทั้ง

เบื้องต้น ละเบื้องปลายของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว

เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงเป็นผู้รู้ทั่วถึงในสัพพโลเกอนภิรตสัญญานั้น

ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัพพโลเกอนภิรตสัญญา

อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้.

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาอัน

ภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญาอยู่

โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ ถอยกลับ ไม่ยื่นไปรับในลาภ

สักการะ และความสรรเสริญ อุเบกขาหรือความเป็นของปฏิกูล

ย่อมตั้งอยู่ เปรียบเหมือนขนไก่ หรือเส้นเอ็นที่เขาใส่ลงในไฟ

ย่อมหดงอเข้าหากัน ไม่คลี่ออก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อ

ภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมไหลไป

ในลาภสักการะ และความสรรเสริญ หรือความเป็นของไม่ปฏิกูล

ย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อนิจจสัญญาอันเรา

ไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราไม่มี ผล

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 126

แห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้

ทั่วถึงในอนิจจสัญญานั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอัน

อบรมแล้วด้วยอนิจจสัญญาอยู่โดยมาก จิตย่อมหวลกลับ งอกลับ

ถอยกลับ ไม่ยื่นไปรับลาภสักการะ และความสรรเสริญ อุเบกขา

หรือความเป็นของปฏิกูลย่อมตั้งอยู่ไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า

อนิจจสัญญาอันเราเจริญแล้ว คุณวิเศษถึงเบื้องต้นและเบื้องปลาย

ของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุ

นั้นจึงเป็นต้นทั่วถึงในอนิจจสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ก่อน

ภิกษุทั้งหลาย อนิจจสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว

ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด

เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้.

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนิจจเจทุกขสัญญา

อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจเจทุกขสัญญา

อยู่โดยมาก ภยสัญญา (ความสำคัญว่าเป็นภัย) อย่างแรงกล้าในความ

เฉื่อยชา ในความเกียจคร้าน ในความท้อถอย ในความประมาท

ในการไม่ประกอบความเพียร ในการไม่พิจารณา ย่อมปรากฏ

เปรียบเหมือนความสำคัญว่าเป็นนัย ย่อมปรากฏในเมื่อเพชฌฆาต

เงื้อดาบขึ้น ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรม

แล้วด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก ภยสัญญาอย่างแรงกล้าใน

ความเฉื่อยชา ในความเกียจคร้าน ในความท้อถอย ในความประมาท

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 127

ในการไม่ประกอบความเพียร ในการไม่พิจารณา ย่อมไม่ปรากฏ

เปรียบเหมือนความสำคัญว่าเป็นภัย ย่อมไม่ปรากฏ ในเมื่อเพชฌฆาต

เงื้อดาบขึ้นฉะนั้น ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า อนิจเจทุกขสัญญา

อันเราไม่เจริญแล้ว คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นสละเบื้องปลายของเราไม่มี

ผลแห่งภาวนาของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็น

ผู้รู้ทั่วถึงในอนิจเจทุกขสัญญานั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าว่า

เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยอนิจเจทุกขสัญญาอยู่โดยมาก ภยสัญญา

อย่างแรงกล้าในความเฉื่อยชา ในความเกียจคร้าน ในความท้อถอย

ในความประมาท ในการไม่ประกอบความเพียร ในการไม่พิจารณา

ย่อมปรากฏ เหมือนความสำคัญว่าเป็นภัย ย่อมปรากฏในเมื่อ

เพชฌฆาตเงื้อดาบขึ้น ฉะนั้นไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า

อนิจเจทุกขสัญญา อันเราเจริญแล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น

ของเรามีอยู่ ผลแห่งภาวนาของเราถึงที่แล้ว เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น

จึงเป็นผู้รู้ทั่วถึงในอนิจเจทุกขสัญญานั้น ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย อนิจเจทุกขสัญญาอันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มาก

แล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด

เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยข้อนี้.

ก็ข้อที่กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกเขอนัตตสัญญา

อันภิกษุเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก

หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะอาศัยอะไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญา

อยู่โดยมาก ย่อมมีใจปราศจากทิฏฐิว่าเราตัณหาว่าของเรา และมานะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 128

ทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้และสรรพนิมิตในภายนอกเสียได้ ก้าว

ล่วงกิเลส ๓ ประการ สงบระงับ หลุดพ้นได้เป็นอย่างดี ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุมีใจอันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญาอยู่

โดยมาก ใจย่อมไม่ปราศจากทิฏฐิว่าเรา ตัณหาว่าของเรา และมานะ

ทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้ และสรรพนิมิตในภายนอก ไม่ก้าวล่วง

กิเลส ๓ ประการ ไม่สงบระงับ ยังไม่หลุดพ้นด้วยดีไซร้ ภิกษุ

พึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า ทุกเขอนัตตสัญญาอันเราไม่เจริญแล้ว

คุณวิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลายของเราก็ไม่มี ผลแห่งภาวนา

ของเรายังไม่ถึงที่ เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้นจึงต้องเป็นผู้รู้ทั่วถึงใน

ทุกเขอนัตตสัญญานั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ถ้าว่าเมื่อภิกษุมีใจ

อันอบรมแล้วด้วยทุกเขอนัตตสัญญาอยู่โดยมาก ย่อมมีใจปราศจาก

ทิฏฐิว่าเรา ตัณหาว่าของเรา และมานะทั้งในร่างกายที่มีใจครองนี้

และสรรพนิมิตในภายนอกเสียได้ ก้าวล่วงกิเลส ๓ ประการ สงบ

ระงับ หลุดพ้นได้เป็นอย่างดีไซร้ ภิกษุพึงทราบข้อนั้นดังนี้ว่า

ทุกเขอนัตตสัญญาอันเราเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก

มีอานิสงส์มาก หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด เรากล่าวแล้วเพราะ

อาศัยข้อนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัญญา ๗ ประการนี้แล อันภิกษุ

เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก หยั่ง

ลงสู่อมตะ มีอมตะเป็นที่สุด.

จบ ทุติยสัญญาสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 129

อรรถกถาสัญญาสูตรที่ ๖

สัญญาสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า เมถุนธมฺมสมาปตฺติยา พรั่งพร้อมด้วยเมถุนธรรม.

บทว่า นหารุทฺทุล ได้แก่ เส้นเอ็น หรือรอยเอ็น บทว่า อนุสนฺทติ

ในกาลเป็นที่เจริญสัญญาก่อนกับกาลเป็นที่เจริญสัญญาอัน ๒

ของไม่แปลกัน.

บทว่า โลกจิตฺเตสุ ความว่า อันวิจิตรของโลก กล่าวคือโลก

สันนิวาสอันประกอบด้วยไตรธาตุ

บทว่า อาลสฺเส ได้แก่ในความเกียจคร้าน บทว่า วิสฏฺิเย

ได้แก่ความท้อถอย. บทว่า อนนุโยเค ได้แก่ไม่ประกอบความเพียร.

บทว่า อหการมมการมานาปคต ได้แก่ ปราศจากทิฏฐิว่าเป็นเรา

จากตัณหาว่าของเรา จากมานะ ๙ อย่าง. บทว่า วิธาสมติกฺกนฺต

ความว่า ก้าวล่วงกิเลส ๓ อย่าง. บทว่า สนฺต ได้แก่ สงบจาก

กิเลสอันเป็นข้าศึกแก่การเจริญสัญญานั้น. บทว่า สุวิมุตฺต ได้แก่

หลุดพ้นด้วยดี ด้วยวิมุติ ๕.

จบ อรรถกถาทุติยสัญญาสูตร ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 130

๗. เมถุนสูตร

[๔๗] ครั้งนั้นแล ชานุสโสณีพราหมณ์ได้เข้าไปเฝ้าพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า

ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควร

ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า แม้ท่าน

พระโคดมก็ทรงปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารีหรือ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลเมื่อจะกล่าวโดยชอบ พึงกล่าวผู้ใด

ว่าประพฤติพรหมจรรย์ ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์

บริบูรณ์ บุคคลนั้น เมื่อจะกล่าวโดยชอบ พึงกล่าวเรานั่นแล เพราะ

เราประพฤติพรหมจรรย์ไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย บริสุทธิ์

บริบูรณ์เต็มที่.

ชา. ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็อะไรชื่อว่าขา ทะลุ ด่าง พร้อย

แห่งพรหมจรรย์.

พ. ก่อนพราหมณ์ ถูกแล้ว สมณะหรือพราหมณ์บางคน

ในโลกนี้ ปฏิญาณว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความเป็นคู่ ๆ

กับมาตุคาม แต่ยังยินดีการขัดสี ลูบไล้ ให้อาบน้ำ และนวดเฟ้น

ของมาตุคาม พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจ ด้วยการบำเรอนั้น

แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ก่อนพราหมณ์

ผู้นี้เรากล่าวว่า ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วย

เมถุนสังโยค ไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์

โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 131

ดูก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์

บางตนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความ

เป็นคู่ ๆ กับมาตุคาม และไม่ยินดีการขัดสี ลูบไล้ ให้อาบน้ำ และ

การนวดฟั้นของมาตุคาม ยังกระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ

มาตุคาม พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยการเสสรวลนั้น แม้

ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ

ก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์

บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความ

เป็นคู่ ๆ กับมาตุคาม และไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ

มาตุคาม แต่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน พอใจ

ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยการเล็งแลนั้น แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ

ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ.

ก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์

บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความ

เป็นคู่ ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับมาตุคาม

และไม่เพ่ง จ้องดูจักษุแห่งมตุคามด้วยจักษุของตน แต่ได้ฟังเสียง

มาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี

ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจ

ด้วยเสียงนั้น แม้ข้อนี้ ว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ

ดูก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์

บางคนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความ

เป็นคู่ ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับมาตุคาม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 132

ไม่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน และไม่ได้ฟังเสียง

แห่งมาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี

ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี แต่ตามนี้ก็ถึงการ หัวเราะ

พูดเล่นหัว กับมาตุคามในกาลก่อน พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจ

ด้วยอาการนั้น แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์

ฯลฯ

ดูก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์

บางคนในโลกนื้ ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วมความ

เป็นคู่ ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับมาตุคาม

ไม่เพ่งดู จ้องดูจักษุแห่งมาตุคามด้วยจักษุของตน ไม่ได้ฟังเสียง

แห่งมาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี

ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี และไม่ได้ตามนึกถึงการหัวเราะ

การ การเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน แต่ได้เห็นคฤหบดีก็ดี

บุตรแห่งคฤหบดีก็ดี ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำเรอ

ตนอยู่ พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจด้วยการบำเรอนั้น แม้ข้อนี้

ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ฯลฯ

ก่อนพราหมณ์ อีกประการหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์

บางตนในโลกนี้ ปฏิญาณตนว่าเป็นพรหมจารีโดยชอบ ไม่ร่วม

ความเป็นคู่ ๆ กับมาตุคาม ไม่กระซิกกระซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ

มาตุคาม ไม่เพ่งดู จ้องดูจักษุมาตุคามด้วยจักษุของตนเอง ไม่ได้

ส่งเสียงแห่งมาตุคามหัวเราะอยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี

ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝาก็ดี ข้างนอกกำแพงก็ดี ไม่ได้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 133

ตามนึกถึงการหัวเราะ การพูด การเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน

และไม่ได้เห็นคฤหบดีก็ดี บุตรแห่งคฤหบดีก็ดี ผู้เอิบอิ่มพรั่งพร้อม

ด้วยกามคุณ ๕ บำเรอตนอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ ตั้งปรารถนา

เพื่อเป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่งว่า เราจักได้เป็นเทพเจ้า

หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้

พอใจ ชอบใจ ถึงความปลื้มใจ ด้วยความปรารถนานั้น แม้ข้อนี้

ก็ชื่อว่าขาด ทะลุ ด่าง พร้อย แห่งพรหมจรรย์ ก่อนพราหมณ์

นี้เรากล่าวว่า ประพฤติพรหมจรรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วย

เมถุนสังโยค ไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์

โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่หลุดพ้นไปจากกองทุกข์ได้.

ดูก่อนพราหมณ์ เรายังพิจารณาเห็นเมถุนสังโยค ๗ ประการ

นี้ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ยังละไม่ได้ในตน เพียงใด เราก็ยังไม่

ปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลก

มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา

และมนุษย์ เพียงนั้น แต่เมื่อใด เราไม่พิจารณาเห็นเมถุนสังโยค

๗ ประการนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งว่า ยังละไม่ได้นั้น เมื่อนั้น

เราจึงปฏิญาณว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาโพธิญาณในโลก

พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้ง

สมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ก็ญาณทัสสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า

วิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ชานุสโสณีพราหมณ์

ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 134

ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ขอท่านพระโคดมผู้เจริญ โปรดทรงจำ

ข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบ เมถุนสูตรที่ ๗

อรรถกถาเมถุนสูตรที่ ๗

เมถุนสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ชานุสโสณีพรหมณ์ บริโภค

อาหารเช้าแล้ว แวดล้อมไปด้วยทาสและกรรมกร เข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ภวปิ โน ตัดบทเป็น ภวปิ นุ. บทว่า

พฺรหฺมจารี ปฏิชาติ ความว่า พราหมณ์นั้น ถามว่า ท่านพระโคดม

ผู้เจริญ ปฏิญาณการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้

ประพฤติพรหมจรรย์ ได้ยินว่า พราหมณ์ ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า

พราหมณ์ทั้งหลาย เรียนเวทในลัทธิของพราหมณ์ ประพฤติ

พรหมจรรย์สิ้น ๔๘ พรรษา ก็พระสมณะโคดม เมื่ออยู่ครองเรือน

ได้อภิรมย์กับนางสนม ๓ หมู่ในปราสาททั้ง ๓ บัดนี้ พระสมณะ

โคดมเจ้าตรัสอย่างไรหนอ ดังนี้แล้ว จึงได้ถามอย่างนี้ หมายเอาเนื้อ

ความนี้. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงบันลือสีหนาท

หมายถึง แม้เพียงวิตกก็ไม่เกิดขึ้น ปรารภสุขในราชสมบัติ หรือ

ความเพียบพร้อมด้วยนักฟ้อนในปราสาททั้งหลาย เพราะพระองค์

ทรงประพฤติความเพียรตลอด ๖ พรรษา ในเวลาที่ยังทรงมีกิเลส

เหมือนคนจับงูเห่าด้วยมนต์ และเหมือนเอาเท้าเหยียบคอศัตรูฉะนั้น

จึงตรัสคำมีอาทิว่า ยญฺหิ ต พฺราหฺมณ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 135

บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า ทฺวยนฺทฺวยสมาปตฺตึ ความว่า ความที่

พึงปฏิบัติกันสองต่อสอง บทว่า ทุกฺขสฺมา ได้แก่ จากทุกข์ในวัฏฏะ

ทั้งสิ้น. บทว่า สญฺชคฺฆติ ได้แก่แสดงความยิ้มแย้ม สงฺกีฬติ ได้แก่

กระทำการเย้าเล่น. บทว่า สงฺเกฬายติ ได้แก่ หัวเราะใหญ่. บทว่า

จกฺขุนา จกฺขุ ความว่า ใช้ตาของตนจ้องมองตาของหญิงนั้น. บทว่า

ติโรกุฑฺฑ วา ติโรปาการ วา ความว่า ที่ฝาเรือนโน้น หรือกำแพงโน้น

บทว่า เทโว ได้แก่ ราชาแห่งเทพองค์หนึ่ง. บทว่า เทวญฺตโร

ได้แก่เทพบุตรองค์ใดองค์หนึ่ง. บทว่า อุนุตฺตร สมฺมาสมฺโพธึ ได้แก่

พระอรหัต และพระสัพพัญญุตญาณ.

จบ อรรถกถาเมถุนสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 136

๘. สังโยคสูตร

[๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงธรรมบรรยายอันเป็น

สังโยคะทั้งวิสังโยคะแก่เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจ

ให้ดี. เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระผู้มีภาคเจ้าแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมบรรยาย

อันเป็นสังโยคะทั้งวิสังโยคะเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็หญิง

ย่อมสนใจสภาพแห่งหญิงในภายใน กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว

ความพอใจ เสียง และเครื่องประดับของหญิง เขาย่อมยินดี พอใจ

ในสภาพของตนนั้น ๆ เขายินดี พอใจในสภาพของตนนั้น ๆ แล้ว

ย่อมสนใจถึงสภาพของชายในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว

ความพอใจ เสียง และเครื่องประดับของชาย ย่อมยินดี พอใจ

ในสภาพของชายนั้น ๆ เขายินดี พอใจในสภาพของชายนั้น ๆ แล้ว

ย่อมมุ่งหวังการสมาคมกับชาย และสุขโสมนัสที่เกิดเพราะการ

สมาคมกับชายเป็นเหตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้พอใจในภาวะ

แห่งหญิงก็ถึงความเกี่ยวข้องในชาย ด้วยอาการอย่างนี้แล หญิง

จึงไม่ล่วงพ้นภาวะแห่งหญิงไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชายย่อม

สนใจสภาพแห่งชายในภายใน กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ

เสียงและเครื่องประดับของชาย เขาย่อมยินดี พอใจ ในสภาพของตน

เขายินดีพอใจในสภาพของตนนั้น ๆ แล้ว ย่อมสนใจถึงสภาพของ

หญิงในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียง

และเครื่องประดับของหญิง ย่อมยินดี พอใจในสภาพของหญิงนั้น ๆ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 137

แล้วย่อมมุ่งหวังการสมาคมกับหญิง และสุขโสมนัสที่เกิดเพราะ

การสมาคมกับหญิงเป็นเหตุ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้พอใจใน

ภาวะแห่งชายก็ถึงความเกี่ยวข้องในหญิง ด้วยอาการอย่างนี้เล

ชายจึงไม่ล่วงพ้นภาวะแห่งชายไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความ

เกี่ยวข้องย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนความไม่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิงย่อมไม่สนใจในสภาพของหญิงในภายใน

กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียงและเครื่องประดับของ

หญิง เขาไม่ยินดี ไม่พอใจในสภาพแห่งหญิง ย่อมไม่สนใจถึงสภาพ

แห่งชายในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียง

และเครื่องประดับแห่งชาย เขาไม่ยินดี ไม่พอใจในสภาพแห่งชาย

นั้น ๆ แล้ว ย่อมไม่มุ่งหวังการสมาคมกับชายในภายนอก และสุข

โสมนัสที่เกิดเพราะการสมาคมกับชาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์

ไม่พอใจในสภาพแห่งหญิง ก็ถึงความไม่เกี่ยวข้องในชาย ด้วย

อาการอย่างนี้แล หญิงจึงล่วงพ้นสภาพแห่งหญิงไปได้.

ก่อนภิกษุทั้งหลาย ชายย่อมไม่สนใจในสภาพแห่งชาย

กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ เสียงและเครื่องประดับ

ของชาย เขาไม่ยินดี ไม่พอใจในสภาพแห่งชายนั้น ๆ แล้ว ย่อม

ไม่สนใจถึงสภาพแห่งหญิงในภายนอก กิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว

ความพอใจ เสียงและเครื่องประดับของหญิง เขาไม่ยินดี ไม่พอใจ

ในสภาพแห่งหญิงนั้น ๆ แล้ว ย่อมไม่มุ่งหวังการสมาคมกับหญิง

ในภายนอก และสุขโสมนัสที่เกิดเพราะการสมาคมนั้นเป็นเหตุ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 138

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้มีพอใจในสภาพแห่งชาย ก็ถึงความ

ไม่เกี่ยวข้องในหญิง ด้วยอาการอย่างนี้แล ชายจึงล่วงพ้นภาวะ

แห่งชายไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่เกี่ยวข้องย่อมมีอาการ

อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้แลชื่อว่าธรรมบรรยายอันเป็น

ทั้งสังโยคะและวิสังโยคะ.

จบ สังโยคสูตรที่ ๘

อรรถกถาสังโยคสูตรที่ ๘

สังโยคสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สญฺโยควิสญฺโยค ความว่า ได้แก่ การทำการประกอบ

และการไม่ประกอบให้สำเร็จ. บทว่า ธมฺมปริยาย ได้แก่เหตุแห่ง

ธรรม บทว่า อชฺฌตฺต อิตฺถินฺทริย ได้แก่ ความเป็นหญิงภายใน

ของตน. บทว่า อิตฺถีกุฏฺฏ ได้แก่ กิริยาของหญิง. บทว่า อิตฺถากปฺป

ได้แก่ มารยาทของหญิงมีการนุ่งและการห่มเป็นต้น. บทว่า อิตฺถีวิธ

ได้แก่ การไว้ตัวของหญิง. บทว่า อิตฺถิจฺฉนฺท ได้แก่ ความพอใจ

อัธยาศัยของหญิง. บทว่า อิตฺถิสฺสร แปลว่า เสียงของหญิง บทว่า

อิตฺถาลงฺการ ได้แก่ เครื่องประดับของหญิง แม้ในปุริสินทรีย์

เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า พหิทฺธาสโยค ได้แก่ สมาคม

กับบุรุษ บทว่า อติวตฺตติ สัตว์ล่วงพ้น (ความเป็นหญิงความเป็นชาย)

เพราะได้บรรลุ อริยมรรค ด้วยวิปัสสนามีกำลัง ที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า

ไม่ยินดียิ่ง. ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะ.

จบ อรรถกถาสังโยคสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 139

๙. ทานสูตร

[๔๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งสระ-

โบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้จัมปานคร ครั้งนั้นแล อุบาสกชาวเมือง

จัมปามากด้วยกัน เข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาท

แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตร

ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมีกถาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า

พวกกระผมได้ฟังมานานแล้ว ขอได้โปรดเถิด พวกกระผมพึงได้ฟัง

ธรรมีกถาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูก่อน

ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายพึงมาในวันอุโบสถ

ท่านทั้งหลายพึงได้ฟังธรรมีกถาในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแน่นอน

อุบาสกชาวเมืองจัมปารับคำท่านพระสารีบุตรแล้วลุกจากที่นั่ง

อภิวาทกระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ต่อมา ถึงวันอุโบสถ อุบาสก

ชาวเมืองจัมปาพากันเข้าไปหาพระสารีบุตรถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว

ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วย

อุบาสกชาวเมืองจัมปา เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ

ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้-

มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคล

บางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแล

และทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มี

อานิสงส์มาก พึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ดูก่อนสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 140

มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคล

บางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก พึงมี.

สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย

เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก

ไม่มีอานิสงส์มาก อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทาน

เช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์

มาก.

พ. ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวัง

ให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วย

ติดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า

ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและ

เครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูก่อนสารีบุตร เธอจะ

สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางตนในโลกนี้ พึงให้ทาน

เห็นปานนี้หรือ.

สา. อย่างนั้นพระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน

มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า

ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป

ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม

สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่

ความเป็นอย่างนี้ ก่อนสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มี

หวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 141

ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แก่ให้ทาน

ด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้

ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์

แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูก่อนสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้น

เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ.

สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวัง

ให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้

ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วย

คิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้า

ถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์

สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็น.

อย่างนี้.

ก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทาน

ด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่า

ตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทาน

คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขา

สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็น ผู้กลับมา

คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้.

ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทาน

ด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำ

ให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 142

พราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่

สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ

ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์

สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็น

อย่างนี้.

ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางตนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทาน

ด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากิน

ไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุง

หากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนก

แจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี

วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาช-

ฤาษี เวเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น

เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา

ชั้นนิมมานวดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่

แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้.

ก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทาน

ด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกทาน เหมือนอย่างฤาษี แต่ครั้งก่อน

คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯ และภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้

ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน

คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตว-

สวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยัง

เป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 143

ดูก่อนสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทาน

ด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจ

และโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว

น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีป

และเครื่องอุปกรณ์ ก็สมณะหรือพราหมณ์ ก่อนสารีบุตร เธอ

จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทาน

เห็นปานนี้หรือ.

สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

ดูก่อนสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวัง

ให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้

ไห้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้ว ก็ได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทาน

ด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดา

ปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้

ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้

หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร

ไม่ได้ไห้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่าง

ฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวส-

สามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐ-

ฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้

ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อนใส จะเกิดความ

ปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน

เช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 144

พรหม เขาสิ้นธรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว

เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ก่อนสารีบุตร

นี้ เหตุปัจจัย เป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้

ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้น

ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก.

จบ ทานสูตรที่ ๙

อรรถกถาทานสูตรที่ ๙

ทานสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สาเปกฺโข แปลว่า มีตัณหาความอยาก บทว่า ปฏิพทฺธ-

จิตฺโต ได้แก่ มีจิตผูกพันในผลทาน. บทว่า สนฺนิธิเปกฺโข ได้แก่

ผู้มุ่งฝังจิตลงในทาน. บทว่า เปจฺจ ได้แก่ไปถึงโลกอื่นแล้ว บทว่า

ต กมฺม เขเปตฺวา ให้ผลของกรรมนั้นสิ้นไป. บทว่า อิทฺธึ ได้แก่

ฤทธิ คือ วิบาก. บทว่า ยส ได้แก่ ความพรั่งพรัอมด้วยบริวาร.

บทว่า อาธิปเตยฺย ได้แก่ เหตุแห่งความเป็นใหญ่. บทว่า อาคนฺตุ

อิตฺถตฺต ความว่า ยังกลับมาเป็นอย่างนี้ คือ กลับมาสู่ขันธปัญจกนี้

(ขันธ์ ๕) อีก. อธิบายว่า เขาจะไม่ผุดเกิดในภพนั้นอีก จะไม่ผุดเกิด

ขึ้นในภพสูงขึ้นไป แต่จะกลับมาภพเบื้องต่ำเท่านั้น. บทว่า สาหุ ทาน

ชื่อว่า ทานนี้ยังประโยชน์ให้สำเร็จดีงาม. บทว่า ตานิ มหายญฺานิ

ความว่า มหาทานเหล่านั้น สำเร็จด้วยเนยใส เนยข้น นมส้ม น้ำผึ้ง

และน้ำอ้อยเป็นต้น. บทว่า จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขาร ความว่า

เป็นเครื่องประดับและเป็นเครื่องแวดล้อมจิต อันสัมปยุตด้วยสมถะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 145

และวิปัสสนา. บทว่า พฺรหฺมกายิกาน เทวาน สหพฺยต ความว่า

เขาไม่อาจเกิดขึ้นในภูมินั้นได้ด้วยทาน ก็เพราะเหตุที่ทานนั้น เป็น

เครื่องประดับจิตอันประกอบด้วยสมถะและวิปัสสนา ฉะนั้น เขาจึง

ทำฌานและอริยมรรคให้บังเกิด ด้วยจิตอันประดับด้วยทานนั้นแล้ว

ย่อมเกิดขึ้นในภูมินั้นด้วยฌาน.

บทว่า อนาคามิ โหติ ความว่า เป็นพระอนาคามี ผู้ไม่กลับมา

เพราะฌาน. บทว่า อนาคนฺตา อิตฺถตฺต ความว่า ไม่กลับมาสู่ภาวะ

ความเป็นอย่างนี้อีก ไม่ผุดเกิดในภพสูง ๆ หรือไม่ผุดเกิดในภพนั้นอีก

ย่อมปรินิพพานในภพนั้นเอง.

ดังนั้น บรรดาทานเหล่านี้ :-

ทานที่ ๑ ชื่อว่า ตณฺหุตฺตริยทาน การให้อันยิ่งด้วยความอยาก.

ทานที่ ๒ ชื่อว่า วิตฺตีการทาน ให้ด้วยความยำเกรง

ทานที่ ๓ ชื่อว่า หิโรตฺตปฺปทาน ให้ด้วยละอายและเกรงกลัว

ทานที่ ๔ ชื่อว่า นิรวเสสทาน ให้ด้วยไม่ให้เหลือเศษ

ทานที่ ๕ ชื่อว่า ทกฺขิเณยฺยทาน ให้แก่พระทักขิเณยยบุคคล

ทานที่ ๖ ชื่อว่า โสมนสฺสูปวิจารทาน ให้ด้วยอิงอาศัยโสมนัส

ทานที่ ๗ ชื่อว่า อลงฺการปริวารทาน ให้เป็นเครื่องประดับ

และเป็นบริวาร (แห่งจิต)

จบ อรรถกถาทานสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 146

๑๐. มาตาสูตร

[๕๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะ

จาริกไปในทักษิณาคีรีชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ก็สมัย

นั้นแล นันทมารดา อุบาสิกา ชาวเมืองเวฬุกัณฏกะ ลุกขึ้นในเวลา

มหาราชมีกรณียกิจบางอย่าง เสด็จจากทิศอุดรไปยังทิศทักษิณ

ได้ทรงสดับนันทมารดาอุบาสิกาสวดปารายนสูตรทำนองสรภัญญะ

ประทับรอฟังจนจบ ขณะนั้น นันทมารดาอุบาสิกา สวดปารายนสูตร

ทำนองสรภัญญะจบแล้วนิ่งอยู่ ท้าวเวสสวัณมหาราชทรงทราบว่า

กถาของนันทมารดาอุบาสิกาจบแล้ว จึงทรงอนุโมทนาว่า สาธุ

น้องหญิง สาธุ น้องหญิง นันทมารดาอุบาสิกาถามว่า ก่อนท่าน

ผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า.

เว. ดูก่อนน้องหญิง เราคือท้าวเวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ.

น. ดูก่อนท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละ ถ้าเช่นนั้น ขอธรรม

บรรยายที่ดิฉันสวดแล้วนี้เป็นเครื่องต้อนรับแด่ท่าน.

เว. ดูก่อนน้องหญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับแก่ฉัน

พรุ่งนี้ ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านมหาโมคคัลลานะ

เป็นประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า จักมาถึงเวฬุกัณฏกนคร เธอพึง

อังคาสภิกษุสงฆ์หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทานให้ฉันด้วย ก็การ

ทำอย่างนี้ จักเป็นเครื่องต้อนรับฉัน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 147

ลำดับนั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นไป นันทมารดาอุบาสิกาสั่งบุรุษ

ผู้หนึ่ง ให้จัดแจงขาทนียโภชนียาหารอันประณีตไว้ในนิเวศน์ของตน

ครั้งนั้น ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็น

ประมุข ยังไม่ได้ฉันเช้า เดินทางมาถึงเวฬุกัณฏกนคร นันทมารดา

อุบาสิกกาจึงเรียกบุรุษผู้หนึ่งมาสั่งว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ มาเถิดท่าน

จงไปยังอาราม บอกภัตตกาลแด่ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

กาลนี้เป็นเป็นภัตตกาล ภัตตาหารในนิเวศน์ของแม่เจ้า นันทมารดา

สำเร็จแล้ว บุรุษนั้นรับคำนันทมารดาอุบาสิกาแล้ว ไปยังอาราม

บอกภัตตกาลแก่ภิกษุสงฆ์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กาลนี้เป็นภัตตกาล

ภัตตหารในนิเวศน์ของแม่เจ้านันทมารดาสำเร็จแล้ว ครั้งนั้น

เวลาเช้า ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะ

เป็นประมุข นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยังนิเวศน์ของนันท-

มารดาอุบาสิกา นั่งเหนืออาสนะที่เขาจัดไว้ ลำดับนั้น นันทมารดา

อุบาสิกา อังคาสภิกษุสงฆ์ มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระ

โมคคัลลานะเป็นประมุข ให้อิ่มหนำสำราญ ด้วยขาทนียโภชนียาหาร

อันประณีต ด้วยมือของตน ครั้นทราบว่าท่านพระสารีบุตรฉันเสร็จ

ลงมือลงจากบาตรแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ท่านพระสารีบุตรได้ถามว่า ดูก่อนนันทมารดา ใครบอกกาลมาถึง

ของภิกษุสงฆ์แก่ท่านเล่า นันทมารดาอุบาสิกากราบเรียนว่า ข้าแต่

ท่านผู้เจริญ ขอโอกาสเจ้าค่ะ ดิฉันลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง สวด

ปารายนสูตรทำนองสรภัญญะจบ แล้วนั่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าว-

เวสสวัณมหาราชทราบถึงการจบคาถาของดิฉันแล้ว ทรงอนุโมทนา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 148

ว่า สาธุ น้องหญิง สาธุ น้องหญิง ดิฉันถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีพักตร์

อันเจริญ ท่านนี้คือใครเล่า ท้าวเวสสวัณตอบว่า ดูก่อนน้องหญิง

เราคือท้าวเวสสวัณมหาราช ภาดาของเธอ ดิฉันกล่าวว่า ดูก่อน

ท่านผู้มีพักตร์อันเจริญ ดีละ ถ้าเช่นนั้น ขอธรรมบรรยายที่ดิฉัน

สวดแล้วนี้ จงเป็นเครื่องต้อนรับแด่ท่าน ท้าวเวสสวัณกล่าวว่า

ดูก่อนน้องหญิง ดีแล้ว นั่นจงเป็นเครื่องต้อนรับฉันด้วย พรุ่งนี้

ภิกษุสงฆ์มีท่านพระสารีบุตรและท่านพระโมคคัลลานะเป็นประมุข

ยังไม่ได้ฉันเช้า จักมาถึงเวฬุกัณฏกนคร เธอพึงอังคาสภิกษุสงฆ์

หมู่นั้น แล้วพึงอุทิศทักษิณาทานให้ฉันด้วย ก็การทำอย่างนี้ จงเป็น

ไปเพื่อความสุขแด่ท้าวเวสสวัณมหราชเถิด.

สา. ดูก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูก่อนนันทมารดา

ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านเจรจากันต่อหน้าได้กับท้าวเวสสวัณมหาราช

ซึ่งเป็นเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มีศักดิ์มากอย่างนี้.

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี

มาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว

แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันมีบุตรน้อยอยู่คนหนึ่ง

ชื่อนันทะ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ พระราชาได้ข่มขี่ปลงเธอเสียจาก

ชีวิตในเพราะเหตุเพียงนิดเดียว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อบุตรของ

ดิฉันนั้น ถูกจับแล้วก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังถูกจับก็ดี ถูกฆ่า

แล้วก็ดี กำลังจะถูกฆ่าก็ดี ถูกประหารแล้วก็ดี กำลังถูกประหาร

ก็ดี ดิฉันไม่รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิตเลย.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 149

สา. ก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูก่อนนันทมารดา

ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทนี้บริสุทธิ์.

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี

มาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว

แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ สามีของดิฉันกระทำกาละแล้ว

เกิดเป็นยักษ์ตนหนึ่ง มาแสดงตนแก่ดิฉันด้วยรูปร่างอย่างครั้งก่อน

ทีเดียว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่รู้สึกความเปลี่ยนแปลงแห่งจิต

เพราะข้อนั้นเป็นเหตุเลย.

สา. ดูก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูก่อนนันทมารดา

ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์.

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี

มาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว

แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันยังสาวถูกส่งตัวมาให้แก่

สามีหนุ่ม ไม่เคยคิดที่จะนอกใจเลย ไฉนจะประพฤตินอกใจด้วยกาย

เล่า.

สา. ดูก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูก่อนนันทมารดา

ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์.

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี

มาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว

แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันแสดงตนเป็นอุบาสิกา

แล้ว ไม่รู้สึกว่าได้แกล้งล่วงสิกขาบทอะไร ๆ เลย.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 150

สา. ดูก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูก่อนนันทมารดา

ไม่เคยมีมาแล้ว ที่ท่านชำระแม้เพียงจิตตุปบาทให้บริสุทธิ์.

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี

มาแล้ว มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว

แม้ข้ออื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันหวังอยู่เพียงใด ดิฉันสงัด

จากกาม สงัดอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปีติและสุข

เกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็น

ธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป

มีปิติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุข

ด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย

สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เข้า

จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัส

โทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่เพียงนั้น.

สา. ดูก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูก่อนนันทมารดา

ไม่เคยมีมาแล้ว

น. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว

มิใช่เพียงเท่านี้ ธรรมของดิฉันน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว แม้ข้อ

อื่นยังมีอีก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันไม่พิจารณาเห็นโอรัมภาคิย-

สังโยชน์ ๕ ข้อใดข้อหนึ่ง อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว

บางข้อ ที่ยังละไม่ได้ในตน.

สา. ดูก่อนนันทมารดา น่าอัศจรรย์ ดูก่อนนันทมารดา

ไม่เคยมีมาแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 151

ลำดับนั้นแล ท่านพระสารีบุตรชี้แจงให้นันทมารดาอุบาสิกา

เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมมีกถา แล้วลุกจาก

อาสนะหลีกไป.

จบ มาตาสูตรที่ ๑๐

อรรถกถามาตาสูตรที่ ๑๐

มาตาสูตรที่ ๑๐ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงด้วยอัตถุป-

ปัตติเหตุเกิดแห่งเรื่อง ดังต่อไปนี้.

ได้ยินว่า พระศาสดา ทรงจำพรรษาปวารณาแล้ว ทรงละ

พระอัครสาวกทั้งปวงไว้ เสด็จออกไปด้วยหมายจะเสด็จจาริกใน

ทักขิณาคิรีชนบท. พระเจ้าปเสนทิโกศล ท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี

วิสาขามหาอุบาสิขา และชนอื่นเป็นอันมาก ไม่สามารถจะให้

พระศาสดาเสด็จกลับได้. ท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี. ลำดับนั้น

นางทาสีชื่อปุณณา เห็นเข้าแล้วจึงถามว่า นายท่านมีอินทรีย์ไม่

ผ่องใสเหมือนแต่ก่อน เป็นเพราะเหตุไรเจ้าคะ ท่านคฤหบดีตอบว่า

จริงสิ ปุณณา พระศาสดาเสด็จออกไปสู่ที่จาริกแล้ว ข้าไม่อาจ

ทำให้พระองค์เสด็จกลับได้ ทั้งก็ไม่ทราบว่า พระองค์จะเสด็จกลับมา

เร็วหรือไม่ เพราะเหตุนั้นข้าจึงนั่งครุ่นคิดอยู่. นางทาสีถามว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 152

ถ้าดิฉันให้พระทศพลเสด็จกลับได้เล่า ท่านเศรษฐีจะทำอย่างไร

แก่ดิฉันเจ้าคะ ท่านคฤหบดี ตอบว่า ข้าจะทำให้เจ้าเป็นไทสิ. นางทาสี

ไปถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ของพระองค์โปรดเสด็จกลับเถิดพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า

เพราะเหตุที่เรากลับเจ้าจักกระทำอะไรเล่า ? นางทาสีทูลว่า ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดทรงทราบว่าข้าพระองค์เป็นคน

อาศัยผู้อื่นเขา หม่อนฉันไม่อาจทำอะไรอื่นได้ แต่หม่อมฉันจักตั้งอยู่

ในสรณะ รักษาศีล ๕. พระศาสดาตรัสไว้ว่า ดีละ ดีละ ปุณณา แล้ว

เสด็จกลับเพียงย่างพระบาทไปก้าวเดียวเท่านั้น เพราะความเคารพ

ในธรรม. สมจริงดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตถาคต เคารพในธรรม มีธรรมเป็นที่เคารพ. พระศาสดาเสด็จกลับ

เข้าไปยังพระเชตวันมหาวิหาร. มหาชนได้ให้สาธุการพันหนึ่ง

แก่นางปุณณา. พระศาสดาทรงแสดงธรรมในสมาคมนั้น. สัตว์

๘๔,๐๐๐ ดื่มน้ำอมฤตแล้ว. ฝ่ายนางปุณณา อันเศรษฐีอนุญาต

ได้ไปสู่สำนักของนางภิกษุณีแล้วบรรพชา. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ให้ตรัสเรียกพระสารีบุตรและมหาโมคคัลลานะมาแล้วตรัสว่า เรา

ออกจาริกไป ณ ทิศใด เราจะไม่ไปในทิศนั้น พวกเธอพร้อมบริษัท

ของเธอ จงไปจาริก ณ ทิศนั้น ดังนี้แล้วจึงส่งไป. คำอาทิว่า เอก

สมย ยายฺสมา สารีปุตฺโต พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เพราะอัตถุป-

ปัตติเหตุเกิดขึ้นแห่งเรื่องนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุกณฺฏกี ได้แก่ผู้อยู่เมือง

เวฬุกัณฏกะ. ได้ยินว่า ชาวเมืองเหล่านั้นพากันปลูกต้นไผ่รอบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 153

กำแพง เพื่อจะรักษากำแพงเมืองนั้น. เพราะเหตุนั้น เมืองนั้นจึงมีชื่อว่า

เวฬุกัณฏกะนั่นแล. บทว่า ปารายน ความว่า ซึ่งธรรม อันได้โวหารว่า

ปารายนะ. เพราะเป็นที่ดำเนินไปถึงฝั่งคือพระนิพพาน. บทว่า

สเรน ภาสติ ความว่า นันทมารดาอริยสาวิกา นั่งในที่มีอารักขา

อันเขาจัดแจงไว้ดีแล้ว บนพื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น ให้ครึ่งราตี

ผ่านล่วงไปด้วยกำลังแห่งสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัติแล้วคิดว่า

เราจักให้ราตรีที่เหลือเพียงเท่านี้ ผ่านล่วงไปด้วยความยินดีเพียงไหน ?

แล้วกระทำความตกลงว่า จะให้ผ่านล่วงไปด้วยความยินดีในธรรม

ดังนี้แล้วนั่งบรรลุผล ๓ จึงกล่าวปารายนสูตร ประมาณ ๒๕๐ คาถา

โดยทำนองสรภัญญะอันไพเราะ

บทว่า อสฺโสสิ โข ความว่า ท้าวเวสสวัณมหาราชทรงตรวจ

ดูวิมานอันตั้งอยู่ในอากาศแล้ว ขึ้นสู่ยานนาริวาหนะ เสด็จออกไป

โดยทางอันผ่านส่วนเบื้องบนปราสาทนั้น ได้ยินเสียง (ปารายนสูตร)

แล้ว. บทว่า กถาปริโยสาน อาคมยมาโน อฏฺาสิ ความว่า ท้าว-

เวสวัณมหาราชนั้น ครั้นตรัสถามว่า พนาย นั่นเสียงอะไร เมื่อ

ยักขบริษัททูลว่า นั่นคือเสียงสวดโดยทำนองสรภัญญะ ของนันท-

มารดาอุบาสิกา ดังนี้แล้ว เสด็จลงรอคอยการจบเทศนานี้ว่า อิทมโวจ

แล้วประทับยืนบนอากาศในที่ไม่ไกลนัก. บทว่า สาธุ ภคินิ สาธุ

ภคินิ ความว่า ท้าวเวสวัณมหาราช ตรัสว่า พี่ท่าน พระธรรม-

เทศนาท่านรับมาดีแล้ว กล่าวดีแล้ว เราไม่เห็นอะไรที่จะต่างกัน

ระหว่างวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับที่ปาสาณกเจดีย์ ตรัสแก่

ปารายนิกพราหมณ์ ๑๖ คน และที่นี้ท่านกล่าววันนี้ คำที่นี่

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 154

ท่านกล่าวแล้ว เป็นเสมือนกับพระดำรัสที่พระศาสดาตรัสแล้วนั่นแล.

เหมือนกับทองที่ขาดตรงกลาง เมื่อจะให้สาธุการจึงตรัสอย่างนั้น.

บทว่า โก ปเนโส ภทฺรมุข ความว่า เพราะเสียงที่ดังถึง

เพียงนี้ ก้องไปในที่ ๆ มีอารักขาไว้ดังนี้ นันทมารดาอริยสาวิกา

ผู้บรรลุผล ๓ แล้ว ปราศจากความเกรงกลัว ปิดหน้าต่าง มีสีเหมือน

แผ่นทองคำ กล่าวว่า พ่อปากดี พ่อปากงาม ท่านนี้เป็นใคร เป็นนาค

หรือครุฑ เป็นเทวดา เป็นมาร หรือเป็นพรหม ดังนี้แล้ว เมื่อจะกล่าว

กับท้าวเวสวัณ จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อหนฺเต ภคนิ ภาตา ความว่า

ท้าวเวสวัณ ทรงสำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีว่าพี่

เพราะพระองค์เองเป็นพระโสดาบัน จึงตรัสว่าภคินิพี่ท่าน แล้วจึง

สำคัญพระอริยสาวิกาผู้เป็นพระอนาคามีนั้นนั้นว่าเป็นน้องของ

พระองค์อีก เพราะนางยังอยู่ในปฐมวัย แต่พระองค์แก่กว่า เพราะ

ทรงมีพระชนมายุ ๙ ล้านปีแล้ว จึงตรัสเรียกพระองค์เองว่า ภาตา

พี่ชาย.

บทว่า สาธุ ภฺทรมุข ความว่า ท่านผู้มีภักตร์อันเจริญ การมาของ

ท่านเป็นประโยชน์ เป็นความดี เป็นการมาดี อธิบายว่า มาในฐานะ

ที่เหมาะที่จะมาจริง ๆ . บทว่า อิท เต โหตุ อาติเถยฺย อธิบายว่า

ขอการกล่าวธรรมนี้แหละ จงเป็นบรรณาการอย่างดียิ่งสำหรับท่าน

เพราะข้าพเจ้ามองไม่เห็นสิ่งอื่นที่ควรให้แก่ท่านที่อันยวดยิ่งไปกว่า

นี้. คำว่า เอวญฺจ เม ภวิสฺสติ อาติเถยฺย ความว่า ท้าวเวสวัณเมื่อ

ครั้นขอปัตติทานเพื่อตนอย่างนี้แล้วกล่าวว่า นี้เป็นสักการะเพื่อ

ความเป็นพระธรรมถึกของท่านแล้ว ทำยุ้ง ๑๒๕๐ ยุ้งเต็มด้วย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 155

ข้าวสาลีแดงแล้วอธิษฐานว่า ขอข้าวสาลีเหล่านี้อย่าได้สิ้นไปตลอด

เวลาที่ บาสิกายังเที่ยวไปอยู่แล้วก็หลีกไป. ชนทั้งหลายไม่สามารถ

จะเห็น พื้นชั้นล่างของยุ้งตลอดเวลาอุบาสิกายังดำรงอยู่. ตั้งแต่นั้นมา

จึงเกิดโวหารสำนวนขึ้นว่า เหมือนเรือนยุ้งของนันทมารดา. บทว่า

อกตปาตราโส ได้แก่ ผู้ยังไม่บริโภคอาหารเข้า.

บทว่า ปุญฺ ได้แก่ บุพพเจตนา เจตนาก่อนแต่ให้ทาน

และ มุญจนเจรนา เจตนาขณะให้ทานแล้ว. บทว่า ปุญฺมหี ได้แก่

อปรเจตนา เจตนาภายหลังไห้ทานแล้ว. บทว่า สาขาย โหติ ความว่า

จงเพื่อประโยชน์แก่ความสุข เพื่อประโยชน์แก่ความเกื้อกูล.

นันทมารดาอริยสาวิกา ได้ให้ปัตติทานแก่ท้าวเวสวัณ ในทานของตน

ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปกรเณ ได้แก่ในเหตุ. บทว่า โอกฺสกฺส

ปสยฺห ได้แก่ คร่ามา ครอบงำแล้ว. บทว่า ยกฺขโยนิ ได้แก่ ความ

เป็นภุมมเทวดา. บทว่า เตเนว ปุริเมน อตฺตภาเวน อุทฺทสฺเสสิ

ความว่า ภุมมเทพนั้น เนรมิตร่างกายให้เหมือนกับร่างกายเก่า

นั่นแล ประดับตกแต่งแล้ว แสดงตนบนพื้นที่นอน ในห้องอันประกอบ

ด้วยศิริ. บทว่า อุปาสิกา ปฏิเทสิตา ความว่า แสดงความที่ตนเป็น

อุบาสิกา อย่างนี้ว่า ฉันเป็นอุบาสิกานะดังนี้. บทว่า ยาวเทว แปลว่า

เพียงใดนั่นแล. คำที่เหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.

จบ อรรถกถานันทมาตาสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 156

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. จิตตสูตร ๒. ปริกขารสูตร ๓. ปฐมอัคคิสูตร ๔. ทุติย-

อัคคสูตร ๕. ปฐมสัญญาสูตร ๖. ทุติยสัญญาสูตร ๗. เมถุนสูตร

๘. สังโยคสูตร ๙. ทานสูตร ๑๐. มาตาสูตร.

จบ มหายัญญวรรคที่ ๕

จบ ปฐมปัณณาสก์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 157

วรรคที่ไม่สงเคราะห์เข้าในปัณณาสก์

อัพยากตวรรคที่ ๑

๑. อัพยากตสูตร

[๕๑] ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ

เป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ความสงสัยในวัตถุที่พระองค์ไม่ทรง

พยากรณ์ ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เพราะทิฏฐิดับ

ความสงสัยในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ จึงไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวก

ผู้ได้สดับแล้ว ดูก่อนภิกษุ ทิฏฐินี้ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว

ย่อมเป็นอีก สัตว์เป็นหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้า

แต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตาย

แล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ดูก่อนภิกษุ

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ ย่อมไม่รู้ชัดทิฏฐิ ความดับทิฏฐิปฏิปทาเครื่อง

ให้ถึงความดับทิฏฐิ ทิฏฐินั้นเจริญแก่ปุถุชนนั้น เขาย่อมไม่พ้นไป

จากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ย่อมทุกข์ โทมนัสและอุปายาส

เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ย่อม

รู้ชัดทิฏฐิ เหตุเกิดทิฏฐิ ความดับทิฏฐิ ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับ

ทิฏฐิ ทิฏฐิของอริยสาวกนั้นย่อมดับ อริยสาวกนั้นย่อมพ้นจากชาติ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 158

ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า

ย่อมพ้นไปจากทุกข์ ดูก่อนภิกษุอริยสาวกได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้

ย่อมไม่พยากรณ์ว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ... สัตว์

เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้

ดูก่อนภิกษุ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้ไม่

พยากรณ์ในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์เป็นธรรมดาอย่างนี้ อริยสาวก

ผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมไม่พรั่น ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความ

สะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์.

ดูก่อนภิกษุ ความทะยานอยาก ความหมายรู้ ความสำคัญ

ความซึมซาบ ความถือมั่นว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก...

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีก

ก็หามิได้ นี้เป็นความเดือดร้อน ดูก่อนภิกษุ ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

ย่อมไม่รู้ชัดความเดือดร้อน เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับ

ความเดือดร้อน ปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับ ความเดือดร้อน

ความเดือดร้อนย่อมเจริญแก่เขา เขาย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา

มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อม

ไม่พ้นไปจากทุกข์ ส่วนอริยสาวกผู้ได้สดับ ย่อมรู้ชัดความเดือดร้อน

เหตุเกิดความเดือดร้อน ความดับความเดือดร้อน ปฏิปทาเครื่อง

ให้ถึงความดับความเดือดร้อน ความเดือดร้อนของอริยสาวกนั้น

ย่อมดับ ฯลฯ อริยสาวกผู้ได้สดับ รู้เห็นอยู่อย่างนี้แล ย่อมไม่พรั่น

ไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความสะดุ้งในวัตถุที่เราไม่พยากรณ์ ดูก่อน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 159

ภิกษุนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ถึงความสงสัยในวัตถุที่เรา

ไม่พยากรณ์ ไม่เกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ.

จบ อัพยากตสูตรที่ ๑

อัพยากตวรรคที่ ๑

อรรถกถาอัพยากตสูตรที่ ๑

วรรคที่ ๖ สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อพฺยากตวคฺถูสุ ความว่า ในวัตถุที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

มิได้ตรัส โดยพยากรณ์มีเอกังสพยากรณ์เป็นต้น. บทว่า สตฺโต

ได้แก่ ตถาคต. บทว่า ทิฏฺฐฺคตเมต นี้ เป็นเพียงมิจฉาทิฏฐิ. ชื่อว่า

สัตว์ผู้ไม่ถูกทิฏฐินั้นยึดไว้ ย่อมไม่มี. บทว่า ปฏิปท ได้แก่ อริยมรรค.

บทว่า น ฉมฺภติ ความว่า ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจทิฏฐิ. แม้ใน

บทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ตณฺหาคต ความว่า ตัณหาอัน

สัมปยุตด้วยทิฏฐิ. แม้ในบทมีอาทิว่า สญฺาคต ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ด้วยว่าบรรดาบทเหล่านั้น สัญญาที่สัมปยุตด้วยทิฏฐินั่นแหละ พึง

ทราบว่า สัญญาคตะ ความหมายรู้ มานะที่อิงอาศัยทิฏฐินั้นนั่นแหละ

หรือความสำคัญหมายรู้ที่อิงอาศัยทิฏฐินั่นแหละ พึงทราบว่า มัญญิตะ

ความสำคัญหมายรู้ ธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า ซึ่งอิงอาศัยทิฏฐิ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 160

นั่นแหละ พึงทราบว่า ปปัญจิตะ ธรรมเป็นเหตุให้เนิ่นช้า อุปาทาน

ความยึดมั่นด้วยอำนาจทิฏฐินั่นเอง พึงทราบว่าอุปาทานความยึดมั่น

ภาวะคือความหวนระลึกผิดด้วยทิฏฐินั่นเอง พึงทราบว่า ชื่อว่า

วิปปฏิสาร ความร้อนใจ ก็ในพระสูตรนี้ พึงทราบว่า พระผู้มี-

พระภาคเจ้า ทรงถือเอาทิฏฐิ ๖๒ ด้วยทิฏฐิศัพท์ และทรงถือเอา

โสดาปัตติมรรคนั่นแหละ ด้วยทิฏฐินิโรธคามินีปฏิปทาศัพท์

จบ อรรถกถาอัพยากตสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 161

๒. ปุริสคติสูตร

[๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปุริสคติ ๗ ประการและ

อนุปาทาปรินิพพาน เธอทั้งหลายจงตั้งใจฟัง จงใส่ใจให้ดีเราจักกล่าว

ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส

ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ปุริสคติ ๗ ประการเป็นไฉน ภิกษุ

ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรม

ในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้ อัตภาพในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา ถ้า

กรรมในปัจจุบันไม่มีไซร้ อัตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา เบญจ-

ขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาด้วย เราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัด

ในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต ไม่ข้องในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อม

พิจารณาเห็นบทอันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่ ด้วยปัญญาอันชอบ

ก็บทนั้นแล ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดยอาการทั้งปวง อนุสัย

คือมานะ อนุสัยคือภวราคะ อนุสัยคืออวิชชา เธอก็ยังละไม่ได้

โดยอาการทั้งปวง เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป ภิกษุนั้น

ย่อมปรินิพพานในระหว่าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัย

นี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ ได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีต

ไม่มีแล้วไซร้...เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็นมาแล้ว เราย่อมละได้

เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต ... ย่อมพิจารณาเห็น

บทอันสงบระงับอย่างยิ่งซึ่งมีอยู่ ด้วยปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล

ภิกษุนั้นยังทำให้แจ้งไม่ได้โดยอาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ...

อนุสัยคืออวิชชา เธอก็ยังละไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เพราะโอรัม-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 162

ภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพานในระหว่าง เปรียบ

เหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน ละเก็ดร่อนออก

แล้วดับไป ฉะนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ

อย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพาน

ในระหว่าง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กถูกเผาอยู่ตลอดวัน

สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกยังไม่พึงพื้นก็ดับ ฉะนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ

อย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพาน

ในเมื่ออายุเลยกึ่ง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็กที่ถูกเผา

อยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป ตกถึงพื้นแล้วก็ดับ ฉะนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้บฏิบัติ

อย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพาน

โดยไม่ต้องใช้ความเพียรนัก เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างตีแผ่นเหล็ก

ที่ถูกเผ่าอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนขึ้นไปแล้วตกลงที่กองหญ้าหรือ

กองไม้เล็ก ๆ สะเก็ดนั้นพึงให้ไฟและควันเกิดขึ้นได้ที่หญ้าหรือกอง

ไม้เล็ก ๆ นั้น ครั้นให้เกิดไฟและควัน เผ่ากองหญ้าหรือกองไม้เล็ก ๆ

นั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ

อย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอย่อมปรินิพพาน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 163

โดยต้องใช้ความเพียรเรี่ยวแรง เปรียบเหมือนเมื่อนายช่างดีแผ่นเหล็ก

ที่ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไป แล้วพึงตกลงที่กองหญ้า

หรือกองไม้ย่อม ๆ สะเก็ดนั้นพึงไห้เกิดไฟและควันที่กองหญ้า

หรือกองไม้ย่อม ๆ นั้น ครั้นให้เกิดไฟและควันแล้ว เผากองหญ้า

หรือกองไม้ย่อม ๆ นั้นให้หมดไป ไม่มีเชื้อแล้วดับ ฉะนั้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติ

อย่างนี้ ฯลฯ เพราะโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ สิ้นไป เธอเป็นผู้มีกระแส

ในเบื้องบนไปสู่อกนิฏฐภพ เปรียบเหมือนนายช่างตีแผ่นเหล็กที่

ถูกเผาอยู่ตลอดวัน สะเก็ดร่อนลอยขึ้นไปแล้วพึงตกลงที่กองหญ้า

หรือกองไม้ใหญ่ ๆ ครั้นให้เกิดไฟและควันแล้ว เผากองหญ้าหรือ

กองไม้ใหญ่ ๆ นั้น ให้หมดไป แล้วพึงลามไปไหม้ไม้กอและป่าไม้

ครั้นไหม้ไม้กอและป่าไม้แล้ว ลามมาถึงที่สุดหญ้าเขียว ที่สุดภูเขา

ที่สุดชายน้ำ หรือภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ หมดเชื้อแล้วก็ดับ ฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุริสคติ ๗ ประการนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนอนุปาทาปรินิพพานเป็นอย่างไร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปฏิบัติอย่างนี้ คือ

ย่อมได้ความวางเฉยว่า ถ้ากรรมในอดีตไม่ได้มีแล้วไซร้ อัตตภาพ

ในปัจจุบันก็ไม่พึงมีแก่เรา ถ้ากรรมในปัจจุบันย่อมมีแล้วไซร้

อัตตภาพในอนาคตก็จักไม่มีแก่เรา เบญจขันธ์ที่กำลังเป็นอยู่ ที่เป็น

มาแล้วเราย่อมละได้ เธอย่อมไม่กำหนัดในเบญจขันธ์อันเป็นอดีต

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 164

ไม่ข้องอยู่ในเบญจขันธ์อันเป็นอนาคต ย่อมพิจารณาเห็นบทอันสงบ

ระงับอย่างยิ่งด้วยปัญญาอันชอบ ก็บทนั้นแล อันภิกษุนั้นทำให้แจ้ง

แล้ว โดยอาการทั้งปวง อนุสัยคือมานะ...อนุสัยคืออวิชชา เธอยังละ

ไม่ได้โดยอาการทั้งปวง เธอย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา

วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไปด้วยปัญญา

อันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า

อนุปาทาปรินิพพาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุริสคติ ๗ ประการนี้

และอนุปาทาปรินิพพาน.

จบ ปุริสคติสูตรที่ ๒

อรรถกถาปุริสคติสูตรที่ ๒

ปุริสคติสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปุริสคติโย ได้แก่ ญาณคติของบุรุษ, บทว่า อนุปาทา

ปรินิพฺพาน ได้แก่ ปรนิพพานอันหาปัจจัยมิได้. บทว่า โน จสฺส

ความว่า ถ้ากรรมอันบังเกิดในอัตตภาพอันเป็นอดีต จักไม่ได้มีแล้ว

ไซร้. บทว่า โน จ เม สิยา ความว่า ในอัตตภาพนี้ ในกาลบัดนี้

กรรมก็ไม่พึงมีแก่เรา. บทว่า น ภวิสฺสติ ความว่า บัดนี้กรรมอัน

จะยังอัตตภาพอันเป็นอนาคตของเราให้บังเกิด จักไม่มี. บทว่า

น เม ภวิสฺสติ ความว่า อัตตภาพของเราในอนาคตจักไม่มี. บทว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 165

ยทตฺถิ ย ภูต ความว่า เบ็ญจขันธ์ที่กำลังมีอยู่ ที่มีแล้ว ที่เป็นปัจจุบัน

เกิดขึ้นเฉพาะหน้า. บทว่า ต ปชหามีติ อุเปกฺข ปฏิลภติ ความว่า

ย่อมได้อุเบกขาอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณ ว่า เราจะละเบ็ญจขันธ์

นั้น ด้วยการละฉันราคะในเบ็ญจขันธ์นั้นเสีย. บทว่า ภเว น รชฺชติ

ความว่าย่อมไม่กำหนัดในเบ็ญจขันธ์ที่เป็นอดีต ด้วยตัณหาและ

ทิฏฐิ. บทว่า สมฺภเว น รชฺชติ ความว่า ย่อมไม่กำหนัดในเบ็ญจขันธ์

แม้ที่เป็นอนาคต ก็เหมือนกันนั่นแหละ. บทว่า อตฺถุตฺตริ ปท สนฺต

ความว่า ชื่อว่า บทคือพระนิพพาน เป็นบทสงบอย่างยิ่งมีอยู่. บทว่า

สมฺมปฺปญฺาย ปสฺสติ ความว่า ย่อมเห็นโดยชอบ ซึ่งบทคือพระ-

นิพพานนั้นด้วยมรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า น สพฺเพน

สพฺพ ความว่า บททั้งปวงอันภิกษุไม่ทำให้แจ้งแล้ว โดยอาการ

ทั้งปวง เพราะละกิเลสบางเหล่ายังไม่ได้ เพราะความมืดอันเป็น

ตัวปกปิดสัจจะยังกำจัดไม่ได้โดยประการทั้งปวง. บทว่า หญฺมาเน

ความว่า ดังแผ่นเหล็กที่ลุกโชน อันนายช่างเอาคีมจับแล้วเอาฆ้อนทุบ.

บทว่า อนฺตราปรินิพฺพายี ความว่า จำเดิมแต่กาลอันเป็น

ลำดับจากเหตุเกิดขึ้น พระอนาคามีบุคคล ไม่ล่วงเลยท่ามกลางอายุ

แล้ว ปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพานในระหว่างนี้. บทว่า อนุปหจฺจ

ตล ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอันตราปรินิพพายี

บุคคลไว้ ๓ จำพวก ด้วยอุปมา ๓ ข้อ เหล่านี้คือ สะเก็ดลูกไฟเหล็ก

ไม่กระทบพื้น, ไม่ล่วงไปถึงพื้น, พึงดับเสียในอากาศนั่นแล.

บทว่า อุปหจฺจปรินิพฺพายี ความว่า พระอนาคามีบุคคล

ล่วงกลางอายุ จดที่สุดแห่งจิตดวงหลัง แล้วปรินิพพาน. บทว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 166

อุปหจฺจ ตล ความว่า สะเก็ดลูกไฟเหล็กติดไฟโพลงอยู่ ไม่ล่วง

เลยพื้นอากาศ หรือเข้ากระทบพื้นดิน เพียงตกไปที่ดินเท่านั้น

แล้วก็ดับไป.

พระอนาคามีบุคคล ผู้ทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไป โดยไม่มี

สังขารอื่นกระตุ้นเตือน คือโดยไม่มีความพยายาม แล้วปรินิพพาน

เพราะเหตุนั้น พระอนาคามีนั้น จึงชื่อว่า อสังขารปรินิพพายี

ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องมีสังขารอื่นช่วยกระตุ้นเตือน.

พระอนาคามีบุคคล ผู้ทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไปโดยมีสังขาร

อื่นช่วยกระตุ้นเตือนคือต้องประกอบด้วยความเพียรแล้วปรินิพพาน

เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า สังขารปรินิพพายี ผู้ปรินิพพาน โดยต้อง

มีสังขารอื่นช่วยกระตุ้นเตือน.

บทว่า คจฺฉ ความว่า ป่าอันปราศจากอารักขา. บทว่า

ทาย ความว่า ป่าอันมีอารักขา คืออันท่านให้เพื่อประโยชน์แก่การ

อภัยแล้ว. คำที่เหลือในบทเหล่านี้มีอรรถง่านทั้งนั้น. ในพระสูตร

นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงพระอริยบุคคลทั้งหลาย ดังนี้แล.

จบ อรรถกถาอุริสคติสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 167

๓. ติสสสูตร

[๕๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา

คิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไป เทวดา

๒ ตน มีรัศมีงาม ยังภูเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วเทวดาตนหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มี

พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นแล้ว

เทวดาอีกตนหนึ่งกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้

หลุดพ้นด้วยดีแล้ว เพราะไม่มีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เทวดาเหล่านั้น

ได้กราบทูลดังนี้แล้ว พระศาสดาทรงพอพระทัย ลำดับนั้น เทวดา

เหล่านั้นทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัย จึงถวายอภิวาท

กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้น ครั้นล่วงราตรีนั้นไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เมื่อคืนนี้ เมื่อปฐมยามล่วงไป มีเทวดา ๒ ตนมีรัศมีงาม ยังภูเขา

คิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างไสว เข้ามาหาเราถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว ได้ยืน

อยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ครั้นแล้ว เทวดาตนหนึ่งได้กล่าวกะเราว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นแล้ว เทวดาอีกตนหนึ่ง

กล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุณีเหล่านี้หลุดพ้นด้วยดีแล้ว

เพราะไม่มีอุปาทานขันธ์เหลืออยู่ เทวดาเหล่านั้นครั้นกล่าวแล้ว

อภิวาทเรา กระทำประทักษิณแล้วหายไป ณ ที่นั้นนั่นแล ก็สมัยนั้นแล

ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งอยู่ในที่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 168

ท่านคิดเห็นว่า เทวดาเหล่าไหนหนอ มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ ในบุคคล

ผู้ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือหรือในบุคคล

ผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ก็ในสมัย

นั้นแล ภิกษุชื่อตสสะมรณภาพแล้วไม่นาน เข้าถึงพรหมโลก

ชั้นหนึ่ง แม้ในพรหมโลกนั้นก็รู้กันอย่างนี้ว่า ท้าวติสสพรหม

เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะ

หายจากภูเขาคิชฌกูฏไปปรากฏ ณ พรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษ

ผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ท้าวติสสพรพม

ได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะกำลังมาแต่ไกล จึงกล่าวกะท่านว่า

ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะ ผู้นิรทุกข์นิมนต์มาเถิด ท่านมาดีแล้วนานแล้ว

ที่ท่านกระทำปริยายเพื่อมาที่นี้ ขอนิมนต์ท่าน นั่งเถิด นี่อาสนะปูไว้

แล้ว.

ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว

แม้ติสสพรหม อภิวาทท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว นั่ง ณ ที่ควร

ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ถามว่า ดูก่อน

ติสสะ เทวดาเหล่าไหนหนอ มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ยังมี

อุปาทานขันธ์เหลือว่า ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มี

อุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ.

ติสสพรหมกล่าวว่า ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดา

ชั้นพรหม ย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ยังมีอุปาทานขันธ์

เหลือ ว่ายังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์

เหลือว่าไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 169

ม. เทวดาชั้นพรหมทั้งหมดหรือ ที่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ใน

บุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือใน

บุคคลผู่ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ.

ต. ข้าแต่พระโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาชั้นพรหมไม่ใช่

ทั้งหมด ที่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้... ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์

เทวดาชั้นพรหมเหล่าใด ผู้ยินดีด้วยอายุ วรรณะ สุข ยศ และความ

เป็นอธิบดี อันเป็นของพรหม แต่ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่ง

อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปอย่างยิ่งแห่งอายุเป็นต้นนั้น เทวดา

ชั้นพรหมเหล่านั้น ไม่มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์

เหลือว่า ยังมีอุปาทานขันธ์เหลือ หรือในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์

เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ส่วนเทวดาชั้นพรหมเหล่าใด

ไม่ยินดีด้วยอายะ วรรณะ สุข ยศ และความเป็นอธิบดี อันเป็นของ

พรหม และรู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไป

อย่างยิ่งแห่งอายุเป็นต้นนั้น เทวดาชั้นพรหมเหล่านั้น ย่อมมีญาณ

หยั่งรู้อย่างนี้... ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ ภิกษุในธรรม

วินัยนี้ เป็นอุภโตภาควิมุติ เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านผู้นี้ เป็นอุภโตภาควิมุติ กายของท่านจักตั้งอยู่เพียงใด

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็นท่านเพียงนั้น เพราะกายสลายไป

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่เห็นท่าน ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะ

ผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้ไม่มี

อุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะ

ผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นปัญญาวิมุติ เทวดา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 170

เหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ทานผู้นี้แลเป็นปัญญาวิมุติ

กายของท่านจักตั้งอยู่เพียงใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักเห็น

ท่านเพียงนั้น เพราะกายสลายไป เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจักไม่

เห็นท่าน. ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อม

มีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ ในบุคคลผู้ไม่มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า ไม่มี

อุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุ

ในธรรมวินัยนี้ เป็นกายสักขี (ผู้บรรลุฌานแล้วกระทำให้แจ้ง

ซึ่งนิพพาน) เทวดาเหล่านั้น ย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นั้นแล

เป็นกายสักขีแม้ไฉน ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณ-

มิตร อบรมอินทรีย์ พึงกระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์

อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลาย ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ

ตามต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งยง ในทิฏฐธรรม เข้าอยู่ ข้าแต่ท่าน

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดาเหล่านั้นย่อมมีญาณหยังรู้อย่างนี้

ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มีอุปาทานขันธ์เหลือ ข้าแต่ท่าน

โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นทิฏฐิปัตตะ

(ผู้ถึงที่สุดทิฐิ) ฯลฯ เป็นสัทธาวิมุติ (ผู้หลุดพ้นเพราะศรัทธา) ฯลฯ

ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ อนึ่ง ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็น

ธัมมานุสารี (ผู้ดำเนินตามกระแสธรรม) เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้

ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้และเป็นธัมมานุสารี แม้ไฉน ท่านผู้นี้

เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตร อบรมอินทรีย์ พึงกระทำ

ให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตรทั้งหลาย

ออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบตามต้องการนั้น ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 171

ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ ข้าแต่ท่านโมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ เทวดา

เหล่านั้นย่อมมีญาณหยั่ง อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า

มีอุปาทานขันธ์เหลือ.

ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะชื่นชมยินดีภาษิตของ

ท้าวติสสพรหมแล้ว หายจากพรหมโลกไปปรากฏที่เขาคิชฌกูฏ

เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น

แล้วท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง

ที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ได้กราบทูลถ้อยคำสนทนาปราศรัยกับท้าวติสสพรหมทั้งหมด

แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ ก็ท้าว-

ติสสพรหมไม่ได้แสดงบุคคลอนิมิตตวิหารี (ผู้มีปกติบรรลุเจโต -

สมาธิอันหานิมิตมิได้อยู่) ที่ ๗ แก่เธอหรือ.

ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค-

เจ้าผู้สุคต บัดนี้เป็นการควรที่พระผู้มีพระภาคเจ้า จะพึงทรงแสดง

ถึงบุคคลอนิมิตวิหารีที่ ๗ ข้าแต่พระสุคต ภิกษุทั้งหลายได้ฟัง

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักทรงจำไว้.

พ. ดูก่อนโมคคัลลานะ ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใส่ใจให้ดี

เราจักกล่าว.

ท่านพระมหาโมคคัลลานะ รับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้

ย่อมบรรลุเจโตสมาธิอันหานิมิตมิได้ เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 172

เทวดาเหล่านั้นย่อมรู้ภิกษุนั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้นี้แล บรรลุเจโต-

สมาธิอันหานิมิตมิได้ เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ แม้ไฉน

ท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควรอยู่ คบกัลยาณมิตร อบรมอินทรีย์

พึงกระทำให้แจ้งซึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม ที่กุลบุตร

ทั้งหลายออกบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบตามต้องการนั้น ด้วยปัญญา

อันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ ดูก่อนโมคคัลลานะ เทวดาเหล่านั้น

ย่อมมีญาณหยั่งรู้อย่างนี้ในบุคคลผู้มีอุปาทานขันธ์เหลือว่า มี

อุปาทานขันธ์เหลือ.

จบ สูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 173

๔. สหสูตร

[๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคาร

ศาลา ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีเข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน

ข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ พระองค์อาจทรงบัญญัติผลแห่งทานที่ประจักษ์ในปัจจุบัน

ได้หรือไม่.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสีหะ ถ้าอย่างนั้น จักย้อน

ถามท่านในปัญหาข้อนี้ก่อน ท่านพึงพยากรณ์ปัญหาข้อนั้นตาม

ชอบใจท่าน ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ใน

เมืองเวสาลีนี้ มีบุรุษอยู่ ๒ คน คนหนึ่งไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ถี่เหนียว

พูดเสียดสี คนหนึ่งมีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน

ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์ทั้งหลาย

เมื่อจะอนุเคราะห์พึงอนุเคราะห์คนไหนก่อน จะเป็นคนไม่มีศรัทธา

ตระหนี่ ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดี

ให้ความสนับสนุน.

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว

พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ จักอนุเคราะห์

คนนั้นก่อนอย่างไรได้ ส่วนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความ

สนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ พึงอนุเคราะห์คนนั้น

ก่อนเทียว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 174

พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระ-

อรหันต์ทั้งหลาย เมื่อเข้าไป พึงเข้าไปหาใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มี

ศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี

ยินดีให้ความสนับสนุน.

สี. ข้าแต่พระองค์เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว

พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา จักเข้าไปหาคนนั้น

ก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความ

สนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อเข้าไปหา พึงเข้าไปหาคนนั้น

ก่อนเทียว.

พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์

ทั้งหลายเมื่อรับ พึงรับของใครก่อน จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่

ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความ

สนับสนุน.

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว

พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อรับ จักรับของคนนั้นก่อนอย่างไร

ได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน พระ-

อรหันต์ทั้งหลายเมื่อรับ พึงรับของตนนั้นก่อนเทียว.

พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระอรหันต์

ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม พึงแสดงแก่คนไหนก่อน จะเป็นคนที่ไม่มี

ศรัทธา. ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี

ยินดีให้ความสนับสนุน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 175

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว

พูดเสียดสี พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม จักแสดงแก่คนนั้น

ก่อนอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความ

สนับสนุน พระอรหันต์ทั้งหลายเมื่อแสดงธรรม พึงแสดงแก่คนนั้น

ก่อนเทียว.

พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน กิตติศัพท์

อันงามของคนไหน พึงขจรไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่

ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความ

สนับสนุน.

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว

พูดเสียดสี กิตติศัพท์อันงามของตนนั้น จักขจรไปได้อย่างไร ส่วน

คนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน กิตติศัพท์

อันงามของคนนั้นเทียวพึงขจรไป.

พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหนที่

จะพึงเข้าไปสู่บริษัทใด ๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท พราหมณ์

บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน

เข้าไป จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนี่ยว. พูดเสียดสี หรือ

คนที่มีศรัทธา ยินดี ให้ความสนับสนุน.

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว

พูดเสียดสี จักเข้าไปสู่บริษัทใด ๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์บริษัท

พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท จักเป็นผู้แกล้วกล้า

ไม่เก้อเขิน เข้าไปอย่างไรได้ ส่วนคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 176

ยินดีให้ความสนับสนุน เขาผู้นั้นพึงเข้าไปสู่บริษัทใด ๆ ก็ตาม เช่น

กษัตริย์บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท

พึงเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไป.

พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คนไหน

เมื่อตายไปจะพึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ จะเป็นคนที่ไม่มีศรัทธา

ตระหนี่ถี่เหนียว พูดเสียดสี หรือคนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดี

ให้ความสนับสนุน.

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนที่ไม่มีศรัทธา ตระหนี่ถี่เหนียว

พูดเสียดสี เมื่อตายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์อย่างไรได้ ส่วน

คนที่มีศรัทธา เป็นทานบดี ยินดีให้ความสนับสนุน เมื่อตายไป

พึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน

๖ ประการ ที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

แล้ว ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

แม้ข้าพระองค์เองก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ ข้าพระองค์เป็นทายก

เป็นทานบดีพระอรหันต์ทั้งหลายเมื่ออนุเคราะห์ ย่อมอนุเคราะห์

ข้าพระองค์ก่อน เมื่อเข้าไปหาย่อมเข้าไปหาข้าพระองค์ก่อน เมื่อรับ

ย่อมรับของข้าพระองค์ก่อน เมื่อแสดงธรรมย่อมแสดงแก่ข้าพระองค์

ก่อน กิตติศัพท์อันงามของข้าพระองค์ขจรไปแล้วว่า สีหเสนาบดี

เป็นทายก เป็นการกบุคคล เป็นผู้อุปัฏฐากพระสงฆ์ ข้าพระองค์

ผู้เป็นทายก เป็นทานบดี. เข้าไปสู่บริษัทใด ๆ ก็ตาม เช่น กษัตริย์-

บริษัท พราหมณ์บริษัท คฤหบดีบริษัท สมณบริษัท ย่อมเป็นผู้

แกล้วกล้า ไม่เก้อเขิน เข้าไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในผลแห่งทาน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 177

๖ ประการที่เห็นประจักษ์ในปัจจุบัน อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว

ข้าพระองค์มิได้ดำเนินไปด้วยความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า

แม้ข้าพระองค์เองก็รู้ผลแห่งทานเหล่านี้ แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสผลแห่งทานใดกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า ดูก่อนสีหะ ทายก

ทานบดี เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ยังไม่รู้

ผลแห่งทานนั้น และในผลแห่งทานข้อนี้ ข้าพระองค์ขอดำเนินไปด้วย

ความเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า.

พ. อย่างนั้น สีหะ อย่างนั้น สีหะ ดูก่อนสีหะ ทายก ทานบดี

เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

จบ สีหสูตรที่ ๔

อรรถกถาสีหสูตรที่ ๔

สีหสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า มจฺฉรี ได้แก่บุคคลผู้ประกอบด้วยความตระหนี่ ๕

อย่าง. บทว่า กทริโย ความว่า บุคคลผู้มีความตระหนี่จัด ย่อมห้าม

แม้เมื่อชนเหล่าอื่นผู้จะให้ทาน. บทว่า อนุปฺปทานรโต ความว่า

เมื่อจะให้ทานบ่อย ๆ ก็ย่อมยินดี. บทว่า อนุกมฺปนฺตา ความว่า

เมื่อจะให้ทานบ่อย ๆ ก็ย่อมยินดี. บทว่า อนุกมฺปนฺตา ความว่า

ผู้อนุเคราะห์ด้วยคิดอย่างนี้ว่า วันนี้ เราจะอนุเคราะห์ใคร พวกเรา

จะพึงรับไทยธรรมของใคร หรือพวกเราจะพึงแสดงธรรมแก่ใคร.

จบ อรรถกถาสีหสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 178

๕. รักขิตสูตร

[๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้ ตถาคตไม่ต้อง

รักษา และตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการ ฐานะ

๔ ประการที่ตถาคตไม่ต้องรักษาเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ตถาคตมีกายสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีการทุจริตที่จะต้อง

รักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์

ตถาคตไม่มีวจีทุจริตที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย

ตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ไม่มีมโนทุจริตที่จะต้องรักษาว่า

คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ตถาคตมีอาชีวบริสุทธิ์ ไม่มีมิจฉาชีพ

ที่จะต้องรักษาว่า คนอื่นอย่ารู้ข้อนี้ของเราเลย ฐานะ ๔ ประการนี้

ตถาคตไม่ต้องรักษา ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการ

เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีธรรมอันกล่าวดีแล้ว สมณะ

ก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ในโลก

ก็ดี จักคัดค้านเราในธรรมนั้นโดยชอบธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้

ท่านมิใช่เป็นผู้มีธรรมอันกล่าวดีแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรา

ไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย มีความ

แกล้วกล้าอยู่ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ปฏิปทาอันเป็นเครื่อง

ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ทีสาวกของเราผู้ปฏิบัติตามแล้ว ย่อมกระทำ

ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ

ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ อันเรา

บัญญัติไว้ดีแล้วแก่สาวกทั้งหลาย สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 179

ก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราใน

ปฏิปทานั้นโดยชอบธธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ ปฏิปทาอันเป็นเครื่อง

ยังสัตว์ให้ถึงนิพพาน ที่สาวกของทานปฏิบัติแล้ว ย่อมกระทำ

ให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ฯลฯ ไม่เป็นปฏิปทาอันท่านบัญญัติไว้ดีแล้ว

แก่สาวกทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่เล็งเห็นนิมิตนั้น

ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่ อนึ่ง สาวกบริษัทของเรา

เป็นร้อย ๆ ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา

อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี

พรหมก็ดี หรือใคร ๆ ในโลกก็ดี จักคัดค้านเราในข้อนั้นโดยชอบ

ธรรมว่า แม้เพราะเหตุนี้ สาวกบริษัทเป็นร้อย ๆ ไม่ได้กระทำให้แจ้ง

ซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลาย

สิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ เราไม่เล็งเห็น

นิมิตนั้น เมื่อไม่เห็น ย่อมถึงความเกษม ไม่มีภัย แกล้วกล้าอยู่

ตถาคตไม่พึงถูกติเตียนเพราะฐานะ ๓ ประการเหล่านี้ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้แล ตถาคตไม่จำเป็นต้องรักษา และ

ตถาคต ไม่พึงถูกติเตียนด้วยฐานะ ๓ ประการนี้แล.

จบ รักขิตสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 180

อรรถกถารักขิตสูตรที่ ๕

รักขิตสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า นิมิตฺต ได้แก่ ซึ่งธรรมนิมิตบ้าง บุคคลนิมิตบ้าง.

จริงอยู่พระตถาคตนี้ เมื่อไม่พิจารณาเห็นแม้บทหนึ่ง ในธรรมที่เราแสดง

แล้วด้วยตนเอง ว่าเป็นธรรมที่กล่าวไม่ดี นำสัตว์ออกจากทุกข์ในวัฏฏะ

ไม่ได้ ชื่อว่า ไม่พิจารณาเห็นธรรมนิมิต. พระตถาคต ไม่พิจารณาเห็น

แม้บุคคลผู้หนึ่ง ผู้จะลุกขึ้นโต้ตอบว่า ธรรมที่ท่านกล่าวแล้วผิด

ธรรมที่ท่านกล่าว ไม่ดี ชื่อว่าไม่พิจารณาเห็นบุคคลนิมิต. แม้ใน

บททั้งสองที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

จบ อรรถกถารักขิตสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 181

๖. กิมมิลสูตร

[๕๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

วิหารเวฬุวัน ใกล้เมืองกิมมิลา ครั้งนั้นแล ท่านพระกิมมิละเข้าไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร

ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้สัทธรรม

ไม่ตั้งอยู่นานในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกิมมิละ เมื่อตถาคต

ปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้ไม่เคารพ ไม่ยำเกรงในพระศาสดา... ในธรรม... ในสงฆ์...

ในสิกขา... ในสมาธิ... ในความไม่ประมาท... ในปฏิสันถาร

ดูก่อนกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรมไม่

ตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.

กิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่อง

ให้สัทธรรมตั้งอยู่นาน ในเมื่อพระตถาคตเสด็จปรินิพพานแล้ว.

พ. ดูก่อนกิมมิละ เมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว ภิกษุ ภิกษุณี

อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเคารพ มีความ

ยำเกรงในพระศาสดา... ในธรรม... ในสงฆ์... ในสิกขา... ในสมาธิ...

ในความไม่ประมาท... ในปฏิสันถาร ดูก่อนกิมมิละ นี้แลเป็นเหตุ

เป็นปัจจัย เครื่องให้สัทธรรมตั้งอยู่นาน ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว.

จบ กิมมิลสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 182

๗. สัตตธรรมสูตร

[๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ ไม่นานนัก พึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ

อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

ในทิฏฐธรรม เข้าถึงอยู่ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีศีล ๑ เป็นพหูสูต ๑ เป็น

ผู้หลีกออกเร้น ๑ ปรารภความเพียร ๑ มีสติ ๑ มีปัญญา ๑ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล ไม่

นานนักพึงกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะ

มิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรม

เข้าถึงอยู่.

จบ สัตตธรรมสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 183

๘. โมคคัลลนสูตร

[๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่า-

เภสกลา มิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ ก็สมัยนั้นแล

ท่านมหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม

แคว้นมคธ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นท่านพระ-

มหาโมคคัลลานะนั่งโงกง่วงอยู่ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แคว้นมคธ

ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้นแล้วทรงหายจาก

เภสกลามิคทายวัน ใกล้สุงสุมารคีรนคร แคว้นภัคคะ เสด็จไป

ปรากฏเฉพาะหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ ณ บ้านกัลลวาล-

มุตตคาม แคว้นมคธ เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้

หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ

ที่ปูลาดแล้ว ครั้นแล้วได้ตรัสถามทานพระมหาโมคคัลลานะว่า

ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ ก่อนโมคคัลลานะ เธอง่วงหรือ

ท่านพระมหาโมคคัลลานะกราบทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า.

ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เมื่อเธอมีสัญญา

อย่างไรอยู่ ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอพึงทำไว้ในใจซึ่ง

สัญญานั้นให้มาก ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้า

เธอยังละไม่ได้ แต่นั้นเธอถึงตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ตน

ได้สดับแล้ว ได้เรียนมาแล้วด้วยใจ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความ

ง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงสาธยายธรรมตามที่ตนได้

สดับมาแล้ว ได้เรียนมาแล้วโดยพิสดาร ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 184

ละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงยอนช่องหูทั้งสองข้าง

เอามือลูบตัว ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละ

ไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงลุกขึ้นยืน เอาน้ำล้างตา เหลียวดูทิศทั้งหลาย

แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้

ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงทำในใจถึงอาโลกสัญญา ตั้งความ

สำคัญในกลางวันว่า กลางวันอย่างไร กลางคืนอย่างนั้น กลางคืน

อย่างไร กลางวันอย่างนั้น มีใจเปิดเผยอยู่ฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ

ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด ข้อนี้จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วง

นั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึงอธิษฐานจงกรม กำหนดหมาย

เดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีใจไม่เปิดไปให้ภายนอก ข้อนี้

จะเป็นเหตุให้เธอละความง่วงนั้นได้ ถ้ายังละไม่ได้ แต่นั้นเธอพึง

สำเร็จสีหไสยา คือนอนตะแคงเบื้องหน้าขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติ-

สัมปชัญญยะ ทำความหมายในการนอน ความสุขในการเอนข้าง

ความสุขในการเคลิ้มหลับ ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล.

ดูก่อนโมคคัลลานะ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษา

อย่างนี้อีกว่า เราจักไม่ชูงวง (ถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูล ดูก่อน

โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล ถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล

และในตระกูลมีกรณียกิจหลายอย่าง ซึ่งจะเป็นเหตุให้มนุษย์ไม่ใส่ใจ

ถึงภิกษุผู้มาแล้ว เพราะเหตุนั้น ภิกษุย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า

เดี๋ยวนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกในสกุลนี้ เดี๋ยวนี้ดูมนุษย์พวกนี้

มีอาการอิดหนาระอาใจในเรา เพราะไม่ได้อะไร เธอจึงเป็นผู้เก้อเขิน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 185

เมื่อเก้อเขิน ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อคิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อ

ไม่สำรวมจิตย่อมห่างจากสมาธิ.

เพราะฉะนั้นแหละ โมคคัลลานะ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

เราจักไม่พูดถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน ดูก่อนโมคคัลลานะ

เธอพึงศึกษาอย่างนี้แล เมื่อมีถ้อยคำซึ่งจะเป็นเหตุให้ทุ่มเถียงกัน

ก็จำต้องหวังการพูดมาก เมื่อมีการพูดมาก ย่อมคิดฟุ้งซ่าน เมื่อ

คิดฟุ้งซ่าน ย่อมไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตย่อมห่างจากสมาธิ.

ดูก่อนโมคคัลลานะ อนึ่ง เราสรรเสริญความคลุกคลี่ด้วย

ประการทั้งปวงไม่ แต่มิใช่ว่าจะไม่สรรเสริญ ความคลุกคลีด้วย

ประการทั้งปวงก็หามิได้ คือ เราไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วย

หมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต ก็แต่ว่า เสนาสนะอันใดเงียบเสียง

ไม่อื้ออึ่ง ปราศจากการสัญจรของหมู่ชน ควรเป็นที่ประกอบกิจ

ของผู้ต้องการความสงัด ควรเป็นที่หลีกออกเร้น เราสรรเสริญ

ความคลุกคลีด้วยเสนาสนะเห็นปานนั้น.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหา

โมคคัลลานะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ ภิกษุจึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะ

สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน ประเสริฐกว่า

เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

พ. ดูก่อนโมคคัลลานะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า

ธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น ครั้นได้สดับดังนั้นแล้ว เธอย่อมรู้ชัด

ธรรมทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ครั้นรู้ชัดธรรมทั้งปวงด้วยปัญญา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 186

อันยิ่งแล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง

แล้ว ได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี มิใช่สุข

มิใช่ทุกข์ก็ดี ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยงในเวทนาเหล่านั้น

พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด พิจารณาเป็นความดับ พิจารณา

เห็นความสละคืน เมื่อเธอพิจารณาเห็นอย่างนั้น ๆ อยู่ ย่อมไม่ยืดมั่น

อะไร ๆ ในโลก เมื่อไม่ยืดมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง เมื่อไม่สะดุ้ง ย่อม

ปรินิพพานเฉพาะตัวทีเดียว ย่อมรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์

อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้

มิได้มี ดูก่อนโมคคัลลานะ โดยย่อด้วยข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุ

จึงเป็นผู้หลุดพ้นแล้วเพราะสิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วน เป็นผู้

เกษมจากโยคะล่วงส่วน เป็นพรหมจารีล่วงส่วน มีที่สุดล่วงส่วน

ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.

จบ โมคคัลลานสูตรที่ ๘

อรรถกถาโมคคัลลานสูตรที่ ๘

โมคคัลลานสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า จปลายมาโน ความว่า พระมหาโมคคัลลนะ เข้าไป

อาศัยหมู่บ้านนั้น กระทำสมณธรรมในไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง มีร่างกาย

ลำบากเพราะถูกความเพียรในการจงกรมตลอด ๗ วัน บีบคั้น จึงนั่ง

โงกง่วงอยู่ในท้ายที่จงกรม. บทว่า จปลายสิ โน แก้เป็น นิทฺทายสิ นุ

แปลว่า เธอง่วงหรือ. บทว่า อนุมชฺชิตฺวา แปลว่า ลูบคลำแล้ว.

บทว่า อาโลกสญฺ ได้แก่ ความสำคัญในความสว่างเพื่อบรรเทา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 187

ความง่วง. บทว่า ทิวาสญฺ ได้แก่ ความสำคัญว่าเป็นกลางวัน

บทว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ความว่า เธอตั้งความสำคัญว่าสว่าง

ในกลางวันฉันใด เธอตั้งความสำคัญว่าสว่างนั้น แม้ในกลางคืน

ก็ฉันนั้น. คำว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา เธอตั้งความสำคัญว่า สว่าง

ในกลางคืนฉันใด เธอตั้งความสำคัญว่าสว่างนั้นแม้ในกลางวันฉันนั้น.

บทว่า สปฺปภาส เธอพึงให้จิตเป็นไปพร้อมกับแสงสว่าง เพื่อประโยชน์

แก่ทิพยจักขุญาณ. บทว่า ปจฺฉาปุเรสญฺี ความว่า ผู้มีสัญญา

ด้วยสัญญาอันนำไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง. บทว่า อนฺโตคเตหิ

อินฺทฺริเยหิ ได้แก่ ด้วยอันทรีย์ ๕ อันไม่ฟุ้งซ่านไปในภายนอก

อันเข้ามาตั้งอยู่ในภายในเท่านั้น. บทว่า มิทฺธสุข ได้แก่ ความสุข

อันเกิดแต่ความหลับ. พระผู้มีพระภาคเจ้า แสดงกรรมฐานเครื่อง

บรรเทาความง่วงแก่พระเถระ ด้วยฐานะมีประมาณเท่านี้.

บทว่า โสณฺฑ ได้แก่ง่วงคือ มานะ. ในบทว่า กิจฺจกรณียานิ

นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ กรรมที่ตนจะพึงทำแน่แท้ ชื่อว่า กิจฺจานิ

กิจกรรมที่เป็นหน้าที่ทั้งหลาย, ส่วนกิจนอกนี้ ชื่อว่า กรณียานิ

กิจควรทำทั้งหลาย. บทว่า มงฺกุภาโว ได้แก่ ความเป็นผู้ไร้อำนาจ

ความโทมนัส เสียใจ. พระศาสดาตรัสภิกขาจารวัตรแก่พระเถระ

ด้วยฐานะมีประมาณเท่านี้. บัดนี้ เพื่อจะทรงชักจูงกัน ให้สิ้นสุดลง

พระองค์จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ตสฺมาติห ดังนี้ซ บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า วิคฺคาหิกกถ ความว่า ถ้อยคำอันเป็นเหตุให้ถือเอาผิด เป็นไป

โดยนัย เป็นต้นว่า ท่านย่อมไม่รู้ธรรมและวินัยนี้ เพื่อจะเว้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 188

การคลุกคลีกับบาปมิตร พระศาสดาจึงตรัสคำมีอาทิว่า นาห

โมคฺคลฺลาน ดังนี้.

บทว่า กิตฺตาวตา นุ โข ความว่า ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไรหนอ.

บทว่า ตณฺหาสงฺขยวิมุตฺโต โหติ ความว่า ภิกษุชื่อว่าตัณหา-

สังขยวิมุตตะ เพราะเป็นผู้มีจิตน้อมไปในพระนิพพานอันเป็นที่

สิ้นตัณหา ทำพระนิพพานนั้นเป็นอารมณ์ พระมหาโมคคัลลานะ

ทูลถามว่า โดยย่อ ด้วยข้อปฏิบัติเท่าไร ภิกษุย่อมชื่อว่าตัณหา-

สังขยวิมุตตะ ขอพระองค์โปรดทรงแสดงข้อปฏิบัตินั้นนั่นแล ที่เป็น

ปฏิปทาส่วนเบื้องต้นของภิกษุผู้ขีณาสพ โดยสังเขปเถิดพระเจ้าข้า.

บทว่า อจฺจนฺตนิฏฺโ ความว่า ชื่อว่า อจฺจนตา เพราะเป็น

ไปล่วงส่วน กล่าวคือความสิ้นไปและความเสื่อมไป. ภิกษุชื่อว่า

อจฺจนฺตนิฏฺโ เพราะมีความสำเร็จล่วงส่วน อธิบายว่า มีความ

สำเร็จโดยส่วนเดียว มีความสำเร็จติดต่อกัน. บทว่า อจฺจนฺตโยคฺคกฺเขมี

ความว่า ผู้มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะล่วงส่วนอธิบายว่า

มีธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะเป็นนิจ. บทว่า อจฺจนฺตพฺรหฺมจารี

ความว่า เป็นพรหมจารีล่วงส่วน อธิบายว่า เป็นพรหมจารีเป็นนิจ.

บทว่า อจฺจนตปริโยสาโน ความว่า มีที่สุดล่วงส่วนโดยนัยก่อน

นั่นแหละ. บทว่า เสฏฺโ เทวมนุสฺสาน ความว่า ประเสริฐสุดคือ

สูงสุด กว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. พระมหาโมคคัลลานะทูลขอว่า

ภิกษุชื่อว่าเป็นปานนี้ ด้วยข้อปฏิบัติเพียงไร ข้อพระองค์โปรด

ทรงแสดงสำหรับภิกษุนั้นโดยย่อเถิดพระเจ้าข้า.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 189

ในคำว่า สพฺเพ ธมฺมา นาล อภินิเวสาย นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

ชื่อว่า ธรรมทั้งปวงคือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ ธรรมทั้งหมด

นั้น ไม่ควรถือไม่ถูก ไม่ชอบ ไม่เหมาะ ที่จะยึดมั่นด้วยอำนาจ

ตัณหาและทิฏฐิ. เพราะเหตุไร ธรรมจึงไม่ควรถือมั่น เพราะธรรม

เหล่านั้น ไม่ตั้งอยู่โดยอาการที่จะยึดถือไว้ จริงอยู่ธรรมเหล่านั้น

แม้ตนจะยึดถือเอาว่า สังขารทั้งหลายเป็นของเที่ยง เป็นสุข และ

เป็นอัตตา ก็ย่อมสำเร็จผลว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็น

อนัตตาอยู่นั่นเอง เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

ไม่ควรถือมั่นดังนี้. บทว่า อภิชานาติ ความว่า ย่อมรู้ยิ่ง คือรู้

ด้วยญาตปริญญาว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรม

ทั้งปวงเป็นอนัตตา. บทว่า ปริชานาติ ความว่า ย่อมกำหนดรู้

ด้วยติรณปริญญา เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. บทว่า ยกิญฺจิ เวทน

ความว่า ย่อมเสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้มีประมาณน้อย

โดยที่สุดแม้ประกอบด้วยปัญจวิญญาณ. ด้วยบทนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงยักเยื้องด้วยอำนาจเวทนา จึงแสดงการกำหนดอรูปธรรม

(นามธรรม) เป็นอารมณ์แก่พระเถระ

บทว่า อนิจฺจานุปสฺสี ได้แก่พิจารณาเห็นโดยความไม่เที่ยง. วิราคะ

ในบทว่า วิราคานุปสฺสีนี้ มี ๒ คือ ขยวิราคะ ความคลายกำหนัด

เพราะสิ้นไป ๑ อัจจันตวิราคะ ความคลายกำหนัดเพราะล่วงส่วน

๑ ในสองอย่างนั้น วิปัสสนาอันเห็นความสิ้นไปแห่งสังขารทั้งหลาย

โดยความสิ้นก็ดี มรรคญาณ คือการเห็นความคลายกำหนัดล่วงส่วน

คือพระนิพพาน โดยความคลายกำหนัดก็ดี ชื่อว่า วิราคานุปัสสนา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 190

การพิจารณาเห็นโดยความคลายกำหนัด. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วย

วิราคธรรมทั้ง ๒ นั้น ชื่อว่า วิราคานุปัสสี ผู้ตามเห็นความคลาย

กำหนัด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายถึงวิราคะนั้น จึงตรัสว่า

วิราคานุปสฺสี อธิบายว่าบุคคลผู้พิจารณาเห็นความคลายกำหนัด.

แม้ใน นิโรธานุปสสีบุคคล ก็นัยนี้เหมือนกัน. เพราะแม้

นิโรธ ความดับ ก็มี ๒ เหมือนกัน คือ ขยนิโรธ ความดับเพราะ

สิ้นไป อัจจันตนิโรธ ความดับ-ล่วงส่วน. ในบทว่า ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี

นี้ โวสสัคคะ ความสละ ท่านเรียกว่า ปฏินิสสัคคะ ความสละคืน.

ความสละนั้น ก็มี ๒ อย่าง คือ ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละด้วย

การบริจาค ปักขันทนโวสสัคคะ ความสละด้วยการแล่นไป. บรรดา

ความสละทั้ง ๒ นั้น วิปัสสนา ชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ ความสละ

ด้วยการละ. จริงอยู่ วิปัสสนานั้น ย่อมละได้ซึ่งกิเลสและขันธ์

ด้วยอำนาจ ตทังคปหาน. มรรค ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ ความ

สละด้วยการแล่นไป ด้วยว่า มรรคนั้น ย่อมแล่นไปสู่พระนิพพาน

โดยเป็นอารมณ์. อีกอย่างหนึ่งมรรคนั้น ชื่อว่า โวสสัคคะ เพราะ

เหตุแม้ทั้ง ๒ คือ เพราะขันธ์และกิเลส ด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน

และเพราะการแล่นไปในพระนิพพาน เพราะเหตุนั้น วิปัสสนา

จึงชื่อว่า ปริจจาคโวสสัคคะ สละด้วยการปริจาค เพราะวิปัสสนา

ย่อมละกิเลสและขันธ์ และมรรคที่ชื่อว่า ปักขันทนโวสสัคคะ

ความสละด้วยการแล่นไป เพราะจิตย่อมแล่นไปในความดับสนิท

คือนิพพานธาตุ ก็เพราะเหตุนี้ คำทั้งสองนี้จึงจัดเข้าได้ในมรรค

บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยวิปัสสนาและมรรคทั้งสองนั้น ย่อมเป็นผู้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 191

ชื่อว่า ปฏินิสสัคคานุปัสสี ผู้ตามเห็นความสละคืน เพราะประกอบ

ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนานี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึง

บุคคลนั้น จึงตรัสอย่างนี้.

คำว่า น จ กิญฺจิ โลเก อุปาทิยติ ความว่า ภิกษุนั้น ย่อม

ไม่ยึด ไม่ถือเอา ไม่จับต้องธรรมชาติอะไร คือสังขารแม้อย่างหนึ่ง

ด้วยอำนาจตัณหา. คำว่า อนุปาทิย น ปริตสฺสติ ความว่า เมื่อไม่

ถือมั่น ย่อมไม่สะดุ้ง เพราะความหวาดสะดุ้งด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า

ปจฺจตฺตเยว ปรินิพฺพายติ ความว่า ย่อมปรินิพพานด้วยกิเลสปรินิพพาน

ด้วยตนทีเดียว. ก็ปัจจเวกขณญาณของภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงโดยนัยเป็นต้นว่า ขีณา ชาติ ชาติสิ้นแล้ว ดังนี้. ดังนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกพระมหาโมคคัลลานะ. ทูลถามถึงปฏิปทา

อันเป็นส่วนเบื้องต้น ของพระขีณาสพโดยย่อแล้ว จึงตรัสโดยย่อ

เหมือนกัน. แต่พระสูตรนี้ แห่งพระโอวาท เป็นทั้งวิปัสสนา

สำหรับพระเถระ พระเถระนั้น เจริญวิปัสสนาในพระสูตรนี้

แล้วบรรลุพระอรหันต์ ดังนี้แล.

จบ อรรถกถาโมคคัลลานะสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 192

๙. ปุญญวิปากสูตร

[๕๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่ากลัวต่อบุญเลย

คำว่าบุญนี้เป็นชื่อของความสุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมรู้ชัด

ซึ่งผลแห่งบุญอันนำปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ที่เราเสวยแล้ว

ตลอดกาลนาน เราเจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี ครั้นแล้ว เราไม่ได้

กลับมายังโลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ได้ยินว่า เมื่อโลกถึงความพินาศ (ลุกไฟไหม้) เราเข้าถึงพรหมโลก

ชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึงความพินาศ เราย่อมเข้าถึงวิมาน

พรหมอันว่างเปล่า ได้ยินว่า ในวิมานพรหมนั้น เราเป็นพรหม

เป็นท้าวมหาพรหม เป็นใหญ่ใคร ๆ ครั้นงำไม่ได้ มีความเห็นแน่นอน

มีอำนาจเต็ม เป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งทวยเทพ ๓๖ ครั้ง เป็น

พระเจ้าจักรพรรดิ ตั้งอยู่ในธรรม เป็นธรรมราชามีสมุทรทั้ง ๔

เป็นขอบเขต ผู้ชนะสงคราม มีชนบทถึงความสถาพรตั้งมั่น ประกอบ

ด้วยรัตนะ ๗ ประการ รัตนะ ๗ ประการของเรานั้นคือ จักรแก้ว

ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ขุนพลแก้ว

เป็นที่ ๗ อนึ่ง เราเคยมีบุตรมากกว่าพันคน ล้วนแต่เป็นคนกล้าหาญ

ชาญชัย ย่ำยีข้าศึกได้ เราครอบครองปฐพีมณฑลนี้ อันมีมหาสมุทร

เป็นขอบเขต โดยธรรม ไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาสตรา.

เชิญดูผลแห่งบุญกุศลของบุคคลผู้แสวงหา

ความสุข ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเจริญเมตตาจิต

มาแล้ว ๗ ปี ไม่ต้องกลับมาสู่โลกนี้ ตลอด ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 193

สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เมื่อโลกถึงความพินาศ เราเข้า

ถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกยังไม่ถึง

ความพินาศ เราเข้าถึงวิมานอันว่างเปล่า ในกาล

นั้น เราเป็นท้าวมหาพรหมผู้มีอำนาจเต็ม ๗ ครั้ง

เป็นท้าวสักกะจอมเทพ เสวยสมบัติในเทวโลก

๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในหมู่

ชนชาวชมพูทวีป เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเศก

แล้ว เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ปกครองปฐมพีมณฑลนี้

โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ต้องใช้ศาตรา สั่งสอน

คนในปฐพีมณฑลนั้นโดยธรรมสม่ำเสมอ ไม่ผลุน

ผลัน ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก

แล้ว ได้เกิดในตระกูลมั่งคั่ง มีทรัพย์สมบัติมาก

มาย ทั้งบริบูรณ์พร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ อัน

อำนวยความประสงค์ให้ทุกอย่าง ฐานะดังที่กล่าว

มานี้พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้สงเคราะห์ประชาชาว

โลกทรงแสดงไว้ดีแล้ว เหตุที่ท่านเรียกว่าเป็น

พระเจ้าแผ่นดิน เพราะความเป็นใหญ่ เราเป็น

พระราชาผู้เรืองเดช มีอุปกรณ์เครื่องให้ปลื้มใจ

มากมาย มีฤทธิ์ มียศ เป็นใหญ่ ในหมู่ชนชาว

ชมพูทวีป ใครบ้างได้ฟังแล้วจะไม่เลื่อมใสแม้จะ

เป็นคนมีชาติต่ำ เพราะฉะนั้นแหละ ผู้มุ่งประ-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 194

โยชน์ จำนงหวังความเป็นใหญ่ ระลึกถึงคำสอน

ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพสัทธรรม.

จบ ปุญญวิปากสูตรที่ ๙

อรรถกถาปุญญวิปากสูตรที่ ๙

ปุญญวิปากสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

คำว่า มา ภิกฺขเว ปุญฺานภายิตถ ความว่า พวกเธอเมื่อจะ

ทำบุญ อย่างได้กลัวต่อบุญเหล่านั้นเลย. ด้วยคำว่า เมตฺตจิตฺต ภาเวสึ

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า เราอบรมจิตทำให้ประณีตประกอบ

เมตตา อันประกอบด้วยฌานหมวด ๓ และหมวด ๔

คำว่า สวฏฺฏมาเน สุทาห ตัดบทเป็น สวฏฺฏมาเน สุท อห.

บทว่า สวฏฺฏมาเน ความว่า เมื่อโลกอันไฟไหม้อยู่ คืออันไฟทำให้

พินาศอยู่. บทว่า ธมฺมิโก ได้แก่ ประกอบด้วยกุศลธรรม ๑๐ ประการ.

บทว่า ธมฺมราชา นี้ เป็นไวพจน์ ของบทว่า ธมฺมราชา นั้น. อีก

อย่างหนึ่ง ชื่อว่า เป็นธรรมราชา เพราะทรงได้ราชสมบัติ

โดยธรรม. บทว่า จาตุรนฺโต ได้แก่มีความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

ที่ชื่อว่า จาตุรันต์ ด้วยอำนาจมีมหาสมุทรทั้ง ๔ มีในทิศบูรพา

เป็นต้น บทว่า วิชิตาวี แปลว่า ผู้ชนะสงคราม. ชนบทในพระเจ้า-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 195

จักพรรดินั้น ถึงความมั่นคงถาวร เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทรง

มีชนบทถึงความมั่นคงถาวร.

บทว่า ปโรสหสฺส แปลว่า มีพระโอรสมากเกิน ๑,๐๐๐

พระองค์. บทว่า สูรา ได้แก่ผู้ไม่ขลาด ในบทว่า วีรงฺครูปา มีรูป

วิเคราะห์ดังต่อไปนี้ องค์ของผู้แกล้วกล้า ชื่อว่า วีรังคะ วีรังคะ

องค์ผู้กล้าหาญเป็นรูปของโอรสเหล่านั้น เหตุนั้นโอรสเหล่านั้น

ชื่อว่า วิรังครูปา ผู้มีองค์แห่งผู้กล้าหาญเป็นรูป. ท่านอธิบายไว้ว่า

โอรสเหล่านั้น ไม่เกียจคร้าน เหมือนผู้มีความเพียรเป็นปกติ มีความ

เพียรเป็นสภาวะ และมีความเพียรมาก. ท่านอธิบายว่าแม้จะรบ

ทั้งวันก็ไม่เหน็ดเหนื่อย. บทว่า สาครปริยนฺต ความว่า มีมหาสมุทร

ตั้งจดขุนเขาจักรวาฬเป็นขอบเขตล้อมรอบ. บทว่า อทณฺเฑน ได้แก่

เว้นจากอาชญา คือการปรับสินไหมด้วยทรัพย์บ้าง ลงอาชญา

ทางตัวบทกฏหมาย โดยสั่งจำคุก ตัดมือเท้าและประหารชีวิตบ้าง

บทว่า อสตฺเถน ได้แก่ เว้นจากใช้ศัสตราเบียดเบียนผู้อื่นมีศัสตรา

มีคมข้างเดียวเป็นต้น บทว่า ธมฺเมน อภิวิชิย ความว่า ทรงชนะ

ตลอดแผ่นดิน มีประการยังกล่าวแล้ว โดยธรรมอย่างเดียว โดยนัย

อาทิว่า ไม่พึงฆ่าปาณะ สัตว์ที่พระราชาผู้เป็นข้าศึก ต้อนรับ

เสด็จอย่างนี้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์โปรดเสด็จมาเถิด.

บทว่า สุเขสิน ความว่า ย่อมเรียกสัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหา

ความสุข. บทว่า สุญฺพฺรหฺมูปโค ความว่า ผู้เข้าถึงวิมาพรหม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 196

อันว่างเปล่า. บทว่า ปวึ อิม ความว่า ซึ่งแผ่นดินใหญ่ อันมีสาคร

ล้อมรอบ. บทว่า อสาหเสน แปลว่าด้วยกรรมที่มิได้ตั้งคิด. บทว่า

สเมน สุเทสิต ความว่า พร่ำสอนด้วยกรรมอันสม่ำเสมอ. บทว่า

เตหิ เอต สุเทสิต ความว่า ฐานะนี้ คือมีประมาณเท่านี้ อันพระ

พุทธเจ้าทั้งหลาย แสดงดีแล้ว ตรัสดีแล้ว. บทว่า ปโพฺย แปลว่า

เจ้าเผ่นดิน.

จบ อรรถกถาปุญญวิปากสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 197

๑๐. ภริยาสูตร

[๖๐] ครั้งนั้น เมื่อเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว

ทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปยังนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิก-

เศรษฐี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ก็สมัยนั้นมนุษย์ทั้งหลาย

ในนิเวศน์ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีส่งเสียงอื้ออึง ท่านอนาถ-

บิณฑิกเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย

บังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า

ได้ตรัสถามว่า ดูก่อนคฤหบดี เหตุไรหนอ มนุษย์ทั้งหลายในนิเวศน์

ของท่านจึงส่งเสียงอื้ออึง เหมือนชาวประมงแย่งปลากัน อนาถ-

บิณฑิกเศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสุชาดา

คนนี้ข้าพระองค์นำมาจากตระกูลมั่งคั่งมาเป็นสะใภ้ในเรือน นาง

ไม่เชื่อถือ แม่ผัว พ่อผัว สามี แม้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้านางก็ไม่

สักการะเคารพนับถือบูชา ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก

นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนว่า มานี่แน่ะนางสุชาดา นางสุชาดา

หญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เขาไปเฝ้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร

ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อน

นางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้ ๗ จำพวกเป็นไฉน คือ

ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต ๑ เสมอด้วยโจร ๑ เสมอด้วยนาย ๑

เสมอด้วยแม่ ๑ เสมอด้วยพี่สาวน้องสาว ๑ เสมอด้วยเพื่อน ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 198

เสมอด้วยทาสี ๑ ก่อนนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกแล

เธอเป็นจำพวกไหนใน ๗ จำพวกนั้น

นางสุชาดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน

ยังไม่รู้ทั่วถึงความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว

โดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระ-

วโรกาส พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมแก่หม่อมฉัน

โดยที่หม่อนฉันจะพึงรู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสโดยย่อนี้ โดยพิสดารเถิด.

พ. ดูก่อนนางสุชาดา ถ้าอย่างนั้น เธอจงฟัง จงใสใจให้ดี

เราจักกล่าว นางสุชาดาหญิงสะใภ้ในเรือนทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า

แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า

ภริยาผู้มีจิตประทุษร้าย ไม่อนุเคราะห์

ด้วยประโยชน์เกื้อกูลยินดีในชายอื่น ดูหมิ่นสามี

เป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ พยายามจะฆ่าผัว

ภริยาของบุรษเห็นปานนี้เรียกว่า วธกาภริยา

ภริยาเสมอด้วยเพชฌฆาต สามีของหญิงประกอบ

ด้วยศิลปธรรม พาณิชยกรรม และกสิกรรม ได้

ทรัพย์ใดมา ภริยาปรารถนาจะยักยอกทรัพย์ แม้

มีอยู่น้อยนั้นเสีย ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียก

ว่า โจรภริยา ภริยาเสมอด้วยโจร ภริยาที่ไม่สนใจ

การงาน เกียจคร้าน กินมาก ปากร้าย ปากกล้า

ร้ายกาจ กล่าวคำหยาบ ข่มขี่ผัวผู้ขยันขันแข็ง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 199

ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า อัยยาภริยา

ภริยาเสมอด้วยนาย ภริยาใดอนุเคราะห์ด้วย

ประโยชน์เกื้อกูลทุกเมื่อ ตามรักษาสามีเหมือน

มารดารักษาบุตร รักษาทรัพย์ที่สามีเหมือน

ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า มาตาภริยา

ภริยาเสมอด้วยมารดา ภริยาที่เป็นเหมือนพี่สาว

น้องสาว มีความเคารพในสามีของตน เป็นคน

ละอายบาป เป็นไปตามอำนาจสามี ภริยาของบุรุษ

เห็นปานนี้เรียกว่า ภคินีภริยา ภริยาเสมอด้วย

พี่สาวน้องสาว ภริยาใดในโลกนี้เห็นสามีแล้ว

ชื่นชมยินดี เหมือนเพื่อนผู้จากไปนานแล้วกลับ

มาเป็นหญิงมีตระกูล มีศีล มีวัตรปฏิบัติสามี

ภริยาใดสามีเฆี่ยนตี ขู่ตะคอกก็ไม่โกรธ ไม่คิด

พิโรธโกรธตอบสามี อดทนได้ เป็นไปตามอำนาจ

สามี ภริยาของบุรุษเห็นปานนี้เรียกว่า ทาสีภริยา

ภริยาเสนอด้วยทาสี ภริยาที่เรียกว่าวธกาภริยา ๑

โจรีภริยา ๑ อัยยาภริยา ๑ ภริยาทั้ง ๓ จำพวกนั้น

ล้วนแต่เป็นคนทุศีลหลาบช้า ไม่เอื้อเฟื้อ เมื่อตาย

ไป ย่อมเข้าถึงนรก ส่วนภริยาที่เรียกว่า มาตา

ภริยา ๑ ภคินีภริยา ๑ สขีภริยา ๑ ทาสีภริยา ๑

ภริยาทั้ง ๔ จำพวกนั้น เพราะตั้งอยู่ในศีล ถนอม

รักไว้ยั่งยืน เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 200

ดูก่อนนางสุชาดา ภริยาของบุรุษ ๗ จำพวกนี้แล เธอ

เป็นภริยาจำพวกไหน ใน ๗ จำพวกนั้น.

ส. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ขอพระ-

ผู้มีพระภคเจ้า โปรดทรงจำหม่อมฉันว่า เป็นภริยาของสามีผู้

เสมอด้วยทาสี.

จบ ภริยาสูตรที่ ๑๐

อรรถกถาภริยาสูตรที่ ๑๐

ภริยาสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า เกวฏฺโฏ มญฺฌ มจฺเฉ วิโลเปติ ความว่า ในที่ที่ชาว-

ประมงยืนยกตะกร้าปลาลง พอยกแหอวนขึ้นจากน้ำเท่านั้น คน

จับปลาก็ส่งเสียงดังลั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาเสียงนั้น

จึงตรัสคำนั้น. บทว่า สุชาตา ได้แก่ หญิงเป็นน้องสาวมหาอุบาสิกา

ชื่อว่าวิสาขา. บทว่า สา เนว สสฺสุ อาทิยติ ความว่า นางสุชาดา

นั้น ไม่กระทำวัตรปฏิบัติ อันชื่อว่าวัตรอันหญิงสะใภ้จะพึงทำแก่

มารดาของสามี ทั้งไม่ยอมรับนับถือมารดาสามีว่า เป็นมารดา.

บทว่า น สสฺสุร อาทิยติ ความว่า นางสุชาดานั้นไม่ยอมเชื่อฟัง

แม้คำบิดาของสามี. เมื่อเป็นเช่นนี้จึงชื่อว่า นางไม่เชื่อฟัง เพราะ

นางไม่เอื้อเฟื้อบ้าง เพราะนางไม่ยอมรับบ้าง แม้ในบทที่เหลือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 201

ก็นัยนี้เหมือนกัน ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ถือเอามรรยาทของ

หญิงสะใภ้นั่งตรง พระพักตร์ของพระศาสดา. ด้วยประการฉะนี้.

ฝ่ายนางสุชาดานั้น คิดว่า เศรษฐีนี้จักกล่าวสรรเสริญคุณ ของเราใน

สำนักพระทสพล หรือจะกล่าวโทษ ดังนี้แล้ว ได้ไปยืนฟังเสียงใน

ที่ไม่ไกล. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกเธอมาตรัสว่า มานี่

สุชาดา. บทว่า อหิตานุกมฺปินี แปลว่า ผู้ไม่อนุเคราะห์ ด้วยประโยชน์

เกื้อกูล. บทว่า อญฺเสุ ได้แก่ในชายอื่น. บทว่า อติมญฺเต ความว่า

ย่อมทนงตัว คือ ย่อมดูหมิ่นด้วยอำนาจมานะ. บทว่า ธเนน กีตสฺส

ความเป็นผู้อันเขาซื้อมาด้วยทรัพย์ บทว่า วธาย อุสฺสุกฺกา ความว่า

พยายามจะฆ่า. บทว่า ย อิตฺถิยา วินฺทติ สามิโก ธน ความว่า สามี

ของหญิงได้ทรัพย์ใดมา. บทว่า อปฺปมฺปิสฺส อปหาตุมิจฺฉติ ความว่า

ภรรยาปรารถนาที่จะลักทรัพย์ แม้มีอยู่น้อยหนึ่งนั้น คือพยายาม

ที่จะลักทรัพย์ทีละน้อย แม้จากข้าวสาร ที่ห่อใส่ไว้ในหม้อข้า

อันยกขึ้นตั้งไว้บนเตาไฟ. บทว่า อลสา ความว่า เป็นผู้นั่งแช่

ในที่ตนนั่ง ยืนแช่ ในที่ที่ตนยืน. บทว่า ผรุสา แปลว่ากระด้าง

บทว่า ทุรตฺตวาทินี ความว่า ผู้มีปกติกล่าววาจาเป็นทุพภาษิต

วาจาชั่วหยาบ คือ กล่าวคำหยาบและกระด้างนั่นเอง. ในคำว่า

อุฏฺายกน อภิภุยฺย วตฺตติ นี้ มีวินิจฉัยต่อไปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสถึงสามี ผู้สมบูรณ์ด้วยความเพียรเป็นเครื่องลุกขึ้น ด้วยศัพท์

อันเป็นพหุวจนะว่า อุฏฺายกาน ดังนี้. ภรรยา ประพฤติกดขี่สามีผู้

สมบูรณ์ด้วยความหมั่นเพียรนั้น แล้วกระทำสามีนั้นให้อยู่ในภายใต้

อำนาจตน. บทว่า ปโมทติ ความว่า ย่อมเป็นผู้ชื่นชมปราโมทย์.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 202

บทว่า โกเลยฺยกา ความว่า เพียบพร้อมด้วยสกุล. บทว่า ปติพฺพตา

ได้แก่ ปติเทวตา เป็นผู้มีสามีดังเทวดา. บทว่า วธทณฺฑตชฺชิตา

ความว่า ภรรยา ผู้อันสามีถือท่อนไม้. ด้วยการฆ่า กล่าวว่า

ข้าจะฆ่าเจ้าเองดังนี้. บทว่า ทาสีสม ความว่า นางสุชาดากราบทูล

ว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นทาสี

ผู้บริบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติสามีดังนี้ แล้วตั้งอยู่ในสรณะทั้ง ๓.

จบ อรรถกถาภริยาสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 203

๑๑. โกธนาสูตร

[๖๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ เป็นความ

มุ่งหมายของตนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็น

ข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ธรรม ๗ ประการ

เป็นไฉน ก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้เป็นข้าศึกกันในโลกนี้ย่อม

ปรารถนาต่อคนผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้มีผิวพรรณ

ทรามเถิดหนอ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อม

ไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันมีผิวพรรณงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

คนผู้โกรธ ถูกความโกรธ ครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะอาบน้ำ ไล้ทา

ตัดผม โกนหนวด นุ่งผ้าขาวสะอาดแล้วก็ตาม แต่ถูกความโกรธ

ครอบงำแล้ว ย่อมเป็นผู้มีผิวพรรณทราม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นธรรมข้อที่ ๑ เป็นผู้ความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็น

ความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชาย

มีความโกรธ.

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน

ที่เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้พึงนอนเป็นทุกข์เถิดหนอ

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมไม่ยินดีให้คนที่

เป็นข้าศึกกันอยู่สบาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความ

โกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะนอนบนบัลลังค์อันลาดด้วยผ้า

ขนสัตว์ ลาดด้วยผ้าขาวเนื้ออ่อน ลาดด้วยเครื่องลาดแล้วอย่างดีทำด้วย

หนังชะมด มีผ้าดาดเพดาน มีหมอนหนุนศีรษะหนุนเท้าแดงทั้งสอง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 204

ข้างก็ตาม แต่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมนอนเป็นทุกข์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๒ เป็นความมุ่งหมายของ

คนเป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อม

มาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.

อีกประการหนึ่ง คนเป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้เป็น

ข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามีความเจริญเลย ข้อนั้น

เพราะเหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็น

ข้าศึกกันมีความเจริญ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความ

โกรธครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะถือเอาสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ก็สำคัญว่า

เราถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ แม้ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์ ก็

สำคัญว่าเราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ธรรมเหล่านี้อันคนผู้โกรธ

ถูกความโกรธครอบงำถือเอาแล้ว เป็นข้าศึกแก่กันและกัน ย่อม

เป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช้ประโยชน์เกื้อกูล. เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ เป็นความมุ่งหมายของตน

ผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อม

มาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคนผู้

เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ข้อให้บุคคลผู้นี้อย่ามีโภคะเลย ข้อนั้น

เพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็น

ข้าศึกกันมีโภคะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธถูกความโกรธ

ครอบงำย่ำยีแล้ว แม้จะมีโภคะที่ตนหามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร

สั่งสมได้ด้วยกำลังแขน อาบเหงื่อต่างน้ำ เป็นของชอบธรรม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 205

ได้มาโดยธรรม พระราชาทั้งหลายย่อมริบโภคะของคนขี้โกรธ

เข้าพระคลังหลวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๔ เป็น

ความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของตน

เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน

ผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลผู้นี้อย่ามียศเลย ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร เพราะคนผู้เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกัน

มียศ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครองงำย่ำยีแล้ว

แม้จะได้ยศมาเพราะความไม่ประมาท ก็เสื่อมจากยศนั้นได้ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๕ เป็นความมุ่งหมายของตนผู้

เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของตนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึง

หญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน

ผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้อย่ามีมิตรเลย ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกันย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกัน

มีมิตร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนผู้โกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยี

แล้ว แม้เขาจะมีมิตรอำมาตย์ ญาติสายโลหิต มิตรอำมาตย์ญาติสาย-

โลหิตเหล่านั้น ก็เว้นเขาเสียห่างไกล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็น

ธรรมข้อที่ ๖ เป็นความมุ่งหมายของตนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความ

ต้องการของตนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ.

อีกประการหนึ่ง คนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมปรารถนาต่อคน

ผู้เป็นข้าศึกกันอย่างนี้ว่า ขอให้บุคคลนี้ เมื่อตายไป พึงเข้าถึงอบาย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 206

ทุคติ วินิบาต นรก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคนที่เป็นข้าศึกกัน

ย่อมไม่ยินดีให้คนที่เป็นข้าศึกกันไปสุคติ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

คนผูโกรธ ถูกความโกรธครอบงำย่ำยีแล้ว ย่อมประพฤติทุจริต

ด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ

วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นธรรมข้อที่ ๗ เป็นความ

มุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึก

กัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชายผู้มีความโกรธ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นความมุ่งหมายของคนผู้เป็นข้าศึกกัน

เป็นความต้องการของคนผู้เป็นข้าศึกกัน ย่อมมาถึงหญิงหรือชาย

ผู้มีความโกรธ.

คนโกรธมีผิวพรรณทราม ย่อมนอนเป็น

ทุกข์ ถือเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้ว กลับปฏิบัติ

สิ่งอันไม่เป็นประโยชน์ ทำปาณาติบาตด้วยกาย

และวาจา ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์ ผู้มัวเมา

เพราะความโกรธ ย่อมถึงความไม่มียศ ญาติมิตร

และสหาย ย่อมเว้นคนโกรธเสียห่างไกล คนผู้

โกรธย่อมไม่รู้จักความเจริญ ทำจิตให้กำเริบ ภัย

ที่เกิดมาจากภายในนั่น คนผู้โกรธย่อมไม่รู้สึก

คนโกรธย่อมไม่รู้อรรถ ไม่เห็นธรรม ความโกรธ

ย่อมครอบงำนรชนในขณะใด ความมืดตื้อย่อมมี

ไม่ขณะนั้น คนผู้โกรธย่อมก่อกรรมที่ทำได้ยาก

เหมือนทำได้ง่าย ภายหลังเมื่อหายโกรธแล้ว เขา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 207

ย่อมเดือดร้อนเหมือนถูกไฟไหม้ คนผู้โกรธย่อม

แสดงความแก้อยากก่อน เหมือนไฟแสดงควัน

ก่อน ในกาลใด ความโกรธเกิดขึ้น คนย่อมโกรธ

ในกาลนั้น คนนั้นไม่มีหิริ ไม่มีโอตตัปปปะ และไม่

มีความเคารพ คนที่ถูกความโกรธครอบงำย่อม

ไม่มีความสว่างแม้แต่น้อยเลย กรรมใดยังห่าง

ไกลจากธรรม อันให้เกิดความเดือดร้อน เราจัก

บอกกรรมเหล่านั้น เธอทั้งหลายจงฟังธรรมนั้น

ไปตามลำดับ คนโกรธฆ่าบิดาก็ได้ ฆ่ามารดาของ

ตนก็ได้ ฆ่าพระขีณาสพก็ได้ ฆ่าปุถุชนก็ได้ ลูก

ที่มารดาเลี้ยงไว้จนได้ลืมตาดูโลกนี้ ลูกเช่นนั้น

กิเลสหยาบช้า โกรธขึ้นมาย่อมฆ่าแม้มารดานั้นผู้

ให้ชีวิตความเป็นอยู่ได้ จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้นมี

ตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบ เพราะคนเป็นที่รัก

อย่างยิ่ง คนโกรธหมกมุ่นในรูปต่าง ๆ ย่อมฆ่า

ตัวเองได้เพราะเหตุต่าง ๆ ย่อมฆ่าตัวเองด้วยดาบ

บ้าง กินยาพิษบ้าง เอาเชือกผูกคอตายบ้าง โดด

เขาตายบ้าง คนเหล่านั้นเมื่อกระทำกรรมอันมีแต่

ความเสื่อมและทำลายตนก็ไม่รู้สึกความเสื่อม

เกิดแต่โกรธ ตามที่กล่าวมานี้ เป็นบ่วงของมัจจุ-

ราช มีถ้ำเป็นที่อยู่อาศัย บุคคลผู้มักโกรธ มีการ

ฝึกตน คือปัญญา ความเพียรและสัมมาทิฏฐิ พึง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 208

ตัดความโกรธนั้นขาดได้ บัณฑิตพึงตัดอกุศลธรรม

แต่ละอย่างเสียให้ขาด พึงศึกษาในธรรมเหมือน

อย่างนั้น เธอทั้งหลายปรารถนาอยู่ว่า ขอความ

เป็นผู้ปราศจากความโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ

ปราศจากความโลภ ไม่มีความริษยา ฝึกฝนตน

แล้ว ละความโกรธได้ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จัก

ปรินิพพาน.

จบ โกธนาสูตรที่ ๑๑

อรรถกถาโกธนาสูตรที่ ๑๑

โกธนาสูตรที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สปตฺตกนฺตา ได้แก่ เป็นที่ชอบใจ คือเป็นที่รัก ของผู้

เป็นข้าศึก ผู้มีเวรต่อกัน คือเป็นผู้ตั้งอยู่ในภาวะที่ข้าศึกเหล่านั้น

ปรารถนาแล้ว. บทว่า สปตฺตการณา ได้แก่ เป็นเหตุแห่งประโยชน์

อำนาจความโกรธ. บทว่า ปจุรตฺถตาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์เป็น

อันมาก เพื่อประโยชน์เกื้อกูลมาก. บทว่า อนตฺถปิ ได้แก่ แม้ซึ่ง

ความไม่เจริญ. บทว่า อตฺโถ เม คหิโต ความว่า เรายึดเอาแต่

ความเจริญ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 209

บทว่า อโถ อตฺถ คเหตฺวา ความว่า อนึ่ง ครั้นถือเอาความ

เจริญได้แล้ว. บทว่า อนตฺถ ปฏิปชฺชติ ความว่า ย่อมกำหนดว่า

เราถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แล้ว. บทว่า อธ กตฺวาน ความว่า

กระทำกรรมคือปาณาติบาตแล้ว. บทว่า โกธสมฺมทสมฺมตฺโต

ความว่า ผู้เมาแล้วด้วยความเมาคือความโกรธ. อธิบายว่า ผู้มี

ความเมาอันตนยึดถือจับต้องแล้ว. บทว่า อายสกฺย ได้แก่ ซึ่งความ

ไม่มียศ อธิบายว่า เป็นผู้หายศมิได้ คือเป็นผู้ไรยศ บทว่า อนฺตรโต

ชาต ได้แก่ เกิดขึ้นแล้วในภายใน. บทว่า อตฺถ น ชานาติ ความว่า

ไม่รู้จักประโยชน์คือความเจริญ. บทว่า ธมฺม น ปสฺสติ ความว่า

ย่อมไม่เห็นธรรม คือสมถะและวิปัสสนา. บทว่า อนฺธตม ความว่า

ความมืดอันกระทำความบอด. หรือความมืดตื้อ. บทว่า สหเต ได้แก่

ย่อมครอบงำ. บทว่า ทุมฺมงฺกุย ความว่า ซึ่งความเก้อยาก คือ

ซึ่งความเป็นผู้ไม่มีอำนาจ คือ ความเป็นผู้มีหน้าถอดสี. สองบทว่า

ยโต ปตายติ ความว่า บังเกิดเมื่อใด. บาทพระคาถาว่า น วาโจ

โหติ คารโว ความว่า แม้ถ้อยคำก็ไม่น่าเป็นที่เคารพ. บาทพระคาถา

ว่า น ทีป โหติ กิญฺจน ความว่า ขึ้นชื่อว่า ที่พึ่งไร ๆ ย่อมไม่มี.

บทว่า ตปนิยานิ ได้แก่กรรมอันทำความเดือดร้อนให้เกิด. บทว่า

ธมฺเมหิ ได้แก่ ด้วยธรรมคือสมถะและวิปัสสนา. บทว่า อารกา

แปลว่า ในที่ไกล. บทว่า พฺราหฺมณ ได้แก่ซึ่งพราหมณ์ คือพระขีณาสพ.

บทว่า ยาย มาตุ ภโต ความว่า ผู้อันมารดาใดเลี้ยง คือ บำรุง

เลี้ยงแล้ว. บทว่า ปาณททึ สนฺตึ ได้แก่ ผู้ให้ชีวิตอยู่. บทว่า หนฺติ

กุทฺโธ ปุถุตฺตาน ความว่า บุคคลผู้โกรธแล้วย่อมฆ่าตัวเอง ด้วย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 210

เหตุผลต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า นานารูเปสุ มุจฺฉิโต ความว่า

เป็นผู้หมกมุ่นแล้วในอารมณ์ต่าง ๆ.บทว่า รชฺชุยา พชฺฌ มียฺยนติ

ความว่า ใช้เชือกผูกคอตาย. บทว่า ปพฺพตามปิ กนฺทเร ความว่า

กระโดดซอกภูเขาตายก็มี. บทว่า ภูตหจฺจานิ ความว่า กำจัด

ความเจริญเสียแล้ว. ศัพท์ว่า อิตาย ตัดบทเป็น อิติ อย. บทว่า

ต ทเมน สมุจฺฉินฺเท ความว่า พึงตัดความโกรธได้ด้วยทมะความฝึก

ตน. ถามว่า ด้วยทมะ ข้อไหน?. ตอบว่า ด้วย ทมะ คือ ปัญญา

วิริยะ และทิฏฐิ. บทว่า ปญฺาวิริเยน ทิฏิยา ความว่า ด้วยปัญญา

อันปยุตด้วยวิปัสสนา และด้วยสัมมาทิฏฐิในมรรคนั่นแหละ. บทว่า

ตเถว ธมฺเม สิกฺเขถ ความว่า บุคคลพึงตัดอกุศลเสียได้ โดยประการ

ใด พึงศึกษาแม้ในธรรมคือสมถะและวิปัสสนา โดยประการนั้น

นั่นแล. บทว่า มาโน ทุมฺมงฺกุย อหุ ความว่า ปรารถนาประโยชน์

นี้ว่า ขอความเป็นผู้เก้อยาก อย่าได้มีแล้วแก่เราทั้งหลาย. ความว่า

อนายาสา ได้แก่ ไม่มีความคับแค้น. บทว่า อนุสฺสุกฺกา ความว่า

ไม่ถึงความขวนขวายในที่ไหน ๆ คำที่เหลือในบททั้งปวง ง่าย

ทั้งนั้นแล.

จบ อรรถกถาโกธนาสูตรที่ ๑๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 211

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อัพยากตสูตร ๒. ปริสคติสูตร ๓. ติสสสูตร ๔. สหสูตร

๕. รักขิตสูตร ๖. กิมมิลสูตร ๗. สัตตธรรมสูตร ๘. โมคคัลลานะสูตร

๙. ปุญญวิปากสูตร ๑๐. ภริยาสูตร ๑๑. โกธนาสูตร

จบ อัพยากตวรรคที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 212

มหาวรรคที่ ๗

๑. หิริสูตร

[๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อไม่มีหิริและโอตตัปปะ

อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้มีหิริและโอตตัปปะวิบัติ ย่อมมีนิสัยถูก

กำจัด เมื่อไม่มีอินทรีย์สังวร ศีลของบุคคลผู้มีอินทรีย์สังวรวิบัติ

ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้มี

ศีลวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณ-

ทัสสนะของบุคคลผู้มีสัมมาสมาธิวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด

เมื่อไม่มียถาภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะ ของบุคคลผู้มี

ยถาภูตญาณทัสสนะวิบัติ ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด เมื่อไม่มีนิพพิทา

และวิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะของบุคคลผู้มีนิพพิทาและวิราคะวิบัติ

ย่อมมีอุปนิสัยถูกกำจัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนต้นไม้

มีกิ่งและใบวิบัติ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้ก็ดี แก่นก็ดีของ

ต้นไม้นั้นย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อ

มีหิริและโอตตัปปะ อินทรีย์สังวรของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยหิริ

และโอตตัปปะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีอินทรีย์สังวร ศีล

ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอินทรีย์สังวร ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย

เมื่อมีศีล สัมมาสมาธิของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมสมบูรณ์

ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีสัมมาสมาธิ ยถาภูตญาณทัสสนะของบุคคล

สมบูรณ์ด้วยสัมมาสมาธิย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมียถา-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 213

ภูตญาณทัสสนะ นิพพิทาและวิราคะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วย

ยถาภูตญาณทัสสนะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เมื่อมีนิพพิทา

และวิราคะ วิมุตติญาณทัสสนะของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยนิพพิทา

และวิราคะ ย่อมสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบ

เหมือนต้นไม้สมบูรณ์ด้วยกิ่งและใบ กะเทาะก็ดี เปลือกก็ดี กระพี้

ก็ดี แก่นก็ดี ของต้นไม้นั้น ย่อมถึงความสมบูรณ์ ฉะนั้น.

จบ หิริสูตรที่ ๑

อรรถกถาหิริสูตรที่ ๑

หิริสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า หตูปนิโส ได้แก่ มีเหตุถูกกำจัดแล้ว มีปัจจัยถูกตัดแล้ว.

บทว่า ยถาภูตาณทสฺสน ได้แก่ วิปัสสนาอย่างอ่อน. บทว่า

นิพฺพิทาวิราโค ได้แก่วิปัสสนามีกำลัง และมรรค. บทว่า วิมุตฺติ-

าณทสฺสน ได้แก่ อรหัตตวิมุติ และปัจจเวกขณญาณ

จบ อรรถกถาหิริสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 214

๒. สุริยสูตร

[๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อัมพ-

ปาลีวัน ใกล้พระนครเวสาลี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็น

กำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขาร

ทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขุนเขาสิเนรุ โดยยาว ๘๔,๐๐๐

โยชน์ โดยกว้าง ๘๔,๐๐๐ โยชน์ หยั่งลงในมหาสมุทร ๘๔,๐๐๐

โยชน์ สูงจากมหาสมุทรขึ้นไป ๘๔,๐๐๐ โยชน์ มีกาลบางคราว

ที่ฝนไม่ตกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี เมื่อฝน

ไม่ตก พืชคาม ภูตคามและติณชาติที่ใช้เข้ายา ป่าไม้ใหญ่ ย่อมเฉา

เหี่ยวแห้ง เป็นอยู่ไม่ได้ ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง

ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม นี้เป็นกำหนด ควรเบื่อหน่าย ควรคลาย

กำหนัด ควรหลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป

แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ปรากฏ เพราะพระอาทิตย์

ดวงที่ ๒ ปรากฏ แม่น้ำลำคลองทั้งหมด ย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ

ฉันใด สังขารก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วง

ไปแห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 215

ที่ ๓ ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี

สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป

แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๔

ปรากฏ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ ที่ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำใหญ่ คือ

แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ทั้งหมดย่อมงวดแห้ง ไม่มีน้ำ

ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพ

ไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป

แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๕

ปรากฏ น้ำในมหาสมุทรลึก ๑๐๐ โยชน์ก็ดี ๒๐๐ โยชน์ก็ดี ๓๐๐

โยชน์ก็ดี ๔๐๐ โยชน์ก็ดี ๕๐๐ โยชน์ก็ดี ๖๐๐ โยชน์ก็ดี ๗๐๐

โยชน์ก็ดี ย่อมงวดลงเหลืออยู่เพียง ๗ ชั่วต้นตาลก็มี ชั่วต้นตาล

ก็มี ๕ ชั่วต้นตาลก็มี ๔ ชั่วต้นตาลก็มี ๓ ชั่วต้นตาลก็มี ๒ ชั่ว

เพียงเอว เพียงเข่า เพียงแต่ข้อเท้า เพียงในรอยเท้าโค ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย น้ำในมหาสมุทรยังเหลืออยู่เพียงในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ

เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่

ในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ

เปรียบเหมือนในฤดูแล้ง เมื่อฝนเมล็ดใหญ่ ๆ ตกลงมา น้ำเหลืออยู่

ในรอยเท้าโคในที่นั้น ๆ ฉะนั้น เพราะพระอาทิตย์ดวงที่ ๕ ปรากฏ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 216

น้ำในมหาสมุทรแม้เพียงข้อนิ้วก็ไม่มี ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลบางครั้งบางคราว โดยล่วงไป

แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๖

ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่งขึ้น

เปรียบเหมือนนายช่างหม้อเผาหม้อที่ปั้นดีแล้ว ย่อมมีกลุ่มควันพลุ่ง

ขึ้น ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพ

ไม่เที่ยง... ควรหลุดพ้น.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลนางครั้งบางคราว โดยล่วงไป

แห่งกาลนาน พระอาทิตย์ดวงที่ ๗ ปรากฏ เพราะอาทิตย์ดวงที่ ๗

ปรากฏ แผ่นดินใหญ่นี้และขุนเขาสิเนรุ ไฟจะติดทั่วลุกโชติช่วง

มีแสงเพลิงเป็นอันเดียวกัน เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขสิเนรุไฟเผา

ลุกโชน ลมหอบเอาเปลวไฟฟุ้งไปจนถึงพรหมโลก เมื่อขุนเขาสิเนรุ

ไฟเผาลุกโชนกำลังทะลาย ถูกกองเพลิงใหญ่เผาท่วมตลอดแล้ว

ยอดเขาแม้ขนาด ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์

๕๐๐ โยชน์ ย่อมพังทะลาย เมื่อแผ่นดินใหญ่และขุนเขาสิเนรุถูก

ไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า เปรียบเหมือนเมื่อ

เนยใสหรือน้ำมันถูกไฟเผาผลาญอยู่ ย่อมไม่ปรากฏขี้เถ้าและเขม่า

ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารทั้งหลายก็ฉันนั้น เป็นสภาพไม่เที่ยง

ไม่ยั่งยืน ไม่น่าชื่นชม ควรจะเบื่อหน่าย ควรคลายกำหนัด ควร

หลุดพ้น ในสังขารทั้งปวง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนั้น ใครจะรู้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 217

ใครจะเชื่อว่า แผ่นดินนี้และขุนเขาสิเนรุจักถูกไฟไหม้พินาศไม่

เหลืออยู่ นอกจากอริยสาวกผู้มีบทอันเห็นแล้ว (โสดาบัน).

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อสุเนตตะ

เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็ศาสดาชื่อสุเนตตะ

นั้น มีสาวกอยู่หลายร้อย เธอแสดงธรรมแก่สาวกทั้งหลาย เพื่อ

ความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก และเมื่อสุเนตตศาสดา

แสดงธรรมเพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก สาวก

เหล่าใดรู้ทั่วถึงคำสอนได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป

ก็เข้าถึงสุคติพรหมโลก ส่วนสาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำสอน

ได้หมดทุกอย่าง สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป บางพวกเข้าถึงความ

เป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี บางพวกเข้าถึงความเป็น

แห่งเทวดาชั้นดุสิต บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดา

ชั้นยามา บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์

บางพวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช บาง

พวกเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล บางพวกเข้าถึง

ความเป็นสหายแห่งพราหมณ์มหาศาล บางพวกเข้าถึงความเป็น

สหายแห่งคฤหบดีมหาศาล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดามีความคิด

เห็นว่า การที่เราจะพึงเป็นผู้มีสติเสมอกับสาวกทั้งหลายใน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 218

สัมปรายภพไม่สมควรเลย ผิฉะนั้น เราควรจะเจริญเมตตาให้ยิ่งขึ้น

ไปอีก ครั้งนั้นแล สุเนตตศาสดาจึงได้เจริญเมตตาจิตตลอด ๗ ปี

แล้วไม่มาสู่โลกนี้ตลอด ๗ สังวัฏฏวิวัฏฏกัป เมื่อโลกวิบัติ

เข้าถึงพรหมโลกชั้นอาภัสสระ เมื่อโลกเจริญ เข้าถึงวิมานพรหม

เป็นใหญ่ ไม่มีใครยิ่งกว่า รู้เห็นเหตุการณ์โดยถ่องแท้ เป็นผู้มี

อำนาจมาก เกิดเป็ท้าวสักจอมเทวดา ๓๖ ครั้ง เป็นพระเจ้า-

จักรพรรดิผู้ตั้งอยู่ในธรรม เป็นพระธรรมราชา มีสมุทรทั้ง ๔

เป็นขอบเขต ผู้ได้ชัยชนะสงคราม สถาปนาประชาชนไว้เป็นปึกแผ่น

มั่นคง พรั่งพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ หลายร้อยครั้ง พระราช-

โอรสของพระเจ้าจักรพรรดิ ล้วนแต่องอาจ กล้าหาญ ชาญชัย

ย่ำยีศัตรูได้ พระเจ้าจักรพรรดิ์นั้นทรงปกครองปฐพีมณฑล อันมี

มหาสมุทรเป็นขอบเขต ไม่ต้องใช้อาญา ไม่ต้องใช้ศาตรา ใช้

ธรรมปกครอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุเนตตศาสดานั้นแล มีอายุ

ยืนนานดำรงมั่นอยู่อย่างนี้ แต่ก็ไม่พ้นจากชาติ ชรา พยาธิ มรณะ

โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นจาก

ทุกข์ได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะยังไม่ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอด

ธรรม ๔ ประการ ๔ ประการเป็นไฉน คือ อริยศีล ๑ อริยสมาธิ ๑

อริยปัญญา ๑ อริยวิมุติ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยศีล อริยสมาธิ

อริยปัญญา อริยวิมุติ เราตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เราถอนตัณหา

ในภพได้แล้ว ตัณหาอันเป็นเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่

ไม่มี.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 219

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ-

ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า

ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญาและ

วิมุตติอันยิ่ง พระโคดมผู้ทรงพระยศตรัสรู้แล้ว

พระพุทธเจ้าผู้เป็นศาสนา ผู้มีพระจักษุ ทรงรู้ยิ่ง

ด้วยประการดังนี้แล้ว ตรัสบอกธรรม ๔ ประการ

แก่ภิกษุทั้งหลาย ทรงกระทำที่สุดทุกข์แล้ว

ปรินิพพาน.

จบ สุริยสูตรที่ ๒

อรรถกถาสุริยสูตรที่ ๒

สุริยสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

พึงทราบปุเรจาริกกถา ถ้อยคำที่กล่าวนำหน้า แห่งพระสูตร

นี้ ก่อนอื่น เริ่มต้นดังต่อไปนี้ว่า เพราะเหตุที่สัตตสุริยเทศนา

พระอาทิตย์ ๗ ดวง เป็นไปด้วยอำนาจแสดงว่าโลกพินาศด้วย

ไฟกัลป์ ฉะนั้น จึงทรงแสดงว่า สังวัฏฏกัปป์มี ๓, สังวัฏฏสีมามี ๓,

สังวัฏฏมูลมี ๓, โกลหลมี ๓. ปุเรจาริกกถานั้น ได้กล่าวไว้พิสดาร

แล้ว ในปุพเพนิวาสานุสสตินิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. บทว่า

เอตทโวจ ความว่า เพื่อจะทรงแสดงความวิบัติของสังขารทั้งหลาย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 220

ทั้งที่มีใจครอง และไม่มีใจครอง ตามอัธยาศัยของภิกษุ ๕๐๐ รูป

ผู้เจริญอนิจจกรรมฐาน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสัตตสุริโยปมสูตร

มีคำเป็นต้นว่า อนิจฺจา ภิกฺขเว สงฺขารา ด้วยประการฉะนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจา ความว่า สังขารทั้งหลาย

ชื่อว่า อนิจฺจา ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่ามีแล้ว กลับไม่มี. บทว่า

สงฺขารา ได้แก่ สังขารธรรม ทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง

บทว่า อธุวา ความว่า ชื่อว่า ไม่ยั่งยืน เพราะอรรถว่าไม่นาน.

บทว่า อนสฺสาสิกา ความว่า เว้นจากความเบาใจ เพราะมีความ

เป็นของไม่ยั่งยืน. บทว่า อลเมว แปลว่า สมควรแล้ว. บทว่า

อชฺโฌคาฬฺโห ได้แก่ จงลงไปในน้ำ. บทว่า อจฺจุคฺคโต ได้แก่

โผล่ขึ้นแล้วจากหลังน้ำ. บทว่า เทโว น วสฺสติ ความว่า ชื่อว่า

เมฆฝนที่ทำน้ำให้ไหวเป็นอันแรก รวมกันเป็นเมฆฝนกลุ่มก้อนอัน

เดียวกันแล้ว ตกลงในแสนโกฏิจักรวาฬ. ในการนั้น พืชที่งอกออก

มาแล้ว ย่อมไม่กลับเข้าไปยังเรือนพืชอีก. ธรรมกถาที่คาดคะเน

ย่อมถือเป็นประมาณว่า นับตั้งแต่เวลาที่ฝนไม่ตกนั้น น้ำก็งวดลงไป

เหมือนน้ำในธัมมกรกฉะนั้น. ฝนไม่ตกอีกแม้เพียงหยาดเดียว.

ก็เมื่อโลกกำลังพินาศ ตั้งต้นแต่อเวจีมหานรกไป ก็มีแต่ความว่าง

เปล่า. สัตว์ทั้งหลายครั้นขึ้นจากอเวจีมหานรกนั้นแล้ว ก็บังเกิด

ในมนุษย์โลก และในสัตว์ดิรัจฉาน. แม้สัตว์ที่บังเกิดในสัตว์

ดิรัจฉานกลับได้เมตตาในบุตรและพี่น้อง ทำกาละแล้ว บังเกิด

ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. เทวดาทั้งหลายเที่ยวไปทางอากาศ

ร้องบอกกันว่า ที่นี้เป็นที่เที่ยวหามิได้ ทั้งไม่ยั่งยืน พวกท่านจง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 221

เจริญเมตตา เจริญกรุณา มุทิตา อุเบกขา กันเถิด ดังนี้. สัตว์

เหล่านั้น ครั้นเจริญเมตตาเป็นต้นแล้ว จุติจากที่นั้นแล้ว ย่อมบังเกิด

ในพรหมโลก.

ในบทว่า พีชคามา มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ พืช ๕ ชนิด ชื่อว่า

พืชคาม. พืชสีเขียว ที่มีรากและใบงอกชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่า

ภูตคาม.

ในบทว่า โอสธติณวนปฺปตโย มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ต้นไม้

ที่เขาใช้ปรุงยารักษาโรค ชื่อว่า โอสธ. ต้นไม้ที่มีแก่นข้างนอก

เช่น ต้นตาล และต้นมะพร้าวเป็นต้น ชื่อว่า ติณะ ต้นไม้ที่เจริญ

ที่สุดในป่า ชื่อว่า วนัปปติ ต้นไม้เจ้าป่า. แม่น้ำน้อยที่เหลือ เว้น

แม่น้ำใหญ่ ๕ สาย ชื่อว่า กุนนที แม่น้ำน้อย. สระเล็ก ๆ มีบึง

เป็นต้น ที่เหลือ เว้นสระใหญ่ ๗ สระ ชื่อว่า กุสุพภะ บ่อน้ำ.

ในบทว่า ทุติโย สุริโย เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ในคราว

ทีมีพระอาทิตย์ดวงที่ ๒ ดวงหนึ่งขึ้นไป ดวงหนึ่งตก. ในคราวที่มี

พระอาทิตย์ดวงที่ ๓ ดวงหนึ่งขึ้น ดวงหนึ่งตก. ดวงหนึ่งยังอยู่กลาง

(ท้องฟ้า). ในราวที่มีพระอาทิตย์ดวงที่ ๔ ย่อมตั้งขึ้นเรียงกัน

เป็นลำดับ เหมือนภิกษุ ๔ รูป ผู้เที่ยวไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน

๔ ครอบครัว ยืนอยู่ตามลำดับประตูบ้านฉะนั้น. แม้ที่พระอาทิตย์

ดวงที่ ๕ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.

บทว่า ปลุชฺชนฺติ ได้แก่ ขาดตกลง. บทว่า เนว ฉาริกา

ปญฺายติ น มสิ ความว่า เมื่อที่มีประมาณเท่านี้คือ แผ่นดินใหญ่

ในจักรวาฬ ขุนเขาสิเนรุ ภูเขาหิมพานต์ ภูเขาจักรวาฬ กามา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 222

พจรสวรรค์ ๖ ชั้น และพรหมโลกชั้นปฐมฌานภูมิ ที่ถูกไฟไหม้

แล้ว ขี้เถ้าหรือถ่าน แม้เพียงจะหยิบเอาด้วยนิ้วมือ ก็ไม่ปรากฏ.

บทว่า โก มนฺตา โก สทฺธาตา ความว่าใครสามารถจะให้

บุคคลรู้ จะให้เขาเชื่อเรื่องนั้น หรือใครจะเป็นผู้เชื่อเรื่องนั้น. บทว่า

อญฺตร ทิฏฺปเทหิ ความว่า เว้นพระอริยสาวก ผู้โสดาบัน ผู้มีบท

(คือพระนิพพาน) อันตนเห็นแล้วอธิบายว่า ใครเล่าจักเชื่อคนอื่นได้

บทว่า วีตราโค ความว่า ผู้ปราศจากราคะ ด้วยอำนาจวิกขัมภน-

ปหาน (ละได้ด้วยการข่ม) บทว่า สาสน อาชานึสุ ความว่า พระ-

สาวกทั้งหลาย รู้ถึงคำพร่ำสอน คือ ดำเนินตามทาง เพื่อความเป็น

สหายชาวพรหมโลก. บทว่า สมสมคติโย ความว่า ผู้มีคติเสมอกัน

คือมีคติเป็นอันเดียวกัน โดยอาการเป็นอันเดียวกัน ในอัตภาพที่ ๒

บทว่า อุตฺตริ เมตฺต ภเวยฺย ความว่า เราพึงเจริญเมตตาให้ยิ่ง ๆ

ขึ้นไป คือทำใหัประณีต เริ่มต้นแต่ปฐมฌานไปจนถึงฌานหมวด ๓

และฌานหมวด ๔.

บทว่า จกฺขุมา ความว่า พระศาสดา ทรงมีพระจักษุ ๕

ชื่อว่า จักขุมา. บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า เสด็จปรินิพพาน ด้วย

กิเลสปรินิพพาน ณ โพธิบัลลังก์นั่นเอง. ครั้นพระศาสดาทรงแสดง

อนิจจลักษณะแล้ว ทรงยักเยื้องพระธรรมเทศนาไปอย่างนี้ ภิกษุ

ผู้เจริญอนิจจกรรมฐานทั้ง ๕๐ นั้น ส่งญาณไปตามกระแสเทศนา

บรรลุพระอรหัตแล้ว บนอาสนะที่ตนนั่งนั่นแหละ ดังนี้.

จบอรรถกถาสุริยสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 223

๓. นครสูตร

[๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนครของ

พระราชา ป้องกันไว้ดีด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการ และหาอาหาร

๔ ประการ ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ใน

กาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรภายนอกทำอันตราย

ปัจจันตนครของพระราชานั้นไม่ได้ เครื่องป้องกัน ๗ ประการ

เป็นไฉน คือในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุม

ฝังลึก ไม่หวั่นไหว นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๑ สำหรับ

คุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง มีคูขุดลึกและกว้าง นี้เป็นเครื่องป้องกัน

นครประการที่ ๒ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันนครประการ

ที่ ๒ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง มีทางเดินตามคูได้รอบ ทั้งสูงและกว้างนี้

เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๓ สำหรับคุ้มภัยภายในและ

ป้องกันอันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง มีการสะสมอาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาจ

แหลมยาวและอาวุธคม นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๔

สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง ตั้งกองทัพไว้มาก คือ พลช้าง พลม้า

พลรถ พลธนู กองถือธง กองจัดกระบวนทัพ กองสัมภาระ กอง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 224

เสนาธิการ กองตะลุมบอนเหมือนช้างที่วิ่งเข้าสู่สงคราม กอง

ทหารหาญ กองทหารโลหะ กองเกราะหนัง กองทหารทาส นี้เป็น

เครื่องป้องกันนครประการที่ ๕ สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกัน

อันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง มีทหารยามฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้

คนที่ไม่รู้จักเข้าอนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า นี้เป็นเครื่องป้องกันนคร

ประการที่ ๖ สาหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง มีกำแพงทั้งสูงและกว้าง พร้อมด้วยป้อม

ก่ออิฐถือปูนดี นี้เป็นเครื่องป้องกันนครประการที่ ๗ สำหรับ

คุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ปัจจันตนครมีการ

ป้องกันดี ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้แล.

ปัจจันตนครหาอาหาร ๔ ประการ ได้ตามความปรารถนา

ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก เป็นไฉน คือในปัจจันตนครของพระราชา

มีการสะสมหญ้า ไม้ และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้ง

กลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และข้าว-

เหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่ง

ชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.

อีกประการหนึ่ง มีการสะสมงา ถั่วเขียว ถั่วทอง และ

อปรัณชาติไว้มาก เพื่อความอุ่นไจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุข

แห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 225

อีกประการหนึ่ง มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น

น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่อ

อยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และป้องกันอันตรายภายนอก.

ปัจจันตนคร หาอาหาร ๔ ประการ ได้ตามปรารถนา ได้

โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด ปัจจันตนคร

ของพระราชาป้องกันไว้ ด้วยเครื่องป้องกัน ๗ ประการนี้ และ

อาหาร ๙ ประการได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่

ลำบาก ในกาลนั้น เรากล่าวว่า ศัตรูหมู่ปัจจามิตรไม่ทำอันตรายได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั้นเหมือนกันแล ในกาลใด อริยสาวก

ประกอบพร้อมด้วยสัทธรรม ๗ ประการ และเป็นผู้มีปกติได้ตาม

ความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง

เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้น เรากล่าวว่ามารผู้มี

บาปทำอันตรายอริยสาวกไม่ได้ สัทธรรม ๗ ประการเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกเป็นมีศรัทธา เชื่อพระปัญญา

เครื่องตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม เปรียบเหมือน

ในปัจจันตนครของพระราชา มีเสาระเนียดขุดหลุมฝังลึก ไม่หวั่นไหว

สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีศรัทธาเปรียบเหมือนเสาระเนียด

ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมอันไม่มีโทษ

บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๑ ฯลฯ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 226

อริยสาวกเป็นผู้มีหิริ ละอายต่อกายสุจริต วจีทุจริต มโน-

ทุจริต ละอายต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก เปรียบ

เหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีคู (สนามเพลาะ) ทั้งลึกและ

กว้าง สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีหิริเปรียบเหมือน ย่อมละ

อกุศล ... บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๒.

อริยสาวกมีโอตตัปปะ. สะดุ้งกลัวต่อกายทุจริต วจีทุจริต

มโนทุจริต สะดุ้งกลัวต่อการเข้าถึงอกุศลธรรมอันชั่วช้าลามก

เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทางเดินตามคูได้รอบ

ทั้งสูงและกว้าง สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก

ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีโอตตัปปะ เปรียบเหมือน

ทางเดิน ย่อมละอกุศลธรรม... ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์นี้เป็น

สัทธรรมประการที่ ๓.

อริยสาวกเป็นพหูสูต ทรงสุตะ สั่งสมสุตะ ได้สดับรับฟัง

มาก ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรม

ทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศ

พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์

สิ้นเชิง เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสม

อาวุธไว้มาก ทั้งที่เป็นอาวุธแหลมยาวและอาวุธคม สำหรับคุ้มภัย

ภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อริยสาวกผู้มีสุตะเปรียบเหมือนอาวุธ ย่อมละอกุศลธรรม... บริหาร

ตนให้บริสุทธิ์นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๔.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 227

อริยสาวกปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรม เพื่อให้

กุศลธรรมถึงพร้อม มีกำลังมีความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระ

ในกุศลธรรม เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา ตั้ง

กองทัพไว้มาก คือพลม้ ฯลฯ กองทหารทาส สำหรับคุ้มภัยภายใน

และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก

มีความเพียร เปรียบเหมือนกองทัพ ย่อมละอกุศลธรรม... บริหาร

ตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๕.

อริยสาวกเป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติเป็นเครื่องรักษา

ตนอย่างยิ่ง ย่อมตามระลึกถึงกรรมที่ได้ทำและคำที่ได้พูดแล้ว

แม้นานได้ เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีทหารยาม

ฉลาดสามารถดี ห้ามไม่ให้คนที่ไม่รู้จักเข้า อนุญาตให้คนที่รู้จักเข้า

สำหรับคุ้มภัยภายในและป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสติเปรียบเหมือนทหารยาม ย่อมละ

อกุศลธรรม... บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๖.

อริยสาวกเป็นผู้มีปัญญา ประกอบด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา

ความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรกกิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์

โดยชอบ เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีกำแพง

ทั้งสูงทั้งกว้างพร้อมด้วยป้อนก่ออิฐถือปูนดี เพื่อคุ้มภัยภายใน

และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวก

ผู้มีปัญญาเปรียบเหมือนกำแพงอันพร้อมด้วยป้อมก่ออิฐถือปูนดี

ย่อมละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 228

บริหารตนให้บริสุทธิ์ นี้เป็นสัทธรรมประการที่ ๗ อริยสาวก

เป็นผู้ประกอบด้วยสัทธรรม ๗ ประการนี้.

อริยสาวกเป็นผู้มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก

ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขใน

ปัจจุบันเป็นไฉน อริยสาวกสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม

บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีสติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เพื่อ

ความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่อเป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลง

สู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสม

หญ้า ไม้และน้ำไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุข

แห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น.

อริยสาวกบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน

เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป

มีปีติและสุขเกิดจากสมาธิอยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่อ

อยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนใน

ปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสมข้าวสาลี (ข้าวเจ้า) และ

ข้าวเหนียวไว้มาก เพื่อความอุ่นใจภายใน ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่

เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น.

อริยสาวกมีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย

นามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย

สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข เพื่อ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 229

ความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน และเพื่อหยั่งลง

สู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา มีการสะสม

งา ถั่วเขียว ถั่วทอง และอปรัณณชาติไว้มาก เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้ง

กลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน และเพื่อป้องกันอันตรายภายนอก

ฉะนั้น.

อริยสาวกบรรละจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข

ละทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติ

บริสุทธิ์อยู่ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งตน

และเพื่อหยั่งลงสู่นิพพาน เปรียบเหมือนในปัจจันตนครของพระราชา

มีการสะสมเภสัชไว้มาก คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย

เกลือ เพื่อความอุ่นใจ ไม่สะดุ้งกลัว เพื่ออยู่เป็นสุขแห่งชนภายใน

และป้องกันอันตรายภายนอก ฉะนั้น.

อริยสาวกเป็นผู้มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก

ไม่ลำบากซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขใน

ปัจจุบัน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในกาลใด อริยสาวกประกอบด้วย

สัทธรรม ๗ ประการนี้ และมีปกติได้ตามความปรารถนา ได้

โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ นี้อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่อง

อยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในกาลนั้นแล มารผู้มีบาปก็ทำอันตราย

อริยสาวกไม่ได้.

จบ นครสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 230

อรรถกถานคโรปมสูตรที่ ๓

นครสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ปจฺจนฺติม ได้แก่

นครอันตั้งอยู่ในที่สุดแห่งรัฐ คือปลายเขตรัฐ. ก็การรักษานคร

ในมัชฌิมประเทศ ย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น จึงไม่ทรงถือเอากิจ

คือรักษานครนั้น. บทว่า นครปริกฺขาเรหิ ปริกฺขิตฺต ความว่า

ประดับตกแต่ง ด้วยเครื่องประดับพระนคร. บทว่า อกรณีย ความว่า

อันข้าศึกภายนอก พึงกระทำไม่ได้ คือ เอาชนะไม่ได้. บทว่า

คมฺภีรเนมา ได้แก่หลุมลึก. บทว่า สุนิขาตา ได้แก่ฝังไว้ดีแล้ว

ก็ชาวพระนคร ย่อมสร้างเสาระเนียดนั้นด้วยอิฐบ้าง ด้วยหินบ้าง

ด้วยไม้แก่นมีไม้ตะเคียนเป็นตนบ้าง เมื่อสร้าง เสาระเนียดนั้น

เพื่อประโยชน์แก่การคุ้มครองพระนคร ก็สร้างไว้ภายนอกพระนคร

เมื่อสร้างเพื่อประโยชน์แก่การตกแต่ง ก็สร้างไว้ภายในพระนคร.

เมื่อทำสาระเนียดนั้นให้สำเร็จด้วยอิฐ ก็ขุดหลุมใหญ่ ฝังลงไป

ในเบื้องบนทำเป็น ๘ เหลี่ยม ฉาบด้วยปูนขาว. เมื่อใดช้างเอางาแทง

ก็ไม่หวั่นไหว เมื่อนั้น เสาระเนียดนั้น ย่อมชื่อว่าฉาบดีแล้ว. เสาระเนียด

แม้จะสำเร็จด้วยเสาหินเป็นต้น เป็นสามีแปดเหลี่ยมเท่านั้น. ถ้าเสา

เหล่านั้นยาว ๘ ศอกไซร้ ก็ฝังลงในหลุมลึกประมาณ ๔ ศอก ข้างนั้น

ประมาณ ๔ ศอก แม้ในเสาระเนียด ยาว ๑๖ ศอก หรือ ๒๐ ศอก

ก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็เสาระเนียดทั้งหมด ฝังลงไปข้างล่างครึ่งหนึ่ง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 231

อยู่ข้างบนครึ่งหนึ่ง เสาเหล่านั้น คล้ายเยี่ยวโค เพราะเหตุนั้น

บุคคล ย่อมอาจทำงานได้โดยใช้ไม้เรียบในระหว่างเสาเหล่านั้น

อนึ่งเสาเหล่านั้น เขาทำลวดลายไว้ ยกธงไว้ด้วย. บทว่า ปริกฺขา

ได้แก่ เหมืองที่จัดล้อมไว้. บทว่า อนุปริยายปโต ได้แก่ หนทางใหญ่

ที่เลียบไปกับภายในกำแพง ซึ่งทหารทั้งหลายตั้งอยู่ รบกับเหล่า

ทหารที่ตั้งอยู่ภายนอกกำแพง. บทว่า สลาก ได้แก่อาวุธซัดมีศร

และโตมร เป็นต้น. บทว่า เชวนิก ได้แก่อาวุธที่เหลือ มีอาวุธมีคม

ข้างเดียวเป็นต้น.

บทว่า หตฺถาโรหา ได้แก่ ชนทั้งปวง มีอาจารย์ฝึกช้าง

หมอรักษาช้าง และคนเลี้ยงช้างเป็นต้น. บทว่า อสฺสาโรหา ได้แก่ ชน

ทั้งปวง มีอาจารย์ผู้ฝึกม้า หมอรักษาม้า และคนเลี้ยงม้าเป็นต้น. บทว่า

ธนุคฺคาหา ได้แก่ ทหารยิ่งธนู. บทว่า เจลกา ได้แก่ เหล่าทหาร

ผู้ถือธงชัยนำหน้าไม่สนามรบ. บทว่า จลกา ความว่า ผู้จัดกระบวน

ทัพอย่างนี้ว่า ตำแหน่งพระราชาอยู่ที่นี่ ตำแหน่งมหาอำมาตย์

ชื่อโน้นอยู่ที่นี่. บทว่า ปิณฺฑทายกา ได้แก่ ทหารใหญ่หน่วยจู่โจม

อธิบาย ได้ยินว่า ทหารเหล่านั้นเข้าไปยังกองทัพแห่งปรปักษ์ ติดเอา

เป็นท่อน ๆ แล้วนำไปเหมือนนำก้อนข้าวไปเป็นก้อน ๆ แล้ว

โดดหนีไป อีกนัยหนึ่ง ทหารเหล่าใด ถือเอาข้าวและน้ำดื่มเข้าไป

ให้แก่กองทหารในกลางสงครามได้ คำว่าบิณฑทายกานั่น เป็นชื่อ

ของทหารแม้เหล่านั้น. บทว่า อุคฺคา ราชปุตฺตา ได้แก่ เหล่าทหาร

ผู้เป็นลูกเจ้า มีสกุลสูง ๆ ชำนาญสงคราม. บทว่า ปกฺขนฺทิโน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 232

ได้แก่ เหล่าทหารที่ถามกันว่า พวกเราจะไปนำเอาศีรษะ หรือ

อาวุธของใครมา ได้รับคำตอบว่า ของทหารคนโน้น ดังนี้แล้ว

ก็โลดแล่นเข้าสู่สงครามนำเอาศีรษะหรืออาจนั้นมาได้. ทหาร

เหล่านี้ ย่อมโลดแล่นเข้าไปเหตุนั้นจึงชื่อว่า ปักขันทีหน่วยกล้าตาย

ทหารเหล่านั้น ชื่อว่า กล้าหาญมากมาก เหมือนพระยาช้างฉะนั้น.

บทว่า ทานาคา นี้ เป็นต่อของทหารผู้ไม่ยอมถอยกลับ ในเมื่อช้าง

เป็นต้น มาเผชิญหน้ากันอยู่.

บทว่า สูรา ได้แก่เหล่าทหารผู้ที่แกล้วกล้าเป็นเอก แม้

สวมตาข่ายก็สามารถข้ามสมุทรไปได้. บทว่า จมฺมโยธิโน ได้แก่

ทหารผู้ที่สวมเกราะหนัง หรือถือโล่หนังทำการรบ. บทว่า

ทาสกปุตฺตา ได้แก่ทหารทาสในเรือนเบี้ย ผู้มีความรักนายอย่าง

รุนแรง. บทว่า โทวาริโก แปลว่าทหารรักษาประตู. บทว่า

วาสนเลปนสมฺปนฺโน ความว่า กำแพงอันประกอบด้วยการก่ออิฐ

ด้วยการ ช่องทั้งปวง ด้วยการฉาบด้วยปูนขาว อีกอย่างหนึ่ง

ประกอบด้วยก่ออิฐกล่าวคือ กำแพงติดขวากหนาม และฉาบด้วย

ปูนขาวเป็นแท่งทึบเกลี้ยง ทำลวดลายแสดงแถวหม้อเต็มน้ำ ยก

ธงขึ้นไว้. บทว่า ติณกฏฺโทก ความว่า หญ้าที่น้ำมาเก็บไว้

ในที่มากแห่งเพื่อประโยชน์ของสัตว์มีช้างม้าเป็นต้น และเพื่อ

ประโยชน์แก่การมุงบ้าน ไม้ที่นำมากองไว้เพื่อประโยชน์ทำบ้าน

และฟืนหุงต้มเป็นต้น น้ำที่ใช้สำหรับเครื่องยนต์สูบเข้าเก็บไว้

ในสระโบกขรณี. บทว่า สนฺนิจิต ความว่า ย่อมเป็นอันสะสม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 233

ไว้เป็นอย่างดี ในที่หลายแห่ง เตรียมไว้ล่วงหน้าก่อน บทว่า

อพฺภนฺตราน รติยา ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ความอุ่นใจของ

พวกผู้คนที่อยู่ในเมือง. บทว่า อปริตสฺสาย ความว่า เพื่อประโยชน์

ไม่ให้ต้องหวาดสะดุ้ง. บทว่า สาลิยวก ได้แก่ ข้าวสาลีและ

ข้าวเหนียวต่าง ๆ. บทว่า ติลมุคฺคมาสาปรณฺณ ได้แก่ งา ถั่วเขียว

ถั่วเหลือง และอปรัณณชาตที่เหลือ.

บัดนี้เพราะเหตุที่กิจกรรมในพระนครของพระตถาคต

ไม่มี แต่อุปมา มาแล้วอย่างนี้ว่า ก็เราจะแสดงพระอริยสาวก

ให้เป็นเสมือน สัทธรรม ๗ เสมือนเครื่องแวดล้อมพระนคร และ

ฌาน ๔ เสมือนอาหาร ๔ แล้วจำเราจักยักเยื้องเทศนาใส่พระอรหัต

เข้าในฐานะ ๑๑ ฉะนั้นเพื่อจะประกาศเทศนานั้น จึงทรงเริ่มคำมี

อาทิว่า เอวเมว โข ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธมฺเมหิ

แปลว่า ด้วยธรรมอันดี.

บทว่า สทฺโธ ได้แก่ประกอบด้วยความปักใจเชื่อ และ

ด้วยการเชื่อโดยผลประจักษ์ ในความเชื่อ ๒ อย่างนั้น การเชื่อ

ผลแห่งทานและศีลเป็นต้นแล้ว เชื่อในการบำเพ็ญบุญ มีทานเป็นต้น

ชื่อว่า โอกัปปนสัทธา ปักใจเชื่อ. ศรัทธาอันมาแล้วโดยมรรค

ชื่อว่า ปัจจักขสัทธา การเชื่อโดยผลประจักษ์ แม้ในบทว่า ปสาทสัทธา

ก็นัยนี้เหมือนกัน. พึงชี้แจงลักษณะเป็นต้นของศรัทธานั้นให้แจ่มแจ้ง

ความเชื่อนี้ ตามบาลีว่า ดูก่อนมหาบพิตร ศรัทธามีการแล่นไป

เป็นลักษณะ และมีการผ่องใสเป็นลักษณะ ชื่อว่าลักษณะของ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 234

ศรัทธา แต่ความเชื่อที่ตรัสโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

พึงทราบบุคคลผู้มีศรัทธาเลื่อมใสแล้ว โดยฐานะ ๓ ฐานะ ๓ คือ

เป็นผู้ใคร่เห็นบุคคลผู้มีศีลทั้งหลาย ชื่อว่านิมิตของศรัทธา. ก็อาหาร

คืออะไร ? ก็อาหารตามบาลีนี้ว่า พึงเป็นคำที่ควรกล่าวว่า การฟัง

พระสัทธรรม ย่อมมีด้วยศรัทธา ชื่อว่า อาหารของศรัทธานั้น.

บาลีนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุจักเป็นผู้มากด้วยความเบื่อหน่าย

ในรูปอยู่อันใด ธรรมนี้ชื่อว่าเป็นธรรมสมควรแก่ภิกษุผู้บวชด้วย

ศรัทธา นี้ชื่อว่า อนุธรรม ธรรมสมควรแก่ภิกษุนั้น ก็ความที่

ศรัทธานั้นมีกิจมากอย่าง โดยภาวะที่จะเห็นสมด้วยห่อข้าวที่มัดรวม

กันไว้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศไว้แล้วในพระสูตร

ทั้งหลาย มีอาทิว่า ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งเสบียง สิริเป็นที่

มานอนของโภคทรัพย์ทั้งหลาย ศรัทธาเป็นเพื่อนสอง ของบุรุษ

บุคคลย่อมข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ฝนคือ ตปะย่อมทำพืช คือ

ศรัทธาให้งอกงาม. พระยาช้างคือพระอรหันต์ มีศรัทธาเป็นงวง

มีอุเบกขาเป็นงาอันสะอาด แต่ในนคโรปมสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงศรัทธานี้ ให้เป็นเสมือนเสาระเนียด เพราะตั้งอยู่ด้วยดี

ไม่หวั่นไหว. พึงกระทำการเป็นเครื่องประกอบใหม่ ทุกบทโดยนัย

มีอาทิว่า บทว่า สทฺเธสิโก ความว่า พระอริยสาวกกระทำศรัทธา

ให้เป็นดุจเสาระเนียดย่อมละอกุศลได้.

อีกอย่างหนึ่ง ในพระสูตรนี้ สังวร คือความสำรวมในทวาร

ทั้ง ๓ ย่อมสำเร็จผลด้วยหิริและโอตตัปปะ สังวร คือความสำรวมนั้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 235

จึงจัดเป็นปาริสุทธิศีล ๔. ดังนั้น ในพระสูตรนี้ พึงทราบว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใสพระอรหัตเข้าไว้ในฐานะ ๑๑ แล้ว

ทรงถือเอาเป็นยอดแห่งเทศนา.

จบ อรรถกถานคโรปมสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 236

๔. ธัมมัญญูสูตร

[๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม

๗ ประการ เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มี

นาบุญอื่นยิ่งกว่า ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นธัมมัญญู รู้จักธรรม ๑ อัตถัญญู รู้จัก

อรรถ ๑ อัตตัญญู รู้จักตน ๑ มัตตัญยู รู้จักประมาร ๑

กาลัญญู รู้จักกาล ๑ ปริสัญญู รู้จักบริษัท ๑ ปุคคลโรปรัญญู

รู้จักเลือกคบคน ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นธัมมัญญูอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ธรรม คือสุตตะ เคยยะ ไวยากรณะ

คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละ หากภิกษุ

ไม่พึงรู้จักธรรม คือ สุตตะ... เวทัลละ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็น

ธัมมัญญู แต่เพราะภิกษุรู้ธรรม คือ สุตตะ.... เวทัลละ ฉะนั้นเรา

จึงเรียกว่าเป็นธัมมัญญู ด้วยประการฉะนี้.

ก็ภิกษุเป็นอัตถัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จัก

เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ๆ

หากภิกษุไม่พึงรู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความ

แห่งภาษิตนี้ ๆ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู แต่เพราะภิกษุ

รู้เนื้อความแห่งภาษิตนั้น ๆ ว่า นี้เป็นเนื้อความแห่งภาษิตนี้ ๆ

ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตถัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู

ด้วยประการฉะนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 237

ก็ภิกษุเป็นอัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม

รู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ปฏิภาณ

เพียงเท่านี้ ถ้าภิกษุไม่พึงรู้จักตนว่า เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู

แต่เพราะภิกษุรู้จักตนว่า เราเป็นผู้มีศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ

ปัญญา ปฏิภาณ เพียงเท่านี้ ฉะนั้น เราจึงเรียกว่าเป็นอัตตัญญู

ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู ด้วยประการฉะนี้.

ก็ภิกษุเป็นมัตตัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ รู้จัก

ประมาณในการรับ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย-

เภสัชบริขาร หากภิกษุไม่พึงรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต

เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็น

มัตตัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จักประมาณในการรับจีวร บิณฑบาต

เสนาสะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า

เป็นมัตตัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู

ด้วยประการฉะนี้.

ก็ภิกษุเป็นกาลัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้จัก

กาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาลประกอบ

ความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น หากภิกษุไม่พึงรู้จักกาลว่า

นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นการประกอบความเพียร

นี้เป็นการหลีกออกเร้น เราไม่พึงเรียกว่าเป็นกาลัญญู แต่เพราะ

ภิกษุรู้จักกาลว่า นี้เป็นกาลเรียน นี้เป็นกาลสอบถาม นี้เป็นกาล

ประกอบความเพียร นี้เป็นกาลหลีกออกเร้น ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 238

เป็นกาลัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู

กาลัญญู ด้วยประการฉะนี้.

ก็ภิกษุเป็นปริสัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อม

รู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์ นี้บริษัทคฤหบดี นี้บริษัทสมณะ

ในบริษัทนั้น เราพึงเข้าไปหาอย่างนี้ พึงยืนอย่างนี้ พึงทำอย่างนี้

พึงนิ่งอย่างนี้ หากภิกษุไม่รู้จักบริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์... พึง

นิ่งอย่างนี้ เราก็ไม่พึงเรียกว่าเป็นปริสัญญู แต่เพราะภิกษุรู้จัก

บริษัทว่า นี้บริษัทกษัตริย์... พึงนิ่งอย่างนี้ ฉะนั้น เราเรียกว่า

เป็นปริสัญญู ภิกษุเป็นธัมมัญญู อัตถัญญู อัตตัญญู มัตตัญญู

กาลัญญู ปริสัญญู ด้วยประการฉะนี้.

ก็ภิกษุเป็นบุคคลปโรปรัญญูอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ คือ บุคคล ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่ง

ต้องการเห็นพระอริยะ พวกหนึ่งไม่ต้องการเห็นพระอริยะ บุคคล

ที่ไม่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคล

ที่ต้องการเห็นพระอริยะ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

บุคคลที่ต้องการเห็นพระอริยะก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งต้องการ

จะฟังสัทธรรม พวกหนึ่งไม่ต้องการฟังสัทธรรม บุคคลที่ไม่ต้อง

การฟังสัทธรรม พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ต้องการ

ฟังสัทธรรม พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่

ต้องการฟังสัทธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งตั้งใจฟังธรรม

พวกหนึ่งไม่ตั้งใจฟังธรรม บุคคลที่ไม่ตั้งใจฟังธรรม พึงถูกติเตียน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 239

ด้วยเหตุนั้น บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรม พึงได้รับความสรรเสริญ

ด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ตั้งใจฟังธรรมก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่ง

ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้ พวกหนึ่งฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ บุคคล

ที่ฟังแล้วไม่ทรงจำธรรมไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคล

ที่ฟังแล้วทรงจำธรรมไว้พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

บุคคลที่ฟ้งแล้วทรงจำธรรมไว้ก็มี ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งพิจารณา

เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พวกหนึ่งไม่พิจารณาเนื้อความ

แห่งธรรมที่ทรงจำไว้ บุคคลที่ไม่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่

ทรงจำไว้ พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่พิจารณาเนื้อความ

แห่งธรรมที่ทรงจำไว้ พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

บุคคลที่พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้ก็มี ๒ จำพวก

คือ พวกหนึ่งรู้อรรถรู้ธรรมแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม

พวกหนึ่งหารู้อรรถรู้ธรรม แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่

บุคคลที่หารู้อรรถรู้ธรรมปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ พึง

ถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรม

สมควรแก่ธรรม พึงได้รับความสรรเสริญ ด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคล

ที่รู้อรรถรู้ธรรมแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ก็มี ๒ จำพวก

คือ พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์ของตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์

ของผู้อื่น พวกหนึ่งปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์

ผู้อื่น บุคคลที่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน ไม่ปฏิบัติเพื่อประโยชน์

ผู้อื่น พึงถูกติเตียนด้วยเหตุนั้น ๆ บุคคลที่ปฏิบัติทั้งเพื่อประโยชน์

ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น พึงได้รับความสรรเสริญด้วยเหตุนั้น ๆ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 240

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้รู้จักบุคคลโดยส่วน ๒ ฉะนี้แล

ภิกษุเป็นบุคคลปโรปรัญญู อย่างนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ

ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ

เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

จบ ธัมมัญญูสูตรที่ ๔

อรรถกถาธัมมัญญูสูตรที่ ๔

ธัมมัญญูสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า กาล ชานาติ ความว่า ย่อมรู้จักกาลอันควรที่มาถึงแล้ว

บทว่า อย กาโล อุทฺเทสสฺส ความว่า นี้เป็นเวลาเรียนพระพุทธ

วจนะ. บทว่า ปริปุจฺฉาย ความว่า เป็นเวลาสงบถามถึงสิ่งที่เป็น

ประโยชน์และไม่เป็นปรโยชน์ เหตุและมิใช่เหตุ. บทว่า โยคสฺส

ความว่า เพื่อใส่กิจกรรมในการประกอบความเพียร. บทว่า ปฏิสลฺ-

ลานสฺส ความว่า เพื่อหลีกเร้นอยู่ เพื่ออยู่ผู้เดียว. บทว่า ธมฺมานุธมฺม-

ปฏิปนฺโน ความว่า เป็นผู้ปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น อันเป็น

ธรรมสมควร แก่โลกุตตรธรรม ๙. คำว่า อว โข ภิกฺขุ ปุคฺคล-

ปโรปรญฺญู โหติ ความว่า ภิกษุย่อมเป็นผู้สามารถรู้จักความยิ่ง

และหย่อน คือความกล้าแข็งและอ่อนแอของบุคคลทั้งหลาย ด้วย

ประการฉะนี้.

จบ อรรถกถาธัมมัญญูสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 241

๕. ปาริฉัตตกสูตร

[๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกณ์แห่ง

เทวดาชั้นดาวดึงส์มีในเหลือง สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากัน

ดีใจว่า เวลานี้ต้นปาริฉัตตกพฤกษ์ใบเหลือง ไม่นานเท่าไรก็จัก

ผลัดใบใหม่ สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลัด

ใบใหม่ สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ต้นปาริ-

ฉัตตกพฤกษ์ กำลังผลัดใบใหม่ ไม่นานเท่าไรก็จักผลิดอกออกใบ

สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ผลิดอกออกใบแล้ว

สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์

ผลิดอกออกใบแล้ว ไม่นานเท่าไร ก็จักเป็นดอกเป็นใบ สมัยใด

ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบแล้ว สมัยนั้น

เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ปาริฉัตตกพฤกษ์เป็นดอก

เป็นใบแล้ว ไม่นานเท่าไรก็จักเป็นดอกตูม สมัยใดปาริฉัตตกพฤกษ์

ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกตูมแล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์

พากันดีใจว่า เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์ออกดอกตูมแล้ว ไม่นาน

เท่าไร จักเริ่มแย้ม สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์เริ่มแย้มแล้ว สมัยนั้น

เทวดาชั้นดาวดึงส์พากันดีใจว่า เวลานี้ ปาริฉัตตกพฤกษ์เริ่มแย้ม

แล้ว ไม่นานเท่าไรก็จักบานเต็มที่ สมัยใด ปาริฉัตตกพฤกษ์ของ

เทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่แล้ว สมัยนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์พากัน

ดีใจ เอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ บำรุงบำเรออยู่ตลอดระยะ

๕ เดือนทิพย์ ณ ควงแห่งไม้ปาริฉัตตกพฤกษ์ ก็เมื่อปาริฉัตตกพฤกษ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 242

บานเต็มที่แล้ว แผ่รัศมีไปได้ ๕๐ โยชน์ ในบริเวณรอบ ๆ จะส่ง

กลิ่นไปได้ ๑๐๐ โยชน์ตามลม อานุภาพของปาริฉัตตกพฤกษ์

มีดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล สมัยใด อริยสาวก

คิดจะออกบวชเป็นบรรพชิต สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน

ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์มีใบเหลือง สมัยใด อริย-

สาวกปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ออกบวชเป็น

บรรพชิต สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของ

เทวดาชั้นดาวดึงส์ผลัดใบใหม่ สมัยใด อริยสาวกสงัดจากกาม

สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุข

เกิดแต่วิเวกอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์

ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ผลิดอกออกใบ สมัยใด อริยสาวกบรรลุ

ทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น

ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปิติและสุขเกิดแต่

สมาธิอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของ

เทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกเป็นใบ สมัยใด อริยสาวกมีอุเบกขา

มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุ

ตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้

มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริ-

ฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นดอกตูม สมัยใด อริยสาวก

บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับ

โสมนัสโทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสูทธิ์อยู่

สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือนปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 243

ดาวดึงส์เริ่มแย้ม สมัยใด อริยสาวก ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญา-

วิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญา

อันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ สมัยนั้น อริยสาวกเปรียบเหมือน

ปาริฉัตตกพฤกษ์ของเทวดาชั้นดาวดึงส์บานเต็มที่ สมัยนั้น ภุมม-

เทวดาย่อมประกาศให้ได้ยินดีว่า ท่านรูปนี้ มีชื่ออย่างนี้ เป็นสัทธิ-

วิหาริกของท่านชื่อนี้ ออกจากบ้านหรือนิคมชื่อโน้น บวชเป็น

บรรพชิต กระทำให้แจ้งซึ้งเจโตวิมุติ ปัญญวิมุติ อันหาอาสวะมิได้

เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน

เข้าถึงอยู่ เทวดาชั้นจาตุมหาราช ฟังเสียงแห่งภุมมเทวดา...

เทวดาชั้นดาวดึงส์... เทวดาชั้นดาวดึงส์... เทวดาชั้นดุสิต... เทวดา

ชั้นนิมมานรดี... เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี... เทวดาชั้นพรหม

ฟังเสียงแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดีแล้ว ย่อมประกาศให้ได้ยินว่า

ทานรูปนี้ มีชื่ออย่างนี้ เป็นสัทธิวิหาริกของท่านผู้นี้ ออกจากบ้าน

หรือนิคมชื่อโน้น บวชเป็นบรรพชิต กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ

ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วย

ปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ โดยเหตุนี้ เสียงก็ระบือไป

ตลอดพรหมโลกชั่วขณะนั้น ชั่วครู่นั้น อนุภาพของพระขีณาสพ

เป็นดังนี้.

จบ ปาริฉัตตกสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 244

อรรถกถาปาริฉัตตกสูตรที่ ๕

ปาริฉัตตกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปณฺฑุปลาโส ได้แก่ใบไม้แก่ที่หล่น. บทว่า ชาลกชาโต

ได้แก่มีปุ่มใบและดอกเกิดพร้อมกัน ด้วยว่า ปุ่มใบและปุ่มดอก

ของต้นทองหลางนั้น ออกพร้อมกันทีเดียว. บทว่า ขารกชาโต

ความว่า ประกอบแล้วด้วยปุ่มใบอ่อน และปุ่มดอก อันแตกงาม

แต่ตั้งอยู่แยกกันคนละส่วน บทว่า กุฑุมลกชาโต ได้แก่เกิดเป็น

ดอกตูม บทว่า โกกาสกชาโต ความว่า ประกอบด้วยดอกทั้งหลาย

ที่มีหน้าดอกเจือกัน มีท้องดอกใหญ่ ยังไม่บาน (คือแย้ม). บทว่า

สพฺพผาลิผุลฺโล ความว่า บานดีแล้ว โดยอาการทั้งปวง. บทว่า

ทิพฺเพ จตฺตาโร มาเส ความว่า ตลอด ๔ เดือน โดยอายุทิพย์. แต่เมื่อ

นับตามอายุมนุษย์ ย่อมมีอายุถึงเหมือนสองพันปี. บทว่า ปริจาเรนติ

ความว่า เทวดาเหล่านั้น ย่อมบำเรออินทรีย์ทั้งหลายเที่ยวไปข้างโน้น

และข้างนี้ อธิบายว่า ย่อมเด่น ย่อมร่าเริง.

บทว่า อาภาย ผุฏ โหติ ความว่า ถามที่เท่านี้ เป็นอัน

รัศมีต้องแล้ว ก็รัศมีมีของดอกไม้เหล่านั้น ย่อมเป็นเหมือนแสง

แห่งอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ ใบของดอกไม้เหล่านั้น มีขนาดเท่าร่ม

ใบไม้ ภายในดอกมีละอองเกษรขนาดทนานใบใหญ่. แต่เมื่อต้น

ปาริฉัตตกะดอกบานแล้ว ไม่ต้องมีกิจในการขึ้นต้น ไม่มีกิจเอาไม้

สอยให้ลงมา ไม่ต้องเอาผอบเพื่อนำดอกไม้มา ลมสำหรับจะตัด

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 245

ก็เกิดขึ้น ตัดดอกไม้จากขั้ว ลมสำหรับก็จะรับดอกไม้ไว้ ลม

สำหรับส่งก็จะส่งสู่เทวสภา ชื่อสุธรรมา. ลมสำหรับกวาดก็จะนำ

ดอกไม้เก่า ๆ ออกไปเสีย. ลมปูลาด ก็จะโรยใบกลีบและเกษร

ดอกปูลาดไว้ ก็จะมีธรรมาศน์อาสนะแสดงธรรมตรงกลาง. อาสนะ

สำหรับท้าวสักกเทวราช ถูกปูลาดถัดจากธรรมาศน์ มีเศวตฉัตร

ขนาด ๓ โยชน์ กั้นอยู่ข้างขนรัตนบัลลังก์ขนาด ๑ โยชน์ ถัดจากนั้น

ก็เป็นอาสนะของเทวบุตร ๓๓ องค์ ต่อจากนั้น ก็เป็นอาสน์ของ

เทวดาผู้มีศักดาใหญ่เหล่าอื่น ถัดจากนั้น กลีบดอกไม้ก็เป็นอาสนะ

สำหรับเทวดาหมู่หนึ่ง ทวยเทพพากันเข้าไปยังเทวสภาแล้วนั่งลง

ลำดับนั้น เกลียวละอองเกษรจากดอกไม้ ฟุ้งขึ้นกระทบกลีบข้างบน

ตกลงมา กระทำให้อัตภาพ ประมาณ ๓ คาวุต ของเทวดาทั้งหลาย

ดุจตกแต่งรดด้วยน้ำครั่ง หรือดุจเลื่อมเหลืองด้วยละอองทองคำ

ฉะนั้น. แต่เทพบางพวก ต่างถือดอกไม้องค์ละดอก แล่นตีกันและกัน

แม้เวลาที่แล่นตีกันละอองเกษรขนาดเท่าทะนานใหญ่ จะฟุ้งกระจาย

ออกกระทำให้สรีระ เป็นเหมือนย้อมด้วยมโนสิลา น้ำชาดเกิดเอง

ด้วยละอองหอมที่มีรัศมี การเล่นกันนั้น ๙ เดือน จึงสิ้นสุดลง

ด้วยอาการอย่างนั้น. บทว่า อยมานุภาโว ความว่า นี้เป็น

อานุภาพ เพื่อแผ่ไปตามลำดับ.

บัดนี้ เพราะเหตุที่พระศาสดาไม่มีพระประสงค์ด้วยต้นไม้

ปาริฉัตตกะ แต่ทรงประสงค์จะทรงแต่งอริยสาวก ๗ จำพวก

เปรียบเทียบกับต้นไม้ปาริฉัตตกะนั้น ฉะนั้น เพื่อจะทรงแสดง

พระอริยสาวกเหล่านั้น จึงตรัสคำเป็นอาทิว่า เอวเมว โข ดังนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 246

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชฺชาย เจเตติ ความว่า

พระอริยสาวก คิดว่าเราจักบวช ดังนี้. บทว่า เทวาน ความว่า

เหมือนของเหล่าเทพ. บทว่า ยาว พฺรหฺมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉติ

ความว่า เสียงสาธุการ นับตั้งแต่พื้นแผ่นดิน จนถึงพรหมโลก

เป็นเสียงเดียวกันหมด. บทว่า อยมานุภาโว ความว่า นี้เป็นอานุภาพ

เพื่อการแผ่ไปตามลำดับของภิกษุผู้ขีณาสพ. แต่ในพระสูตรนี้

จตุปาริสุทธิศีล อิงอาศัยบรรพชา, กสิณบริกรรม อิงอาศัยปฐมฌาน,

มรรค ๓ ผล ๓ พร้อมด้วยวิปัสสนา อิงอาศัยอรหัตตมรรค. เทศนา

ย่อมกำหนดได้ อย่างต่ำบ้าง อย่างสูงบ้าง ทั้ง ๒ อย่างบ้าง.

แต่ในพระสูตรนี้ กำหนดทั้ง ๒ อย่าง เพราะเหตุนั้น พระผู้มี-

พระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ไว้. ก็ในพระสูตรนี้พึงทราบว่า พระผู้มี-

พระภาคเจ้าตรัสวัฏฏะและวิวัฏฏะไว้แล้วโดยย่อ.

จบ อรรถกถาปาริฉัตตกสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 247

๖. สักกัจจสูตร

[๖๗] ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรหลีกออกเร้นอยู่ในที่ลับ

เกิดความ. ปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัย

อะไรอยู่หนอ จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ลำดับนั้น ท่านคิดเห็น

ดังนี้ว่าภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่แล จะพึงละ

อกุศล เจริญกุศล ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยธรรม... อาศัย

สงฆ์... อาศัยสิกขา... อาศัยสมาธิ... อาศัยความไม่ประมาท...

อาศัยปฏิสันถารอยู่แล... จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ท่านคิดเห็น

อีกว่าธรรมเหล่านี้ข้องเราบริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิฉะนั้น เราพึงไปกราบทูล

ธรรมเหล่านี้แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมเหล่านี้ของเราจักบริสุทธิ์

ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ เปรียบเหมือนบุคคลได้ทองคำแท่งอันบริสุทธิ์

ผุดผ่องเขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า ทองคำแท่งของเรานี้ บริสุทธิ์

ผุดผ่อง ผิฉะนั้น เราพึงนำเอาทองคำแท่งนี้ ไปแสดงแก่นายช่างทอง

ทองคำแท่งของเรานี้ ไปถึงนายช่างทองเข้าจักบริสุทธิ์ และจัก

นับว่าบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ ฉะนั้น.

ลำดับนั้น เป็นเวลาเย็น ท่านพระสารีบุตรออกจากที่เร้น

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ

ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ข้าพระองค์หลีก

ออกเร้นอยู่ในที่ลับเกิดความปริวิตกแห่งใจอย่างนี้ว่า ภิกษุ สักการะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 248

เคารพ อาศัยอะไรอยู่หนอ จะพึงละอกุศล เจริญกุศล ลำดับนั้น

ข้าพระองค์ได้คิดเห็นดังนี้ว่า ภิกษุสักการะ เคารพ อาศัยพระ-

ศาสดาอยู่แล จะพึงละอกุศล เจริญกุศล สักการะ เคารพ อาศัย

ธรรม... อาศัยสงฆ์... อาศัยสิกขา... อาศัยสมาธิ... อาศัยความ

ไม่ประมาท... อาศัยปฏิสันถารอยู่แล จะพึงละอกุศล เจริญกุศล

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้คิดเห็นดังนี้อีกว่า ธรรม

เหล่านี้ของเราบริสุทธิ์และจักบริสุทธิ์ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้

เปรียบเหมือนบุคคลได้ทองคำแท่งอันบริสุทธิ์ผุดผ่อง เขาจะพึง

คิดเห็นอย่างนี้ว่า ทองคำแท่งของเรานี้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ผิฉะนั้น

เราพึงนำเอาทองคำแท่งนี้ไปแสดงแก่นายช่างทอง ทองคำแท่ง

ของเรานี้ไปถึงนายช่างทองเข้า จักบริสุทธิ์และนับว่าบริสุทธิ์

ยิ่งขึ้น ด้วยอาการอย่างนี้ ฉะนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ดีละ ดีละ

ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยพระศาสดาอยู่แล จะพึงละอกุศล

เจริญกุศล ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุ สักการะ เคารพ อาศัยธรรม...

อาศัยสิกขา... อาศัยสงฆ์... อาศัยสมาธิ... อาศัยความไม่ประมาท...

อาศัยปฏิสันถารอยู่แล จะพึงละอกุศล เจริญกุศล.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้

กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความ

แห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดาร

อย่างนี้ว่า ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา จักเคารพในธรรม ข้อนี้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 249

ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ชื่อว่าไม่เคารพ

ในธรรมด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม จักเคารพ

ในสงฆ์ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา

ในธรรม ชื่อว่าไม่เคารพในสงฆ์ด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา

ในธรรม ในสงฆ์ จักเคารพในสิกขา ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้

ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ชื่อว่าไม่เคารพ

ในสิกขาด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์

ในสิกขา จักเคารพในสมาธิ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุ

ไม่เคารพในพระศาสนา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ชื่อว่าไม่

เคารพในสมาธิด้วย ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์

ในสิกขา ในสมาธิ จักเคารพในความไม่ประมาท ข้อนี้ไม่เป็น

ฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์

ในสิกขา ในสมาธิ ชื่อว่าไม่เคารพในความไม่ประมาทด้วย ภิกษุ

ไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ

ในความไม่ประมาท จักเคารพในปฏิสันถาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะ

ที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา

ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถารด้วย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุเคารพในพระศาสดา จักไม่เคารพใน

ธรรม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ชื่อว่า

เคารพในธรรมด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม จักไม่

เคารพในสงฆ์ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระ-

ศาสดา ในธรรม ชื่อว่าเคารพในสงฆ์ด้วย ภิกษุเคารพในพระ-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 250

ศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ จักไม่เคารพในสิกขา ข้อนี้ไม่เป็นฐานะ

ที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ชื่อว่า

เคารพในสิกขาด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์

ในสิกขา จักไม่เคารพในสมาธิ ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุ

เคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ชื่อว่าเคารพใน

สมาธิด้วย ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา

ในสมาธิ จักไม่เคารพในความไม่ประมาท ข้อนี้ไม่เป็นฐานะ

ที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา

ในสมาธิ ชื่อว่าเคารพในความไม่ประมาท ภิกษุเคารพในพระ-

ศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความ

ไม่ประมาท ชื่อว่าเคารพในปฏิสันถารด้วย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ

ข้าพระองค์รู้ทั่วถึงเนื้อความแห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้.

พ. ดูก่อนสารีบุตร ดีละ ดีละ สารีบุตร เธอรู้ทั่วเนื้อความ

แห่งคำที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้ โดยพิสดารอย่างนี้ ดีแล้ว ดูก่อน

สารีบุตร ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา จักเคารพในธรรม ข้อนี้

ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ชื่อว่าไม่

เคารพในธรรมด้วย ฯลฯ ภิกษุไม่เคารพในพระศาสดา ในธรรม

ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท จักเคารพใน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 251

ปฏิสันถาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุไม่เคารพในพระ

ศาสดา ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท

ชื่อว่าไม่เคารพในปฏิสันถารด้วย.

ดูก่อนสารีบุตร ภิกษุเคารพในพระศาสดา จักไม่เคารพ

ในธรรม ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา

ชื่อว่าเคารพในธรรมด้วย ฯลฯ ภิกษุเคารพในพระคาสดา ในธรรม

ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท จักไม่เคารพใน

ปฏิสันถาร ข้อนี้ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ ภิกษุเคารพในพระศาสดา

ในธรรม ในสงฆ์ ในสิกขา ในสมาธิ ในความไม่ประมาท ชื่อว่า

เคารพในปฏิสันถารด้วย ดูก่อนสารีบุตร เธอพึงเห็นเนื้อความ

แห่งคำที่เรากล่าวแล้วโดยย่อนี้. โดยพิสดารอย่างนี้แล.

จบ สักกัจจสูตรที่ ๖

อรรถกถาสักกัจจสูตรที่ ๖

สักกัจจสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปริสุทฺธา จ ภวิสสนฺติ ความว่า ธรรมเหล่านี้จัก

บริสุทธิ์ ไร้มลทิน โดยประมาณอย่างยิ่ง. อักษร ในบทว่า

สกมฺมารคโต นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ถึงช่างทองแล้ว คือ

ถึงเตาของช่างทองแล้ว.

จบ อรรถกถาสักกัจจสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 252

๗. ภาวนาสูตร

[๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุไม่หมั่นเจริญภาวนา

แม้จะพึงเกิดความปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเรา

พึงหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ก็จริง แต่จิตของภิกษุนั้น

ย่อมไม่หลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น ข้อนั้นเพราะเหตุไร

จะพึงกล่าวได้ว่า เพราะไม่ได้เจริญ เพราะไม่ได้เจริญอะไร เพราะ

ไม่ได้เจริญสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕

พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ เปรียบเหมือน

แม่ไก่มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้น แม่ไก่

กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอ ฟักไม่ได้ แม้ไก่นั้น แม้จะพึงเกิดความ

ปรารถนาขึ้นอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอให้ลูกของเราพึงใช้ปลายเล็บเท้า

หรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดี ก็จริง

แต่ลูกไก่เหล่านั้นไม่สามารถที่จะใช้ปลายเล็บเท้า หรือจะงอยปาก

เจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะแม่ไก่กกไม่ดี ให้ความอบอุ่นไม่พอ ฟักไม่ดี ฉะนั้น ก่อน

ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนา แม้จะไม่พึงเกิดความ

ปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอจิตของเราพึงหลุดพันจากอาสวะ

เพราะไม่ถือมั่น ก็จริง จิตของภิกษุนั้น ย่อมหลุดพันจากอาสวะ

เพราะไม่ถือมั่น ข้อนั้นเพราะเหตุไร พึงกล่าวได้ว่า เพราะเจริญ

เพราะเจริญอะไร เพราะเจริญสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ อริยมรรค

ประกอบด้วยองค์ ๘ เปรียบเหมือนแม่ไก่มีไข่อยู่ ๘ ฟอง ๑๐ ฟอง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 253

หรือ ๑๒ ฟอง ไข่เหล่านั้นแม่ไก่กกดี ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ฟักดี

แม้แม่ไก่นั้นจะไม่พึงปรารถนาอย่างนี้ว่า โอหนอ ขอให้ลูกของเรา

พึงใช้ปลายเล็บเท้าหรือจะงอยปากเจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมา

โดยสวัสดี ก็จริง แต่ลูกไก่เหล่านั้นก็สามารถใช้เท้าหรือจะงอยปาก

เจาะกะเปาะไข่ ฟักตัวออกมาโดยสวัสดีได้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร

เพราะไข่เหล่านั้นแม่ไก่กกดี ให้ความอบอุ่นเพียงพอ ฟักดี ฉะนั้น.

เปรียบเหมือนรอยนิ้วมือ รอยนิ้วหัวแม่มือที่ด้ามมีด ย่อม

ปรากฏแก่นายช่างไม้หรือลูกมือนายช่างไม้ แต่เขาไม่รู้อย่างนี้ว่า

วันนี้ด้ามมีดของเราสึกไปเท่านี้ เมื่อวานสึกไปเท่านี้ หรือเมื่อ

วานซืนสึกไปเท่านี้ ที่จริง เมื่อด้ามมีดสึกไป เขาก็รู้ว่าสึกไป

นั่นเทียว ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนา

อยู่ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้จะไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ อาสวะของเรา

สิ้นไปเท่านี้ เมื่อวานซืนไปเท่านี้ หรือเมื่อวานซืนสิ้นไปเท่านี้

แต่ที่จริง เมื่ออาสวะสิ้นไปภิกษุนั้นก็รู้ว่าสิ้นไปนั่นเทียว.

เปรียบเหมือนเรือเดินสมุทรที่เขาผูกหวาย ขันชะเนาะ

แล้วแล่นไปในน้ำตลอด ๖ เดือน ถึงฤดูหนาว เข็นขึ้นบก เครื่องผูก

ประจำเรือตากลมและแดดไว้ เครื่องผูกเหล่านั้นถูกฝนชะ ย่อม

ชำรุดเสียหาย เป็นของเปื่อยไปโดยไม่ยาก ฉันใด ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เมื่อภิกษุหมั่นเจริญภาวนาอยู่ สังโยชน์ย่อมระงับไป

โดยไม่ยาก ก็ฉันนั้นเหมือนกันแล.

จบ ภาวนาสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 254

อรรถกถาภาวนาสูตรที่ ๗

ภาวนาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนนุยุตฺตสฺส ความว่า เมื่อภิกษุไม่ประกอบเนือง ๆ

และไม่ประกอบทั่วแล้วอยู่. คำว่า เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว กุกฺกุฏิยา

อณฺฑานิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอุปมานี้ ไว้เป็นสอง

ประการ คือ ธรรมฝ่ายดำและธรรมฝ่ายขาว (อกุศลและกุศล)

บรรดาอุปมา ๒ อย่างนั้น อุปมาแห่งธรรมฝ่ายดำ ไม่ทำ

ประโยชนให้สำเร็จ ธรรมฝ่ายขาวทำประโยชน์ให้สำเร็จ เพราะ

เหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบประโยชน์ด้วยอุปมาแห่งธรรมฝ่ายขาว

นั่นแล. ศัพท์ว่า เสยฺยถา เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งอุปมา. ศัพท์ว่า

อปิ เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งสัมภาวนะ ยกย่อง พระผู้มีพระภาค-

เจ้าทรงแสดงว่า เสยฺยาถา นาม ภิกฺขเว ดังนี้.

ก็ในพระบาลีนี้ว่า กุกฺกุฏิยา อณฺฑานิ อฏฺวา ทสวา ทฺวาทส วา

มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. แม่ไก่จะมีไข่ขาดหรือเกินโดยประการที่ตรัส

ไว้แล้วก็จริง ถึงกระนั้น พระองค์ก็ตรัสคำนี้ไว้ ก็เพื่อให้ถ้อยคำ

และสลวย. บทว่า ตานสฺสุ ตัดบทเป็น ตานิ อสฺสุ ความว่า ฟองไข่

เหล่านั้นพึงมี. บทว่า กุกฺกุฏิยา สมฺมา อธิสยิตานิ ความว่า เมื่อ

นางไก่เป็นแม่นั้น เหยียดปีกนอนกกบนฟองไข่เหล่านั้น ชื่อว่ากก

แล้วโดยชอบ. บทว่า สมฺมา ปริสพิตานิ ความว่าเมื่อแม่ไก่มีระดู

ตามกำหนดเวลา เป็นอันชื่อว่าให้สุกแล้วโดยรอบด้วยดี อธิบายว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 255

กระทำให้อุ่นแล้ว. บทว่า สหมาปริภาวิตานิ ความว่า อบโดยรอบ

ด้วยดีตามกำหนดเวลา อธิบายว่า ฟองไข่ได้รับไออุ่นของแม่ไก่.

คำว่า กิญฺจาปิ ตสฺสา กุกฺกุฏิยา ความว่า เพราะแม่ไก่นั้น กระทำ

ความไม่ประมาท โดยการกระทำกิริยา ๓ อย่างนี้ ไม่พึงเกิดความ

ปรารถนา ต่างนั้นก็จริง. บทว่า อถโข ภพฺพาว เต ความว่า ที่แท้

ลูกไก่เหล่านั้นควรเจาะออกไปโดยสวัสดี โดยนัยที่กล่าวแล้ว ก็

เพราะเหตุที่ฟองไข่เพราะนั้นแม่ไก่นั้น ให้ความคุ้มครองด้วยอาการ

๓ อย่างนี้ จึงไม่เน่าเสีย ฟองไข่เหล่านั้นยังมียางสด ยางสดนั้น

ยึดเกาะกะเปาะไข่ ก็บาง ปลายเล็บเท้าและปลายจะงอยปากเป็น

ของแข็ง ลูกไก่ทั้งหลายย่อมขยับขยายได้เอง เพราะกะเปาะไข่เป็น

ของบาง แสงสว่างภายนอก ย่อมปรากฏเข้าสงภายใน ฉะนั้น ลูกไก่

เหล่านั้น พากันคิดว่า พวกเรานอนงอมืองอเท้า อยู่ในที่แคบเป็น

เวลานานหนอ ก็แสงสว่างนี้ย่อมปรากฏอยู่ข้างนอก บัดนี้ พวกเรา

จักอยู่เป็นสุขในที่นี้ ดังนี้ประสงค์จะออกไป จึงทำลายกะเปาะไข่

ยื่นคอออกไป. แต่นั้น กะเปาะไข่ (เปลือกไข่) นั้น ก็แตกออกเป็น

๒ ซีก. ต่อนั้น ลูกไก่เหล่านั้น สลัดปีกพลางส่งเสียงร้องออกไป

ตามสมควรแก่เวลานั้น และเมื่อออกไปได้ก็เที่ยวทำเขตบ้านให้

สวยงาม

คำว่า เอวเมว โข นี้ ท่านกล่าวไว้เป็นคำอุปมา. คำนั้น

พึงทราบได้ก็เพราะเทียบเคียงข้อความอย่างนี้. จริงอยู่การ

กระทำอนุปัสสนา ๓ ว่า ปัญญจขันธ์ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 256

อนัตตา ในจิตตสันดานของตน ของภิกษุนี้ เปรียบเหมือนการ

กระทำกิริยา มีการนอนกกฟองไข่เป็นต้น ของแม่ไก่นั้น

การไม่ทำวิปัสสนาญาณให้เสื่อม ด้วยการทำวิปัสสนา ๓ ให้ถึง

พร้อม ของภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งวิปัสสนา เปรียบเหมือน

ความไม่เน่าเสียแห่งฟองไข่ ด้วยการกระทำกิริยา ๓ อย่าง ให้ถึง

พร้อมของแม่ไก่. การยึดยางเหนียวคือความใคร่อันติดตามไป

สู่ภพ ๓ ด้วยการทำอนุปัสสนา ๓ ให้ถึงพร้อมของภิกษุนั้น เปรียบ

เหมือนยึดยางเหนียวสด แห่งฟองไข่ทั้งหลาย ด้วยการทำกิริยา ๓

ของแม่ไก่นั้น. ความว่าที่กะเปาะไข่คืออวิชชาเป็นของบาง เพราะ

การทำอนุปัสสนา ๓ ให้ถึงพร้อมของภิกษุ เปรียบเหมือนความที่

กะเปาะฟองไข่เป็นของบาง ด้วยการกระทำกิริยา ของแม่ไก่

ความที่วิปัสสนาญาณ เป็นธรรมชาติกล้าแข็ง ผ่องใสและกล้าแข็ง

เพราะการทำอนุปัสสนา ๓ ให้ถึงพร้อมของภิกษุ เปรียบเหมือน

ความที่เล็บ จะงอยปากของลูกไก่ เป็นของแข็ง ด้วยการกระทำ

กิริยา ๓ ของแม่ไก่ กาลเวลาที่เปลี่ยนแปลง กาลเจริญเติบโต

กาลที่ถือเอาซึ่งห้องแห่งวิปัสสนาญาณ ด้วยทำอนุปัสสนา ๓ ให้

ถึงพร้อมของภิกษุ เปรียบเหมือนการที่ลูกไก่เปลี่ยนแปลงไป

ด้วยการกระทำกิริยา ๓ ของแม่ไก่ กาลที่ภิกษุนั้น ให้จิตถือเอา

ซึ่งห้องแห่งวิปัสสนาญาณ นั่งบนอาสนะ เที่ยวไปอยู่. ย่อมสิ้น

แล้วจึงเที่ยวไป ได้อุตุสัปปายะ โภชนะสัปปายะ บุคคลสัปปายะ

ธัมมสวนสัปปายะ อันสมควรแก่วิปัสสนาญาณนั้น นั่งบนอาสนะ

เดียว เจริญวิปัสสนา ทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชา ด้วย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 257

อรหัตมรรค ที่ตนบรรลุแล้วโดยลำดับ แล้วปรบปีกคืออภิญญาแล้ว

บรรลุพระอรหัตโดยสวัสดี พึงทราบเปรียบเหมือนกาลที่ลูกไก่

ทั้งหลาย ทำลายกะเปาะฟองไข่ด้วยปลายเล็บเท้า หรือด้วยจะงอย

ปาก แล้วปรบปีกเจาะออกไปโดยสวัสดี ด้วยการกระทำกิริยา ๓

ให้ถึงพร้อมของแม่ไก่. เหมือนอย่างว่า แม่ไก่ทราบว่าลูกไก่ทั้งหลาย

เปลี่ยนแปลงแล้ว ย่อมทำลายกะเปาะฟองไข่ ฉันใด แม้พระศาสดา

ก็ฉันนั้น ทรงทราบว่าภิกษุเห็นปานนั้นมีญาณแก่กล้าแล้ว ทรงแผ่

พระรัศมีทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชา ด้วยคาถาโดยนัยมีอาทิว่า

เธอจงถอนเสียซึ่งความเยื่อใยของตน

เหมือนบุคคลเอามือถอนกอโกมุท ในสารทกาล

ฉะนั้น เธอจงพอกพูนทางอันสงบ ด้วยว่าพระ-

นิพพาน อันพระสุคตแสดงไว้แล้ว.

จบคาถา ภิกษุนั้น ทำลายกะเปาะไข่คืออวิชชาแล้วก็บรรลุ

อรหัต. ตั้งแต่นั้นมา ลูกไก่เหล่านั้นก็ทำเข้าบ้านให้งดงาม เที่ยว

อยู่ในเขตบ้านนั้นฉันใด. พระมหาขีณาสพแม้นั้น ก็ฉันนั้น เข้าผล

สมาบัติ ซึ่งมีพระนิพพานเป็นอารมณ์แล้ว ทำสังฆารามให้งาม

เที่ยวไปอยู่.

บทว่า ทลภณฺฑสฺส ได้แก่ ช่างไม้ ก็ช่างไม้นั้นทรงไว้ซึ่ง

กำลัง กล่าวคือแรงยกหิ้ว นำเอาเครื่องไม้ไป เพราะเหตุนั้น ท่าน

เรียกว่า พลภัณฑะ. บทว่า วาสิชเฏ ได้แก่ในที่ด้ามมีดสำหรับมือจับ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 258

บทว่า เอตฺตก วา เม อชฺช อาสวาน ขีณ ความว่า ก็อาสวะทั้งหลาย

ของบรรพชิต ย่อมสิ้นไปตลอดกาลเป็นนิตย์ ด้วยอุเทส ด้วยปริปุจฉา

ด้วยโยนิโสมนสิการ ด้วยวัตรปฏิบัติ โดยสังเขปว่าบรรพชา

อธิบายว่า ก็เมื่ออาสวะทั้งหลายสิ้นไปอยู่อย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อม

ไม่รู้อย่างนี้ว่า วันนี้ (อาสวะ) สิ้นไปเท่านี้วานนี้ (อาสวะ) สิ้นไป

เท่านี้ ดังนี้. อานิสงส์แห่งวิปัสสนา ท่านแสดงด้วยอุปมาอย่างนี้.

บทว่า เทมนฺติเกน ความว่า โดยเหมันตสมัย คือ ฤดูหนาว. บทว่า

ปฏิปฺปสฺสมฺภนฺติ ได้แก่ ย่อมเสื่อมไปอย่างถาวร.

ในบทว่า เอวเนว โข นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระศาสดา

(คำสอน) พึงเห็นเหมือนมหาสมุทร พระโยคาวจรเหมือนเรือ การ

เที่ยวไปในสำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์ในเวลาที่ตนมีพรรษา

หย่อน ๕ ของภิกษุนี้ เหมือนเรือแล่นวนอยู่ในมหาสมุทร. ความที่

สังโยชน์ทั้งหลายเบาบางลงด้วยกิจมีอุเทสและปริปุจฉา เป็นต้น

นั่นแล โดยสังเขปว่า บรรพชาของภิกษุ เหมือนเครื่องผูกเรือ

อันนำในมหาสมุทรกัดให้กร่อนเบาบางไปฉะนั้น กาลที่ภิกษุผู้เป็น

นิสสยมุตตกะพ้นนิสัย กำหนดกรรมฐานอยู่ในป่า เหมือนเวลา.

ที่เธอถูกเขายกขึ้นไว้บนบก ใยยางคือตัณหา เหือดแห้งไปด้วย

วิปัสสนาญาณ เหมือนเชือกแห้งเกราะไปด้วยลมและแดด ในกลางวัน

ฉะนั้น การชุ่มชื่นแห่งจิตด้วยปีติและปราโมทย์ ที่อาศัยกรรมฐาน

เกิดขึ้น เหมือนเชือกเปียกชุ่มด้วยหยาดน้ำค้างในกลางคืน ความที่

สังโยชน์ทั้งหลาย มีกำลังอ่อนลงเป็นอย่าง ด้วยปีติและปราโมทย์

อันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณ พึงเห็นเหมือนเครื่องผูกเรือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 259

ที่ถูกแดดแผดเผาในกลางวัน และถูกหยาดน้ำค้างเปียกชุ่มอยู่

ในกลางคืนทำไห้เสื่อมสภาพไป. อรหัตตมรรคญาณ เหมือนเมฆฝน

ที่ตกลงมา. ภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนา เจริญวิปัสสนาด้วยอำนาจ

แห่งอารมณ์มีรูป ๗ หมดเป็นต้น เมื่อกรรมฐานปรากฏชัดแจ่มแจ้ง

อยู่ ได้อุตุสัปปายะเป็นต้นในวันหนึ่ง นั่งโดยบัลลังค์ก็บรรลุพระ-

อรหัตตผล เหมือนเรือนที่ผุภายใน เพราะน้ำฝนที่ตกลงมาและ

น้ำในมหาสมุทร พระอรหันต์ผู้สิ้นสังโยชน์แล้ว อนุเคราะห์

มหาชนอยู่ ดำรงขันธ์ตลอดอายุขัย เหมือนเรือที่เครื่องผูกตั้งอยู่

ชั่วกาลนิดหน่อย พระขีณาสพผู้ปรินิพพานแล้ว ด้วยอนุปาทิเสส-

นิพพพานธาตุ เพราะการแตกแห่งอุปาทินนขันธ์ สังขารที่มีใจครอง

ก็ถึงความหาบัญญัติมิได้ พึงเห็นเหมือนเรือที่เครื่องผูกผุ ก็สลาย

ไปโดยลำดับ หาบัญญัติมิได้ฉะนั้น. ด้วยอุปมานี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงแสดงความที่สังโยชน์ทั้งหลาย มีกำลังอ่อนลง

จบ อรรถกถาภาวนาสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 260

๘. อัคคิขันธูปมสูตร

[๖๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในแคว้น-

โกศลชนบท พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จดำเนินไปสู่ทางไกล

ได้ทอดพระเนตรเห็นไฟกองใหญ่ กำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงอยู่

ในที่แห่งหนึ่ง จึงเสด็จแวะจากทางประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ใกล้

โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้นแล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายเห็นไฟกองใหญ่โน้นที่กำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง

อยู่หรือไม่ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า เห็น พระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้น

เป็นไฉน การเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟใหญ่โน้น ที่กำลัง

ลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงอยู่ กับการเข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดพระ-

ราชธิดา บุตรสาวพราหมณ์หรือบุตรสาวคฤหบดี ผู้มีฝ่ามือฝ่าเท้า

อ่อนนุ่ม อย่างไหนจะประเสริฐกว่ากัน.

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การที่บุคคลเข้าไปนั่งกอดหรือ

นอนกอดพระราชธิดา บุตรสาวพราหมณ์หรือบุตรสาวคฤหบดี

ผู้มีฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนนุ่ม นี้ประเสริฐกว่า ส่วนการที่บุคคลเข้าไป

นั่งกอดหรือนอนกอดกองไฟใหญ่โน้น ที่กำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง

อยู่เป็นทุกข์.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอ

เดือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีความประพฤติ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 261

สกปรกน่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็น

สมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติ

พรหมจรรย์ เน่าใน มีความกำหนัดกล้า เป็นดังหยากเยื่อ เข้าไป

นั่งกอดหรือนอนกอดพระราชธิดา บุตรสาวพราหมณ์หรือบุตรสาว

คฤหบดี จะประเสริฐอย่างไร การเข้าไปนั่งกอดนอนกอดกองไฟ

ใหญ่โน้นที่กำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงอยู่ นี้ดีกว่า ข้อนั้นเพราะ

การเข้าไปกอดกองไฟใหญ่นั้นเป็นเหตุ แต่ผู้นั้นเมื่อตายไป ไม่พึง

เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาติ นรก เพราะการเข้าไปกอดกองไฟใหญ่

นั้นเป็นปัจจัย ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมอันลามก มีความ

ประพฤติสกปรก น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่

ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่า

ประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน มีความกำหนัดกล้า เป็นดังหยากเยื่อ

เข้าไปนั่งกอดหรือนอนกอดพระราชธิดา บุตรสาวพราหมณ์หรือ

บุตรสาวคฤหบดี ผู้มีฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนนุ่มนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความ

ฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ตลอดกาลนานแก่เขา และ

ผู้นั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การที่บุรุษ

มีกำลัง เอาเชือกหนังอันเหนียวแน่นพันแข้งทั้งสองข้างแล้วชักไปมา

เชือกหนังพึงบาดผิว บาดผิวแล้ว พึงบาดหนัง บาดหนังแล้ว พึง

บาดเนื้อ บาดเนื้อแล้ว พึงตัดเส้นเอ็น ตัดเส้นเอ็นแล้ว พึงตัดกระดูก

ตัดกระดูกแล้ว หยุดอยู่จดเยื่อในกระดูก กับการยินดีการกราบไหว้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 262

แห่งกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล

ไหนจะดีกว่ากัน.

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การยินดีการกราบไหว้แห่ง

กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล นี้ดีกว่า

การที่บุรุษผู้มีกำลัง เอาเชือกหนังอันเหนียวแน่นพันแข้งทั้งสองข้าง

แล้วชักไปชักมา เชือกหนังพึงบาดผิว ฯลฯ หยุดอยู่จดเยื่อใน

กระดูก นี้เป็นทุกข์.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอ

เตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ ยินดี

การกราบไหว้แห่งกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือ

คฤหบดีมหาศาล จะดีอย่างไร การที่บุรุษมีกำลัง เอาเชือกหนัง

อันเหนียวแน่นพันแข้งทั้งสองข้าง แล้วชักไปชักมา เชือกหนัง

พึงบาดผิว ฯลฯ หยุดอยู่จดเยื่อในกระดูก นั้นดีกว่า ข้อนั้นเพราะ

เหตุไร เพราะเขาจะพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย มีข้อนั้น

เป็นเหตุ แต่ผู้นั้นเมื่อตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก

เพราะขอนั้นเป็นปัจจัย ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดัง

หยากเยื่อ ยินดีกราบไหว้แห่งกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล

หรือคฤหบดีมหาศาลนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์

เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน แก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น และบุคคลผู้ทุศีลนั้น

เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การที่บุรุษที่มีกำลัง

เอาหอกอันคมชะโลมน้ำมัน พุ่งใส่กลางอก กับการยินดีอัญชลีกรรม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 263

ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล

ไหนจะดีกว่ากัน.

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การยินดีอัญชลีกรรมของ

กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมพาศาล นี้ดีกว่า

ส่วนการที่บุรุษมีกำลังเอาหอกอันคมชะโลมน้ำมัน พุ่งใส่กลางอก

นี้เป็นทุกข์.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอ

เตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ ยินดี

อัญชลีกรรมของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี-

มหาศาล จะดีอย่างไร การที่บุรุษกำลัง เอาหอกอันคมชะโลม

น้ำมัน พุ่งใส่กลางอก นั้นดีกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุ เพราะเขา

จะพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย มีข้อนั้นเป็นเหตุ แต่ผู้นั้น

เมื่อตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะข้อนั้น

เป็นปัจจัย ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ ยินดี

อัญชลีกรรมของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี-

มหาศาลนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์

สิ้นกาลนาน แก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น และบุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไป

ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ

ทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การที่บุรุษมีกำลังเอาแผ่น

เหล็กแดงไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงนาบกายตัว กับการบริโภค

จีวรที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล

หรือคฤหบดีมหาศาล ไหนจะดีกว่ากัน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 264

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบริโภคจีวรที่เขาถวายด้วย

ศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี

มหาศาล นี้ดีกว่า การที่บุรุษมีกำลัง เอาแผ่นเหล็กแดงไฟกำลังลุก

รุ่งโรจน์โชติช่วงนาบกายตัว นี้เป็นทุกข์.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอ

เตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลนั้นทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ

บริโภคจีวรที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์

มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล. จะดีอย่างไร การที่บุรุษมีกำลัง

เอาแผ่นเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงนาบกายตัว นี้ดีกว่า

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขาจะพึงถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย

มีข้อนั้นเป็นเหตุ แต่เขาเมื่อตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต

นรก เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดัง

หยากเยื่อ บริโภคจีวรที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล

พราหมณ์มหาศาล. หรือคฤหบดีมหาศาล นั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความ

ฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน แก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น

และบุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต

นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

การที่บุรุษมีกำลังเอาขอเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง

เกี่ยวปากอ้าไว้ แล้วกรอกก้อนเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง

เข้าในปาก ก้อนเหล็กแดงนั้นจะพึงไหม้ริมฝีปาก ไหม้ปาก ไหม้ลิ้น

ไหม้คอ ไหม้อก ไหม้เรื่อยไปถึงไส้ใหญ่ไส้น้อย แล้วออกทางทวาร

เบื้องต่ำ กับการบริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 265

กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล ไหน

จะดีกว่ากัน.

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบริโภคบิณฑบาตที่เขา

ถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือ

คฤหบดีมหาศาล นี้ดีกว่า การที่บุรุษมีกำลัง เอาขอเหล็กแดงไฟ

กำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง เกี่ยวปากอ้าไว้ แล้วกรอกก้อนเหล็กแดง

ไฟกำลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงเข้าในปาก ก้อนเหล็กแดงนั้นจะพึง

ไหม้ริมฝีปาก... แล้วออกทางทวารเบื้องต่ำ นี้เป็นทุกข์.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอ

เตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ

บริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล

พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล จะดีอย่างไร การที่

บุรุษมีกำดัง เอาขอเหล็กแดงไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงเกี่ยวปาก

อ้าไว้ แล้วกรอกก้อนเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วงเข้า

ในปาก ก้อนเหล็กแดงนั้นจะพึงไหม้ริมฝีปาก... แล้วออกทางทวาร

เบื้องต่ำ นี้ดีกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ นั้นพึงถึงความตาย

หรือทุกข์ปางตาย มีข้อนั้นเป็นเหตุ แต่ผู้นั้นเมื่อตายไป ไม่พึงเข้า

ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย ส่วนการที่

บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ บริโภคบิณฑบาตที่เขาถวาย

ด้วยศรัทธาของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี

มหาศาลนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์

สิ้นกาลนาน แก่บุคคลผู้ทุศีลนั้น และบุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 266

ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ

ทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน การที่บุรุษมีกำลัง จับที่

ศีรษะหรือที่คอ แล้วให้นั่งทับนอนทับบนเตียงเหล็กหรือตั่งเหล็กแดง

ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง กับการบริโภคเตียงตั่งที่เขาถวาย

ด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี

มหาศาล ไหนจะดีกว่ากัน.

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบริโภคเตียงตั่งที่เขาถวาย

ด้วยศรัทธาของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี

มหาศาล นี้ดีกว่า การที่บุรุษมีกำลัง จับที่ศีรษะหรือที่คอแล้ว

ให้นั่งทับหรือนอนทับเตียงหรือตั่งเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์

โชติช่วง นี้เป็นทุกข์.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอ

เตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ

บริโภคเตียงตั่งที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล

พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล จะดีอย่างไร การที่บุรุษ

ผู้มีกำลัง จับที่ศีรษะหรือที่คอ แล้วให้นั่งทับหรือนอนทับเตียง

หรือตั่งเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง นั้นดีกว่า ข้อนั้น

เพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นจะพึงเข้าถึงความตายหรือทุกข์ปางตาย

มีข้อนั้นเป็นเหตุ แต่ผู้นั้นเมื่อตายไป ไม่พึงเข้าถึงอบาย ทุคติ

วินิบาต นรก เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย ส่วนการที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ

เป็นดังหยากเยื่อ บริโภคเตียงตั่งที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของ

กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล นั้น ย่อม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 267

เป็นไปเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์สิ้นกาลนาน แก่

บุคคลผู้ทุศีลนั้น ละบุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญ

ความข้อนั้นเป็นไฉน การที่บุรุษมีกำลัง จับมัดเอาเท้าขึ้นเอาหัวลง

โยนลงในหม้อเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง ผู้นั้นถูก

ไฟเผาเดือดดุจฟองน้ำในหม้อเหล็กแดงนั้น นางครั้งลอยขึ้นข้างบน

บางครั้งจมลงข้างล่าง บางครั้งลอยไปขวาง ๆ กับการบริโภค

วิหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์-

มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาลไหนจะดีกว่ากัน.

ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบริโภควิหารที่เขาถวาย

ด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดี

มหาศาล นี้ดีกว่า การที่บุรุษมีกำลัง จับมัดเอาเท้าขึ้นเอาหัวลง

โยนลงในหม้อเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง ผู้นั้นถูก

ไฟเผาเดือดดุจฟองน้ำในหม้อเหล็กแดงนั้น บางครั้งลอยขึ้นข้างบน

บางครั้งจมลงข้างล่าง บางครั้งลอยไปขวาง ๆ นี้เป็นทุกข์.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะขอบอกเธอทั้งหลาย จะขอ

เตือนเธอทั้งหลาย การที่บุคคลผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ

บริโภควิหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา การที่บุรุษมีกำลัง จับเอา

เท่านั้น เอาหัวลง โยนลงในหม้อเหล็กแดง ไฟกำลังลุกรุ่งโรจน์

โชติช่วง ถูกไฟเผาเดือดดุจฟองน้ำ ในหม้อเหล็กแดงนั้น บางครั้ง

ลอยขึ้นข้างบน บางครั้งจมลงข้างล่าง บางครั้งลอย ไปขวาง ๆ

นี้ดีกว่า ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะผู้นั้นพึงเข้าถึงความตายหรือ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 268

ทุกข์ปางตาย มีข้อนั้นเป็นเหตุ แต่ผู้นั้นเมื่อตายไป ไม่พึงเข้าถึง

อบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย ส่วนการที่บุคคล

ผู้ทุศีล ฯลฯ เป็นดังหยากเยื่อ บริโภควิหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา

ข้องกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล

นั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบทายมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอด

กาลนาน แก่บุคคลผูทุศีลนั้น และบุคคลผู้ทุศีลนั้น เมื่อตายไปแล้ว

ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ

เหตุนั้นแหล่ะ เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายบริโภค

จีวร บิณฑบาต เสนาสนะและคิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ของ

เหล่าใด ปัจจัยของชนเหล่านั้น จักมีผลมาก มีอานิสงส์มากและ

การบรรพชาของเราทั้งหลายจักไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล อนึ่ง เธอทั้งหลาย

พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์นั้น ควรแท้ทีเดียว

ที่จะให้ประโยชน์นั้นสำเร็จด้วยความไม่ประมาท เมื่อพิจารณา

เห็นประโยชน์ผู้อื่น ก็ควรแท้ทีเดียวที่จะให้ประโยชน์นั้นสำเร็จ

ด้วยความไม่ประมาท หรือเมื่อพิจารณาเห็นประโยชน์ทั้งสอง

ก็ควรแท้ทีเดียวที่จะให้ประโยชน์ทั้งสองนั้นสำเร็จด้วยความไม่

ประมาท.

พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบลงแล้ว

และเมื่อกำลังตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ โลหิตร้อนพุงออกจากปาก

ของภิกษุ ๖๐ รูป (พวกต้น) ภิกษุ ๖๐ รูป (พวกกลาง) ลาสิกขา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 269

ลึกมาเป็นคฤหัสถ์ ด้วยกราบทูลพระผุ้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำได้ยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำได้

แสนยาก อีก ๖๐ รูป จิตหลุดพ้นจากอาสวะเพราะไม่ถือมั่น.

จบ อัคคิขันธูปสูตรที่ ๘

อรรถกถาอัคคิขันโขปมสูตรที่ ๘

อัคคิกขันโธปมพระสูตรที่ ๘ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

แล้ว ในเหตุเกิดแห่งเรือง. ก็การเกิดขึ้นแห่งเรื่อง. ก็การแสดงขึ้น

แห่งเรื่อง แห่งพระสูตรนี้ กล่าวไว้แล้วโดยพิสดาร ในจูฬัจฉรา-

สังฆาตสูตร ในหนหลังนั่นแหละ. บทว่า ปสฺสถ โน ตัดบทเป็น

ปสฺสถ นุ แปลว่า เธอทั้งหลาย เห็นหรือหนอ. บทว่า อาลิงฺคิตฺวา

แปลว่า สวมกอด. บทว่า อุปนิสีเทยฺย แปลว่า พึงเข้าไปนั่งใกล้ว.

บทว่า อาโรจยามิ แปลว่า เราจะบอก. บทว่า ปฏิเวทยามิ ความว่า

เราจะกล่าวประกาศเตือนให้ทราบ. บทว่า วาลรชฺชุยา ความว่า

ด้วยเชือกอันบุคคลฟั่นแล้ว ด้วยขนหางม้าและขนหางโค. บทว่า

ปจฺโจรสฺมึ ได้แก่ที่กลายอก. บทว่า เผณุทฺเททก ความว่า ยังฟอง

๑. ปาลิ. ว่า อัคคิขันธูปม.....

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 270

ให้ผุดขึ้น อธิบายว่าให้ตั้งขึ้น. บทว่า อตฺตตฺถ ได้แก่ ประโยชน์อัน

เป็นโลกิยะ และโลกุตตระ ทั้งที่เป็นไปในภพนี้และภพหน้า. แม้ใน

ประโยชน์ผู้อื่นและประโยชน์ทั้งสอง ก็นัยนี้เหมือนกัน. คำที่เหลือ

ในพระสูตรนี้ ที่ควรกล่าวทั้งหมดได้กล่าวไว้แล้ว ในเหตุเกิดแห่ง

เรื่องของจูฬัจฉราสังฆาตสูตรนั่นแล. ก็แล พระศาสดาครั้นตรัส

สูตรนี้แล้ว จึงตรัสจูฬัจฉราสังฆาตสูตร.

จบ อรถกถาอัคคิชันโธปมสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 271

๙. สุเนตตอนุสาสนีสูตร

[๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อว่า

สุเนตตะ เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็สุเนตต-

ศาสดานั้นมีสาวกอยู่หลายร้อยคน เธอแสดงธรรมให้สาวกฟัง

เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก สาวกเหล่าใด เมื่อ

สุเนตตศาสดากำลังแสดงธรรม เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดา

ชั้นพรหมโลก ไม่ยังจิตให้เลื่อมใส สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไปได้เข้า

ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสาวกเหล่าใด เมื่อสุเนตตศาสดา

กำลังแสดงธรรม เพื่อครามเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก ยัง

จิตให้เลื่อมใส สาวกเหล่านั้นเมื่อตายไป ได้เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อว่ามูคปักขะ

ฯลฯ ศาสดาชื่อว่าอรเนมิ ฯลฯ ศาสดาชื่อว่าโชติปาละ ฯลฯ ศาสดาชื่อว่า

ชื่อว่าหัตถิปาละ ฯลฯ ศาสดาชื่อว่าโชติปาละ ฯลฯ ศาสดาชื่อว่า

อรกะ เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็อรกศาสดานั้น

มีสาวกอยู่หลายร้อยคน เธอแสดงธรรมให้สาวกฟัง เพื่อความเป็น

สหายแห่งเทวดาชั้นพรหมโลก ไม่ยังจิตให้เลื่อมใส สาวกเหล่านั้น

เมื่อตายไป ได้เข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสาวกเหล่าใด

เมื่ออรกศาสดากำลังแสดงธรรม เพื่อความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้น

พรหมโลก ยังจิตให้เลื่อมใส สาวกเหล่านั้น เมื่อตายไป ได้เข้าถึง

สุคติโลกสวรรค์.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 272

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน

ผู้ใดมีจิตประทุษร้าย พึงด่า พึงบริภาษศาสดาเจ้าลัทธิทั้ง ๗ นี้

ผู้เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม มีบริวารหลายร้อยคน

พร้อมด้วยหมู่สาวก ผู้นั้นจะพึงประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมากหรือ

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า.

พ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดมีจิตประทุษร้าย พึงด่า พึง

บริภาษศาสดาเจ้าลัทธิทั้ง ๗ นี้ ผู้เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความ

กำหนัดในกาม มีบริวารหลายร้อยคน พร้อมด้วยหมู่สาวก ผู้นั้น

พึงประสบกรรมมิใช่บุญเป็นอันมาก แต่ผู้ใดมีจิตประทุษร้ายด่า

บริภาษบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิคนเดียว ผู้นี้ย่อมประสบความ

มิใช่บุญมากกว่านั้นอีก ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเราไม่กล่าว

ความอดทนเห็นปานนี้ โดยเฉพาะในเพื่อนพรหมจรรย์ภายนอกจาก

ธรรมวินัยนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลาย

พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งสองจักไม่มีจิตประทุษร้ายในเพื่อน

พรหมจรรย์เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้

แล.

จบ สุเจตตอนุสาสนีสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 273

๑๐. อรกานุสาสนีสูตร

[๗๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ศาสดาชื่อ

อรกะ เป็นเจ้าลัทธิ ปราศจากความกำหนัดในกาม ก็อรกศาสดานั้น

มีสาวกหลายร้อยคน เธอแสดงธรรมแก่สาวกอย่างนี้ว่า ดูก่อน

พราพมณ์ ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อยนิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์

มาก มีครามคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำ

กุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตาย

ไม่มี ดูก่อนพราหมณ์ หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้า เมื่ออาทิตย์ขึ้นมา

ย่อมแห้งหายไปได้เร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตมนุษย์ทั้งหลาย

เปรียบเหมือนหยาดน้ำค้างฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว

ทุกข์ยาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควร

กระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดแล้วจะ

ไม่ตายไม่มี.

ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อฝนตกหนัก หนาเม็ด ฟองน้ำย่อมแตก

เร็ว ตั้งอยู่ไม่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือน

ฟองน้ำ ฉันนั้นเหมือนกัน นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความ

คับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควร

ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี.

ดูก่อนพราหมณ์ รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำ ย่อมกลับเข้าหากัน

เร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือน

รอยไม้ที่ขีดลงไปในน้ำฉันนั้นเหมือนกัน.....

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 274

ดูก่อนพราหมณ์ แม่น้ำไหลลงจากภูเขา ไหลไปไกล กระแส

เชี่ยวพัดไปซึ่งสิ่งที่พอจะพัดไปได้ ไม่มีระยะเวลาหรือชั่วครู่ที่มัน

จะหยุด แต่ที่แท้แม่น้ำนั้นมีแต่ไหลเรื่อยไปถ่ายเดียว แม้ฉันใด ชีวิต

ของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่น้ำที่ไหลลงจากภูเขา ฉันนั้น

เหมือนกัน....

ดูก่อนพราหมณ์ บุรุษมีกำลัง อมก้อนเขฬะไว้ที่ปลายลิ้น

แล้วพึงถ่มไปโดยง่ายดาย แม้ฉันใด ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เปรียบ

เหมือนก้อนเขฬะ. นั้นเหมือนกัน....

ดูก่อนพราหมณ์ ชิ้นเนื้อที่ใส่ไว้ในกะทะเหล็ก ไฟเผาตลอด

ทั้งวัน ย่อมจะย่อยยับไปรวดเร็ว ไม่ตั้งอยู่นาน แม้ฉันใด ชีวิตของ

มนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนชิ้นเนื้อ ฉันนั้นเหมือน....

ดูก่อนพราหมณ์ แม่โคที่จะถูกเชือด ที่เขานำไปสู่ที่ฆ่า

ย่อมก้าวเท้าเดินไปใกล้ที่ฆ่า ใกล้ความตาย แม้ฉันใด ชีวิตของ

มนุษย์ทั้งหลาย เปรียบเหมือนแม่โคที่จะถูกเชือด ฉันนั้นเหมือนกัน

นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก จะพึงถูกต้อง

ได้ด้วยปัญญา ความกระทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ เพราะ

สัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอายุ

ประมาณ ๖๐,๐๐๐ ปี เด็กหญิงมีอายุ ๕๐๐ ปี จึงควรแก่การมีสามี

ก็โดยสมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายมีอาพาธ ๖ อย่างเท่านั้น คือ เย็น ร้อน

หิว กระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

อรกศาสดานั้น เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุยืนตั้งอยู่นาน มีอาพาธน้อย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 275

อย่างนี้ จักแสดงธรรมให้ สาวกฟังอย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์

ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว มีทุกข์มาก มีความ

คับแค้นมาก จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควรกระทำกุศล ควร

ประพฤติพรหมจรรย์ เพราะสัตว์ที่เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี.

ดูก่อนภิกษุทั้งทลาย ในปัจจุบันนี้ เมื่อจะกล่าวโดยชอบ

ก็พึงกล่าวว่า ชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายน้อย นิดหน่อย รวดเร็ว

มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมา จะพึงถูกต้องได้ด้วยปัญญา ควร

กระทำกุศล ควรประพฤติ พรหมจรรย์ เพราะสัตว์ เกิดมาแล้ว

จะไม่ตายไม่มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในปัจจุบันนี้ คนที่มีอายุอยู่

ได้นาน ก็เพียงร้อยปีหรือน้อยกว่านั้นบ้าง เกินกว่าบ้าง ก็คนที่มี

อายุอยู่ถึงร้อยปี ย่อมอยู่ครบ ๓๐๐ ฤดู คือ ฤดูหนาว ๑๐๐ ฤดูร้อน

๑๐๐ ฤดูฝน ๑๐๐ คนที่มีอายุอยู่ถึง ๓๐๐ ฤดู ย่อมอยู่ครบ ๑,๒๐๐

เดือน คือ ฤดูหนาว ๔๐๐ เดือน ฤดูร้อน ๔๐๐ เดือน ฤดูฝน ๔๐๐

เดือน คนที่มีอายุอยู่ถึง ๑,๒๐๐ เดือน ย่อมอยู่ครบ ๒,๔๐๐ กึ่งเดือน

คือ ฤดูหนาว ๘๐๐ กึ่งเดือน ฤดูร้อน ๘๐๐ กึ่งเดือน ฤดูฝน ๘๐๐

กึ่งเดือน คนที่มีอายุอยู่ครบ ๒,๔๐๐ กึ่งเดือน ย่อมอยู่ครบ ๓๖,๐๐๐

ราตรี คือ ฤดูหนาว ๑,๒๐๐ ราตรี ฤดูร้อน ๑,๒๐๐ ราตรี ฤดูฝน

๑,๒๐๐ ราตรี คนที่มีอายุอยู่ถึง ๓๖,๐๐๐ ราตรี ย่อมบริโภคอาหาร

๗๒,๐๐๐ เวลา คือ ฤดูหนาว ๒๔,๐๐๐ เวลา ฤดูร้อน ๒๔,๐๐๐

ฤดูฝน ๒๔,๐๐๐ เวลา พร้อม ๆ กับดื่มนมมารดาและอันตรายแห่ง

การบริโภคอาหาร ใน ๒ ประการนั้น อันตรายแห่งการบริโภค

อาหาร มีดังนี้ คือ คนโกรธย่อมไม่บริโภคอาหาร คนมีทุกข์ก็

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 276

ไม่บริโภคอาหาร คนป่วยไข้ก็ไม่บริโภคอาหาร คนรักษาอุโบสถ

ก็ไม่บริโภคอาหาร เพราะไม่ได้อาหารจึงไม่บริโภคอาหาร ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย เราได้กำหนดอายุ ประมาณแห่งอายุ ฤดู ปี เดือน

กึ่งเดือน ราตรี วัน การบริโภคอาหาร และอันตรายแห่งการ

บริโภคอาหาร ของมนุษย์ผู้มีอายุร้อยปี ด้วยประการดังนี้แล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กิจใดที่ศาสดาผู้แสวงปาประโยชน์เกื้อกูล

ผู้อนุเคราะห์เอื้อเอ็นดู พึงกระทำแก่สาวก กิจนั้นเรากระทำแล้ว

แต่เธอทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่นโคนไม้ นั่นเรือนว่าง

ขอเธอทั้งหลายจงเพ่งพินิจ อย่าประมาท อย่าต้องเป็นผู้เดือดร้อนใจ

ในภายหลังเลย นี้คืออนุศาสนีของเราสำหรับเธอทั้งหลาย.

จบ อรกานุสาสนีสูตรที่ ๑๐

อรรถกถาอรกานุสาสนีสูตรที่ ๑๐

อรกานุสาสนีสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า ปริตฺต ความว่า น้อย คือ น้อยหนึ่ง. จริงอยู่ ชีวิตนั้น

ชื่อว่ามีอยู่นิดหน่อยเท่านั้น เพราะมีกิจหน้าที่นิดหน่อยบ้าง เพราะ

มีชั่วขณะนิดหน่อยบ้าง เพราะดำรงชั่วขณะนิดหน่อยบ้าง. ชีวิต

นั้นชื่อว่าลหุกะ เพราะเกิดเร็ว ดับเร็ว. บทว่า มนฺตาย โผฏฺพฺพ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 277

ความว่า พึงถูกต้องด้วยความรู้ อธิบายว่า พึงรู้ด้วยปัญญา. บทว่า

ปพฺพเตยฺยา ได้แก่ อันเกิดจากภูเขา. บทว่า หารหารินี ความว่า

สามารถจะพัดพาสิ่งที่จะพึงพัดพาไปได้ เช่นต้นไม้ ต้นอ้อ และ

ไม้ไผ่เป็นต้น. คำว่าเหลือในบททั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.

จบ อรถกถาอรกานุสาสนีสูตรที่ ๑๐

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. หริสูตร ๒. สุริยสูตร ๓. นครสูตร ๔. ธัมมัญญูสูตร

๕. ปารฉัตตกสูตร ๖. สักกัจจสูตร ๗. ภาวนาสูตร ๘. อัคคิ-

ขันธูปมสูตร ๙. สุเนตตอนุสาสนีสูตร ๑๐. อรกานุสาสนีสูตร และ

อรรถกถา.

จบ มหาวรรคที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 278

วินัยวรรคที่ ๓

[๗๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ เป็นวินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จัก

อาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ เป็น

ผู้มีศีลสำรวมระวังในพระปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมารยาทและ

โคจร มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก

ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑

ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะ

ทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล.

เป็นวินัยธรได้.

[๗๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม

๗ ประการ เป็นวินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการนี้เป็นไฉน คือ รู้จัก

อาบัติ ๑ รู้จักอานาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑

จำปาติโมกข์ทั้งสองได้แม่นยำโดยพิสดาร จำแนกดีแล้ว ขยายดี

แล้ว วินิจฉัยดีแล้ว ทั้งโดยสูตรและโดยอนุพยัญชนะ ๑ มีปกติได้

ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมี

ในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ

ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบ

ด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นวินัยธรได้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 279

[๗๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ เป็นวินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จัก

อาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ หนักอยู่

ในพระวินัยไม่ง่อนแง่น ๑ มีปกติได้ตามความปรารถนา ได้โดย

ไม่ยาก ไม่ลำบาก ซึ่งฌาน ๔ อันมีในจิตยิ่ง เป็นเครื่องอยู่เป็นสุข

ในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ เข้าถึง

อยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการ

นี้แล เป็นวินัยธรได้.

[๗๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ เป็นวินัยธรได้ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จัก

อาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ ย่อม

ระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง

ของชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้ง

อาการ พร้อมทั้งอุเทส ด้วยประการฉะนี้ ๑ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่

กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม

ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ย่อมรู้ชัด

ซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ฯลฯ ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ

ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุผู้ประกอบ

ด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นวินัยธรได้.

[๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ เป็นพระวินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ

รู้จักอาบัติ ๑ รู้จักอนาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 280

เป็นผู้มีศีล ฯลฯ สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ๑ มีปกติได้

ตามปรารถนา ฯลฯ เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้

แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นวินัยธร

งาม.

[๗๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ เป็นวินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จัก

อาบัติ ๑ รู้จักอานาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ จำ

ปาติโมกข์ทั้งสองได้แม่นยำโดยพิสดาร จำแนกดีแล้ว ขยายดีแล้ว

วินิจฉัยดีแล้ว ทั้งโดยสูตรและโดยอนุพยัญชนะ ๑ มีปกติได้ตาม

ความปรารถนา ฯลฯ เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้ง

ซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นพระวินัยธรงาม.

[๗๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการเป็นพระวินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จัก

อาบัติ ๑ รู้จักอานาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติ หนัก ๑ หนัก

อยู่ในพระวินัย ไม่ง่อนแง่น ๑ มีปกติได้ตามความปรารถนา ฯลฯ

เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติ ปัญญา

วิมุตติ ฯลฯ เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วย

ธรรม ๗ ประการนี้แล เป็นพระวินัยธรงาม.

[๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการ เป็นพระวินัยธรงาม ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ รู้จัก

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 281

อาบัติ ๑ รู้จักอานาบัติ ๑ รู้จักอาบัติเบา ๑ รู้จักอาบัติหนัก ๑ ย่อม

ระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง

สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก พร้อมทั้ง

อาการ พร้อมทั้งอุเทส ด้วยประการฉะนี้ ย่อมเห็นหมู่สัตว์ที่

กำลังจุติ กำลังอุบัติ ฯลฯ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลัง

อุบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก

ด้วยประการฉะนี้ ๑ ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ ฯลฯ

เข้าถึงอยู่ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๗

ประการนี้แล เป็นพระวินัยธรงาม.

[๘๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระอุบาลีเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส

ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์ ที่

ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว จะพึงเป็นผู้หลีกออกจากหมู่ อยู่ผู้เดียว

ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่เถิด.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุบาลี เธอพึงรู้ธรรม

เหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อ

คลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อ

ตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว เธอพึงทรงธรรมเหล่านั้นไว้

โดยส่วนหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่ธรรม นี้ไม่ใช่วินัย นี้ไม่เป็นคำสั่งสอน

ของศาสดา อนึ่ง เธอพึงรู้ธรรมเหล่าใดแลว่า ธรรมเหล่านี้เป็น

ไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อสงบ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 282

ระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว เธอ

พึงทรงคำธรรมเหล่านี้ไว้โดยส่วนหนึ่งว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย

นี้เป็นคำสั่งสอนของศาสดา.

[๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ๗

ประการนี้ เพื่อสงบระงับอธิกรณ์ที่เกิดแล้ว ๆ ธรรม ๗ ประการ

เป็นไฉน คือ สงฆ์พึงให้สัมมุขาวินัย (สำหรับระงับต่อหน้า) ๑

พึงให้สติวินัย (สำหรับพระอรหันต์ผู้มีสติไพบูลย์) ๑ พึงให้อมูฬห-

วินัย (สำหรับภิกษุบ้า) ๑ ปฏิญญาตกรณะ (ได้ทำการปรับโทษ

ตามคำปฏิญาณ) ๑ เยภุยยสิกา (ปรับโทษถือข้างมากเป็นประมาณ)

๑ ตัสสปาปิยสิกา (ปรับโทษสมกับความผิดแก่ภิกษุจำเลยนั้น) ๑

ติณวัตถารกะ (ตัดสินทำนองกลบหญ้า คือ ทำการประนีประนอม)

๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมสำหรับระงับอธิกรณ์ ๗ ประการนี้แล

เพื่อสงบระงับอธิกรณ์ที่เกิดแล้ว ๆ.

จบ วินัยวรรคที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 283

วินัยธรวรรคที่ ๘

อรรถกถาปฐมวินัยธรรมสูตรที่ ๑

วรรค ๘ ปฐมวินัยธรสูตรที่ ๑ (ข้อ ๗๒) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อาปตฺตึ ชานาติ ความว่า ย่อมรู้อาบัตินั่นแหละว่า

เป็นอาบัติ. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน.

จบ อรรถกถาปฐมวินัยธรสูตรที่ ๑

อรรถกถาทุติยวินัยธรสูตรที่ ๒

ทุติยวินยธรสูตรที่ ๒ ( ข้อ ๗๓) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า สฺวาคตานิ แปลว่า มาดีแล้ว คือ คล่องดีแล้ว. บทว่า

สุวิภตฺตานิ ความว่า แบ่งเป็นส่วนไว้ด้วยดีแล้ว. บทว่า สุปฺปวตฺตินี

ความว่า เป็นไปด้วยดี ในที่ นึกได้ ๆ คือ สวดได้คล่องแม่นยำ

บทว่า สุวินิจฺฉิตานิ แปลว่า วินิจฉัยดีแล้ว. บทว่า สุตฺตโส ได้แก่

โดยวิภังค์. บทว่า อนุพฺพญฺชนโส ได้แก่ โดยขันธกะ และบริวาร.

จบ อรรถกถาทุติยวินัยธรสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 284

อรรถกถาตติยวินัยธรสูตรที่ ๓

ตติยวินยธรสูตรที่ ๓ (ข้อ ๗๔) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า วินเย โข ปน ิโต โหติ ความว่า ตั้งอยู่แล้วในลักษณะ

แห่งวินัย. บทว่า อสหิโส ความว่า ไม่อาจจะให้สละความยึดมั่น

สิ่งที่ยึดไว้แล้ว

จบ อรรถกถาตติยวินัยธรสูตรที่ ๓

อรรถกถาสัตถุสาสนสูตรที่ ๙

สัตถุสาสนสูตรที่ ๙ (ข้อ ๘๐) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า เอโก ได้แก่ ไม่มีเพื่อนสอง. บทว่า วูปกฏฺโ ความว่า

หลีกออกไปแล้ว คือ สงัดแล้ว อยู่ไกลแล้ว ทางกายก็จากคณะ

ทางจิตก็จากกิเลสทั้งหลาย. บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ ตั้งอยู่แล้ว

ในความไม่อยู่ปราศสติ. บทว่า ปหิตตฺโต แปลว่า มีตนส่งไปแล้ว.

บทว่า นิพฺพิทาย ได้แก่เพื่อประโยชน์แก่ ความระอาในวัฏฏะ.

บทว่า วิราคาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ความคลายกิเลสมีราคะ

เป็นต้น. บทว่า นิโรธาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่อันกระทำไม่ให้

เป็นไปได้. บทว่า วปสมาย ได้แก่เพื่อความระงับกิเลส เพื่อเป็น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 285

ไม่ได้แห่งกิเลส. บทว่า อภิญฺาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่

ความรู้ยิ่ง การยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์. บทว่า สมฺโพธาย ความว่า

เพื่อประโยชน์แก่การตรัสรู้ธรรมกล่าวคือ มรรค. บทว่า นิพฺพาทาย

ความว่า เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน.

จบอรรถกถาสัตถุสาสนสูตรที่ ๙

อรรถกถาอธิการณสมถสูตรที่ ๑๐

อธิกรณสมถสูตรที่ ๑๐ (ข้อ ๘๑) มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

ธรรมชื่อว่า อธิกรณสนถะ เพราะอรรถว่า ระงับคือ ยัง

อธิกรณ์ให้เข้าไปสงบระงับ. บทว่า อุปฺปนฺนุปฺปนฺนาน แปลว่า

เกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นเล่า. บทว่า อธิกรณาน ความว่า อธิกรณ์ ๔ นี้

คือ วิวาทาธิกรณ์ ๑ อนุวาทาธิกรณ์ ๑ กิจจาธิกรณ์ ๑ อาปัตตา-

ธิกรณ์ ๑. บทว่า สมถาย วูปสมาย ความว่า เพื่อสงบ และเพื่อ

เข้าไประงับ. พึงใช้สมถะ ๗ เหล่านี้ คือ สัมมุขาวินัย ๑ สติวินัย ๑

อมุฬหวินัย ๑ ปฏิญญาตกรณะ ๑ เยภุยเยนสิกา ๑ ตัสสปาปิยสิกา ๑

ติณวัตถารกวินัย ๑.

นัยในการวินิจฉัยสมถะเหล่านั้น พึงถือเอาจากอรรถกถา

พระวินัย. อีกอย่างหนึ่ง ในอรรถกถาแห่งสังตีติสูตรในทีฆนิกาย

ก็ได้กล่าวไว้พิสดารแล้วนั้นแล. ในอรรถกถาสามคามสูตร ใน

มัชฌิมนิกาย ก็ได้กล่าวไว้แล้วเหมือนกันแล.

จบ อรรถกถาอธิกรณสมถสูตรที่ ๑๐

จบ วินัยธรวรรคที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 286

พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค

[๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะทำลาย

ธรรม ๗ ประการ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ สักกายทิฏฐิ ๑

วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะ ๑ โทสะ ๑ โมหะ ๑ มานะ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นภิกษเพราะทำลายธรรม ๗ ประการ

นี้แล.

[๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นสมณะ เพราะสงบ

ธรรม ๗ ประการ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะลอยธรรม ๗

ประการ ชื่อว่าเป็นโสตถิกะ (สวัสดี) เพราะเป็นผู้ไม่ร้อยรัดธรรม

๗ ประการ ว่าเป็นนหาตกะ เพราะอาบธรรม ๗ ประการ

ชื่อว่าเป็นเวทคู เพราะรู้ชัดธรรม ๗ ประการ ชื่อว่าเป็นอรหันต์

เพราะเป็นแก่ธรรม ๗ ประการ ธรรม ๗ ประการเป็นไฉน คือ

สักกายทิฏฐิ ๑ วิจิกิจฉา ๑ สีลัพพตปรามาส ๑ ราคะ ๑ โทสะ ๑

โมหะ ๑ มานะ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นอรหันต์ เพราะ

เป็นผู้ไกลธรรม ๗ ประการนี้แล.

[๘๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสัทธรรม ๗ ประการนี้ ๗

ประการเป็นไฉน คือ อสัตบุรุษเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ ไม่มีหิริ ๑

ไม่มีโอตตัปปะ ๑ มีสุตะน้อย ๑ เป็นผู้เกียจคร้าน ๑ มีสติหลงลืม ๑

มีปัญญาทราม ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสัทธรรม ๗ ประการนี้แล.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัทธรรม ๗ ประการนี้ ๗ ประการนี้เป็นไฉน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 287

คือสัตบุรุษเป็นผู้มีศรัทธา ๑ มีหิริ ๑ มีโอตตัปปะ ๑ เป็นพหูสูต ๑

ปรารภความเพียร ๑ มีสติ ๑ มีปัญญา ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

สัทธรรม ๗ ประการนี้แล.

[๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร

ของคำนับ เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควร

กระทำอัญชลี เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวก

เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณา

เห็นว่าไม่เที่ยง มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง ตระหนักชัดว่าไม่เที่ยง

ในจักษุ น้อมไปด้วยใจ หยั่งลงด้วยปัญญา ติดต่อสม่ำเสมอไม่

ขาดสาย เธอกระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหา

อาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง

ในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ นี้บุคคลที่ ๑ เป็นผู้ควรของคำนับ... เป็น

นาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า

ไม่เที่ยง มีความสำคัญว่าไม่เที่ยง ตระหนักชัดว่าไม่เที่ยงในจักษุ

น้อมไปด้วยใจ หยั่งลงด้วยปัญญา ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย

บุคคลนั้นมีการสิ้นอาสวะและการสิ้นชีวิต ไม่ก่อนไม่หลังกัน นี้

เป็นบุคคลที่ ๒ เป็นผู้ควรของคำนับ...

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า

ไม่เที่ยง...ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นอันตราปรินิพพายี

เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลนี้ ๓ เป็นผู้ควรของ

คำนับ....

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 288

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า

ไม่เที่ยง... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นอุปหัจจ-

ปรินิพพายี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๔

เป็นผู้ควรของคำนับ....

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า

ไม่เที่ยง.... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นอสังขาร

ปรินิพพายี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๕

เป็นผู้ควรของคำนับ....

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า

ไม่เที่ยง... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นสสังขาร-

ปรินิพพายี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๖

เป็นผู้ควรของคำนับ....

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่า

ไม่เที่ยง... ติดต่อสม่ำเสมอไม่ขาดสาย บุคคลนั้นเป็นอุทธังโสโต

อกนิฏฐคามี เพราะสิ้นโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ นี้เป็นบุคคลที่ ๗

เป็นผู้ควรของคำนับ ฯลฯ เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้แล เป็นผู้ควรของคำนับ

เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี

เป็นนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า.

[๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๗ จำพวกนี้ เป็นผู้ควร

ของคำนับ... ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ๗ จำพวกเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ พิจารณาเห็นว่าเป็นทุกข์ในจักษุ...

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 289

พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตาในจักษุ... พิจารณาเห็นความสิ้นไป

ในจักษุ ... พิจารณาเห็นความเสื่อมไปในจัก ... พิจารณาเห็น

ความคลายไปในจักษุ ... พิจารณาเป็นความดับในจักษุ ... พิจารณา

เห็นความสละคืนในจักษุ ... พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง พิจารณา

เป็นว่าเป็นทุกข์ พิจารณาเห็นว่าเป็นอนัตตา ... พิจารณาเห็น

ความสิ้นไป... พิจารณาเห็นความเสื่อมไป... พิจารณาเห็นความ

คลายไป พิจารณาเห็นความดับ... พิจารณาเห็นความสละคืน

ความคลายไป พิจารณาเห็นความดับ... พิจารณาเห็นความสละคืน

ในหู จมูก ลิ้น กาย ใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

ในจักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ

กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ในจักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส

ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ในจักขุสัมผัสสชาเวทนา

โสตสัมผัสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชา-

เวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสชาเวทนา ในรูปสัญญา

สัททสัญญา คันธสัญญา รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา

ในรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา

โผฏฐัพพสัญเจตนา ธรรมสัญเจตนา ในรูปตัณหา สัททตัณหา

คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ในรูปวิตก

สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก ในรูปวิจาร

สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร

ในรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 290

[๘๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ อันภิกษุ

พึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ สติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ

อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้

อันภิกษุพึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ.

[๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ ภิกษุพึง

เจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อนิจจสัญญา ๑

อนัตตสัญญา ๑ อสุภสัญญา ๑ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑

วิราคสัญญา ๑ นิโรธสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ดูก่อน

ประการนี้ ภิกษุพึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ.

[๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการ ภิกษุพึง

เจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ ๗ ประการเป็นไฉน คือ อสุภสัญญา ๑ มรณ-

สัญญา ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ สัพพโลเกอนภิรตสัญญา ๑

อนิจจสัญญา ๑ อนิจเจทุกขสัญญา ๑ ทุกเขอนัตตสัญญา ๑ ก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ภิกษุพึงเจริญเพื่อรู้ยิ่งราคะ.

[๙๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ ภิกษุพึง

เจริญเพื่อกำหนดราคะ ฯลฯ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อ

ความสิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความคลายไป เพื่อความดับ

เพื่อสละ เพื่อสละคืนราคะ ธรรม ๗ ประการ อันภิกษุพึงเจริญ

เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อกำหนดรู้ เพื่อความสิ้นไปรอบ เพื่อละ เพื่อความ

สิ้นไป เพื่อความเสื่อมไป เพื่อความคลายไป เพื่อความดับ เพื่อสละ

เพื่อสละคืนโทสะ โมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา

มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 291

ปมาทะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๗ ประการนี้ อันภิกษุพึง

เจริญ เพื่อรู้ยิ่ง... เพื่อสละคืนโทสสะ....

จบ สัตตกนิบาต

อรรถกถาพระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค

ต่อจากนี้ อีก ๗ สูตร มีอรรถง่ายทั้งนั้น. เพราะในพระสูตร

นี้ สูตรไรๆ ชื่อว่ามีนัยที่ไม่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังไม่มีเลย ดังนี้แล.

จบ อรรถกถาสัตตกนิบาต

มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย

รวมปัณณาสก์ในสัตตกนิบาตินี้

๑. ปฐมปัณณาสก์

๒. วรรคที่ไม่สงเคราะห์ในปัณณาสก์

๓. พระสูตรที่ไม่สงเคราะห์เข้าในวรรค

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 292

อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาติ

ปัณณาสก์

เมตตาวรรคที่ ๑

๑. เมตตสูตร

[๙๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร-

เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี

สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ

อันบุคคลเสพแล้วโดยเอื้อเฟื้อ เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำ

ให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง หมั่นเจริญเนือง ๆ สั่งสมไว้

โดยรอบ ปรารภด้วยดี พึงหวังได้อานิสงส์ ๘ ประการ ประการ

เป็นไฉน คือหลับก็เป็นสุข ๑ ตื่นก็เป็นสุข ๑ ไม่ฝันเห็นสิ่งลามก ๑

เป็นที่รักของมนุษย์ ๑ เป็นที่รักของอมนุษย์ ๑ เทวดาย่อมรักษา ๑

ไฟ ยาพิษ หรือศาตราไม่กล้ำกลายผู้นั้น ๑ เมื่อแทงตลอดคุณธรรม

ที่สูงขึ้นไปยังไม่ได้ ย่อมไปบังเกิดในพรหมโลก ๑ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลเสพแล้วโดยเอื้อเฟื้อ เจริญ

แล้ว ทำให้มากแล้ว กระทำให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นที่ตั้ง หมั่น

เจริญเนือง ๆ สั่งสมไว้โดยรอบ ปรารภด้วยดี พึงหวังได้อานิสงส์

๘ ประการนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 293

ก็ผู้ใดมีสติมั่นคง เจริญเมตตาอันหา

ประมาณมิได้ สังโยชน์ของผู้นั้น ผู้เห็นธรรมเป็น

ที่สิ้นไปแห่งอุปธิกิเลส ย่อมเบาบาง หากว่าเขา

ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายสัตว์แม้สักตัวเดียว เจริญ

เมตตาจิตอยู่ เพราะเจริญเมตตาจิตนั้น ย่อมเป็น

กุศล เขามีใจอนุเคราะห์หมู่สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้

ประเสริฐ กระทำบุญมาก พระราชาผู้ประกอบ

ด้วยธรรมเช่นกับฤาษี ชนะแผ่นดินอันประกอบ

ด้วยหมู่สัตว์ เจริญรอยตามกัน บูชายัญเหล่านี้

คือ สัสสเมธ ความทรงพระราชาในการบำรุง

พืชพันธุ์ธัญญาหาร ปุริสเมธ ทรงพระปรีชาใน

การเกลี้ยกล่อมประชาชน สัมมาปาสะ มีพระ

อัธยาศัยดุจบ่วงคล้องน้ำใจประชาชน วาชเปยยะ

มีพระวาจาเป็นที่ดูดดื่มน้ำใจคน ซึ่งมีผลคือทำให้

นครไม่ต้องมีลิ่มกลอน มหายัญเหล่านั้นทั้งหมด

ยังไม่เทียบเท่าส่วนที่ ๑๖ แห่งเมตตาจิตที่บุคคล

เจริญดีแล้ว ดุจกลุ่มดวงดาวทั้งหมด ไม่เทียบเท่า

แสงจันทร์ ฉะนั้น ผู้ใดมีเมตตาจิตในสรรพสัตว์

ไม่ฆ่า (สัตว์) เอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ชนะเอง

ไม่ใช่ให้ผู้อื่นชนะ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใคร ๆ.

จบ เมตตาสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 294

มโนรถปูรณี

อรรถกถาอังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต

เมตตาวรรคที่ ๑

อรรถกถาเมตตาสูตรที่ ๑

อัฏฐกนิบาต สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อาเสวิตาย แปลว่า เสพโดยเอื้อเฟื้อ. บทว่า ภาวิตาย

แปลว่า เจริญแล้ว. บทว่า พหุลีกตาย แปลว่า กระทำบ่อย ๆ.

บทว่า ยานีกตาย แปลว่า กระทำให้เป็นดุจยานอันเทียมแล้ว

(ด้วยม้า). บทว่า วตฺถุกตาย แปลว่า กระทำให้เป็นดุจวัตถุที่ตั้ง

เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งไว้. บทว่า อนุฏฺิตาย แปลว่า เข้าไปตั้ง

ไว้เฉพาะ. (คือปรากฏ). บทว่า ปริจิตาย แปลว่า สั่งสมไว้คือ

เข้าไปสั่งสมไว้โดยรอบ. บทว่า สุสมารทฺธาย แปลว่า เริ่มไว้ดีแล้ว

คือกระทำไว้ดีแล้ว. บทว่า อานิสสา ได้แก่ คุณความดี. คำที่จะ

พึงกล่าวในบทว่า สุข สุปติ ดังนี้เป็นต้น ข้าพเจ้าจักกล่าวใน

เอกาทสกนิบาตข้างหน้า.

บทว่า อปฺปมาณ คือไม่มีประมาณโดยการแผ่ไป. บทว่า

ตนู สโยชนา โหนฺติ ปสฺสโต อุปธิกฺขย ความว่า สังโยชน์ ๑๐

อันผู้บรรลุพระอรหัตกล่าวคือ ธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิกิเลสโดยลำดับ

ละได้วด้วยวิปัสสนามีเมตตาเป็นปทัฏฐาน (คือเหตุใกล้ที่สุด). อีก

อย่างหนึ่ง บทว่า ตนู สโยชนา โหนฺติ ความว่า ปฏิฆะ และสังโยชน์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 295

อันสัมปยุตด้วยปฏิฆะ. เป็นกิเลสที่เบาบาง. บทว่า ปสฺสโต อปธกฺขย

ความว่า ผู้เห็นอยู่ซึ่งพระอรหัต กล่าวคือ ธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิกิเลส

เหล่านั้นแหละด้วยอำนาจบรรลุ. บทว่า กุสล เตน โหติ แปลว่า

ย่อมเป็นกุศลด้วยการเจริญเมตตานั้น. บทว่า สตฺตสณฺฑ ความว่า

ประกอบด้วยชัฏคือหมู่สัตว์ อธิบายว่า เต็มด้วยหมู่สัตว์. บทว่า

ชินิตฺวา ได้แก่ ชนะโดยไม่ใช้อาญา ไม่ใช้สาตรา ใช้ธรรมอย่าง

เดียว. บทว่า ราชิสฺสโย ได้แก่ พระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมเสมือน

พระฤาษี. บทว่า ยชมานา ได้แก่ ให้ทานทั้งหลาย. บทว่า อนุ-

จริยคา แปลว่า เที่ยวไปแล้ว.

ในบทว่า สสฺสเมธ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- ได้ยินว่า

ครั้งพระราชาผู้ตั้งอยู่ในธรรมแต่โบราณ มีสัคหวัตถุ ๔ ที่พระ

ราชาทั้งหลายทรงสงเคราะห์โลก คือ สัสสเมธะ ปรุสเมธะ สัมมา-

ปาสะ วาชเปยยะ.

ในสังคหวัตถุ ๔ ประการนั้น การถือเอาส่วนที่ ๑๐ จาก

ข้าวกล้าที่เผล็ดผลแล้ว ชื่อว่า สัสสเมธะ อธิบายว่า ความเป็น

ผู้ฉลาดในการทะนุบำรุงข้าวกล้า. การเพิ่มให้อาหารและค่าจ้าง

เพียงพอใช้ไป ๖ เดือน แก่นักรบใหญ่ทั้งหลาย ชื่อว่า ปุริสเมธะ

อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาดในการยึดเหนี่ยว (น้ำใจ) คน. การจด

จำนวนคนจนเป็นรายตัว แล้วให้ทรัพย์ประมาณหนึ่งสองพัน

โดยไม่เอาดอกเบี้ยตลอด ๓ ปี ชื่อว่า สัมมาปาสะ ก็การกระทำ

เช่นนั้นย่อมคล้องคนทั้งหลายไว้ได้ดี คือ ตั้งอยู่เหมือนผูกหัวใจไว้

เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า สัมมาปาสะ. การกล่าววาจาอ่อนหวาน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 296

โดยนัยเป็นต้นว่า พ่อ, ลุง ชื่อว่า วาชเปยยะ อธิบายว่า ปิยาวาจา

มีวาจาน่ารัก. รัฐที่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการอย่างนี้

ย่อมเป็นรัฐที่เจริญ มั่งคั่ง มีข้าวน้ำสมบูรณ์ ปลอดโปร่ง ปราศจาก

โจรผู้ร้าย. มนุษย์ทั้งหลายรื่นเริงให้ลูกรำอยู่บนอก ไม่ต้องปิด

ประตูบ้านอยู่. นี้เรียกว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่ต้องลงสลักที่ประตู

เรือน. นี้เป็นประเพณีโบราณ.

ก็แหละในกาลต่อมา ในสมัยพระเจ้าโอกกากราช พวก

พราหมณ์เปลี่ยนแปลงสังคหวัตถุ ๔ ประการนี้ และสมบัติของรัฐ

อันนี้เสีย กระทำให้ผิดจากของเดิม ทั้งเป็นยัญทั้ง ๕ มี อัสสเมธะ

เป็นต้น. ในยัญ ๕ ประการนั้น ยัญที่ชื่อว่า อัสสเมธะ เพราะฆ่าม้า

ในยัญนั้น. คำว่าอัสสเมธะนั้นเป็นชื่อของยัญที่พึงบูชาด้วยยัญ

อันเป็นบริวาร ๒ อย่าง มี เสายัญ ๒๑ เสา มีการเบียดเบียนเพราะ

การฆ่าปศุสัตว์ ๕๙๗ ตัว เฉพาะในวันสุดท้ายวันเดียว มีสมบัติ

ทั้งปวงไม่เหลือ เว้นที่ดินและคนเป็นทักษิณา. ยัญชื่อว่า ปุริสเมธะ

เพราะฆ่าคนในยัญนั้น. คำว่าปุริสเมธะนั้น เป็นชื่อของยัญที่จะ

บูชาด้วยยัญอันเป็นบริวาร ๔ อย่าง มีสมบัตเหมือนดังกล่าวใน

อัสสเมธะพร้อมด้วยที่ดินเป็นทักษิณ. ยัญชื่อว่า สัมมาปาสะ เพราะ

มีการสอดสลักไม้ในยัญนั้น. คำว่าสัมมาปาสะนี้ เป็นชื่อของ

สัตรยาคบูชา (การบูชายัญที่มีเสายัญและทำหลายวัน ) ที่ใส่สลัก

คือ ท่านไม้ที่สอดเข้าไปในช่องแอกทุก ๆ วัน แล้วทำภูมิที่บูชา

ณ โอกาสที่ไม้สลักนั้นตก แล้วเดินถอยหลังไปตั้งแต่โอกาสที่ ที่

(พระราชาในครั้งก่อน) ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี บูชาด้วยเสายัญ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 297

เป็นต้นที่เคลื่อนที่ได้ (ด้วยพาหนะ). ชื่อว่า วาชเปยยะ เพราะ

ดื่มวาชะ (คือเนยใส และน้ำผึ้งเสก) ในยัญนั้น. คำว่า วาชเปยยะนี้

เป็นชื่อของยัญที่ต้องบูชาด้วยปศุสัตว์ ๑๗ ตัว ด้วยยัญบริวาร

อย่างหนึ่ง มีเสายัญเป็นไม้มะตูม อันให้ของที่ประกอบด้วยของ

๑๗ อย่าง เป็นทักษิณา. ชื่อว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่มีลิ่มสลัก

ในยัญนั้น คำว่า นิรัคคฬะนี้ เป็นชื่อของอัสสเมธะอีกชื่อหนึ่ง ซึ่ง

มีชื่อโดยอ้อมว่า สัพพเมธะ ซึ่งต้องบูชาด้วยยัญบริวาร ๙ อย่าง

ให้สมบัติดังกล่าวในอัสสเมธะ พร้อมด้วยที่ดินและคนเป็นทักษิณา.

บทว่า กลมฺปิ เต นานุภวนฺติ โสฬฺสึ ความว่า ด้วยว่า

มหายัญทั้งหมดนั้น มีค่าไม่ถึงส่วนที่ ๑๖ อธิบายว่าไม่ถึงส่วนที่ ๑๖

เพราะเมตตาจิตดวงเดียวมีวิบากคือ ผลมาก.

บทว่า น ชินาติ ได้แก่ ไม่ทำความเสื่อมแก่ผู้อื่นด้วยตนเอง.

บทว่า น ชาปเย ได้แก่ ไม่ใช้ผู้อื่นทำความเสื่อมแก่ผู้อื่น. บทว่า

เมตฺสโส ได้แก่ เป็นผู้มีส่วนแห่งสมาธิจิตที่สัมปยุตด้วยเมตตา.

บทว่า สพฺพภูตาน ได้แก่ ในสรรพสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า เวร ตสฺส

น เกนจิ ความว่า เขาย่อมไม่มีอกุศลเวร หรือบุคคลเวรกับใคร ๆ.

จบ อรรถกถาเมตตาสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 298

๒. ปัญญาสูตร

[๙๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘

ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์

ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงามไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญา

ที่ได้แล้วแล้ว ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรม

วินัยนี้ อาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง

ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว

ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๑ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อ

ความบริบูรณ์แห่งปัญญาได้แล้ว.

เธออาศัยพระศาสดา หรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง

ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว

ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้านั้นแล้ว เธอเข้าไปหา

แล้วไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ข้าแต่ท่านเจริญ ภาษิตนี้

เป็นอย่างไร เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้น

ย่อมเปิดเผยข้อที่ยังไม่ได้เปิดเผย ทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง

และบรรเทาความสงสัยในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลาย

ประการแก่เธอ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๒

ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่

ได้แล้ว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 299

เธอฟังธรรมนี้แล้ว ย่อมยังความสงบ ๒ อย่าง คือ ความ

สงบกายและความสงบจิต ให้ถึงพร้อม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็น

เหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๓ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความ

บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว.

เธอเป็นผู้มีศีล สำรวมระวังในปาติโมกข์ ถึงพร้อมด้วย

อาจาระและโคจร มีปกติเห็นภัยในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทาน

ศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุ

เป็นปัจจัยข้อที่ ๔ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความ

บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว.

เธอเป็นพหูสูต ทรงจำสุตะ สั่งสมสุตะ เป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก

ทรงจำไว้ คล่องปาก ขึ้นใจ แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ซึ่งธรรม

ทั้งหลายอันงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ประกาศ

พรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ ทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๕ ย่อมเป็นไปเพื่อ

ได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว.

เธอย่อมปรารภความเพียรเพื่อละอกุศลธรรม เพื่อความ

พร้อมมูลแห่งกุศลธรรม เป็นผู้มีกำลัง มีความบากบั่นมั่นคง ไม่

ทอดธุระในกุศลธรรม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัย

ข้อที่ ๖ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อความบริบูรณ์แห่ง

ปัญญาที่ได้แล้ว.

อนึ่ง เธอเข้าประชุมสงฆ์ ไม่พูดเรื่องต่าง ๆ ไม่พูดเรื่อง

ไม่เป็นประโยชน์ ย่อมแสดงธรรมเองบ้าง ย่อมเชื้อเชิญผู้อื่นให้แสดง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 300

บ้าง ย่อมไม่ดูหมิ่นการนิ่งอย่างพระอริยเจ้า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๗ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ฯลฯ เพื่อ

ความบริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว.

อนึ่ง เธอพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น และความเสื่อมใน

อุปาทานขันธ์ ๕ ว่า รูปเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่งรูปเป็นดังนี้

ความดับแห่งรูปเป็นดังนี้ เวทนาเป็นดังนี้... สัญญาเป็นดังนี้...

สังขารทั้งหลายเป็นดังนี้... วิญญาณเป็นดังนี้ ความเกิดขึ้นแห่ง

วิญญาณเป็นดังนี้ ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย นี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยข้อที่ ๘ ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา

อันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความงอกงาม

ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งปัญญาที่ได้แล้ว.

เพื่อพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า ท่าน

ผู้มีอายุนี้ อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง

ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว

ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อม

รู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็น

ไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญ เพื่อการบำเพ็ญ

สมณธรรม เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน.

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุนี้อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์รูปใดรูปหนึ่ง

ผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู ซึ่งเป็นที่เข้าไปตั้งความละอาย ความเกรงกลัว

ความรัก และความเคารพไว้อย่างแรงกล้า ท่านได้เข้าไปหาแล้ว

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 301

ไต่ถาม สอบถามเป็นครั้งคราวว่า ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร

เนื้อความแห่งภาษิตนี้เป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นย่อมเปิดเผยข้อที่

ยังไม่เปิดเผย ย่อมทำให้แจ้งข้อที่ยังไม่ทำให้แจ้ง และย่อมบรรเทา

ความสงสัยในธรรม อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยหลายประการ

แก่ภิกษุนั้น ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น

เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็น

น้ำหนึ่งใจเดียวกัน.

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ได้ฟังธรรมแล้ว ย่อมยังความสงบ ๒ อย่าง คือ

ความสงบกายและความสงบจิตให้ถึงพร้อม ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้

สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็นเป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ ก็เป็น

ไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน.

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้น อย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นผู้มีศีล... สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท

ทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น

เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็น

น้ำหนึ่งใจเดียวกัน.

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุผู้นี้ เป็นพหูสูต... แทงตลอดด้วยดีด้วยทิฏฐิ ท่านผู้มีอายุ

ผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น เป็นแน่แท้ แม้ธรรม

ข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 302

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ปรารภความเพียร... ไม่ทอดทิ้งธุระในกุศลธรรม

ทั้งหลาย ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น

เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็น

น้ำหนึ่งใจเดียวกัน.

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุผู้นี้เข้าประชุมสงฆ์... ไม่ดูหมิ่นความนิ่งอย่างพระ-

อริยเจ้า ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็น

เป็นแน่แท้ แม้ธรรมข้อนี้ก็เป็นไปเพื่อความรัก... เพื่อความเป็น

น้ำหนึ่งใจเดียวกัน.

อนึ่ง เพื่อนพรหมจรรย์ย่อมสรรเสริญภิกษุรูปนั้นอย่างนี้ว่า

ท่านผู้มีอายุผู้นี้ ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป

ในอุปาทานขันธ์ ๕... ความดับแห่งวิญญาณเป็นดังนี้ ท่านผู้มีอายุ

ผู้นี้ ย่อมรู้สิ่งที่ควรรู้ ย่อมเห็นสิ่งที่ควรเห็นเป็นแน่แท้ แม้ธรรม

ข้อนี้ก็ย่อมเป็นไปเพื่อความรัก ความเคารพ ความสรรเสริญ

เพื่อการบำเพ็ญสมณธรรม เพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย เหตุ ๘ ประการ ปัจจัย ๘ ประการนี้แล ย่อมเป็นไป

เพื่อได้ปัญญาอันเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ยังไม่ได้ เพื่อความ

งอกงาม ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์ แห่งปัญญาที่ได้แล้ว.

จบ ปัญญาสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 303

อรรถกถาปัญญาสูตร ที่ ๒

ปัญญาสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อาทิพฺรหฺมจริยากาย แปลว่า อันเป็นเบื้องต้นแห่ง

มรรคพรหมจรรย์. บทว่า ปญฺาย ได้แก่ วิปัสสนา ปัญญาอัน

เห็นแจ้ง. บทว่า ครุฏฺานิย แปลว่า ผู้ควรแก่ความเป็นครูอันเป็น

ปัจจัยให้เกิดความเคารพ. บทว่า ติพฺพ แปลว่า หนา. บทว่า

ปริปุจฺฉิ ได้แก่ ถามถึงเงือนเบื้องต้นเบื้องปลายแห่งอรรถะบาลี.

บทว่า ปริปญฺหติ ได้แก่ ตั้งปัญหา คือ นึกว่าเราจักถามข้อนี้และ

ข้อนี้. บทว่า ทฺวเยน แปลว่า ๒ อย่าง. บทว่า อนานากถิโก คือ

เป็นผู้ไม่กล่าวเรื่องต่าง ๆ บทว่า อติรจฺฉานกถิโก คือ ไม่กล่าว

ดิรัจฉานกถามีอย่างต่าง ๆ. บทว่า อริย วา ตุณฺหีภาว ความว่า

จตุตถฌาน ชื่อว่า อริยดุษณีภาพ แม้มนสิการกรรมฐานที่เหลือ

ก็ใช้ได้. บทว่า ชาน ชานาติ แปลว่า รู้สิ่งที่ควรรู้. บทว่า ปสฺส

ปสฺสติ แปลว่า เห็นสิ่งที่ควรเห็น. บทว่า ปิยตาย แปลว่า เพื่อ

ต้องการให้เขารัก. บทว่า ครุตาย แปลว่า เพื่อต้องการให้เขาเคารพ.

บทว่า ภาวนาย แปลว่า เพื่อประโยชน์ในเขาชม หรือเพื่อให้เขา

ยกย่อมคุณ. บทว่า สามญฺาย คือ เพื่อประโยชน์แก่สมณธรรม.

บทว่า เอกีภาวาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่ความไม่ห่างเหินกัน.

จบ อรรถกถาปัญญาสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 304

๓. ปฐมอัปปิยสูตร

[๙๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘

ประการ ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่

เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สรรเสริญผู้ไม่เป็น

ที่รัก ๑ ติเตียนผู้เป็นที่รัก ๑ มุ่งลาภ ๑ มุ่งสักการะ ๑ ไม่มีความ

ละอาย ๑ ไม่มีความเกรงกลัว ๑ มีความปรารถนาลามก ๑ มีความ

เห็นผิด ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘

ประการนี้แล ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และ

ไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ

เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของ เพื่อนพรหมจรรย์ ธรรม

๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

เป็นผู้ไม่สรรเสริญผู้ที่ไม่เป็นที่รัก ๑ ไม่ติเตียนผู้ไม่เป็นที่รัก ๑

ไม่มุ่งลาภ ๑ ไม่มุ่งสักการะ ๑ มีความละอาย ๑ มีความเกรงกลัว ๑

มักน้อย ๑ มีความเห็นชอบ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบ

ด้วยธรรม ๘ ประการนี้ ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ

และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์.

จบ ปฐมอัปปิยสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 305

อรรถกถาปฐมอัปปิยสูตรที่ ๓

ปฐมอัปปิยสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อปฺปิยปสสี แปลว่า เป็นผู้สรรเสริญ คือ กล่าวชม

คนที่ไม่เป็นที่รัก. บทว่า ปิยครหี ได้แก่ นินทา คือ ติเตียนคนที่เป็น

ที่รัก.

จบ อรรถกถาปฐมอัปปิยสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 306

๔. ทุติยอัปปิยสูตร

[๙๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘

ประการ ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจ ไม่เป็นที่เคารพ และไม่

เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ มุ่ง-

สักการะ ๑ มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ ไม่รู้จักกาล ๑ ไม่รู้จักประมาณ ๑

ไม่สะอาด ๑ ชอบพูดมาก ๑ มักด่ามักบริภาษเพื่อพรหมจรรย์ ๑

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล

ย่อมไม่เป็นที่รัก ฯลฯ และไม่เป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุประกอบด้วยธรรม ๘ ประการ ย่อม

เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นที่เคารพ และเป็นที่สรรเสริญของ

เพื่อนพรหมจรรย์ ธรรม ๘ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ไม่เป็นผู้มุ่งลาภ ๑ ไม่เป็นผู้มุ่งสักการะ ๑

ไม่เป็นผู้มุ่งความมีชื่อเสียง ๑ เป็นผู้รู้จักกาล ๑ เป็นผู้รู้จักประมาณ ๑

เป็นคนสะอาด ๑ ไม่ชอบพูดมาก ๑ ไม่ด่าไม่บริภาษเพื่อนพรหมจรรย์

๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๘ ประการนี้แล

ย่อมเป็นที่รัก ฯลฯ และเป็นที่สรรเสริญของเพื่อนพรหมจรรย์

จบ ทุติยอัปปิยสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 307

อรรถกถาทุติยอัปปิยสูตร ๔

ทุติยอัปปิยสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อนวญฺตฺติกาโม ความว่า ไม่ประสงค์ดูหมิ่นว่า

โอหนอ คนอื่นไม่พึงดูหมิ่นเรา. บทว่า อกาลญฺญู ได้แก่ ไม่รู้กาล

หรือมิใช่กาล คือ คือพูดในเวลามิใช่กาล. บทว่า อสุจี ได้แก่ ผู้ประกอบ

ด้วยกายกรรมอันไม่สะอาดเป็นต้น.

จบ อรรถกถาทุติยอัปปิยสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 308

๕. โลกธรรมสูตร

[๙๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้ ย่อม

หมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ

๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความ

เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และ

โบกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้.

ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้ คือ ลาภ ๑

ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา

๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง

ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่

ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้น

แล้ว พิจารณาเห็นว่ามีความแปรปรวนเป็น

ธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของ

ท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมย์

ท่านขจัดความยินดีและความยินร้ายเสียได้จนไม่

เหลือติดอยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศ-

จากธุลี ไม่มีความเศร้าโศก เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ

ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง.

จบ โลกธรรมสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 309

อรรถกถาโลกธรรมสูตรที่ ๕

ปฐมโลกธรรมสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- โลกธรรม

เพราะเป็นธรรมของโลก. ชื่อว่าคนผู้พ้นจากโลกธรรมเหล่านี้ไม่มี

แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ยังมี เพราะเหตุนั้นนั่นแล จึงตรัสว่า

โลก อนุปริวตฺตนฺติ ย่อมหมุนไปตามโลก. ความว่า ย่อมติดตามไป

ไม่ลดละ ได้แก่ ไม่กลับจากโลก. บทว่า โลโก จ อฏฺ โลกธมฺเม

อนุปริวตฺตติ ความว่า และโลกนี้ย่อมติดตาม ไม่ละโลกธรรมเหล่านี้

อธิบายว่าไม่กลับจากธรรมเหล่านั้น.

ในบทว่า ลาโภ อลาโภ พึงทราบว่า เมื่อลาภมาถึง ความ

ไม่มีลาภก็มาถึงเหมือนกัน. แม้ในโลกธรรมมี เสื่อมยศเป็นต้น

ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อเวกฺขติ วิปริณามธมฺเม ได้แก่ พิจารณา

อย่างนี้ว่า ธรรมเหล่านี้มีความแปรปรวนไม่เป็นธรรมดา. บทว่า

วิธูปิตา ได้แก่ ขจัดแล้ว คือ กำจัดแล้ว. บทว่า ปทญฺจ ตฺวา ได้แก่

รู้บทคือ พระนิพพาน. บทว่า สมฺมปฺปชานาติ ภวสฺส ปราคู ความว่า

ครั้นรู้บทคือ พระนิพพานแล้วย่อมรู้โดยชอบถึงความที่ตนถึงฝั่ง

นั้นแล้ว ในสูตรนี้ ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.

จบ อรรถกถาโลกธรรมสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 310

๖. โลกวิปัตติสูตร

[๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล

ย่อมหมุนไปตามโลก และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการ

๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความ

เสื่อมยศ ๑ นินทา ๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย โลกธรรม ๘ ประการนี้แล ย่อมหมุนไปตามโลก และ

โลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม ๘ ประการนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ลาภก็ดี ความเสื่อมลาภก็ดี ยศก็ดี ความเสื่อมยศก็ดี นินทาก็ดี

สรรเสริญก็ดี สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ

ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกผู้ได้สดับ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในข้อนี้

จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกัน

ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรม

ของข้าพระองค์ทั้งหลาย มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นมูล มีพระผู้มี

พระภาคเจ้าเป็นผู้นำ มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นที่พึงอาศัย ข้าแต่

พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานวโรกาส ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้

แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักทรงจำไว้.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น

เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับ

พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 311

ทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด

ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า

ลาภนั้นเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

ความเสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ... นินทา... สรรเสริญ...

สุข... ทุกข์ ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ เขาไม่ตระหนักชัด

ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า

ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภ

ย่อมครอบงำจิตของเขาได้ แม้ความเสื่อมลาภ... แม้ยศ... แม้ความ

เสื่อมยศ... แม้นินทา... แม้สรรเสริญ... แม้สุข... แม้ทุกข์ ย่อม

ครอบงำจิตของเขาได้ เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้าย

ในความเสื่อมลาภ ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ

ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในนินทา ย่อมยินดี

สุขที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมยินร้ายในทุกข์ เขาประกอบด้วยความยินดี

ยินร้ายอย่างนี้ ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ

ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส เรากล่าวว่า ไม่พ้นไปจากทุกข์.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ

อริยสาวกนั้น ย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า

ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่าลาภนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ

แปรปรวนเป็นธรรมดา ความเสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ...

นินทา... สรรเสริญ... สุข... ทุกข์ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้

สดับ อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด ทราบชัดตามความจริงว่า

ทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่า ทุกข์นั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 312

แปรปรวนเป็นธรรมดา แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้ แม้

ความเสื่อมลาภ... แม้ยศ... แม้ความเสื่อมยศ... แม้นินทา... แม้

สรรเสริญ... แม้สุข... แม้ทุกข์ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้

ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ

ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ ไม่ยินดีความ

สรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้น

แล้ว ไม่ยินร้ายในทุกข์ ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาด

อย่างนี้ ย่อมพ้นไปจากชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์

โทมนัส และอุปายาส เรากล่าวว่า ย่อมพ้นไปจากทุกข์ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย นี้แลเป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกัน ระหว่าง

อริยสาวก ผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ.

ธรรมในหมู่เหล่านี้ คือ ลาภ ๑

ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความเสื่อมยศ ๑ นินทา

๑ สรรเสริญ ๑ สุข ๑ ทุกข์ ๑ เป็นสภาพไม่เที่ยง

ไม่แน่นอน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา แต่

ท่านผู้เป็นนักปราชญ์ มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้น

แล้ว พิจารณาเห็นว่า มีความแปรปรวนเป็น

ธรรมดา ธรรมอันน่าปรารถนา ย่อมย่ำยีจิตของ

ท่านไม่ได้ ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่ออนิฏฐารมย์

ท่านขจัดความยินดีและยินร้ายเสียได้จนไม่เหลือ

อยู่ อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจาก

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 313

ธุลี ไม่มีความเศร้าโศกเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อม

ทราบได้อย่างถูกต้อง.

จบ โลกวิปัตติสูตรที่ ๖

อรรถกถาโลกวิปัตติสูตรที่ ๖

ทุติยโลกธรรมสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า โก วิเสโส ได้แก่ อะไรเป็นเหตุพิเศษ. บทว่า โก

อธิปฺปายโส ได้แก่ อะไรเป็นความประกอบอันยิ่ง. บทว่า ปริยาทาย

ได้แก่ ยึดถือ คือตั้งล้อมรอบ แม้ในสูตรนี้ก็ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ.

จบ อรรถกถาโลกวิปัตติสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 314

๗. เทวทัตตสูตร

[๙๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา

คิขฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์ เมื่อพระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่นานนัก

ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภถึงพระเทวทัต ตรัสกะ

ภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุ

พิจารณาความวิบัติของตนโดยกาลอันควร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาความวิบัติของผู้อื่นโดยกาลอันควร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาถึงสมบัติ

ของตนโดยกาลอันควร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว

ที่ภิกษุพิจารณาถึงสมบัติของผู้อื่นโดยกาลอันควร ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการครอบงำย่ำยี

แล้ว ต้องไปบังเกิดในอบาย ในนรกออยู่ชั่วกัป แก้ไขไม่ได้อสัทธรรม

๘ ประการเป็นไฉน คือ ลาภ ๑ ความเสื่อมลาภ ๑ ยศ ๑ ความ

เสื่อมยศ ๑ สักการะ ๑ ความเสื่อมสักการะ ๑ ความปรารถนา

ลามก ๑ ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัต

มีจิตอันอสัทธรรม ๘ ประการนี้แลครอบงำย่ำยีแล้ว ต้องไปบังเกิด

ในอบาย ในนรกอยู่ชั่วกัป แก้ไขไม้ได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้วที่ภิกษุควรครอบงำย่ำยี

ลาภที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นความดีแล้วที่ภิกษุควรครอบงำย่ำยีความ

เสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ... สักการะ... ความเสื่อม

สักการะ... ความเป็นปรารถนาลามก... ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 315

ที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์

อะไร จึงควรครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ภิกษุอาศัยอำนาจ

ประโยชน์อะไร จึงควรครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้น

แล้ว เพราะว่าเมื่อภิกษุไม่ครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดแล้ว อาสวะ

ที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อน พึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุครอบงำ

ย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อน

เหล่านั้นย่อมไม่เกิด... เพราะว่าเมื่อภิกษุไม่ ครอบงำย่ำยีความ

เป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อน

พึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว

อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อนเหล่านั้น ย่อมไม่เกิด

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรครอบงำ

ย่ำยีลาภที่เกิดข้นแล้ว... จึงควรครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

ที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลาย

พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายจักครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว...

จักครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.

จบ เทวทัตตสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 316

อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่ ๗

เทวทัตตสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อจิรปกฺกนฺเต ได้แก่ เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์แล้ว

ออกไปไม่นาน. บทว่า อารพฺภ ได้แก่ อาศัย เจาะจง มุ่งหมาย.

บทว่า อตฺตวิปตฺตึ ได้แก่ ความวิบัติ คือ อาการอันวิบัติของตน.

แม้ในบทที่เหลือ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อภิภุยฺย ได้แก่ ครอบงำ

ย่ำยี.

จบ อรรถกถาเทวทัตตสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 317

๘. อุตตรสูตร

[๙๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระอุตตรอยู่ที่วิหารชื่อว่า วัฏฏชาลิกา

ใกล้ภูเขาสังเขยยกะ ณ มหิสพัสดุชนบท ณ ที่นั้นแล ท่านพระ-

อุตตระกล่าวกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็น

ความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาเห็นความวิบัติของตนโดยกาลอันควร

ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาเห็นความ

วิบัติของคนอื่นโดยกาลอันควร ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็น

ความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาเห็นสมบัติของตนโดยกาลอันควร

ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เป็นความดีแล้วที่ภิกษุพิจารณาเห็น

สมบัติของผู้อื่นโดยกาลอันควร.

ก็สมัยนั้นแล ท้าวเวสสวัณมหาราชออกจากทิศเหนือผ่านไป

ทางทิศใต้ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ได้สดับคำที่ท่านพระอุตตระ

แสดงธรรมแก่ ภิกษุทั้งหลาย ในวัฏฏชาลิกาวิหาร ใกล้ภูเขา

สังเขยยกะ ณ มหิสพสดุชนบท ไม่ปรากฏในเทวดาชั้นดาวดึงส์

เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด

ฉะนั้น แล้วเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว

จึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์โปรดทรงทราบว่า ท่านพระอุตตระ

นี้ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุในวัฏฏะชาลิกาวิหารอย่างนี้... ลำดับนั้น

ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ทรงหายจากเทวดาชั้นดาวดึงส์ ไปปรากฏ

ต่อหน้าท่านพระอุตตระ ในวัฏฏชาลิวิหาร ใกล้ภูเขาสังเขยยกะ

ณ มหิสพัสดุชนบท เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่คู้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 318

หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น แล้วเสด็จเข้าไปหาท่านพระอุตตระ

ถึงที่อยู่ อภิวาทแล้ว ประทับยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว

ได้ตรัสถามท่านพระอุตตระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ได้ยินว่า ท่าน.

พระอุตตระแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายอย่างนี้... จริงหรือ ท่าน

พระอุตตระถวายพระพรว่า จริงอย่างนั้น มหาบพิตร.

ส. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คำนี้เป็นปฏิภาณของพระคุณเจ้าเอง

หรือที่เป็นของพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.

อ. ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าอย่างนั้น อาตมภาพจะทำข้ออุปมา

ให้มหาบพิตรทรงสดับ ซึ่งวิญญูชนบางพวกจะรู้เนื้อความแห่ง

ภาษิตได้ด้วยข้ออุปมา ดูก่อนมหาบพิตร เปรียบเหมือนข้าวเปลือก

กองใหญ่ซึ่งมีอยู่ไม่ไกลบ้านหรือนิคมนัก ชนหมู่มากขนข้าวเปลือก

ออกจากกองนั้นด้วยกระเช้าบ้าง ด้วยตะกร้าบ้าง ด้วยห่อพกบ้าง

ด้วยกอบมือบ้าง ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลผู้หนึ่งเข้าไปถามชน

หมู่ใหญ่นั้นอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายขนข้าวเปลือกนี้มาจากไหน

ดูก่อนมหาบพิตร มหาชนนั้นจะตอบอย่างไร จึงจะตอบได้อย่างนี้

ถูกต้อง.

ส. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มหาชนนั้นพึงตอบให้ถูกต้องได้อย่างนี้ว่า

พวกเราขนมาจากกองข้าวเปลือกกองใหญ่โน้น.

อุ. ดูก่อนมหาบพิตร ฉันนั้นเหมือนกันแล คำอันเป็นสุภาษิตทั้งหมด

ล้วนเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์นั้น ดังนั้น อาตมภาพจึงชักเอาข้าวเปลือกมาถวายพระพร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 319

โดยเที่ยบเคียงสุภาษิตอันเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น

ขอถวายพระพร.

ส. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่เคยมีมาแล้ว

ที่ท่านพระอุตตระได้กล่าวไว้เป็นอย่างดีดังนี้ว่า คำอันเป็นสุภาษิต

ทั้งหมดล้วนเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมา-

สัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ดังนั้น อาตมาภาพจึงชัดเอาข้าวเปลือก

มาถวายพระพร โดยเทียบเคียงสุภาษิต อันเป็นพระดำรัสของ

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ท่านอุตตระผู้เจริญ สมัยหนึ่ง พระผู้มี-

พระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ใกล้เมืองราชคฤห์ เมื่อ

พระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่นาน ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุพิจารณาเห็นความวิบัติของตนโดยกาล

อันควร ฯลฯ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม

๘ ประการครอบงำย่ำยีแล้ว ต้องไปเกิดในอบาย ในนรกอยู่ชั่วกัป

แก้ไขไม่ได้ อสัทธรรม ๘ ประการเป็นไฉน คือลาภ... ความเป็นผู้

มีมิตรชั่ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเทวทัตมีจิตอันอสัทธรรม ๘

ประการนี้แลครอบงำย่ำยีแล้ว ต้องไปเกิดในอบาย ในนรกอยู่ชั่วกัป

แก้ไขไม่ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เป็นความดีแล้ว ที่ภิกษุครอบงำ

ย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นความดีแล้วที่ภิกษุจะพึงครอบงำย่ำยี

ความเสื่อมลาภ... ยศ... ความเสื่อมยศ... สักการะ... ความเสื่อม

สักการะ... ความเป็นผู้ปรารถนาลามก... ความเป็นผู้มีมิตรชั่ว

ที่เกิดขึ้นแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 320

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร จึงครอบงำ

ย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร

จึงครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะว่าเมื่อ

คับแค้นเดือดร้อน พึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้น

แล้ว อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อนเหล่านั้นย่อมไม่เกิด...

เพราะว่าเมื่อภิกษุไม่ครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว

อาสวะที่ทำให้เกิดความคับแค้นเดือดร้อน พึงเกิดขึ้น เมื่อภิกษุ

ครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว อาสวะที่ทำให้เกิด

ความคับแค้นเดือดร้อนเหล่านั้นย่อมไม่เกิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ภิกษุอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล จึงควรครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้น

แล้ว... จึงควรครอบงำย่ำยีความเป็นผู้มิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เธอทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้

ว่า เราทั้งหลายจักครอบงำย่ำยีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว... จักครอบงำ

ย่ำยีความเป็นผู้มีมิตรชั่วที่เกิดขึ้นแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ

ทั้งหลายพึงศึกษาอย่างนี้แล.

ข้าแต่ท่านพระอุตตระผู้เจริญ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ ในหมู่

มนุษย์มีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ธรรม

บรรยายนี้ก็หาได้ตั้งอยู่ในบริษัทหมู่ไหนไม่ ท่านผู้เจริญ ขอพระ-

คุณเจ้าอุตตระจงเล่าเรียนธรรมบรรยายนี้ จงทรงจำธรรมบรรยาย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 321

นี้ไว้ด้วยว่า ธรรมบรรยายนี้ชี้ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้น

แห่งพรหมจรรย์.

จบ อุตตรสูตรที่ ๘

อรรถกถาอุตตรสูตรที่ ๘

อุตตรวิปัตติสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า วฏฺฏชาลิกาย คือ ในวิหารอันมีชื่ออย่างนั้น. ได้ยินว่า วิหาร

นั้น ได้ชื่อว่า วัฏฏชาลิกา เพราะตั้งอยู่ในป่าวัฏฏวัน. บทว่า

ปาตุรโหสิ ความว่า ได้เป็นผู้มาปรากฏด้วยตั้งใจว่า จักบอกเรื่องนี้

แก่ท้าวเทวราช. บทว่า อาทิพฺรหฺมจริยโก แปลว่า เป็นเบื้องต้น

พรหมจรรย์ทั้งสิ้นอันเป็นที่รวบรวมสิกขา ๓ ไว้.

จบ อรรถกถาวิปัตติสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 322

๙. นันทสูตร

[๙๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุจะเรียกนันทะให้จักต้อง พึง

เรียกว่ากุลบุตร ว่าผู้มีกำลัง ผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมใส ผู้มีราคะกล้า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อความนี้ย่อมมีเพราะเหตุไร เพราะว่า นันท-

ภิกษุคุ้มครองทวารอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบ

ความเพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่เสมอ ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ

อันเป็นเหตุให้นันทภิกษุสามารถประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์ได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาเหตุเหล่านั้น ข้อนี้แลย่อมมีได้เพราะ

นันทภิกษุคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

หากนันทภิกษุ พึงเหลียวไปทางทิศบูรพาไซร้ นันทภิกษุก็ย่อม

สำรวมจิตทั้งปวงเหลียวดูทิศบูรพา ด้วยคิดว่า เมื่อเราเหลียวดู

ทิศบูรพาอย่างนี้ ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทนนัส

จักไม่ครอบงำจิตเราได้ เธอย่อมเป็นผู้รู้สึกตัวในการเหลียวดูนั้น

ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากนันทภิกษุพึงเหลียว

ไปทางทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องต่ำ ทิศเบื้องบน

พึงเหลียว ไปตามทิศน้อยทั้งหลายไซร้ นันทภิกษุย่อมสำรวมจิต

ทั้งปวงเหลียวไปทางทิศน้อย ด้วยคิดว่า เมื่อเราเหลียวแลไปตาม

ทิศน้อยอย่างนี้ ธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ อภิชฌาและโทมนัส

จักไม่ครอบงำจิตเราได้ เธอย่อมรู้สึกตัวในการเหลียวแลนั้นด้วย

ประการฉะนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลย่อมมีได้ เพราะนันท-

ภิกษุเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 323

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาเหตุเหล่านั้น ข้อนี้ย่อมมีได้เพราะ

นันทภิกษุ เป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ในธรรมวินัยนี้ นันทภิกษุ พิจารณาโดยอุบายอันแยบคายแล้ว

จึงบริโภคอาหาร ไม่ใช่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา เพื่อประดับ

เพื่อตบแต่ง บริโภคเพียงเพื่อให้กายนี้ดำรงอยู่ เพื่อเยียวยาอัตภาพ

เพื่อขจัดความลำบาก เพื่ออนุเคราะห์แก่พรหมจรรย์ ด้วยมนสิการ

ว่า เราจักขจัดเวทนาเก่าเสีย จักไม่ให้เวทนาใหม่เกิดขึ้น ความ

คล่องแคล่ว ความหาโทษมิได้ และความอยู่ผาสุกจักมีแก่เราได้

ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลย่อมมีได้ เพราะ

นันทภิกษุเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาเหตุเหล่านั้น ข้อนี้ย่อมมีได้ เพราะ

นันทภิกษุเป็นผู้รู้จักประกอบความเพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้ ในตอนกลางวัน นันทภิกษุย่อม

ชำระจิตให้สะอาดจากธรรมเครื่องกั้นจิต ด้วยการจงกรม ด้วย

การนั่ง ตอนต้นปฐมยามแห่งราตรี ชำระจิตให้สะอาดจากธรรม

เครื่องกั้นจิตด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ในมัชฌิมยามแห่งราตรี

สำเร็จสีหไสยาสโดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า มีสติ-

สัมปชัญญะ กระทำความหมายในอันลุกขึ้นไว้ในใจ ในปัจฉิมยาม

แห่งราตรี ลุกขึ้นแล้ว ทำจิตให้สะอาดจากกรรมเครื่องกั้นจิต

ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้แลย่อมมีได้

เพราะนันทภิกษุหมั่นประกอบความเพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 324

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาเหตุเหล่านั้น ข้อนี้ย่อมมีได้ เพราะ

นันทภิกษุมีสติสัมปชัญญะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในธรรมวินัยนี้

นันทภิกษุทราบเวทนาที่เกิดขึ้น ที่ตั้งอยู่ ที่ถึงความดับไป นันทภิกษุ

ทราบวิตกที่เกิดขึ้น ที่ตั้งอยู่ ที่ถึงความดับไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ข้อนี้แลย่อมมีได้ เพราะนันทภิกษุมีสติสัมปชัญญะ ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ข้อความนี้ย่อมมีเพราะเหตุไร เพราะนันทภิกษุคุ้มครอง

ทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความ

เพียรอันเป็นเหตุให้ตื่นอยู่ ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ อันเป็น

เหตุให้นันทภิกษุสามารถประพฤติพรหมจรรย์บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้.

จบ นันทสูตรที่ ๙

อรรถกถานันทสูตรที่ ๙

นันทสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า กุลปุตฺโต ได้แก่กุลบุตรโดยกำเนิด. บทว่า พลวา แปลว่า

สมบูรณ์ด้วยกำลัง. บทว่า ปาสาทิโก ได้แก่ ทำให้เกิดความเลื่อมใส

ด้วยรูปสมบัติ. บทว่า ติพฺพราโค แปลว่า ผู้มีราคะจัด. ในบทว่า

กิมญฺตฺถ เป็นต้นมีอธิบายดังต่อไปนี้:- ประโยชน์อะไรด้วยเหตุ

อย่างอื่นที่เราจะกล่าว นันทะนี้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 325

รู้ประมาณในโภชนะ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความเพียรเครื่องตื่นอยู่

ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ที่นันทะสามารถประพฤติพรหมจรรย์

ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ถ้านันทะจักไม่ประกอบด้วยเหตุเหล่านี้ไซร้

เธอก็ไม่พึงสามารถ. บทว่า อิติห ตตฺร แปลว่าในข้อนั้นอย่างนี้.

ในสูตรนี้ตรัสเฉพาะวัฏฏะอย่างเดียว.

จบ อรรถกถานันทสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 326

๑๐. กรัณฑวสูตร

[๑๐๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบก-

ขรณี ชื่อคัครา ใกล้นครจัมปา สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วย

อาบัติ ภิกษุที่ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัตินั้นเอาเรื่องอื่น ๆ

มาพูดกลบเกลื่อน ชักเรื่องไปนอกทางเสีย แสดงความโกรธเคือง

แต่ความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงกำจัดบุคคลนั้น

ออกไป จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนชนิดนี้

ต้องขับออก เป็นลูกนอกดอก กวนใจกระไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

บุคคลบางตนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ การแล

การเหลียว การดี การเหยียด การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และ

จีวร เหมือนภิกษุผู้เจริญเหล่าอื่น คราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยัง

ไม่เป็นอาบัติของเข้า แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา

เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลาย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้าย

สมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้ว

ย่อมนาสนะออกไปให้พัน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่าภิกษุนี้

อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบ

เหมือนหญ้าชนิดหนึ่งที่ทำลายต้นข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มี

เมล็ดเหมือนข้าวตายรวง พึงเกิดขึ้นในนาข้าวที่สมบูรณ์ ราก

ก้าน ใบของมันเหมือนกับข้าวที่ดีเหล่าอื่น ตราบเท่าที่มันยังไม่

ออกรวง แต่เมื่อใด มันออกรวง เมื่อนั้นจึงทราบกันว่า หญ้านี้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 327

ทำลายข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มีเมล็ดเหมือนข้าวตายรวง ครั้น

ทราบอย่างนี้แล้ว เขาจึงถอนมันเหมือนทั้งราก เอาไปทิ้งให้พ้นที่นา

ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า หญ้าชนิดนี้อย่าทำลายข้าวที่ดี

อื่น ๆ เลย ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคล

บางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การลอยกลับ ฯลฯ เพราะ

คิดว่า ภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เปรียบเหมือนกองข้าวเปลือกกองใหญ่ที่เขากำลังสาดอยู่

ในข้าวเปลือกกองนั้น ข้าวเปลือกที่เป็นตัว แกร่ง เป็นกองอยู่ส่วน

หนึ่ง ส่วนที่หัก ลีบ ลมย่อมพัดไปไว้ส่วนหนึ่ง เจ้าของย่อมเอา

ไม้กวาดวีข้าวที่หักและลีบออกไป ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะ

คิดว่า มันอย่าปนข้าวเปลือกที่ดีอื่น ๆ ฉันใด ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย

ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การ

ถอยกลับ ฯลฯ เพราะคิดว่าภิกษุนี้อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่น

เลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนบุคคลต้องการกระบอก

ตักน้ำ ถือขวานอันคมเข้าไปในป่า เขาเอาสันขวานเคาะต้นไม้นั้น ๆ

บรรดาต้นเหล่านั้น ต้นไม้ที่แข็ง มีแก่น ซึ่งถูกเคาะด้วยสันขวาน

ย่อมมีเสียงหนัก ส่วนต้นไม้ที่ผุใน น้ำชุ่ม เกิดยุ่ยขึ้น ถูกเคาะด้วย

สันขวาน ย่อมมีเสียก้อง เขาจึงตัดต้นไม้ที่ผุในนั้นที่โคน ครั้นตัด

โคนแล้ว จึงตัดปลาย ครั้นตัดปลายแล้ว จึงคว้านข้างในให้เรียบร้อย

แล้วทำเป็นกระบอกตักน้ำ ฉันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือน

กัน และบุคคลบางคนในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ

การแล การเหลียว การคู้ การเหยียด การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 328

และจีวร เหมือนของภิกษุที่ดีเหล่าอื่น ตราบเท่าที่ภิกษุทั้งหลาย

ยังไม่เห็นอาบัติของเขา แต่เมื่อใดภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา

เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้าย

สมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้ว

ย่อมนาสนะออกไปให้พ้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่า ภิกษุ

อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย.

พระการอยู่ร่วมกัน พึงรู้ได้ว่า ผู้นี้มี

ความปรารถนาลามก มักโกรธ มักลบหลู่ หัวดื้อ

ตีเสนอ ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด บางคนในท่าม

กลางประชุมชน พูดไพเราะ ดังพระสมณะ พูด

ปิดบังความชั่วที่ตนทำ มีความเห็นลามกไม่เอื้อ-

เฟื้อ พูดเลอะเลือน พูดเท็จ เธอทั้งหลายทราบ

บุคคลนั้นว่าเป็นอย่างไรแล้ว จงพร้อมใจกัน

ทั้งหมดขับบุคคลนั้นเสีย จงกำจัดบุคคลที่เป็นดัง

หยากเยื่อ จงถอนบุคคลที่เสียในออกเสีย แต่นั้น

จงนำคนแกลบ ผู้มิใช่สมณะแต่ยังนับว่าเป็น

สมณะออกเสีย เธอทั้งหลาย เมื่อต้องการอยู่รวม

กับคนดี และคนไม่ดี ครั้นกำจัดคนที่มีความ

ปรารถนาลามก มีอาจาระและโคจรลามกออก

แล้ว จงเป็นผู้มีสติ แต่นั้น เธอทั้งหลายเป็นผู้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 329

พร้อมเพรียงกัน เป็นผู้มีปัญญารักษาตน จัก

กระทำที่สุดทุกข์ได้.

จบ กัรณฑวสูตรที่ ๑๐

อรรถกถากรัณฑวสูตรที่ ๑๐

กรัณฑวสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า อญฺเนาฺฺ ปฏิจรติ ความว่า เอาเหตุหรือคำอื่นมา

กลบเกลื่อนเหตุหรือคำอื่น. บทว่า พหิทฺธา กถ อปนาเมติ ความว่า

ทำถ้อยคำที่แทรกเข้ามาอย่างอื่นให้ออกนอกทาง. บทว่า อปเนยฺโย

ได้แก่บุคคลนี้พึงนำออกไป. บทว่า สมณทูสี ได้แก่ ผู้ประทุษร้าย

สมณะ. บทว่า สมณปลาโป ความว่า ชื่อว่าเป็นสมณะแกลบใน

สมณะทั้งหลาย เพราะไม่มีแก่น เหมือนแกลบข้าวในข้าวทั้งหลาย.

บทว่า สมณกรณฺฑโว ได้แก่ สมณะหยากเยื่อ. บทว่า พหิทฺธา

นาเสนฺติ แปลว่า ขับออกไปภายนอก.

บทว่า ยวกรเณ ได้แก่ในนาข้าวเหนียว. บทว่า ผุสยมานสฺส ได้แก่

อันบุคคลยืนอยู่บนที่สูงแล้วสาดไปในที่มีลมแรง. บทว่า อปสมฺมชฺชนฺติ

ความว่า ปัดออกบ่อย ๆ เพื่อทำข้าวที่ดี ไว้ข้างหนึ่ง ข้าวที่ทราม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 330

ไว้ข้างหนึ่ง คือ เอากะด้งหรือผ้าที่อุ้มลม คือเครื่องฝัดวีฝัดไป.

บทว่า ททฺทร ได้แก่ มีเสียงดัง.

บทว่า สวาสาย แปลว่า เพราะอยู่ร่วมกัน. บทว่า วิชาเนถ

พึงรู้ได้. บทว่า สนฺตวาโจ แปลว่า มีวาจาอ่อนหลาน. บทว่า

ชนวติ แปลว่า ในท่านกลางชน. บทว่า รโห กโรติ กฏณ ความว่า

บาปกรรมเรียกว่า กัฏณะ คือ การทำ (ชั่ว) ได้แก่ เป็นผู้ปกปิด

การทำบาปกรรมนั้นในที่ลับ. บทว่า สสปฺปี จ มุสาวาที ความว่า

เป็นผู้พูดมุสาเลอะเทอะ อธิบายว่า พูดเท็จเลอะเทอะ คือกลับกลอก.

ในสูตรนี้ ตรัสเฉพาะวัฏฏะอย่างเดียว ตรัสทั้งวัฏฏะและวิวัฏฏะ

ในคาถาทั้งหลายแล.

จบ อรรถกถากรัณฑวสูตรที่ ๑๐

รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. เมตตสูตร ๒. ปัญญาสูตร ๓. อัปปิยสูตรที่ ๑ ๔.อัปปิยสูตรที่ ๒

๕. โลกธรรมสูตร ๖. โลกวิปัตติสูตร ๗. เทวทัตตสูตร ๘. อตตรสูตร

๙. นันทสูตร ๑๐. กรัณฑวสูตรและอรรถกถา

จบ เมตตาวรรคที่ ๑

๑. บาลีว่า กรณ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 331

มหาวรรคที่ ๒

๑. เวรัญชสูตร

[๑๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้.

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ควงไม้สะเดา

ที่นเฬรุยักษ์สิงสถิต ใกล้กรุงเวรัญชา ครั้งนั้น เวรัญชพราหมณ์

เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ได้ปราศรัยกับพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว

จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ท่านพระ-

โคดม ข้าพเจ้าได้ยินมาว่า พระสมณโคดมไม่ไหว้ไม่ลุกรับพวก

พราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่

เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ท่านพระโคดมข้อนี้เป็นเช่นนั้นจริง เพราะว่า

ท่านพระโคดมไม่ไหวไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ ได้แก่ ผู้เฒ่า ใหญ่

ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ ข้อนี้

ไม่สมควรเลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ในโลก พร้อม

ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์

เทวดาและมนุษย์ เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควรลุกรับ

หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ เพราะว่าตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ

หรือพึงเชื้อเชิญบุคคลใดด้วยอาสนะ แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะ

พึงขาดตกไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 332

ว. ท่านพระโคดม ไม่เป็นรสชาติ.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม

ไม่เป็นรู้ชาติ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะรสในรูป

เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาด

แล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไป

เป็นธรรมดา นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม ไม่

เป็นรสชาติ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.

ว. ท่านพระโคดมเป็นคนไม่มีโภคะ.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาว่า พระสมณโคดม

เป็นคนไม่มีโภคะ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะโภคะ

คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเหล่านั้น ตถาคตละได้แล้ว

ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้

เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนไม่มีโภคะ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่าน

มุ่งหมายกล่าว.

ว. ท่านพระโคดมเป็นคนกล่าวการไม่ทำ.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนกล่าวการไม่ทำดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะ

เรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าวการ

ไม่ทำซึ่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แล เหตุที่เขากล่าวหา

เราว่าพระสมณโคดมเป็นคนกล่าวการไม่ทำ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ

แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 333

ว. ท่านพระโคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะ

โคดมเป็นคนกล่าวความขาดสูญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่

เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าว

ความขาดสูญแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเหตุที่

เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม เป็นคนกล่าวความขาดสูญดังนี้

ชื่อว่ากล่าวชอบ ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.

ว. ท่านพระโคดมเป็นคนช่างเกลียด.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนช่างเกลียด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะ

เรากล่าวการเกลียดกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรากล่าว

การเกลียดความถึงพร้อมแห่งธรรมที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง

นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนช่างเกลียด

ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.

ว. ท่านพระโคดมเป็นคนกำจัด.

พ. ดูก่อนพราหมณ์. เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนกำจัดดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะเราแสดง

ธรรมเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ แสดงธรรมเพื่อกำจัดธรรม

ที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระ-

สมณโคดมเป็นคนกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่

ท่านมุ่งหมายกล่าว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 334

ว. พระโคดมเป็นคนเผาผลาญ.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะเรา

กล่าวธรรมที่เป็นอกุศล คือ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็น

ธรรมควรเผาผลาญ ธรรมที่เป็นบาปอกุศลซึ่งควรเผาผลาญ

อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำไห้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน

ทำให้ไม่มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็น

คนเผาผลาญ ก่อนพราหมณ์ ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปอกุศลซึ่ง

เผาผลาญ ตถาคตละได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือน

ตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้แล

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนเผาผลาญ ดังนี้

ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่านมุ่งหมายกล่าว.

ว. ท่านพระโคดมเป็นคนไม่ผุดเกิด.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่ เพราะ

การนอนในครรภ์ การเกิดภพใหม่ อันผู้ใดละได้แล้ว ตัดราก

ขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีก

ต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้อื่นว่า เป็นคนไม่ผุดเกิด ดูก่อน

พราหมณ์ การนอนในครรภ์ การเกิดภพใหม่ ตถาคตละได้แล้ว

ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้

เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้แลเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนไม่ผุดเกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ แต่ไม่ใช่เหตุที่ท่าน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 335

มุ่งหมายกล่าว ก่อนพราหมณ์ เปรียบเหมือนฟองไก่ ๘ ฟอง

๑๐ ฟอง หรือ ๑๒ ฟอง ฟองไก่เหล่านั้น แม่ไก่กกดีแล้ว อบดีแล้ว

ฟักดีแล้ว บรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวใดทำลายกะเปาะฟอง

ด้วยเล็บเท้าหรือด้วยจะงอยปากออกมาได้โดยสวัสดีก่อนกว่าเขา

ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่ากระไร จะเรียกว่าพี่หรือน้อง.

ว. ท่านพระโคดม ควรเรียกว่าพี่ เพราะมันแก่กว่าเขา.

พ. ดูก่อนพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล บรรดาหมู่สัตว์

ผู้ตกอยู่ในอำนาจอวิชชา เกิดในฟอง อันกะเปาะฟองหุ้มห่อแล้ว

เราผู้เดียวเท่านั้นได้ทำลายกะเปาะฟอง คือ อวิชชา แล้วได้ตรัสรู้

อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก เราแลเป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐ

ที่สุดของโลก เพราะเราปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ดำรงสติ

มั่นไม่ฟั่นเฟือน กายสงบไม่กระสับกระส่าย จิตดำรงมั่นเป็น

เอกัคคตา เรานั้นแล สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก

มีวิจาร มีปีติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เราบรรลุทุติยฌานมีความ

ผ่องใสแห่งจิต ณ ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มี

วิจาร เพราะวิตก วิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ เรามี

อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกาย เพราะ

ปีติสิ้นไป บรรลุตติฌานที่พระอริยทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้

ฌานนี้ เป็นผู้มีสติอยู่เป็นสุข เราบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่

มีสุข. เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขา

เป็นต้นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์

ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 336

ไม่หวั่นไหวอย่างแล้ว จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่อบุพเพนิวาสานุสสติญาณ

เรานั้นย่อมระลึกชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือ ระลึกได้หนึ่งชาติบ้าง

สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้าง สิบชาติ

ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้าง ห้าสิบชาติบ้าง

ร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดวัฏฏกัปเป็นอันมาก

บ้าง ตลอดวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัป

เป็นอันมากบ้าง ว่าในภพโน้นเรามีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น

มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้น เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ

มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้ไปเกิดใหญ่

โน้น เราก็มีชื่ออย่างนั้น มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น

เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้น

จุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เราย่อมระลึกชาติก่อนได้

เป็นอันมาก พร้อมทั้งอุเทศ พร้อมทั้งอาการ ด้วยประการฉะนี้

ดูก่อนพราหมณ์ วิชชาที่หนึ่งนี้แล เราได้บรรลุแล้วในปฐมยาม

แห่งราตรี อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความ

มืดเรากำจัดได้แล้ว แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่

บุคคลผู้ไม่ประมาท มีความเพียรเผากิเลส ส่งจิตไปแล้วอยู่ ฉะนั้น

ความชำแรกออกครึ่งหนึ่งของเรานี้แล เป็นเหมือนการทำลาย

ออกจากกะเปาะฟองแห่งลูกไก่ ฉะนั้น.

เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส

ปราศจากอุปกิเลส. อ่อนควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว

อย่างนี้แล้ว จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณเครื่องรู้จุติและอุปบัติของ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 337

สัตว์ทั้งหลาย เรานั้นย่อมเล็งหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ กำลังอุปบัติ

เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วย

ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็น

ไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต

มโนทุจริต ติเตียนพระอริยะเจ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ยึดถือการกระทำ

ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย

ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต

วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยะเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ

ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ สัตว์เหล่านั้น เมื่อตายไป

ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เราย่อมเล็งเห็นหมู่สัตว์ผู้กำลังจุติ

กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี

ตกยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัด

ซึ่งหมู่สัตว์ซึ่งเป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ดูก่อนพราหมณ์

วิชชาที่สองนี้แล เราได้บรรลุแล้วในมัชฌิมยามแห่งราตรี อวิชชา

เรากำจัดได้แล้ววิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว

แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มี

ความเพียรเผากิเลส ส่งจิตไปแล้วอยู่ ฉะนั้นความชำแรกออก

ครั้งที่สองของเรานี้แล เป็นเหมือนการทำลายออกจากกระเปาะฟอง

แห่งลูกไก่ ฉะนั้น.

เรานั้น เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส

ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว

อย่างนี้แล้ว จึงโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ เรานั้นรู้ชัด

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 338

ตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อ

ปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เหล่านี้อาสวะ นี้เหตุให้เกิดอาสวะ

นี้ความดับอาสวะ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับอาสวะ เมื่อเรารู้เห็น

อย่างนี้ จิตหลุดพ้นแล้วแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จาก

อวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว จึงเกิดญาณหยั่งรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว

และรู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ

ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดูก่อนพราหมณ์

วิชชาที่สามนี้แล เราได้บรรลุแล้วในปัจฉิมยานแห่งราตรี อวิชชา

เรากำจัดได้แล้ว วิชชาเกิดแก่เราแล้ว ความมืดเรากำจัดได้แล้ว

แสงสว่างเกิดแก่เราแล้ว เหมือนที่เกิดแก่บุคคลผู้ไม่ประมาท มี

ความเพียรเผากิเลส ส่งจิตไปแล้วอยู่ ฉะนั้น ความชำแรกออก

ครั้งที่สามของเรานี้แล เป็นเหมือนการทำลายออกจากกะเปาะฟอง

แห่งลูกไก่ ฉะนั้น.

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เวรัญชพราหมณ์

ได้กราบทูลว่า ท่านพระโคดมเป็นผู้เจริญที่สุด ท่านพระโคดม

เป้ฯผู้ประเสริฐที่สุด ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์

แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระแจ่มแจ้งนัก

พระองค์ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เปรียบเหมือนบุคคล

หงายของของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือ

ส่องประทีปในที่มืดด้วยตั้งใจว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น

ข้าพระพุทธเจ้านี้ขอถึงท่านพระโคดม กับทั้งพระธรรมและพระ-

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 339

ภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์โปรดทรงจำข้าพระพุทธเจ้าว่า

เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้เป็นต้นไป.

จบ เวรัญชสูตรที่ ๑

มหาวรรคที่ ๒

อรรถกถาเวรัญชสูตรที่ ๑

มหาวรรคที่ ๒ เวรัญชสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

พึงประกอบบทมีอาทิอย่างนี้ว่า อภิวาเทติ กับ อักษร

ที่กล่าวไว้ในบทนี้ว่า น สมโณ โคตโม แล้วทราบโดยความอย่างนี้ว่า

พระสมณะโคดม ไม่ไหว้ ไม่ลุกขึ้นจากอาสนะ ทั้งไม่เชื้อเชิญ

ด้วยอาสนะอย่างนี้ว่า เชิญท่าน โปรดนั่งตรงนี้. ก็ วา ศัพท์ใน

คำว่า อภิวาเทติ วา เป็นต้น ลงในอรรถชื่อว่า วิภาวนะ ทำให้ชัด

เหมือน วา ศัพท์ในประโยคเป็นต้นว่า รูป นิจฺจ ว่า อนิจฺจ วา

รูปเที่ยง หรือว่า ไม่เที่ยง. เวรัญชพราหมณ์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว

พอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงทำการกราบตน เป็นต้น จึงกล่าวว่า

ตยิท โภ โคตม ตเถว ท่านพระโคดม ข้อนั้นเป็นจริงอย่างนั้น.

อธิบายว่า สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ยินมานั้น เป็นอย่างนั้นจริง. การได้ยิน

มาและการได้เห็นนั้นเข้ากันสมกัน โดยความหมาย ก็คือ เป็น

อย่างเดียวกัน. ก็ท่านพระโคดม ฯลฯ ย่อมไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะ.

เวรัญชพราหมณ์กล่าวย้ำเรื่องที่ตนได้ฟังกับสิ่งที่เห็น จึงกล่าวติเตียน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 340

ด้วยประการอย่างนั้น. บทว่า ตยิท โภ โคตม น สมฺปนฺนเมว

ความว่า การไม่กระทำอภิวาทเป็นต้นนั้น ไม่สมควรเลย.

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ทรงอาศัยโทษ คือการ

ยกตนข่มท่านแก่เวรัญชพราหมณะนั้น มีพระทัยเยือกเย็นกอร์ปด้วย

พระกรุณา ทรงประสงค์จะขจัดความไม่รู้นั้นแล้วทรงแสดงแต่ความ

ถูกต้อง จึงตรัสอาทิว่า นาหนฺต พฺราหฺมณ ดังนี้. ในพระดำรัส

นั้นมีความย่อดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนพราหมณ์ เราแม้ตรวจดูด้วย

จักษุ คือพระสัพพัญญุตญาณอันไม่ติดขัด ก็ยังมองไม่เห็นบุคคล

ในโลกนี้ อันต่างด้วยเทวโลกเป็นต้น ที่เราจะพึงกราบ ลุกรับ

หรือเชื้อเชิญด้วยอาสนะ. อีกอย่างหนึ่ง ข้อนี้ไม่น่าอัศจรรย์เลย

เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ยังมองไม่เห็นบุคคลผู้ควรแก่การ

นอบน้อมเห็นปานนี้ ในวันนี้นั้น อีกอย่างหนึ่งแล แม้ในกาลใด

เราเกิดในเดี๋ยวนั้น หันหน้าไปทางทิศอุดร เดินไป ๗ ย่างก้าว

แลดูหมื่นโลกธาตุทั้งสิ้น แม้ในกาลนั้น ในโลกนี้ต่างด้วยเทวโลก

เป็นต้น เราก็ยังมองไม่เห็นบุคคลผู้ที่เราจะพึงกระทำการนอบน้อม

เห็นปานนั้น. ครั้งนั้นแล แม้พระขีณาสพมหาพรหม ผู้มีอายุ

๑๖,๐๐๐ กัป ก็ประคองอัญชลีเกิดความโสมนัสยอมรับนับถือเราว่า

พระองค์เป็นมหาบุรุษในโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระองค์เป็นผู้เลิศ

เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุดของโลกพร้อมทั้งเทวโลก

ไม่มีผู้ที่จะยิ่งใหญ่กว่าพระองค์. ก็แม้ในกาลนั้น เรามองไม่เห็น

ผู้คนยิ่งใหญ่กว่าเรา จึงเปล่งอาสภิวาจา วาจาอย่างองอาจว่า

เราเป็นผู้เลิศของโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดของโลก เราเป็นผู้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 341

ประเสริฐที่สุดของโลก. เราแม้เกิดได้ครู่เดียวก็ยังไม่มีบุคคล

ที่ควรแก่การกราบไหว้อย่างนี้ บัดนี้ เรานั้นบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ

แล้ว จะพึงกราบใครเล่า เพราะฉะนั้น ท่านอย่าปรารถนาการ

นอบน้อมอย่างยิ่งเห็นปานนี้ จากตถาคตเลย ท่านพราหมณ์. เพราะ

ว่าเราตถาคตพึงกราบบุคคลใด ฯลฯ หรือเชื้อเชิญคนใดด้วยอาสนะ

แม้ศีรษะของบุคคลนั้นก็จะพึงขาดหลุดจากคอตกลง ณ พื้นดินทันที

เหมือนผลตาลหลุดจากขั้วที่ติดอยู่หย่อน ๆ เพราะแก่จัด หลุดขาด

จากขั้วตอนสิ้นคืน ฉะนั้น.

แม้เมื่อตรัสอย่างนี้แล้วพราหมณ์ก็ยังกำหนดไม่ได้ว่า พระ-

ตถาคตเป็นผู้เจริญทีสุดในโลก เพราะความด้วยปัญญา เมื่ออดทน

พระดำรัสนั้นอย่างเดียวไม่ได้ จึงกล่าวว่า ท่านพระโคดมผู้ไม่เป็นรส.

ได้ยินว่า พราหมณ์นั้น มีความมุ่งหมายดังนี้:- สามีจิกรรม คือ

การกราบ การลุกรับ และการทำอัญชลี ในโลกที่เขาเรียกว่า

สามัคคีรส ท่านพระโคดมไม่มีเลย เพราะฉะนั้น ท่านพระโคดม

จึงไม่มีรส คือไม่มีรสชาติ ไม่มีรสเป็นสภาวะ. ลำดับนั้น พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งโดยตรง เพื่อ

ให้พราหมณ์นั้นเกิดจิตอ่อนโยน เมื่อจะทรงชี้แจงความหมายของ

คำนั้น โดยประการอื่นในพระองค์ จึงตรัสว่า อตฺถิ เขฺวส

พฺราหฺมณ ปริยาโย ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เขฺวส ตัดบทเป็น อตฺถิ

โข เอส. บทว่า ปริยาโย ได้แก่ เหตุ. ท่านอธิบายว่า ดูก่อนพราหมณ์

มีเหตุอยู่ที่บุคคลเมื่อกล่าวถึงเราว่า ท่านพระโคดมไม่มีรสชาติ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 342

ดังนี้ ชื่อว่าพึงกล่าวชอบ คือพึงนับว่ากล่าวความจริง ก็เหตุนั้น

เป็นไฉน ? ดูก่อนพราหมณ์ ความยินดีในรูป ฯลฯ ความยินดีใน

โผฏฐัพพะ. ตถาคตละได้แล้ว. มีอธิบายอย่างไร ? มีอธิบายว่า

ความยินดีในรูป ความยินดีในเสียง ความยินดีในกลิ่น ความยินดี

ในรส ความยินดีในโผฏฐัพพะ อันใด กล่าวคือความพอใจในกามสุข

ย่อมเกิดแก่พวกปุถุชน แม้ที่เขาสมมติกันว่าเป็นผู้ประเสริฐด้วย

ชาติกำเนิด หรือด้วยอุบัติ ผู้พอใจ เพลิดเพลิน กำหนัด

ในรูปารมณ์เป็นต้น รสเหล่าใด ย่อมดึงโลกนี้ไว้เหมือนผูกไว้ที่คอ

หรือเรียกว่าสามัคคีรส เพราะเกิดขึ้นด้วยความพร้อมเพรียงของ

วัตถุและอารมณ์เป็นต้น รสแม้ทั้งหมดนั้น ตถาคตละได้แล้ว. แม้

เมื่อควรจะตรัสว่า เราละเสียแล้ว ก็ไม่ทรงยกพระองค์ด้วยมมังการ

แสดงธรรมอีกอย่างหนึ่ง นั่นเป็นเทศนาวิลาสความเยื้องกลาย

แห่งเทศนาของพระตถาคต.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหีนา แปลว่า ไปปราศ หรือขาด

จากจิตสันดาน. ก็ในอรรถนี้ พึงเป็นฉัฏฐีวิภัติ ใช้ในอรรถแห่ง

ตติยาวิภัติ. ชื่อว่ามีรากตัดขาดแล้ว เพราะรากล้วนแล้วด้วยตัณหา

และอวิชชาของรสเหล่านั้น อันตถาคตตัดขาดแล้วด้วยตัณหา

คือ อริยมรรค ชื่อว่ากระทำให้เหมือนวัตถุพื้นที่ตั้งของต้นตาล

เพราะกระทำให้เป็นวัตถุที่ตั้งของความยินดีในรูปเป็นต้น เหล่านั้น

เหมือนวัตถุพื้นที่ตั้งของต้นตาล. เหมือนอย่างว่า เมื่อถอนต้นตาล

พร้อมทั้งราก กระทำประเทศคือพื้นที่ตรงนั้นให้เป็นเพียงพื้นที่ตั้ง

ของต้นตาลนั้น ต้นตาลนั้นย่อมไม่ปรากฏว่าเกิดขึ้นอีก ฉันใด เมื่อ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 343

ถอนความยินดีในรูป เป็นต้น พร้อมทั้งรากด้วยศาตราคืออริยมรรค

กระทำจิตสันดานให้เป็นเพียงวัตถุ เพราะความยินดีในรูปเป็นต้น

เหล่านั้นเคยเกิดขึ้นในกาลก่อน ความยินดีในรูปเป็นต้นเหล่านั้น

แม้ทั้งหมด จึงเรียกว่า ตาลวัตถุกตา กระทำให้เป็นดุจพื้นที่ตั้ง

ของต้นตาล ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ตาลวัตถุกตา เพราะ

กระทำให้เหมือนตาลยอดด้วน เพราะไม่งอกขึ้นเป็นธรรมดา

ก็เพราะเหตุที่ความยินดีในรูปเป็นต้น ถูกกระทำให้เป็นเหมือนพื้นที่

ตั้งของต้นตาลอย่างนี้ คือย่อมเป็นอันทำไม่ให้มีต่อไป เป็นอันถูกทำ

โดยประการที่ความยินดีในรูปเป็นต้น เหล่านั้นจะไม่มีในภายหลัง

ฉะนั้น จึงตรัสว่า อนภาวกตา ทำไม่ให้มี. บทว่า อายตึ

อนุปฺปาทธมฺมา ได้แก่ มีอันไม่เกิดขึ้นในอนาคตเป็นสภาพ.

บทว่า โน จ โข ย ตฺว สนฺธาย วเทสิ ความว่า ท่านกล่าว

เหตุใดหมายถึงเรา เหตุนั้นย่อมไม่มี. ถามว่า เมื่อตรัสอย่างนี้

ย่อมเป็นอันทรงอนุญาตว่า สามัคคีรสที่พราหมณ์กล่าวนั้นมีอยู่

ในพระองค์ มิใช่หรือ ? ตอบว่า ไม่ใช่ทรงอนุญาต. เพราะผู้ใด

เป็นผู้ควรทำสามัคคีรสนั้นแล้วไม่กระทำ ผู้นั้นควรต้องถูกกล่าวว่า

เป็นผู้ไม่มีรสเป็นรูป เพราะไม่มีสามัคคีรสนั้น. แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ไม่ควรทีเดียวที่จะกระทำสามัคคีรสนั้น เพราะเหตุนั้น เมื่อจะทรง

ประกาศความไม่ควรในการทำสามัคคีรสนั้น จึงตรัสว่า โน จ

โข ย ตฺว สนฺธาย วเทสิ ดังนี้. อธิบายว่า ท่านกล่าวถึงเราว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 344

ไม่มีรสเป็นรส หมายเอาเหตุใด เหตุนั้นไม่ควรกล่าวในเรา

ทั้งหลายเลย.

พราหมณ์ไม่อาจยกเอาความไม่มีรสชาติที่ตนประสงค์

ด้วยอาการอย่างนี้ จึงกล่าวปริยายอื่นต่อไปภายหลังว่า นิพฺโพโค ภว

เป็นต้น. ก็ในปริยายทั้งปวง พึงทราบลำดับการประกอบความ

โดยนัยดังกล่าวในเหตุนี้ แล้ว ทราบเนื้อความที่หมายกล่าวอย่างนี้:-

พราหมณ์สำคัญกรรมมีการกราบ เป็นต้น ซึ่งบุคคลผู้เจริญวัย

ทั้งหลายนั้นเท่านั้นว่า สามัคคีบริโภคในโลก และกล่าวหา พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าว่า นิพโภคะไม่มีโภคะ เพราะไม่มีสามัคคีบริโภคนั้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า การบริโภคด้วยฉันทราคะในรูป

เป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีในพระองค์จึงทรงอนุญาตปริยาย

อื่นอีก.

พราหมณ์เห็นการไม่กระทำกรรม คือความพระพฤติอัน

เป็นกุศลมีการกราบเป็นต้น ซึ่งคนผู้เจริญวัยในโลก ที่ชาวโลก

กระทำกัน จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกว่า เป็นอกิริยวาทะ

กล่าวการไม่ทำ. ก็แต่เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสการ

ไม่กระทำกายทุจริตเป็นต้น ฉะนั้น เมื่อทรงเห็นความเป็นผู้มีวาทะ

ว่าไม่เป็นอันทำนั้นในพระองค์ จึงทรงอนุญาตปริยายอื่นอีก. ใน

ข้อนั้น เว้นกายทุจริตเป็นต้นเสีย อกุศลธรรมที่เหลือพึงทราบว่า

อกุศลบาปธรรมมากอย่าง.

พราหมณ์ไม่เห็นกรรมมีการกราบเป็นต้น นั้นนั่นในพระผู้-

มีพระภาคเจ้าอีก สำคัญว่าแบบแผนโลก ประเพณีโลกอันนี้ จะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 345

ขาดสูญ เพราะอาศัยข้อนี้ จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

เป็นอุจเฉทวาทะ วาทะว่าขาดสูญ. แต่เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสการขาดสูญแห่งราคะอันเป็นไปในกามคุณ ๕ และโทสะ

อันสัมปยุตด้วยอกุศลจิตทั้งสอง ด้วยอนาคามิมรรค อนึ่ง ตรัส

ความขาดสูญแห่งโมหะอันเป็นแดนเกิดอกุศลทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรค

ตรัสความขาดสูญแห่งอกุศลธรรมทั้งหมด เว้นกิเลส ๓ อย่างนั้น

ด้วยมรรคทั้ง ๔ ตามสมควร. ฉะนั้น เมื่อทรงเห็นวาทะว่าขาดสูญนั้น

มีในพระองค์ จึงทรงอนุญาตปริยายอื่นอีก.

พราหมณ์สำคัญว่า พระสมณโคดมชรอยจะเกลียดกรรม

คือความประพฤติอันดีมีการกราบ เป็นต้น ซึ่งคนผู้เจริญวัยนี้

ทีเดียว ด้วยเหตุนั้น จึงไม่กระทำการกราบไหว้เป็นต้นนั้น จึง

กล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าอีกว่า เป็นเชดุจฉี ผู้มักเกลียด. แต่

เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกลียดกายทุจริตเป็นต้น

คือทรงเกลียด ทรงละอายกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต และ

การถึงพร้อม กิริยาที่ถึงพร้อม ความพร้อมเพรียงแห่งอกุศลบาป-

ธรรมมากอย่างแม้ทั้งหมด เหมือนบุรุษผู้รักสวยรักงามเกลียดคูถ

ฉะนั้น ชื่อทรงเห็นความเกลียดอันนั้นในพระองค์ จึงทรงอนุญาต

เหตุข้ออื่นอีก. ตติยาวิภัติว่า กายทุจฺจริเตน เป็นต้น ในพระบาลีนั้น

พึงทราบว่าใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัติ (แปลว่าซึ่งกายทุจริตเป็นต้น).

พราหมณ์ไม่เห็นกรรมมีการกราบเป็นต้น อันนั้นแหละ

ในพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก สำคัญว่า พระสมณโคดมนี้กำจัด คือ

ทำกรรมของผู้เจริญที่สุดในโลก ข้อนี้ให้เสียหายไป อีกอย่างหนึ่ง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 346

เพราะเหตุที่ไม่ทรงทำสามีจิกรรมไม่นั้น ฉะนั้น พระสมณโคดมนี้

ควรกำจัด ควรข่มขี่ จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เวนยิกะ

ผู้มักกำจัด. ในข้อนั้นมีวจนัตถะ คือความหมายของคำดังต่อไปนี้:-

ชื่อว่าวินัย เพราะกำจัด อธิบายว่า ทำให้พินาศฉิบหาย. วินัย

นั่นแหละเป็นเวนยิกะ (คือความหมายเหมือนกัน). อีกอย่างหนึ่ง

ชื่อว่า เวนยิกะเพราะควรกำจัด อธิบายว่า ควรข่มขี่. แต่เพราะเหตุ

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อกำจัด เพื่อสงบระงับ

ราคะเป็นต้น ฉะนั้น จึงทรงเป็นนักกำจัด. ก็ในบทว่า เวนยิโก นี้

มีความหมายของบทดังต่อไปนี้:- ชื่อว่า เวนยิกะ เพราะทรง

แสดงธรรมเพื่อกำจัด. ก็ประพฤติของตัทธิต ( หลักไวยากรณ์ชนิด

หนึ่ง) มีนัยวิจิตรหลากหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้น ทรงเห็น

ความเป็นนักกำจัด (กิเลส) อันนั้นในพระองค์ จึงทรงอนุญาต

ปริยายอื่นอีก.

เพราะเหตุที่โลกิยชน เมื่อกระทำสามีจิกรรม มีการกราบ

เป็นต้น ย่อมทำคนผู้เจริญวัยให้ยินดีร่าเริง แต่เมื่อไม่ทำ ย่อม

แผดเผา เบียดเบียน ทำความโทมนัสให้เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญวัย

เหล่านั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงกระทำสามีจิกรรมเหล่านั้น

ฉะนั้น พราหมณ์จึงสำคัญว่า พระสมณโคดมนี้แผดเผาผู้เจริญวัย

หรือสำคัญว่าพระสมณโคดมนี้เป็นคนกำพร้า (ไร้ที่พึง) เพราะ

เว้นจากการประพฤติความดี จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก

ว่า เป็นตปัสสี คนเผาผลาญ. ในบทว่า ตปัสสี นั้น ความหมาย

ของบทมีดังนี้:- ชื่อว่า ตบะ เพราะแผดเผา. อธิบายว่า เบียดเบียน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 347

บีบคั้น. คำว่าตบะนี้ เป็นชื่อของการทำสามีจิกรรม. ชื่อว่า

ตปัสสี เพราะมีตบะเครื่องเผาผลาญ. ในอรรถวิกัปที่ ๒ ไม่พิจารณา

พยัญชนะ (คือไม่คำนึงถึงตัวอักษร) เรียกคนกำพร้าในโลกว่า

ตปัสสี คนช่างเผาผลาญ. แต่เพราะทรงละเหล่าอกุศลธรรม

ทรงนับได้ว่า ตปัสสี ผู้มักเผาผลาญ เพราะทรงละเหล่าอกุศลธรรม

ที่เรียกชื่อว่า ตปนียะ เพราะแผดเผาชาวโลกเสียได้ ฉะนั้น

เมื่อทรงเห็นความเป็นผู้มักเผาผลาญข้อนั้นในพระองค์ จึงทรง

อนุญาตปริยายอื่นอีก. ในบทว่าตปัสสีนั้นมีความหมายของคำ

ดังต่อไปนี้:- อกุศลธรรมทั้งหลายชื่อว่า ตบะ เพราะแผดเผา

คำนี้เป็นชื่อของอกุศลธรรมทั้งหลาย. ชื่อว่าตปัสสี เพราะซัดไป

เหวี่ยงไป ละทิ้ง กำจัดตบะคืออกุศลธรรมเหล่านั้น.

พราหมณ์ยังสำคัญอยู่อีกว่า กรรมมีการกราบเป็นต้นนั้น

ย่อมเป็นไปเพื่อคัพภสมบัติในเทวโลก คือเพื่อได้เฉพาะการปฏิสนธิ

ในเทวโลก และเห็นว่าสามีจิกรรมมีการกราบเป็นต้นนั้น ไม่มีใน

พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวหาพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ไม่มีใน

ผู้ปราศจากครรภ์. อีกอย่างหนึ่ง แม้เมื่อจะแสดงโทษในการถือ

ปฏิสนธิในครรภ์มารดาของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอำนาจความ

โกรธ จึงกล่าวอย่างนั้น. ในบทว่า อปคัพภะ นั้น ความของบท

มีดังนี้:- ชื่อว่า อปคัพภะ เพราะปราศจากครรภ์ อธิบายว่า

ไม่ควรอุบัติในเทวโลก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อปคัพภะ เพราะมี

ครรภ์ที่เกิดเลว อธิบายว่า ชื่อว่ามีส่วนได้ครรภ์ที่เลวต่อไป เพราะ

ห่างไกลครรภ์ในเทวโลก. หรือว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้มี

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 348

การอยู่ในครรภ์ในท้องพระมารดาอย่างเลว. แต่เพราะเหตุที่คัพภไสยา

การนอนในครรภ์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปปราศเสียแล้ว ฉะนั้น

พระองค์เมื่อทรงเห็นความปราศจากครรภ์นั้นในพระองค์ จึงทรง

อนุญาตปริยายอื่นอีก. แม้ในพระบาลีนั้น บทเหล่านี้ว่า ดูก่อน

พราหมณ์ การนอนในครรภ์ การเกิดในภพใหม่ต่อไป อันผู้ใดแล

ละได้แล้ว ดังนี้ พึงเห็นใจความอย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ การ

นอนในครรภ์และการเกิดในภพ ในอนาคตกาล อันบุคคลใดละได้

แล้ว เพราะมีเหตุอันมรรคชั้นเยี่ยมกำจัดแล้ว. ก็ในอธิการนี้ ท่าน

ถือเอาชลาพุชะกำเนิด ด้วย คัพภเสยยะ ศัพท์. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็น

นอกนี้ ด้วย ปุนัพภวาภินิพพัตติ ศัพท์. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็น

เนื้อความในคำนี้อย่างนี้ว่า การนอนของสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ ชื่อว่า

คัพภไสยา การเกิดคือภพใหม่ ชื่อวา ปุนัพภวาภินิพพัตติ. เหมือน

อย่างว่า แม้เมื่อกล่าวว่าวิญญาณฐิติ ที่ตั้งวิญญาณ ที่ตั้งเป็นอื่น

ไปจากวิญญาณ ย่อมไม่มี ฉันใด แม้ในเรื่องนี้ก็ฉันนั้น ไม่ควร

เข้าใจว่าการนอนเป็นอื่นไปจากครรภ์ (ก็มี). อนึ่ง ชื่อว่าการเกิด

เหตุที่เป็นภพใหม่บ้าง ไม่เป็นภพใหม่บ้าง มีอยู่ และในที่นี้ ประสงค์

เอาการเกิดที่เป็นภพใหม่ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า ปุนพฺภโว เอว

อภินิพฺพตฺติ ปุนพฺภวาภินิพฺพตฺติ การเกิดคือภพใหม่ ชื่อว่าการเกิด

ใหม่ ดังนี้.

พราหมณ์แม้จะด่าด้วยอักโกสวัตถุ เรื่องสำหรับด่ามีความ

เป็นผู้ไม่มีรสชาติเป็นต้น ตั้งแต่เวลาที่มาถึงแล้วด้วยประการอย่างนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ธัมมิสสระเป็นใหญ่ในธรรม ธรรมราชา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 349

พระราชาเพราะธรรม ธรรมสวามี เจ้าของธรรมเป็นตถาคต

ทรงสำรวจดูพราหมณ์ด้วยพระจักษุอันเยือกเย็นด้วยความเอ็นดู

ทรงบรรลุธรรมธาตุใดแล้ว ชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยความเยื้องกลาย

แห่งเทศนานั้น เพราะธรรมธาตุนั้นทรงรู้แจ้งดีแล้ว เมื่อจะทรงขจัด

ความมืดมนอนธการในดวงใจของพราหมณ์ ดุจพระจันทร์เพ็ญ

ลอยเด่นในท้องฟ้าอันปราศจากเมฆ และดุจพระอาทิตย์ในสรทกาล

ฤดูร้อน จึงทรงแสดงอักโกสวัตถุเหล่านั้นแหละเป็นอย่างอื่น ด้วย

ปริยายนั้น ๆ เมื่อจะทรงประกาศความแผ่ไปแห่งพระกรุณาของ

พระองค์ คุณลักษณะของผู้คงที่ ความเป็นผู่มีจิตเสนอด้วยแผ่นดิน

และความเป็นผู้มีอกุปปธรรมอันไม่กำเริบ ที่ทรงได้แล้ว เพราะ

ไม่ทรงหวั่นไหวด้วยโลกธรรม ๘ ซ้ำอีก จึงทรงพระดำริว่า

พราหมณ์ผู้นี้ย่อมกำหนดความที่ตนเป็นผู้เฒ่า ด้วยอาการมีผมหงอก

ฟันหัก และหนังเหี่ยว เป็นต้นอย่างเดียว ทั้งหารู้ไม่ว่าตนถูกชาติ

ติดตาม ถูกชราต้อนไป ถูกพยาธิครอบงำ ถูกมรณะคอยกำจัด

ตายวันนี้แล้ว วันรุ่งขึ้นก็จะต้องกลายเป็นทารกนอนหงายอีก. ก็

(เขา) เขายังสำนักเราด้วยความอุตสาหะเป็นอันมาก ขอการมา

ของเขานั้นจงมีประโยชน์เถิด เมื่อจะทรงแสดงว่าพระองค์เป็นผู้

เกิดก่อนไม่มีคนเทียมในโลกนี้ จึงทรงเพิ่มพระธรรมเทศนาแก่

พราหมณ์โดยนัยว่า เสยฺยถาปิ พฺราหฺมณ ดังนี้เป็นต้น.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยถาปิ เป็นต้นไป พึงทราบ

ความโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแหละ. ส่วนความแปลกกัน

มีดังนี้ :- ก็โดยนัยดังกล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ ลูกไก่เหล่านั้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 350

กระพือปีกร้องออกไป พอเหมาะแก่ขณะนั้น และบรรดาลูกไก่

เหล่านั้นซึ่งออกไปอย่างนั้น ลูกไก่ตัวใดออกก่อน ลูกไก่ตัวนั้น

เขาเรียกว่าพี่ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประสงค์จะทำ

ความที่พระองค์เป็นพี่ผู้เจริญที่สุดให้สำเร็จด้วยอุปมานั้น จึงตรัส

ถามพราหมณ์ว่า โย นุ โข เตส กุกฺกุฏจฺฉาปกาน ฯเปฯ กินฺติ

สฺวาสฺส วจนีโย บรรดาลูไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวใดหนอแลออก

ก่อน ฯลฯ ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่าอย่างไร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น

บทว่า กุกฺกุฏจฺฉาปกาน แปลว่า บรรดาลูกไก่ทั่งหลาย. บทว่า

กินฺติ สฺวาสฺส วจนีโย ความว่า ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่าอะไร

คือพึงเรียกอย่างไร จะเรียกว่าพี่หรือน้อง.

บทว่า เชฏฺโติสฺส โภ โคตม วจนีโย ความว่า ท่านพระโคดม

ลูกไก่ตัวนั้นควรเรียกว่าเป็นพี่. หากจะมีผู้ถามว่า เพราะเหตุไร ?

แก้ว่า เพราะบรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวนั้นแก่กว่าเพื่อน.

อธิบายว่า เพราะลูกไก่ตัวนั้นเป็นตัวแก่กว่าลูกไก่เหล่านั้น. ลำดับ

นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำความอุปมาให้สำเร็จผลแก่

พราหมณ์นั้น จึงตรัสว่า เอวเมว โข ดังนี้เป็นต้น. (อธิบาย)

แม้เราก็เหมือนลูกไก่ตัวนั้น. บทว่า อวิชฺชาคตาย ปชาย ความว่า

ความไม่รู้ เรียกว่าอวิชชา. หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา คือความ

ไม่รู้นั้น. บทว่า ปชาย นี้ เป็นชื่อของสัตว์. อธิบายว่า ในสัตว์

ทั้งหลายผู้เข้าไปอยู่ภายในกะเปาะไข่ คืออวิชชา บทว่า อณฺฑภูตาย

ได้แก่ มีแล้ว คือเกิดแล้ว เกิดพร้อมแล้วในไข่. เหมือนอย่างว่า

สัตว์บางจำพวกเกิดในไข่ เรียกว่า อัณฑภูต ฉันใด หมู่สัตว์แม้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 351

ทั้งหลายนี้ก็ฉันนั้น เรียกว่าอัณฑภูต เพราะเกิดในกะเปาะไข่ คือ

อวิชชา. บทว่า ปริโยนทฺธาย ได้แก่ อันกะเปาะไข่ คืออวิชชา

นั้นหุ้ม คือ ผูกพันไว้โดยรอบ บทว่า อวิชฺชณฺฑโกส ปทาเลตฺวา

ได้แก่ ทำลายกะเปาะไข่อันสำเร็จด้วยอวิชชานั้น.

บทว่า เอโกว โลเก ความว่า เราเท่านั้นเป็นเอก ไม่เป็น

ที่สอง ในโลกสันนิวาสแม้ทั้งสิ้น. บทว่า อนุตฺตร สมฺมาสมฺโพธึ

อภิสมฺพุทฺโธ ได้แก่ พระปัญญาเครื่องตรัสรู้ชอบและโดยพระองค์

เอง ปราศจากผู้ยิ่งกว่า คือประเสริฐสุดกว่าเขาทั้งหมด. อีก

อย่างหนึ่ง พระปัญญาเครื่องตรัสรู้อันประเสริฐและดี. คำว่า โพธิ

นี้เป็นชื่อของอรหัตมรรคญาณ. ทั้งเป็นชื่อของพระสัพพัญญุตญาณ

ด้วย. แม้ชื่อทั้งสองก็เหมาะ ถามว่า อรหัตตมรรคของคนเหล่าอื่น

เป็นปัญญาเครื่องตรัสรู้ยอดเยี่ยมหรือไม่ ? ตอบว่า ไม่เป็น. เพราะ

เหตุไร ? เพราะไม่ให้คุณทุกอย่าง. ก็บรรดาบุคคลเหล่านั้น

อรหัตมรรคย่อมให้เฉพาะอรหัตตลแก่บางคน ให้วิชชา ๓ แก่

บางคน ให้อภิญญา ๖ แก่บางคน ให้ปฏิสัมภิทา ๔ แก่บางคน

ให้สาวกบารมีญาณแก่บางคน สำหรับพระปัจเจกพุทธะทั้งหลาย

ให้เฉพาะปัจเจกโพธิญาณเท่านั้น ส่วนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ให้คุณสมบัติทุกอย่าง เหมือนการอภิเษกให้ความเป็นใหญ่ในโลก

ทั้งปวงแก่พระราชา เพราะเหตุนั้น ปัญญาเครื่องตรัสรู้อันยอดเยี่ยม

จึงไม่มีแม้แก่ใครอื่น. บทว่า อภิสมฺพุทฺโธ ได้แก่ รู้ทั่วยิ่งแล้ว

แทงตลอดแล้ว อธิบายว่า บรรลุแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 352

บัดนี้ พึงเทียบการสาวกข้ออุปมาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า เอวเมว โข นั้น ด้วยเนื้อความแล้วทราบ

อย่างนี้:- เหมือนอย่างว่า แม่ไก่ตัวนั้นกระทำอริยา ๓ อย่าง

มีการนอนกกไข่ของตน ฉันใด การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้ง

เป็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งที่โพธิบัลลังก์ กระทำอนุปัสสนาปัญญา

เห็นเนือง ๆ ๓ อย่าง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสันดานของ

พระองค์ ก็ฉันนั้น การไม่ทำวิปัสสนาญาณให้เสื่อมไป ด้วยการ

ยังอนุปัสสนา ๓ ประการให้สมบูรณ์อยู่แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า

ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ เหมือนฟองไข่ไม่ตายโคม ด้วยการทำ

กิริยาทั้ง ๓ ของแม่ไก่ให้สมบูรณ์ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้ง

เป็นโพธิสัตว์ ทำลายความเยื่อใยด้วยอำนาจความใคร่อันไปตามภพ

ทั้ง ๓ ด้วยการทำอนุปัสสนา ๓ อย่างให้สมบูรณ์ เหมือนแม่ไก่

ทำยางเมือก ของไข่ให้สิ้นไปด้วยการทำกิริยาทั้ง ๓ อย่าง (คือ

กก ทำให้อบอุ่น ฟักให้ได้รับกลิ่นตัวแม่ไก่) ความที่กะเปาะฟองไข่

คืออวิชชาเป็นของเบาบาง ก็ด้วยการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้ง

เป็นพระโพธิสัตว์ทรงทำอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้สมบูรณ์ เหมือนความ

ที่กะเปาะฟองไข่เป็นของบอบบาง ก็เพราะแม่ไก่ทำกิริยาทั้ง ๓

อย่าง ฉะนั้น. ความที่วิปัสสนาญาณเป็นคุณชาติกล้าแข็ง ผ่องใส

และแหลมคม ก็เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์

ทรงทำอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้สมบูรณ์ เปรียบเหมือนความที่เล็บเท้า

และจะงอยปากของลูกไก่เป็นของหยาบและแข็ง ก็ด้วยการที่แม่ไก่

ทำกิริยาทั้ง ๓ ฉะนั้น. เวลาที่วิปัสสนาญาณเปลี่ยนไป เวลาขยายไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 353

เวลาถือเอาห้อง ก็ด้วยการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งเป็นพระ-

โพธิสัตว์ ทรงทำอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์ เปรียบเหมือนเวลา

ที่ลูกไก่เปลี่ยนไป ก็ด้วยการที่แม่ไก่ทำกิริยาทั้ง ๓ ฉะนั้น พึงทราบ

เวลาที่ทำวิปัสสนาญาณให้ถือเอาห้อง ทำลายกะเปาะไข่ คืออวิชชา

ด้วยอรหัตมรรคที่บรรลุโดยลำดับ กระพือปีกคือ อภิญญา ๖ ทำ

ให้แจ้งพุทธคุณทั้งสิ้นโดยสวัสดี ด้วยการที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงบำเพ็ญอนุปัสสนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์ เหมือนเวลาที่ลูกไก่ทำลาย

กะเปาะฟองไข่ด้วยปลายเล็บเท้าหรือจะงอยปาก กระพือปีกเจาะ

ออกโดยสวัสดีด้วยการทำกิริยาทั้ง ๓ อย่างของแม่ไก่ ฉะนั้น.

บทว่า อหญฺหิ พฺราหฺมณ เชฏโ เสฏโ โลกสฺส ความว่า

ดูก่อนพราหมณ์ บรรดาลูกไก่เหล่านั้น ลูกไก่ตัวที่ทำลายกะเปาะ

ฟองไข่บังเกิดก่อน เป็นตัวพี่ ฉันใด บรรดาหมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ใน

วิชชา เรานี่แหละ นับว่าเป็นผู้เจริญกว่า คือ เป็นผู้เจริญที่สุด

เพราะทำลายกะเปาะฟองไข่บังเกิดก่อน เป็นตัวพี่ ฉันใด บรรดา

หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา เรานี่แหละ นับว่าเป็นผู้เจริญกว่า คือ

เป็นผู้เจริญที่สุด เพราะทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชานั้น

เกิดในอริยชาติก่อน ฉันนั้น หนึ่ง นับว่าเป็นผู้ประเสริฐ เพราะ

ไม่มีผู้เทียบได้ด้วยคุณทั้งปวง.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงประกาศความที่พระองค์เป็น

ผู้เจริญที่สุด ประเสริฐสุดอันยอดเยี่ยมแก่พราหมณ์อย่างนี้แล้ว

บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงปฏิปทาอันเป็นเหตุให้ทรงบรรลุถึงความเป็น

ผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุดนั้น ตั้งแต่เบื้องต้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 354

อารทฺธ โข ปน เม พฺราหฺมณ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า

อารทฺธ โข ปน เม พฺราหฺมณ วีริย อโหสิ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์

ความเป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุดอันยอดเยี่ยมนี้ เราบรรลุ

ด้วยความเกียจคร้าน ด้วยความมีสติหลงลืม ด้วยกายอันกระสับ-

กระส่าย ด้วยจิตอันฟุ้งซ่าน ก็หามิได้ ก็อนึ่งแล เราได้มีความเพียร

อันปรารภแล้ว เพื่อบรรลุความเป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐสุด

อันนั้น. เรานั่งที่โพธิมัณฑสถาน ได้ปรารภ ประคองความเพียร

ต่างโดยสัมมัปปธาน ๔ อันเป็นไปไม่ย่อหย่อน. ความเพียรนั้น

ของเรา ได้เป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน เพราะได้ปรารภแล้วทีเดียว.

ก็จะมีแต่ความเพียรอย่างเดียวก็หามิได้ แม้สติก็เป็นอันเราเข้าไป

ตั้งไว้โดยมุ่งตรงต่ออารมณ์ และเป็นสติที่ไม่หลงลืม เพราะเป็น

ธรรมชาติเข้าตั้งมั่นแล้ว. บทว่า ปสฺสทฺโธ กายโย อาสรทฺโธ

ความว่า แม้กายของเราก็เป็นสภาพสงบด้วยอำนาจกายปัสสัทธิ

และจิตตปัสสัทธิ. ในความสงบนั้น เหตุที่เมื่อนามกายสงบ แม้

รูปกายก็ชื่อว่าเป็นอันสงบเหมือนกัน ฉะนั้น จึงไม่ตรัสให้แปลกกัน

เลยว่า นามกาโย รูปกาโย นามกาย รูปกาย แต่ตรัสว่า ปสฺสทฺโธ

กาโย กายสงบ. บทว่า อสารทฺโธ ความว่า ก็กายนั้นแลชื่อว่าสงบแท้

อธิบายว่า ปราศจากความกระวนกระวาย เพราะเป็นกายสงบ

เที่ยว. บทว่า สมาหิต จิตฺต เอกคฺค ความว่า แม้จิต เราก็ตั้งไว้

โดยชอบ คือ ตั้งไว้ด้วยดี เป็นเหมือนแนบแน่น และมีอารมณ์เดียว

คือไม่หวั่นไหว ไม่ดิ้นรน เพราะเป็นจิตตั้งมั่นที่เดียว. ด้วยลำดับ

แห่งคำ เพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันตรัสปฏิปทา อันเป็นเบื้องต้นของ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 355

ฌาน. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงคุณวิเศษ เริ่มต้นแต่ปฐมฌานที่ทรง

บรรลุด้วยปฏิปทานี้จนถึงวิชชา เป็นที่สุด จึงตรัสคำมีอาทิว่า

โส โข อห ดังนี้. ในคำที่ตรัสไว้นั้น เบื้องแรก คำที่มิได้ยกขึ้น

วินิจฉัยนั้น ก็ได้กล่าวไว้ดีแล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล.

ก็ในบทว่า อย โข เม พฺรหฺมณ เป็นต้น มิวินิจฉัยต่อไปนี้:-

บทว่า วิชฺชา คือ ที่ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่ากระทำความรู้แจ้ง.

ถามว่า ทำความรู้แจ้งอะไร ? ตอบว่า ทำความรู้แจ้งบุพเพนิวาสญาณ

คือรู้ขันธ์ที่อยู่อาศัยในกาลก่อน. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ โมหะ อัน

ปกปิดวิชชานั้น เพราะอรรถว่ากระทำความรู้แจ้ง บุพเพนิวาส-

ญาณนั่นแหละ. บทว่า ตโม ความว่า โมหะ นั้นนั่นเองชื่อว่า ตมะ

ความมืด เพราะอรรถว่าปกปิดวิชชานั้น. บทว่า อาโลโก ความว่า

วิชชานั้นนั่นแล ชื่อว่า อาโลกะ ความสว่าง เพราะอรรถว่า

กระทำความสว่าง. ก็ในบทว่า อาโลโก นี้มีใจความดังนี้ว่า วิชชา

เราบรรลุแล้ว. คำที่เหลือ (จากอาโลโก) เป็นคำสรรเสริญ. ก็ใน

ข้อนี้ประกอบด้วยความดังต่อไปนี้:- วิชชานี้แล เราบรรลุแล้ว

เมื่อเรานั้นบรรลุวิชชาแล้ว อวิชชาก็หายไป อธิบายว่า พินาศไป.

เพราะเหตุไร ? เพราะวิชชาเกิดขึ้น. ในบททั้งสองแม้นอกนี้ ก็นัยนี้

บทว่า ต ในบทว่า ยถา ต นี้ เป็นเพียงนิบาต. ชื่อว่าผู้ไม่ประมาท

เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ ชื่อว่ามีความเพียร เพราะมีความเพียร

เครื่องเผากิเลส ชื่อว่าผู้มีตนส่งไป อธิบายว่า ผู้มีจิตส่งไปแล้ว

เพราะไม่อาลัยในกายและชีวิต. ท่านอธิบายไว้ดังต่อไปนี้:- เมื่อ

บุคคลไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปอยู่ อวิชชา พึงถูกขจัดไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 356

วิชชาพึงเกิดขึ้น ความมืดพึงถูกขจัดไป ความสว่างพึงเกิดขึ้น

ฉันใด อวิชชาอันเราขจัดแล้ว วิชชาเกิดขึ้น ความมืดเราขจัดแล้ว

ความสว่างเกิดขึ้น ฉันนั้นเหมือนกัน. เรานั้นได้ผลอันสมแก่การ

ประกอบความเพียรทีเดียว.

บทว่า อย โข เม พฺราหฺมณ ปมา อภินิพฺภิทา อโหสิ

กุกฺกุฏจฺฉาปกสฺเสว อณฺฑโกสมฺพา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์

การทำลายกะเปาะไข่ คืออวิชชาอันปกปิดขันธ์ที่เคยอยู่อาศัย

ในกาลก่อน ด้วยจะงอยปาก คือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ ความรู้

ในการระลึกชาติหนหลัง แล้วชำแรกได้ครั้งที่ ๑ ออกไปครั้งที่ ๑

เกิดเป็นอริยะครั้งที่ ๑ นี้แล ได้มีแล้วแก่เรา เหมือนลูกไก่ทำลาย

กะเปาะฟองไข่ ด้วยจะงอยปากหรือปลายเล็บเท้าแล้วชำแรกออกไป

จากกะเปาะฟองไข่นั้น เกิดเติบโตในฝูงไก่ ฉะนั้น. นัยในบุพเพ-

นิวาสกถาว่าด้วยความรู้เรื่องขันธ์เป็นที่อยู่อาศัยในกาลก่อน เพียง

เท่านี้ก่อน.

ส่วนในจุตูปปาตกถา ว่าด้วยความรู้จุติและอุบัติของสัตว์

มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.

บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชา คือ ทิพพจักขุญาณ. บทว่า

อวิชฺชา ได้แก่ อวิชชาอันปกปิดจุตูปปาตญาณ. เหมือนอย่างกล่าวไว้

ในบุพเพนิวาสกถาว่า ทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชาอันปกปิด

ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในก่อน ด้วยจะงอยปาก คือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ

ดังนี้ ฉันใด ในที่นี้ควรกล่าว ว่าทำลายกะเปาะไข่ คืออวิชชา

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 357

อันปกปิดจุติและอุบัติของสัตว์ ด้วยจะงอยปาก คือ จุตูปปาตญาณ

ดังนี้ ฉะนั้น.

ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงการบรรลุอาสวักขย-

ญาณ ซึ่งกำหนดเอาด้วยปัจจเวกขณญาณแก่พราหมณ์ จึงตรัส

คำมีอาทิว่า อย โข เม พฺราหฺมณ ตติยา วิชฺชา ดังนี้. ในบทเหล่านั้น

บทว่า วิชฺชา ได้แก่ วิชชาคืออรหัตมรรคญาณ. บทว่า อวิชฺชา

ได้แก่ อวิชชาที่ปกปิดสัจจะทั้ง ๔ ในบทว่า อย โข เม พฺราหฺมณ

ตติยา ภินิพฺภิทา อโหสิ นี้ มีวินิจฉัยยดังต่อไปนี้. ดูก่อนพราหมณ์

การที่เราทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชาอันปกปิดสัจจะทั้ง ๔

ด้วยจะงอยปาก คืออาสวักขยญาณแล้วชำแรกออกครั้งที่ ๔ ออกไป

ครั้งที่ ๓ เกิดเป็นอริยะครั้งที่ ๓ นี้แล ได้มีแล้วแก่เรา เหมือนลูกไก่

ทำลายกะเปาะฟองไข่ด้วยจะงอยปาก หรือด้วยปลายเล็บเท้าแล้ว

ชำแรกออกจากกะเปาะฟองไข่นั้น เกิดมาเติบโตในฝูงไก่ ฉะนั้น.

ถามว่า ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอะไร ?

ตอบว่า ทรงแสดงความนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็ลูกไก่นั้นทำลาย

กะเปาะฟองไข่แล้วออกจากกะเปาะฟองไข่นั้น เกิดครั้งเดียว

เท่านั้น แต่เราทำลายกะเปาะฟองไข่ คืออวิชชาอันปิดขันธ์ที่

อาศัยอยู่ในก่อน เกิดครั้งแรกด้วยวิชชา คือบุพเพนิวาสานุสสติ-

ญาณก่อน จากนั้นก็ทำลายกะเปาะฟองไข่คืออวิชชาอันปิดจุติ

และปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย เกิดครั้งที่ ๒ ด้วยวิชชา คือทิพย-

จักษุญาณ ต่อไปลำลายกะเปาะฟองไข่คืออวิชชาอันปิดสัจจะ

ทั้ง ๔ เกิดครั้งที่ ๓ ด้วยวิชชา คืออาสวักขยญาณ เราเกิด ๓ ครั้ง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 358

ด้วยวิชชา ๓ อย่างนี้ และการเกิดของเรานั้น เป็นของประเสริฐ

งาม บริสุทธิ์. ก็เมื่อทรงแสดงอย่างนี้ ได้ประกาศพระสัพพัญญูคุณ

แม้ทั้งหมดด้วยวิชชา ๓ อย่างนี้ คือประกาศอตีตังสญาณด้วย

บุพเพนิวาสญาณ ประกาศปัจจุบันนังสญาณและอนาคตังสญาณ

ด้วยทิพยจักษุญาณ ประกาศโลกิยคุณและโลกุตตรคุณทั้งสิ้นด้วย

อาสวักขยญาณ ทรงแสดงความที่พระองค์ก็เป็นผู้เจริญที่สุด และ

ประเสริฐสุดด้วยอริยชาติ การเกิดอันประเสริฐแก่พราหมณ์.

บทว่า เอว วุตฺเต เวรญฺโช พฺราหฺมโณ ความว่า เมื่อพระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงอนุเคราะห์ชาวโลก เมื่อจะทรงอนุเคราะห์

พราหมณ์ ตรัสภาวะที่พระองค์เป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐที่สุด

ด้วยอริยชาติการเกิดอันประเสริฐแม้ที่ควรปกปิด ด้วยพระธรรม

เทศนาอันประกาศวิชชา ๓ อย่างนี้ เวรัญชพราหมณ์มีกายและ

จิตเต็มด้วยความซาบซ่านแห่งปีติ เข้าใจถึงความที่พระผู้มีพระภาค-

เจ้า เป็นผู้เจริญที่สุดและประเสริฐที่สุดด้วยการเกิดอันประเสริฐนั้น

ได้ตำหนิตนว่า เราได้กล่าวหาพระสัพพัญญูผู้ประกอบด้วยคุณ

ทั้งปวง ผู้เจริญที่สุดในโลกทั้งปวง เช่นว่า ไม่ทำกรรมมีการกราบ

เป็นต้นแก่คนอื่น น่าติจริงหนอพราหมณ์ ช่างไม่รู้ จึงตกลงใจว่า

บัดนี้ ท่านผู้นี้เป็นผู้เจริญที่สุด เพราะเกิดก่อนด้วยอริยชาติ ความ

เกิดอันประเสริฐในโลก เป็นผู้ประเสริฐที่สุด เพราะไม่มีผู้ทัดเทียม

ด้วยคุณทั้งปวง แล้วได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

ท่านพระโคดมเป็นผู้เจริญที่สุด ท่านพระโคดมเป็นผู้ประเสริฐที่สุด

ก็แลครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะชมเชยพระธรรมเทศนาของ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 359

พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นต่อไป จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภิกฺกนฺต โภ

โคดม ไพเราะจริง ท่านพระโคดม. คำนั้นมีเนื้อความดังกล่าวแล้ว

นั่นแล.

จบ อรรถกถาเวรัญชสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 360

๒. สีหสูตร

[๑๐๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฆาคาร-

ศาลา ป่ามหาวัน ใกล้กรุงเวสาลี สมัยนั้นแล เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียง

เป็นจำนวนมาก นั่งประชุมกันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญ พระพุทธ

พระธรรม พระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย.

ก็สมัยนั้นแล สีหเสนาบดี สาวกของนิครนถ์นั่งอยู่ในบริษัทนั้น

ลำดับนั้นสีหเสนาบดีได้มีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย

จริงอย่างนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อจำนวนมากประชุมกันที่สัณฐาคาร

กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์โดยอเนกปริยาย

ผิฉะนั้น เราพึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระองค์นั้นเถิด ลำดับนั้น สีหเสนาบดีเข้าไปหานิครนถ์นาฏบุตร

ถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จึงกล่าวกะนิครนถ์นาฏบุตรว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ

ข้าพเจ้าปรารถนาจะเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม.

นิครนถ์นาฏบุตรกล่าวว่า ดูก่อนสีหะ ก็ท่านเป็นกิริยวาท

จักเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมเป็นอกิริยวาททำไม เพราะพระ-

สมณโคดมเป็นอกิริยวาท จึงแสดงธรรมเพื่อกิริยวาท และแนะนำ

พวกสาวกด้วยอกิริยวาทนั้น ครั้งนั้น การตระเตรียมที่จะเข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าของสีหเสนาบดี ระงับไป.

แม้ครั้งที่สอง เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก ได้นั่ง

ประชุมกันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 361

พระสงฆ์ โดยอเนกปริยา แม้ครั้งที่สอง สีหเสนาบดีก็มีความคิด

ดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันต-

สัมมาสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย... การตระเตรียมที่จะเข้าไป

เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าของสีหเสนาบดีระงับไป,

แม้ครั้งที่สาม เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก นั่งประชุม

กันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

โดยอเนกปริยาย แม้ครั้งที่สาม สีหเสนาบดีก็มีความคิดดังนี้ว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยไม่ต้องสงสัย จริงอย่างนั้น เจ้าลิจฉวีผู้มีชื่อเสียงเป็นจำนวนมาก

นั่งประชุมกันที่สัณฐาคาร กล่าวสรรเสริญพระพุทธ พระธรรม

พระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย พวกนิครนถ์ทั้งหลาย เราจะลาหรือ

ไม่ลา จักทำอะไรเราได้ ผิฉะนั้นเราจะไม่ลาละ พึงเข้าเฝ้าพระผู้มี-

พระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเถิด.

ลำดับนั้น สีหเสนาบดีออกจากกรุงเวสาลี ในเวลายังวัน

พร้อมด้วยรถประมาณ ๕๐๐ คัน เพื่อเฝ้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า

ครั้นไปด้วยยานเท่าที่ยานจะไปได้ แล้วลงจากยานเดินตรงเข้าไป

ยังอาราม แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวาย

บังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี-

พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมา

ดังนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออกิริยวาท

และแนะนำสาวกด้วยอกิริยวาทนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ชนเหล่าใด

กล่าวอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่อ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 362

อกิริยวาท และแนะนำสาวกด้วยอกิริยวาทนั้น คนเหล่านั้นจะชื่อว่า

กล่าวตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว มิใช่กล่าวตู่พระผู้มี-

พระภาคเจ้าด้วยคำอันไม่จริง และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม

หรือ การคล้อยตามวาทะอันชอบแก่เหตุไร ๆ จะไม่มาถึงฐานะ

อันสมควรติเตียนแลหรือ เพราะข้าพระองค์ไม่ประสงค์จะกล่าวตู่

พระผู้มีพระภาคเจ้าเลย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหา

เราว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ผู้กล่าวกรรมอันบุคคลทำอยู่ว่า

ไม่เป็นอันทำ แสดงธรรมเพื่ออกิริยวาท และแนะนำสาวกนั้นหลาย

ด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นกิริยวาท ผู้

กล่าวกรรมอันบุคคลทำอยู่ว่า เป็นอันทำ ย่อมแสดงธรรมเพื่อ

กริยวาทและแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ

นั้น มีอยู่.

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาท

ผู้กล่าวความขาดสูญ ย่อมแสดงธรรมเพื่ออุจเฉทวาท และแนะนำ

สาวกทั้งหลายด้วยอุจเฉทวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นเชคุจฉี คนช่าง

เกลียด ย่อมแสดงธรรมเพื่อเชคุจฉี และแนะนำสาวกทั้งหลาย

ด้วยเชคุจฉี ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นเวนยิกะ คน

กำจัด ย่อมแสดงธรรมเพื่อกำจัด และแนะนำสาวกนั้นหลายด้วย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 363

การกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นตปัสสี คน

เผาผลาญ ย่อมแสดงธรรมเพื่อเผาผลาญ และแนะนำสาวก

ทั้งหลายด้วยการเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอัปปคัพภะ

ไม่ผุดไม่เกิด ย่อมแสดงธรรมเพื่อไม่ผุดไม่เกิด และแนะนำ

สาวกทั้งหลายด้วยการไม่ผุดไม่เกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น

มีอยู่.

เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอัสสัตถะ

คนใจเบา ย่อมแสดงธรรมเพื่อความใจเบา และแนะนำสาวกทั้งหลาย

ด้วยการใจเบา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น มีอยู่.

ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น

อกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออกิริยวาท และแนะนำสาวก

ด้วยอกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ

เพราะเรากล่าวการไม่ทำกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต เรา

กล่าวการไม่ทำซึ่งธรรมอันเป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุ

ที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นอกิริยวาท ย่อมแสดงธรรม

เพื่ออกิริยวาท และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยอกิริยวาท ดังนี้

ชื่อว่ากล่าวชอบ.

ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น

กิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่อกิริยวาท และแนะนำสาวก

ด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 364

เพราะเรากล่าวการทำกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต กล่าวการ

ทำกุศลธรรมหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากกล่าวหาเราว่า พระ-

สมณโคดมเป็นกิริยวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่อกิริยวาท และแนะนำ

สาวกทั้งหลายด้วยกิริยวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.

ดูก่อนสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม

เป็นอุจเฉทวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออุจเฉทวาท และแนะนำสาวก

ทั้งหลายด้วยอุจเฉทวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อน

สีหะ เพราะเรากล่าวความขาดสูญแห่งราคะ โทสะ โมหะ และ

ธรรมอันเป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเรา

ว่าพระสมณโคดมเป็นอุจเฉทวาท ย่อมแสดงธรรมเพื่ออุจเฉทวาท

และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยอุจเฉทวาท ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.

ดูก่อนสีหะ. เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น

เชคุจฉี คนช่างเกลียด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความช่างเกลียด และ

แนะนำสาวกทั้งหลายด้วยความช่างเกลียด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ

นั้นเป็นไฉน ดูก่อนสีหะ เพราะเราเกลียดชังกายทุจริต วจีทุจริต

มโนทุจริต และเกลียดชังการเข้าถึงธรรมอันเป็นบาปอกุศลหลาย

อย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคน

ช่างเกลียด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความช่างเกลียด และแนะนำสาวก

ด้วยความช่างเกลียด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.

ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น

เวนยิกะ คนกำจัด ย่อมแสดงธรรมเพื่อกำจัด และแนะนำสาวก

ทั้งหลายด้วยการกำหนด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ดูก่อน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 365

สีหะ เพราะเราแสดงธรรมเพื่อกำจัดราคะ โทสะ โมหะ และธรรม

อันเป็นบาปอกุศลหลายอย่าง นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า

พระสมณโคดมเป็นคนกำจัด ย่อมแสดงธรรมเพื่อกำจัด และแนะนำ

สาวกทั้งหลายด้วยการกำจัด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.

ดูก่อนสีหะ เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น

ตปัสสี คนเผาผลาญ ย่อมแสดงธรรมเพื่อความเผาพลาญ และ

แนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น

เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ เพราะเรากล่าวธรรมอันเป็นบาปอกุศล คือ

กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ว่าเป็นธรรมควรเผาผลาญ

ดูก่อนสีหะ ผู้ใดแลละธรรมอันเป็นบาปอกุศลที่ควรเผาผลาญได้แล้ว

ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้

เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า ตัดรากขาดแล้ว ทำ

ให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็น

ธรรมดา นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น

คนเผาผลาญ ย่อมแสดงธรรมเพื่อความเผาผลาญ และแนะนำ

สาวกทั้งหลายด้วยการเผาผลาญ ดังนี้ ชื่อว่า กล่าวชอบ.

ดูก่อนสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดม

เป็นอัปปคัพภะ คนไม่ผุดไม่เกิด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความไม่ผุด

ไม่เกิด และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการไม่ผุดไม่เกิด ดังนี้ ชื่อว่า

กล่าวชอบนั้น. เป็นไฉน ดูก่อนสีหะ ผู้ใดแลละการนอนในครรภ์

การเกิดในภพใหม่ได้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาล

ยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิดอีกต่อไปเป็นธรรมดา เรากล่าวผู้นั้นว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 366

ผู้ไม่ผุดไม่เกิด ตถาคตละการนอนในครรภ์ การเกิดในภพใหม่ได้แล้ว

ตัดรากขาดแล้ว ทำให้เป็นเหมือนตาลยอดด้วน ทำไม่ให้มี ไม่ให้เกิด

อีกต่อไปเป็นธรรมดา นี้ เป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณ-

โคดมเป็นคนไม่ผุดไม่เกิด ย่อมแสดงธรรมเพื่อความไม่ผุดไม่เกิด

และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการไม่ผุดไม่เกิด ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.

ดูก่อนสีหะ ก็เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็น

อัสสัตถะ คนใจเบา ย่อมแสดงธรรมเพื่อใจเบา และแนะนำสาวก

ทั้งหลายด้วยการใจเบา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบนั้น เป็นไฉน ก่อน

สีหะ เพราะเราเป็นคนใจเบา ย่อมแสดงดธรรมเพื่อความใจเบา

ด้วยความใจเบา อย่างยิ่ง และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการใจเบา

นี้แลเป็นเหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณโคดมเป็นคนใจเบา

ย่อมแสดงธรรมเพื่อความใจเบา และแนะนำสาวกทั้งหลายด้วยการ

ใจเบา ดังนี้ ชื่อว่ากล่าวชอบ.

ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สีหเสนาบดีได้

กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิต

ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี-

พระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะ

ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

พ. ดูก่อนสีหะ ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงกระทำ

การใคร่ครวญก่อนแล้วกระทำ เป็นความดีของคนที่มีชื่อเสียง

เช่นท่าน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 367

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พอใจชื่นใจอย่าง

ล้นเหลือต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ด้วยพระดำรัสที่ตรัสกะข้าพระองค์

ว่า ดูก่อนสีหะ ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงกระทำ การ

ใคร่ครวญก่อนแล้วกระทำ เป็นความดีของตนที่มีชื่อเสียงเช่นท่าน

เพราะพวกอัญญเดียรถีย์ได้ข้าพระองค์เป็นสาวกแล้ว พึงยกธง

เที่ยวประกาศทั่วเมืองเวสาลีว่า สีหเสนานดียอมเป็นสาวกพวกเรา

แล้ว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับตรัสกะข้าพระองค์อย่างนี้ว่า

ดูก่อนสีหะ ท่านจงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงกระทำ การใคร่-

ครวญก่อนแล้วกระทำ เป็นความดีของคนที่มีชื่อเสียงเช่นท่าน

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับ

ทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ เป็นครั้งที่สอง ขอพระผู้มี-

พระภาคเจ้าโปรดทรงจำข้าพระองค์ไว้ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึงสรณะ

ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

พ. ดูก่อนสีหะ ตระกูลของท่านเป็นเสมือนบ่อน้ำของพวก

นิครนถ์มานานแล้ว ท่านควรสำคัญบิณฑบาตที่ท่านจะพึงให้แก่

พวกนิครนถ์เหล่านั้นผู้เข้าไปแล้ว.

สี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พอใจชื่นใจอย่าง

ล้นเหลือต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า มีด้วยพระดำรัสที่ตรัสกะข้าพระองค์

ว่า ดูก่อนสีหะ ตระกูลของท่านเป็นเสมือนบ่อน้ำของพวกนิครนถ์

มานานแล้ว ท่านควรสำคัญบิณฑบาต ที่ท่านจะพึงให้แก่พวกนิครนถ์

เหล่านั้นผู้เข้าไปแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับมา

ดังนี้ว่า พระสมณโคดมตรัสอย่างนี้ว่า ควรให้ทานแก่เราเท่านั้น

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต เล่ม ๔ - หน้าที่ 368

ไม่ควรให้แก่ผู้อื่น ควรให้แก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่ควรให้แก่

สาวกของพวกอื่น ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ให้แก่พวกอื่น

ไม่มีผลมาก ให้แก่สาวกของเราเท่านั้นมีผลมาก ให้แก่สาวกของ

พวกอื่นไม่มีผลมาก แต่พระผู้มีพระภาคเจ้ากลับตรัสชักชวนข้า

พระองค์ในการให้ทานแม้ในพวกนิครนถ์ด้วย อนึ่ง ข้าพระองค์

จักรู้กาลอันควร ที่จะให้ทานนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์

นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับทั้งพระธรรม และภิกษุสงฆ์ว่า

เป็นสรณะ เป็นครั้งที่สาม ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงจำ

ข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุปุพพิกถาโปรดสีห-

เสนาบดี คือ ทรงประกาศทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษแห่งกาม

อันต่ำทรามเศร้าหมอง และอานิสงส์ในเนกขัมมะ เมื่อใด พระผู้มี-

พระภาคเจ้าทรงทราบว่า สีหเสนาบดี มีจิตควร อ่อน ปราศจาก

นิโวรณ์ บันเทิง เลื่อมใสแล้ว เมื่อนั้น จึงทรงประกาศพระธรรม-

เทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงเอง คือ ทุกข์ สมุทัย

นิโรธ มรรค ธรรมจักษุอันปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เกิดขึ้น

แก่สีหเสนาบดี ณ ที่นั่งนั้นเองว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น

ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา เปรียบเหมือน

ผ้าที่สะอาดปราศจากดำ จะพึงย้อมติดดี ฉะนั้น.

ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดีผู้เห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว

รู้แจ้งธรรมแล้ว หยั่งซึ้งถึงธรรมแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว

ปราศจากความเคลือบแคลงแล้ว ถึงความเป็นผู้แกล้วกล้า ไม่ต้อง

พระสุตตันตปิฎก อังคุตร