ไปหน้าแรก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 1

พระวินัยปิฎก

เล่ม ๒

มหาวิภังค์ ทุติยภาค

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปาจิตติยภัณฑ์

ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑

เรื่องพระหัตถกะ ศากยบุตร

[๑๗๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นพระ

หัตถกะ ศากยบุตรเป็นคนพูดสับปลับ ท่านเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าว

ปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จ

ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน.

พวกเดียรถีย์พากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระหัตถกะ

ศากยบุตรเจรจาอยู่กับพวกเรา จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฎิเสธ

เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว

ทำให้คลาดเคลื่อนเล่า.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 2

ภิกษุทั้งหลายได้ยินเดียรถีย์พวกนั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่

จึงเข้าไปหาพระหัตถกะ ศากยบุตรถึงสำนัก ครั้นแล้วได้ถามพระหัตถกะว่า

อาวุโสหัตถกะ ข่าวว่าท่านเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าว

รับแล้วปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูด

นัดหมายไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน จริงหรือ.

พระหัตถกะ ศากยบุตรตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าพวกเดียรถีย์

เหล่านี้ เราต้องเอาชนะด้วยวิธีใครวิธีหนึ่ง เราไม่ควรให้ความชนะแก่เดียรถีย์

พวกนั้น.

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่

ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระหัตถกะ ศากยบุตร

เจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฎิเสธ เอา

เรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว ทำให้

คลาดเคลื่อนเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถาม พระหัตถกะ

ศากยบุตรว่า จริงหรือหัตถกะ ข่าวว่าเธอเจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ กล่าวปฏิเสธ

แล้วรับ กล่าวรับแล้ว ปฏิเสธ เอาเรื่องอื่นเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้งๆ

ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว ทำให้คลาดเคลื่อน.

พระหัตถกะ ศากยบุตรทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 3

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอ

เจรจาอยู่กับพวกเดียรถีย์ จึงได้กล่าวปฏิเสธแล้วรับ กล่าวรับแล้วปฎิเสธ

เอาเรื่องอื่นกลบเกลื่อนเรื่องอื่น กล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ พูดนัดหมายไว้แล้ว

ทำให้คลาดเคลื่อนเล่า การกระทำของเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส

ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว

โดยที่แท้ การกระทำของเธอนั้น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยัง

ไม่เลื่อมใส และเพื่อ ความเป็นอย่างอื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว.

ทรงบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรง ติเตียนพระหัตถกะ ศากยบุตร โดยอเนก

ปริยายดังนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก

ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลีความเกียจคร้าน

ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความ

สันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การ

ปรารภความเพียร โดยอเนกปริยาย ทรงกระทำธรรมีกถาที่สมควรแก่เรื่องนั้น

ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้น แก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักกับบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุ

ทั้งหลาย อาศัยอำนาจประโยชน์๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑

เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่ง

ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก เพื่อป้องกัน อาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อ

กำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 4

เลื่อมใส ๑ เพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่น

แห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนั้น

ว่าดังนี้ :-

พระบัญญัติ

๕๐.๑ เป็นปาจิตตีย์ในเพราะสัมปชานมุสาวาท.

เรื่องพระหัตถกะ ศากยบุตร จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๑๗๔] ที่ชื่อว่า สัมปชานมุสาวาท ได้แก่ วาจา เสียงที่เปล่ง

ถ้อยคำเป็นแนวทาง การเปล่งวาจา เจตนาที่ให้เขาเข้าใจทางวาจา ของบุคคล

ผู้จงใจจะพูดให้คลาดจากความจริง ได้แก่คำพูดของอนารยชน ๘ อย่าง คือ

ไม่เห็น พูดว่าข้าพเจ้าเห็น ๑ ไม่ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้าได้ยิน ๑ ไม่ทราบ

พูดว่าข้าพเจ้าทราบ ๑ ไม่รู้ พูดว่าข้าพเจ้ารู้ ๑ เห็น พูดว่าข้าพเจ้าไม่เห็น .

ได้ยิน พูดว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ๑ ทราบ พูดว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ๑ รู้ พูดว่า

ข้าพเจ้าไม่รู้ ๑.

บทภาชนีย์

[๑๗๕] ที่ชื่อว่า ไม่เห็น คือ ไม่เห็นด้วยตา

ที่ชื่อว่า ไม่ได้ยิน คือ ไม่ได้ยินด้วยหู.

ที่ชื่อว่า ไม่ทราบ คือ ไม่ได้สูดดมด้วยจมูก ไม่ได้ลิ้มด้วยลิ้น ไม่

ได้สัมผัสด้วยกาย.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 5

ที่ชื่อว่า ไม่รู้ คือ ไม่รู้ด้วยใจ.

ที่ชื่อว่า เห็น คือ เห็นด้วยตา.

ที่ชื่อว่า ได้ยิน คือ ได้ยินด้วยหู

ที่ชื่อว่า ทราบ คือ ได้สูดดมด้วยจมูก ได้ลมด้วยลิ้น ได้สัมผัสด้วยกาย.

ที่ชื่อว่า รู้ คือ รู้ด้วยใจ.

อาการของการกล่าวเท็จทั้ง ๆ ที่รู้

ไม่เห็น - ว่าเห็น

[๑๗๖] ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓

อย่าง คือ ๑ เบื้องต้น เธอรู้ว่าจักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าวก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓

ครั้นกล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๔ อย่าง คือ

๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น

กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จ ว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๕ อย่าง คือ

๑ เบื้องต้น เธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น

กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความความ

ถูกใจ ๖อำพรางความชอบใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๖ อย่าง คือ

๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น

กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จแล้ว ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจ

๖ อำพรางความชอบใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 6

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ

๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น

กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใ จ

๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ได้ยิน - ว่าได้ยิน

ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ทราบ - ว่าทราบ

ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง....... ด้วยอาการ ๕ อย่าง........ ด้วยอาการ ๖ อย่าง .. . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่รู้ - ว่ารู้

ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ว่าเห็น และได้ยิน

[๑๗๗] ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็นและได้ยินด้วย

อาการ ๓ อย่าง.... ด้วยอาการ ๔ อย่าง..... ด้วยอาการ ๕ อย่าง......ด้วย

อาการ ๖ อย่าง........ ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 7

ไม่เห็น ว่าเห็น และทราบ

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ว่าเห็น และรู้

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง

. . .ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน และทราบ

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ด้วย

อาการ ๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน และรู้

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่เห็น ว่าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วย

อาการ๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 8

ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และทราบ

ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง.. . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และรู้

ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ อย่าง . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง

. . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน และเห็น

ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และเห็น ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ และรู้

ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วย

อาการ ๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

การ ๖ อย่าง ..... ด้วยอาการ ๗ อย่าง....... ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ และเห็น

ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และเห็น ด้วย

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 9

ไม่ได้ยิน ว่าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น

ไม่ไค้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น ด้วย

อาการ ๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . ด้วยอา-

การ ๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ทราบ ว่าทราบ และรู้

ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . .ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง

. . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ทราบ ว่าทราบ และเห็น

ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และเห็น ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ทราบ ว่าทราบ เเละได้ยิน

ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และได้ยิน ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . .. ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ และเห็น

ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 10

ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ และได้ยิน

ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และได้ยิน ด้วย

อาการ ๓ อย่าง . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . ด้วย

อาการ ๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่ทราบ ว่าทราบ รู้ เห็น และ ได้ยิน

ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน

ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . .

ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่รู้ ว่ารู้ และเห็น

ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ อย่าง. . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง .....

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่รู้ ว่ารู้ และได้ยิน

ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่รู้ ว่ารู้ และทราบ

ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง

. . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 11

ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และได้ขึ้น

ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น และทราบ

ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ไม่รู้ ว่ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ

ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ ด้วย

อาการ ๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เห็น ว่าไม่เห็น

[๑๗๘] เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่เห็น ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ได้ยิน ว่าไม่ได้ยิน

ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 12

ทราบ ว่าไม่ทราบ

ทราบ ภิกษุรู้อยู้กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่ทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

รู้ ว่าไม่รู้

รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าไม่รู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๘ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เห็น ว่าได้ยิน

[๑๗๙] เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เห็น ว่าทราบ

เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . .. ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เห็น ว่ารู้

เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 13

เห็น ว่าได้ยิน และทราบ

เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เห็น ว่าได้ยิน และรู้

เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง

. . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เห็น ว่าได้ยิน ทราบ และรู้

เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้ ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ได้ยิน ว่าทราบ

ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ได้ยิน ว่ารู้

ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 14

ได้ยิน ว่าเห็น

ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ได้ยิน ว่าทราบ และรู้

ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ได้ยิน ว่าทราบ และเห็น

ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ และเห็น ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ได้ยิน ว่าทราบ รู้ และเห็น

ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทราบ ว่ารู้

ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 15

ทราบ ว่าเห็น

ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทราบ ว่าได้ยิน

ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๘ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทราบ ว่ารู้ และเห็น

ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และเห็น ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทราบ ว่ารู้ และได้ยิน

ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน ด้วยอาการ ๓

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทราบ ว่ารู้ เห็น และได้ยิน

ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ

๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 16

รู้ ว่าเห็น

รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

รู้ ว่าได้ยิน

รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

รู้ ว่าทราบ

รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

รู้ ว่าเห็น และได้ยิน

รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

รู้ ว่าเห็น และทราบ

รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง...

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 17

รู้ ว่าเห็น ได้ยิน และทราบ

รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ

๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖

อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เห็น สงสัย

[๑๘๐] เห็น ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าเห็น จำไม่ได้ว่าเห็น หลง

ลืมว่าเห็น รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าเห็น และได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย

อาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าเห็น และทราบ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าเห็น และรู้. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และทราบ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน และรู้. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าเห็น ได้ยิน ทราบ และรู้. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ได้ขึ้น สงสัย

ได้ยิน ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าได้ยิน จำไม่ได้ว่าได้ยิน หลง

ลืมว่าได้ยิน รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าได้ยิน และทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง. . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 18

...ข้าพเจ้าได้ยิน และรู้. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าได้ยิน และเห็น. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และรู้. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ และเห็น. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าได้ยิน ทราบ รู้ และเห็น . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทราบ - สงสัย

ทราบ ภิกษุสงสัย กำหนดไม่ได้ว่าทราบ จำไม่ได้ว่าทราบ หลงลืม

ว่าทราบ รู้อยู่กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้าทราบ และรู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง. . .

ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .

ด้วยอาการ ๗ อย่าง. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

... ข้าพเจ้าทราบ และเห็น . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าทราบ และได้ยิน . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าทราบ รู้ และเห็น . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าทราบ รู้ และได้ยิน .. . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...ข้าพเจ้าทราบ รู้ เห็น และได้ยิน. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

รู้ ภิกษุสงสัย กำหนดไม้ได้ว่ารู้ จำไม่ได้ว่ารู้ หลงลืมว่ารู้ รู้อยู่

กล่าวเท็จว่า ข้าพเจ้ารู้ และเห็นด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๔ อย่าง...

ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . .

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 19

. . .ข้าพเจ้ารู้ และได้ยิน. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้ารู้ และทราบ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .ข้าพเจ้ารู้ เห็น และได้ยิน . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้ารู้ เห็น และทราบ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้ารู้ เห็น ได้ยิน และทราบ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนาปัตติวาร

[๑๘๑] ภิกษุพูดพลั้ง ๑ ภิกษุพูดพลาด ๑ [ชื่อว่าพูดพลั้ง คือพูด

เร็วไป ชื่อว่าพูดพลาด คือตั้งใจว่าจักพูดคำอื่น แต่กลับพูดไปอีกอย่าง] ภิกษุ

วิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 20

ขุททกกัณฑวรรณนา

ขุททกสิกขาบทเหล่าใด สงเคราะห์

ตามวรรคเป็น ๙ วรรค ประดิษฐานอยู่ด้วยดี

แล้ว บัดนี้ จะมีการพรรณนาสิกขาบท

เหล่านั้น ดังต่อไปนี้:-

ปาจิตตีย์ มุสาวาทวรรคที่ ๑

มุสาวาทสิขาบทที่ ๑

บรรดาวรรค ๙ เหล่านั้น (บรรดาขุททกสิกิขาบทเหล่านั้น) พึงทราบ

วินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๑ แห่งมุสาวาทวรรดูก่อน.

[แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องพระหัตถกะ]

คำว่า หตฺถโก เป็นชื่อของพระเถระนั้น. บุตรของพวกเจ้าศากยะ

ชื่อว่าศากยบุตร. ได้ยินว่า ในครั้งพุทธกาล บุรุษแปดหมื่นคน ได้ออกบวช

จากศากยตระกูล. ท่านพระหัตถกะนั้น เป็นคนใดคนหนึ่ง บรรดาบุรุษ

แปดหมื่นคนนั้น.

บทว่า วาทกฺขิตฺโต มีความว่า ถูกคำพูดที่ตนกำหนดไว้อย่างนี้ว่า

เราจักกระทำวาทะ (ทำการโต้วาทะกัน) ซัดไป คือ ผลักไป อธิบายว่า ดันไป

คือ ส่งไปสู่สำนักของพวกปรวาที. อีกอย่างหนึ่ง ท่านพระหัตถกะนั้น ถูกจิต

ของตนซัดไปในวาทะ. ย่อมปรากฏในสถานที่ซึ่งมีการโต้วาทะกันทุกครั้งไป.

แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงชื่อว่าถูกซัดไปในวาทะ (เป็นคนพูดสับปลับ).

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 21

ข้อว่า อวชานิตฺวา ปฏิชานาติ มีความว่า พระหัตถกะนั้น

กำหนดโทษบางอย่างในคำพูดของตนได้ ถลากไถลไปว่า นี้ไม่ใช่คำพูดของเรา

เมื่อพูดไป ๆ สังเกตได้ว่าไม่มีโทษ แล้วยอมรับว่า นี้ เป็นคำพูดของเราละ.

ข้อว่า ปฏิชานิตฺวา อวชานาติ มีความว่า ท่านเมื่อกำหนดอานิสงส์

ในคำพูดบางอย่างได้ ก็ยอมรับว่า นี้ เป็นคำพูดของเรา เมื่อพูดต่อไปอีก

กำหนดโทษในถ้อยคำนั้นได้ ก็ถลากไถลไปว่า นี้ ไม่ใช่คำพูดของเรา ดังนี้.

ข้อว่า อญฺเญนญฺ ปฏิจรติ มีความว่า ย่อมกลบเกลื่อน คือ

ย่อมปกปิด ได้แก่ ทับถมเหตุอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุอย่างหนึ่ง คือ กล่าวเหตุว่า

รูปไม่เที่ยง เพราะเป็นของพึงรู้ได้ แล้วกลับกล่าวเหตุเป็นต้นว่า เพราะมี

ความเกิดเป็นธรรมดา.

แต่ในกุรุนที ท่านกล่าวว่า ย่อมพูดเรื่องอื่นเป็นอันมาก เพราะเหตุ

ที่จะปกปิดปฏิญญาและความถลากไถลนั่น.

ในคำว่า เอตสฺส เป็นต้นนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ว่า เธอย่อม

กล่าวคำเป็นอันมากมีอาทิอย่างนี้ว่า ใครกล่าว ? กล่าวว่าอย่างไร ? กล่าวที่ไหน ?

ดังนี้ เพื่อปกปิดคำปฏิญญาและคำถลากไถลนั้น.

ในมหาอรรถกถา ท่านกล่าวไว้อีกว่า ถลากไถลแล้วปฏิญาณ และ

ปฏิญาณแล้วถลากไถล นั่นแหละ ชื่อว่า กลบเกลื่อนเรื่องอื่นด้วยเรื่องอื่น.

สองบทว่า สมฺปชานมุสา ภาสติ ได้แก่ กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่.

หลายบทว่า สงฺเกต กตฺวา วิสวาเทติ มีความว่า ทำการนัดหมายว่า

การโต้วาทะ จงมีในประเทศชื่อโน้น ในบรรดากาลมีปุเรภัตเป็นต้น ชื่อโน้น

ดังนี้ แล้วไปก่อน หรือหลังจากเวลาที่ตนนัดหมายไว้ แล้วกล่าวว่า จงดูเอาเถิด

ผู้เจริญ ! พวกเดียรถีย์ ไม่มาแล้ว แพ้แล้ว ดังนี้ หลีกไปเสีย.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 22

บทว่า สมฺปชานมุสาวาเท ได้แก่ ในเพราะการพูดเท็จทั้งที่รู้ตัว

แล้วและกำลังรู้.

บทว่า วิสวาทนปุเรกฺขารสฺส ได้แก่ ผู้พูดทำจิตที่คิดจะพูดให้

คลาดเคลื่อนไว้เป็นเบื้องหน้า.

เจตนายังคำพูดอันนับเนื่องในมิจฉาวาจาให้ตั้งขึ้น ชื่อว่า วาจา.

ท่านแสดงเสียงอันตั้งขึ้นด้วยเจตนานั้น ด้วยคำว่า คิรา.

ทางแห่งถ้อยคำ ชื่อว่า พยบถ. ก็วาจานั่นแล ท่านเรียกว่า พยบถ

เพราะเป็นแนวทางแม้ของชนเหล่าอื่น ผู้ถึงทิฏฐานุคติ.

การเปล่งวาจาที่มีความเข้าใจกันว่าคำพูด ชื่อว่า วจีเภท. วาจามี

ชนิดต่าง ๆ กันนั่นเอง ท่านเรียกอย่างนี้ (ว่าวจีเภท).

วจีวิญญัตติ ชื่อว่า วิญญัตติที่เป็นไปทางวาจา. ด้วยอาการอย่างนั้น

ผู้ศึกษาพึงทราบว่า ด้วยบทแรก ท่านพระอุบาลีกล่าวเพียงเจตนาล้วน, ด้วย

๓ บทท่ามกลาง กล่าวเจตนาที่ประกอบด้วยเสียงซึ่งตั้งขึ้นด้วยเจตนานั้น. ด้วย

บทเดียวสุดท้าย กล่าวเจตนาที่ประกอบด้วยวิญญัตติ.

โวหาร (คำพูด) ของเหล่าชนผู้ไม่ใช่พระอริยเจ้า คือเหล่าพาลปุถุชน

ชื่อว่า อนริยโวหาร.

พระอุบาลีเถระ. ครั้นแสดงสัมปชานมุสาวาทอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อ

จะแสดงลักษณะแห่งอนริยโวหาร ที่นับเป็นสัมปชานมุสาวาท ซึ่งกล่าวไว้ใน

ที่สุด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อทิฏฺ นาม ดังนี้.

[อรรถาธิบายอนริยโวหาร ๘ อย่าง]

ในคำว่า อทิฏฺ เป็นต้นนั้น บัณฑิตพึงทราบอรรถโดยนัยนี้ว่า

ถ้อยคำ หรือ เจตนาเป็นเหตุยังถ้อยคำนั้นให้ตั้งขึ้น ของภิกษุผู้กล่าวเรื่องที่ตน

ไม่เห็นอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าเห็น ชื่อว่า อนริยโวหารอย่างหนึ่ง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 23

อีกนัยหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐาน ในคำว่า อทิฏฺ ทิฏฺ

เม เป็นต้นนี้ว่า อารมณ์ที่ตนไม่ได้รับด้วยอำนาจแห่งจักษุชื่อว่า ไม่เห็น,

ที่ไม่ได้รับด้วยอำนาจแห่งโสตะ ชื่อว่า ไม่ได้ยิน, ที่ไม่ได้รับ ทำให้ดุจเนื่อง

เป็นอันเดียวกันกับอินทรีย์ ๓ ด้วยอำนาจแห่งฆานินทรีย์เป็นต้น ชื่อว่า

ไม่ทราบ, ที่วิญญาณล้วน ๆ อย่างเดียว นอกจากอินทรีย์ ๕ ไม่ได้รับ ชื่อว่า

ไม่รู้.

แต่ในพระบาลี พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเทศนาโดยนัยอันปรากฏชัด

ทีเดียวอย่างนี้ว่า ที่ชื่อว่า ไม่เห็น คือ ไม่เห็นด้วยตา ฉะนี้แล.

ก็บรรดาอารมณ์ที่ได้เห็นเป็นต้น ที่ตนเองก็ดี คนอื่นก็ดี เห็นแล้ว

ชื่อว่า ทิฏฐะทั้งนั้น. อารมณ์ที่ชื่อว่า สุตะ มุตะ และวิญญาตะก็อย่างนี้ นี้

เป็นบรรยายหนึ่ง. ส่วนอีกบรรยายหนึ่ง อารมณ์ใดที่ตนเห็นเอง อารมณ์นั้น

จัดเป็นทิฎฐะแท้. ในสุตะเป็นต้น ก็มีนัยอย่างนั้น. ก็อารมณ์ใดที่คนอื่นเห็น

อารมณ์นั้น ย่อมตั้งอยู่ในฐานะแห่งอารมณ์ที่ตนได้ยิน. แม้อารมณ์มีสุตะ

เป็นต้น ก็มีนัยอย่างนี้.

บัดนี้ พระอุบาลีเถระ เมื่อจะยกอาบัติขึ้นแสดงด้วยอำนาจแห่งอนริย-

โวหารเหล่านั้น จึงกล่าวคำว่า ตีหากาเรหิ เป็นต้น . บัณฑิตพึงทราบ-

เนื้อความแห่งคำว่า ตีหากาเรหิ เป็นต้นนั้น โดยนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว

ในวรรณนาบาลีจตุตถปาราชิก มีอาทิอย่างนี้ว่า ภิกษุกล่าวสัมปชานมุสาวาทว่า

ข้าพเจ้าบรรลุปฐมฌาน ต้องอาบัติปาราชิกโดยอาการ ๓ ดังนี้นั่นแล. จริงอยู่

ในบาลีจตุตถปาราชิกนั้น ท่านกล่าวไว้เพียงคำว่า ปม ฌาน สมาปชฺชึ.

ข้าพเจ้าบรรลุปฐมฌานแล้ว อย่างเดียว, ในสิกขาบทนี้ กล่าวไว้ว่า อทิฏฺ

ทิฏฺ เม ไม่เห็นพูดว่า ข้าพเจ้าเห็น ดังนี้. และในบาลีจตุตถปาราชิกนั้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 24

กล่าวไว้ว่า อาปตฺติ ปาราชิกสฺส (ต้องอาบัติปาราชิก) ในสิกขาบทนี้

กล่าวว่า อาปตฺตฺ ปาจิตฺติยสฺส (ต้องอาบัติปาจิตตีย์) ดังนี้. มีความแปลก

กันเพียงในวัตถุและอาบัติอย่างนี้. คำที่เหลือมีลักษณะอย่างเดียวกันแท้แล.

แม้คำเป็นต้นว่า ตีหากาเรหิ ทิฏฺเ เวมติโก ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัย

ดังกล่าวแล้ว ในวรรณนาบาลีทุฏฐโทสสิกขาบทเป็นต้น อย่างนี้ว่า ทิฏฺสฺส

โหติ ปาราชิก ธมฺม อชฺฌาปชฺชนฺโน ทิฏฺเ เวนติโก (ภิกษุผู้โจทก์

นั้นได้เห็นภิกษุผู้ต้องปาราชิกธรรม มีความสงสัยในสิ่งที่ได้เห็น) ดังนี้นั่น แล.

ก็ในสิกขาบทนี้ เพียงแต่คำบาลีเท่านั้น แปลกกัน (จากบาลีจตุตถปาราชิก) .

ส่วนในเนื้อความพร้อมทั้งเถรวาท ไม่มีการแตกต่างอะไรกันเลย.

สองบทว่า สหสา ภณติ ความว่า ภิกษุไม่ได้ไตร่ตรอง หรือ

ไม่ได้ใคร่ครวญ พูดโดยเร็วถึงสิ่งที่ไม่เห็นว่า ข้าพเจ้าเห็น.

คำว่า อญฺ ภณิสฺสามีติ อญฺณ ภณติ ความว่า เมื่อตนควร

จะกล่าวคำว่า จีวร (จีวร) ไพล่กล่าวว่า จีร (นาน) ดังนี้เป็นต้น เพราะ

ความเป็นผู้อ่อนความคิด เพราะเป็นผู้เซอะ เพราะความพลาดพลั้ง. แต่ภิกษุใด

ผู้อันสามเณรเรียนถามว่า ท่านขอรับ ! เห็นอุปัชฌาย์ของกระผมบ้างไหม

ดังนี้ กระทำการล้อเลียน กล่าวว่า อุปัชฌาย์ของเธอจักเทียมเกวียนบรรทุกฟืน

ไปแล้วกระมัง หรือว่า เมื่อสามเณรได้ยินเสียงสุนัขจิ้งจอกแล้ว ถามว่า นี้เสียง

สัตว์อะไร ขอรับ ! กล่าวว่า นี้เสียงของพวกคนผู้ช่วยกันยกล้อที่ติดหล่ม

ของมารดาเธอ ผู้กำลังไปด้วยยาน ดังนี้ อย่างนั้นกล่าวคำอื่นไม่ใช่เพราะเล่น

ไม่ใช่เพราะพลั้ง, ภิกษุนั่น ย่อมต้องอาบัติแท้. ยังมีถ้อยคำอย่างหนึ่ง ชื่อว่า

ปูรณกถา คือ ภิกษุรูปหนึ่ง ได้น้ำมันเล็กน้อยในบ้าน แล้วกลับมาสู่วิหาร

พูดกะสามเณรว่า เธอไปไหนเสีย วันนี้ บ้านมีแต่น้ำมัน อย่างเดียว ดังนี้ ก็ดี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 25

ได้ชิ้นขนมที่เขาวางไว้ในกระเช้า และพูดกะสามเณรว่า วันนี้ คนทั้งหลาย

ในบ้าน เอากระเช้าหลายใบใส่ขนมไป ดังนี้ก็ดี นี้จัดเป็นมุสาวาทเหมือนกัน.

คำที่เหลือตื้นทั้งนั้นแล.

สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้น ทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑

ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม

วจีกรรม อกุศลจิตมีเวทนา ๓ ดังนี้แล.

มุสาวาทสิกขาบทที่ ๑ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 26

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๑๘๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ -

เชตวัน อารามของอานาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น

พระฉัพพัคคีย์ทะเลาะกับพวก ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มี

ศีลเป็นที่รัก คือด่าว่า สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูล

บ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง

คำด่าที่ทรามบ้าง .

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่

ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์ ทะเลาะ

กับภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก จึงได้กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือด่าว่า

สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง

โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้างเล่า แล้ว

กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า

จริงหรือภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก

กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก คือคำว่า สบประมาท กระทบกำเนิด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 27

บ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง

กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่าที่ทรามบ้าง.

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน

พระผู้มีพร ะภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงได้ทะเลาะกับพวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก กล่าวเสียดแทงพวกภิกษุผู้มี

ศีลเป็นที่รัก คือด่าว่า สบประมาท กระทบกำเนิดบ้าง ชื่อบ้าง วงศ์ตระกูลบ้าง

การงานบ้าง ศิลปบ้าง โรคบ้าง รูปพรรณบ้าง กิเลสบ้าง อาบัติบ้าง คำด่า

ที่ทรามบ้าง การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน

ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . . ครั้นแล้ว

ทรงกระทำธรรมีกถารับส่งกะภิกษุทั้งหลายดังต่อไปนี้.

เรื่องโคนันทิวิสาล

[๑๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว พราหมณ์คนหนึ่ง

ในเมื่องตักกศิลา มีโคถึกตัวหนึ่งชื่อนันทิวิสาล ครั้งนั้นโคถึกชื่อนันทิวิสาล

ได้กล่าวคำนี้กะพราหมณ์นั้นว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ท่านจงไปพนันกับเศรษฐี

ด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูก

เนื่องกันไปได้.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จึงพราหมณ์นั้นได้ทำการพนันกับเศรษฐีด้วย

ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑,๐๐๐ เล่มที่ผูกเนื่อง

กันไปได้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 28

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วพราหมณ์นั้นได้ผูกเกวียน ๑,๐๐๐ เล่มให้

เนื่องกัน เทียมโคถึกนันทิวิสาลเสร็จแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า จงฉุดไป เจ้าโคโกง

จงลากไป เจ้าโคโกง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น โคถึกนันทิวิสาลได้ยืนอยู่ในที่เดิมนั่นเอง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้นนั้นแล พราหมณ์นั้นแพ้พนัน เสียทรัพย์

๑,๐๐๐ กษาปณ์แล้วได้ซบเซา.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ต่อมา โคถึกนันทิวิสาลได้ถามพราหมณ์นั้นว่า

ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เหตุไรท่านจึงซบเซา.

พ. ก็เพราะเจ้าทำให้เราต้องแพ้ เสียทรัพย์ไป ๑,๐๐๐ กษาปณ์ นั่น

ละซิ เจ้าตัวดี.

น. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ก็ท่านมาเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่า

โกงทำไมเล่า ขอท่านจงไปอีกครั้งหนึ่ง จงพนันกับเศรษฐีด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐

กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้า จักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูกเนื่องกันไปได้

แต่อย่าเรียกข้าพเจ้าผู้ไม่โกง ด้วยถ้อยคำว่าโกง.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นแล พราหมณ์นั้นได้พนันกับเศรษฐี

ด้วยทรัพย์ ๒,๐๐๐ กษาปณ์ว่า โคถึกของข้าพเจ้าจักลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่ผูก

เนื่องกันไปได้ ครั้นแล้วได้ผูกเกวียน ๑๐๐ เล่มให้เนื่องกัน เทียมโคถึก

นันทิวิสาลแล้ว ได้กล่าวคำนี้ว่า เชิญฉุดไปเถิด พ่อรูปงาม เชิญลากไปเถิด

พ่อรูปงาม.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล โคถึกนันทิวิสาลได้ลากเกวียน ๑๐๐

เล่ม ซึ่งผูกเนื่องกันไปได้แล้ว.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 29

[๑๘๔] บุคคลควรกล่าวแต่ถ้อยคำ

เป็นที่จำเริญใจ ไม่ควรกล่าวถ้อยคำอันไม่

เป็นที่จำเริญใจ ในกาลไหน ๆ เพราะเมื่อ

พราหมณ์กล่าวถ้อยคำเป็นที่จำเริญใจ โคถึก

นันทิวิสาลได้ลากเกวียนหนักไป ยังพราหมณ์

นั้นให้ได้ทรัพย์ และได้ดีใจเพราะพราหมณ์

ได้ทรัพย์โดยการกระทำของตนนั้นแล.

[๑๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งนั้น คำด่า คำสบประมาทก็

มิได้เป็นที่พอใจของเรา ไฉน ในบัดนี้ คำด่า คำสบประมาท จักเป็นที่

พอใจเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน

ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้น แสดงอย่างนี้ว่า

ดังนี้:-

พระบัญญัติ

๕๑.๒. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะโอมสวาท.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๑๘๖] ที่ชื่อว่า โอมสวาท ได้แก่คำพูดเสียดแทงให้เจ็บใจด้วย

อาการ ๑๐ อย่าง คือ ชาติ ๑ ชื่อ ๑ โคตร ๑ การงาน ๑ ศิลป ๑ โรค ๑

รูปพรรณ ๑ กิเลส ๑ อาบัติ ๑ คำด่า ๑.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 30

บทภาชนีย์

[๑๘๗] ที่ชื่อว่า ชาติ ได้แก่ชาติ ๒ คือ ชาติทราม ๑ ชาติอุกฤษฏ์ ๑

ที่ชื่อว่า ชาติทราม ได้แก่ชาติคนจัณฑาล ชาติคนจักสาน ชาติ

พราน ชาติคนช่างหนัง ชาติคนเทดอกไม้ นี้ชื่อว่าชาติทราม.

ที่ชื่อว่า ชาติอุกฤษฏ์ ได้แก่ชาติกษัตริย์ ชาติพราหมณ์ นี้ชื่อว่า

ชาติอุกฤษฎ์.

[๑๘๘] ที่ชื่อว่า ชื่อ ได้แก่ชื่อ ๒ คือ ชื่อทราม ๑ ชื่ออุกฤษฎ์ ๑.

ที่ชื่อว่า ชื่อทราม ได้แก่ ชื่ออวกัณณกะ ชวกัณณกะ ธนิฏฐะ

สวิฎฐกะ กุลวัฑฒกะ ก็หรือชื่อที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น

ไม่นับถือกันในชนบทนั้น ๆ นี้ชื่อว่าชื่อทราม

ที่ชื่อว่า ชื่ออุกฤษฏ์ ได้แก่ชื่อที่เกี่ยวเนื่องด้วยพุทธะ ธัมมะ สังฆะ

ก็หรือชื่อที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกัน

ในชนบทนั้น ๆ นี้ชื่อว่าชื่ออุกฤษฏ์.

[๑๘๙] ที่ชื่อว่า โคตร ได้แก่วงศ์ตระกูล มี ๒ คือ วงศ์ตระกูล

ทราม ๑ วงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า วงศ์ตระกูลทราม ได้แก่วงศ์ตระกูลภารทวาชะ ก็หรือ

วงศ์ตระกูล ที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันใน

ชนบทนั้น ๆ นี้ชื่อว่าวงศ์ตระกูลทราม.

ที่ชื่อว่า วงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์ ได้แก่วงศ์ตระกูลโคตมะ วงศ์ตระกูล

โมคคัลลานะ วงศ์ตระกูลกัจจายนะ วงศ์ตระกูลวาเสฏฐะ ก็หรือวงศ์ตระกูลที่

เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบท

นั้น ๆ นี้ชื่อว่าวงศ์ตระกูลอุกฤษฏ์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 31

[๑๙๐] ที่ชื่อว่า การงาน ได้แก่งานที่ทำ มี ๒ คือ งานทราม ๑

งานอุกฤษฎ์ ๑.

ที่ชื่อว่า งานทราม ได้แก่งานช่างไม้ งานเทดอกไม้ ก็หรืองานที่

เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบทนั้น ๆ

นี้ชื่อว่างานทราม.

ที่ชื่อว่า งานอุกฤษฏ์ ได้แก่งานทำนา งานค้าขาย งานเลี้ยงโค

ก็หรืองานที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกัน

ในชนบทนั้น ๆ นี้ชื่อว่างานอุกฤษฎ์.

[๑๙๑] ที่ชื่อว่า ศิลป ได้แก่วิชาการช่าง มี ๒ คือ วิชาการ

ช่างทราม ๑ วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า วิชาการช่างทราม ได้แก่ วิชาการช่างจักสาน วิชาการ

ช่างหม้อ วิชาการช่างหูก วิชาการช่างหนัง วิชาการช่างกัลบก ก็หรือวิชาการ

ช่างที่เขาเย้ยหยัน เหยียดหยาม เกลียดชัง ดูหมิ่น ไม่นับถือกันในชนบท

นั้น ๆ นี้ชื่อว่าวิชาการช่างทราม.

ที่ชื่อว่า วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ได้แก่วิชาการช่างนับ วิชาการช่าง

คำนวณ วิชาการช่างเขียน ก็หรือวิชาการช่างที่เขาไม่เย้ยหยัน ไม่เหยียดหยาม

ไม่เกลียดชัง ไม่ดูหมิ่น นับถือกันในชนบทนั้น ๆ นี้ชื่อว่าวิชาการช่างอุกฤษฏ์.

[๑๙๒] โรค แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม แต่โรคเบาหวาน ชื่อว่า

โรคอุกฤษฏ์.

[๑๙๓] ที่ชื่อว่า รูปพรรณ ได้แก่รูปพรรณมี ๒ คือ รูปพรรณ

ทราม ๑ รูปพรรณอุกฤษฏ์ ๑.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 32

ที่ชื่อว่า รูปพรรณทราม คือ สูงเกินไป ต่ำเกินไป ดำเกินไป

ขาวเกินไป นี้ชื่อว่ารูปพรรณทราม.

ที่ชื่อว่า รูปพรรณอุกฤษฏ์ คือไม่สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ดำนัก

ไม่ขาวนัก นี้ชื่อว่ารูปพรรณอุกฤษฎ์.

[๑๙๔] กิเลส แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม.

[๑๙๕] อาบัติ แม้ทั้งปวง ชื่อว่าทราม แต่โสตาบัติ สมาบัติ ชื่อว่า

อาบัติอุกฤษฎ์.

[๑๙๖] ที่ชื่อว่า คำด่า ได้แก่คำด่า มี ๒ คือ คำด่าทราม ๑ คำด่า

อุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า คำด่าทราม ได้แก่คำด่าว่า เป็นอูฐ เป็นแพะ เป็นโค

เป็นลา เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวัง

ได้แต่ทุคติ คำด่าที่เกี่ยวด้วย ยะอักษร ภะอักษร หรือนิมิตของชายและนิมิต

ของหญิง นี้ชื่อว่าคำด่าทราม.

ที่ชื่อว่า คำด่าอุกฤษฏ์ ได้แก่ คำคำว่า เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด

เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้อง

หวังได้แต่สุคติ นี้ชื่อว่าคำด่าอุกฤษฏ์.

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดกดกระทบชาติ

[๑๙๗] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติ

ทราม คือ พูดกะอุปสัมบันชาติคนจัณฑาล...ชาติคนจักสาน...ชาติพราน

...ชาติคนช่างหนัง...ชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 33

คนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบชาติ

[๑๙๘] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันกำเนิดอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติ

ทราม คือ พูดกะอุปสัมบันกำเนิดกษัตริย์ . . . กำเนิดพราหมณ์ ว่าเป็นชาติ

คนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง

ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบชาติ

[๑๙๙] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันกำเนิดทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติ

อุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันกำเนิดคนจัณฑาล . . .กำเนิดคนจักสาน. . .กำเนิด

พราน. . .กำเนิดคนช่างหนัง. . .กำเนิดคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่า

เป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบชาติ

[๒๐๐] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันกำเนิดอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติ

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันกำเนิดกษัตริย์. . . กำเนิดพราหมณ์ ว่าเป็นชาติ

กษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 34

อุปสันบันด่าอุปสัมบัน

พูดกดกระทบชื่อ

[๒๐๑] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีชื่อทรามด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม

คือ พูดกะอุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ ... ชื่อชวกัณณกะ... ชื่อธนิฏฐกะ.. .

ชื่อสวิฏฐกะ... ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่า

ท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฎฐกะ ว่าท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบชื่อ

[๒๐๒] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีชื่ออุกฤษฏ์ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม

คือ พูดกะอุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต ... ชื่อธัมมรักขิต... ชื่อสังฆรักขิต ว่า

ท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่า

ท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบชื่อ

[๒๐๓] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีชื่อทรามด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฎ์

คือ พูดกะอุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ... ชื่อชวกัณณกะ... ชื่อธนิฏฐกะ. . .

ชื่อสวิฎฐกะ... ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่าน

สังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 35

พูดยกยอกระทบชื่อ

[๒๐๔] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสันบันมีชื่ออุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อ

อุกฤษฎ์ คือพูด กะอุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต . . . ชื่อธัมมรักขิต . . . สังฆรักขิต

ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดกดกระทบโคตร

[๒๐๕] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโคตรทรามด้วยกล่าวกระทบโคตร

ทราม คือพูดกะอุปสัมบันโกสิยโคตร. . . ภารทวาชโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร

ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบโคตร

[๒๐๖] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโคตรอุกฤษฎ์ด้วยกล่าวกระทบโคตร

ทราม คือ พูดกะอุปสันบันโคตมโคตร.. . โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายน-

โคตร . . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบโคตร

[๒๐๗] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโคตรทรามด้วยกล่าวกระทบโคตร

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 36

อุกฤกษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันโกสิยโคตร. . .ภารทวาชโคตร ว่าท่านโคตม-

โคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบโคตร

[๒๐๘] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโคตรอุกฤษฎ์ด้วยกล่าวกระทบโคตร

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันโคตมโคตร . . . โมคคัลลานโคตร. . . กัจจายน-

โคตร . . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่าน

กัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดกระทบการงาน

[๒๐๙] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบ

การงานทราม คือ พูดกะอุปสัมบันเป็นช่างไม้. . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่าน

ทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบการงาน

[๒๑๐] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 37

การงานทราม คือพูดกะอุปสัมบันเป็นชาวนา . . . เป็นพ่อค้า . . . เป็นคนเลี้ยงโค

ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบการงาน

[๒๑๑] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบ

การงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันเป็นช่างไม้ . . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่า

ท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบการงาน

[๒๑๒] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

การงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันเป็นชาวนา. . . เป็นพ่อค้า ... เป็นคน

เลี้ยงโค ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดกระทบศิลป

[๒๑๓] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบ

วิชาการช่างทราม คือ พูดกะอุปสัมบันมีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่าง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 38

หม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่า

ท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก

ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบศิลป

[๒๑๔] อุปสัมบันปรารถจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีวิชาการช่างอุกฤษฎ์ด้วยกล่าวกระทบ

วิชาการช่างทราม คือ พูดกะอุปสัมบันวิชาการช่างนับ... มีวิชาการช่างคำนวณ

... มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ

ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบศิลป

[๒๑๕] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบ

วิชาการช่างอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันมีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการ

ช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก

ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่าง

เขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบศิลป

[๒๑๖] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ด้วยกล่าวกระทบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 39

วิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันมีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่าง

คำนวณ.. . มีวิชาการช่างเขียน. . . ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการ

ช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดกดกระทบโรค

[๒๑๗] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม

คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . . . โรคฝี. . .โรคกลาก . . โรคมองคร่อ...

โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าท่านเป็นโรคกลาก

ว่าท่านเป็นโรคมองคร่อ ว่าท่านเป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบโรค

[๒๑๘] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโรคอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโรค

ทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน ว่าท่าน

เป็นโรคฝี ว่าท่านเป็นโรคกลาก ว่าท่านเป็นโรคมองคร่อ ว่าท่านเป็นโรค

ลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบโรค

[๒๑๙] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรค

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 40

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน. . .โรคฝี. . .โรคกลาก. . .โรค

มองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบโรค

[๒๒๐] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีโรคอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโรค

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน

ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันด่าอุปสันบัน

พูดกดกระทบรูปพรรณ

[๒๒๑] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบ

รูปพรรณทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้สูงเกินไป . . . ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป. . .

ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนคำนัก

ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบรูปพรรณ

[๒๒๒] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีรูปพรรณอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบ

รูปพรรณทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ไม่สูงนัก ...ไม่ต่ำนัก. ..ไม่ดำนัก. . .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 41

ไม่ขาวนัก ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนคำนัก

ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบรูปพรรณ

[๒๒๓] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบ

รูปพรรณอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้สูงเกินไป . .. ต่ำเกินไป. . .ดำเกินไป...

ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็นคน

ไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดยกยอกระทบรูปพรรณ

[๒๒๔] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีรูปพรรณอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

รูปพรรณอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ไม่สูงเกินไป. . .ไม่ต่ำเกินไป. . . ไม่

ดำเกินไป ...ไม่ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ด่านัก

ว่าท่านเป็นคนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดกดกระทบกิเลส

[๒๒๕] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลส

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 42

ทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ผู้ถูกโทสะย่ำยี. .. ผู้ถูกโมหะ

ครอบงำ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบกิเลส

[๒๒๖] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

กิเลสทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ . . . ปราศจากโทสะ .. .

ปราศจากโมหะ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะ

ครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบกิเลส

[๒๒๗] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลส

อุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . .ถูกโมหะ

ครอบงำ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจากโทสะ ว่าท่านปราศจากโมหะ

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบกิเลส

[๒๒๘] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันมีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

กิเลสอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ .. . ปราศจากโทสะ ...

ปราศจากโมหะ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจากโทสะ ว่าท่านปราศจาก

โมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 43

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดกดกระทบอาบัติ

[๒๒๙] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติปาราชิก. . .ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส

...ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ. . .

ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ . . . ผู้ต้องอาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก ว่าท่าน

ต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้องอาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติปาจิตตีย์

ว่าท่านต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ว่าท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบอาบัติ

[๒๓๐] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้คือโสดาบัติ ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก

ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้องอาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ว่าท่านต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ ว่าท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้อง

อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบอาบัติ

[๒๓๑] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . . ผู้ต้องอาบัติสังฆา-

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 44

ทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติปฎิเทส-

นียะ . . . ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ . . . ผู้ต้องอาบัติทุพภาสิต ว่าท่านถึงโสดาบัติ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบอาบัติ

[๒๓๒] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องโสดาบัติ ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสันบันด่าอุปสัมบัน

พูดกดระทบคำสบประมาท

[๒๓๓] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าว

กระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้มีความประพฤติดังอูฐ . . . มีความ

ประพฤติดังแพะ . . . มีความประพฤติดังโค . . . มีความประพฤติดังลา . . .มีความ

ประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน . . . มีความประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นอูฐ ว่า

ท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ติรัจฉาน ว่าท่าน

เป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบคำสบประมาท

[๒๓๔] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้มีความประพฤติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 45

กระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็นบัณฑิต .. . ผู้ฉลาด . . . ผู้มี

ปัญญา. . . ผู้พหูสูต... ผู้ธรรมกถึก ว่าท่านเป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่าน

เป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติ

ของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบคำสบประมาท

[๒๓๕] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าว

กระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้มีความประพฤติดังอูฐ . . .มีความ

ประพฤติดังแพะ . . .มีความพระพฤติดังโค . . . มีความประพฤติดังลา. . . มีความ

ประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน... มีความพระพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นบัณฑิต

ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นคนพหูสูต ว่าท่าน

เป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบคำสบประมาท

[๒๓๖] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอุปสัมบันผู้มีความประพฤติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว

กระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็นบัณฑิต.. . ผู้ฉลาด... ผู้มี

ปัญญา. . . ผู้พหูสูต ... ผู้ธรรมกถึก ว่าท่านเป็นบัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด

ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของ

ท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 46

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก

[๒๓๗] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า มีภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้ บางพวกเป็นชาติคนจัณฑาล บางพวกเป็นชาติคนจักสาน บางพวก

เป็นชาติพราน บางพวกเป็นชาติคนช่างหนัง บางพวกเป็นชาติดนเทดอกไม้

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

[๒๓๘] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า มีภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บางพวกเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบนามทราม ว่ามีบางพวก

[๒๓๙] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า มีภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ บางพวกชื่อชวกัณณกะ บางพวกชื่อธนิฎฐกะ

บางพวกชื่อสวิฎฐกะ บางพวกชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบนามอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่อพุทธรักขิต บางพวกชื่อ

ธัมมรักขิต บางพวกชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 47

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร บางพวกเป็น

ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤกฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร บางพวกเป็น

โมคคัลลานโคตร บางพวกเป็นกัจจายนโคตร บางพวกเป็นว่าเสฏฐโคตร

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวก ทำงานช่างไม้ บางพวกทำงาน

เทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานไถนา บางพวกทำงาน

ค้าขาย บางพวกทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆคำพูด.

พูดเปรยกระทบศีลปทราม ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน บาง

พวกมีวิชาการช่างหม้อ บางพวกมีวิชาการช่างหูก บางพวกมีวิชาการช่างหนัง

บางพวกมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ บางพวกมี

วิชาการช่างคำนวณ บางพวกมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 48

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน บางพวกเป็น

โรคฝี บางพวกเป็นโรคกลาก บางพวกเป็นโรคมองคร่อ บางพวกเป็นโรค

ลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป บางพวกต่ำเกินไป

บางพวกดำเกินไป บางพวกขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก บางพวกไม่ต่ำนัก

บางพวกไม่ดำนัก บางพวกไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่ามีบางพวก

มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม บางพวกถูก

โทสะย่ำยี บางพวกถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 49

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ บางพวก

ปราศจากโทสะ บางพวกปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก บางพวก

ต้องอาบัติสังฆาทิเสส บางพวกต้องอาบัติถุลลัจจัย บางพวกต้องอาบัติปาจิตตีย์

บางพวกต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ บางพวกต้องอาบัติทุกกฏ บางพวกต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่ามีบางพวก

...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ บาง

พวกมีความพระพฤติดังแพะ บางพวกมีความพระพฤติดังโค บางพวกมีความ

ประพฤติดังลา บางพวกมีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน บางพวกมีความ

ประพฤติดังสัตว์นรก สุคติของภิกษุรูปนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวังได้แต่

ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

[๒๔๐] ...มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต บาง

พวกเป็นคนฉลาด บางพวกเป็นคนมีปัญญา บางพวกเป็นพหูสูต บางพวก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 50

เป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุบางพวกนั้นไม่มี ภิกษุบางพวกนั้นต้องหวังได้

แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันด่าอุปสัมบัน

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่

[๒๔๑] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า ภิกษุจำพวกใดกันแน่

เป็นชาติคนจัณฑาล.. .ชาติคนจักสาน ...ชาติพราน . ..ชาติคนช่างหนัง. ..

ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่เป็นชาติกษัตริย์ . ..ชาติพราหมณ์ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบนามทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกใดกันแน่ ชื่ออวกัณณกะ . . . ชื่อชวกัณณกะ... ชื่อ

ธนิฏฐกะ...ชื่อสวิฏฐกะ. .. ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบนามอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรฉันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต. .. ชื่อธัมมรักขิต.. . ชื่อ

สังฆรักขิ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโกสิยโคตร. .. ภารทวาชโคตร ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 51

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร.. . โมคคัลลานโคตร...

กัจจายนโคตร ...วาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้. . .คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา. . . เป็นคนทำงาน

ค้าขาย . . . เป็นคนทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน. . .มีวิชาการช่างหม้อ

. . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . . ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่.

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ .. . มีวิชาการช่างคำนวณ

. . . มีวิชาการช่างเขียน. . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน. . . โรคฝี. . . โรคกลาก . ..

โรคมองคร่อ .. . โรคลมบ้าหมู . ..ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 52

พูดเปรยกระทบอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ สูงเกินไป. . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . .

ขาวเกินไป ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก. . .ไม่ต่ำนัก . ..ไม่ดำนัก

...ไม่ขาวนัก. . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี ...ถูก

โมหะครอบงำ ...ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ . .

ปราศจากโมหะ ...ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก .. .อาบัติสังฆาทิเสส

. . .อาบัติถุลลัจจัย ...อาบัติปาจิตตีย์ . ..อาบัติปาฎิเทสนียะ . ..อาบัติทุกกฏ

. . .อาบัติทุพภาสิต .. .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 53

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . .โค

. . . ลา . . .สัตว์ดิรัจฉาน . . .สัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้น ไม่มี ภิกษุ

พวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . . เป็นคนฉลาด . . .มีปัญญา

. . . พหูสูต . . . ธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้น ไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวัง

ได้แต่สุคติ . .. ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

[๒๔๒] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติ

คนจัณฑาล ...ไม่ใช่ชาติคนจักสาน . . .ไม่ใช่ชาติทราม ...ไม่ใช่ชาติคน

ช่างหนัง . ..ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ . ..ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 54

พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ .. .ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ ...ไม่ใช่

ชื่อธนิฏฐกะ ... ไม่ใช่ชื่อสวิฎฐกะ .. .ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต . . .ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต ...ไม่ใช่

ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . .ไม่ใช่

กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . .. ไม่ใช่คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา . . .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย .. .ไม่ใช่

คนทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 55

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ

...ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . .ไม่ใช่มีวิชาการ

ช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . . ไม่ใช่มีวีชาการช่างคำนวณ...

ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . . . ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . .ไม่ใช่เป็น

โรคกลาก .. .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . .ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . ..ไม่ใช่ต่ำเกินไป .. .ไม่ใช่ดำเกินไป

. . .ไม่ใช่ขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . . .ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . ..ไม่ใช่ไม่ดำนัก

. . . ไม่ใช่ไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 56

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . .ไม่ใช่

ถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ . . . ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . . ไม่ใช่

ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .

อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฏิเทสนียะ . . . อาบัติทุกกฏ

...อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษ ์ ว่าไม่ใช้พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . .โค . .. ลา . ..

สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่ทุคติ

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต . . .ไม่ใช่คนฉลาด . . . ไม่ใช่คนมี

ปัญญา .. .ไม่ใช่พหูสูต . . . ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเรา

ต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 57

อุปสัมบันด่าอนุอุปสัมบัน

พูดกดกระทบชาติ

[๒๔๓] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติ

ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติคนจัณฑาล . . .ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน

. . . ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็น

ชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคน

เทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบชาติ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

ชาติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติกษัตริย์ . . .ชาติพราหมณ์ ว่าเป็นชาติ

คนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง

ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบชาติ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติ

อุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติคนจัณฑาล. . . ชาติคนจักสาน. . .ชาติพราน

. . .ชาติคนช่างหนัง . . . ชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติ -

พราหมณ์ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 58

พูดยกยอกระทบชาติ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

ชาติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติกษัตริย์ ...ชาติพราหมณ์ ว่าเป็น

ชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ คำพูด.

พูดกดกระทบชื่อ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อ

ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ... ชื่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฏฐกะ

...ชื่อสวิฏฐกะ ...ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ

ว่าท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบชื่อ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่ออุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อ

ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต . . .ชื่อธัมมรักขิต ...ชื่อสังฆรักขิต

ว่าท่านอวกัณณะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฎฐกะ ว่าท่านสวิฎฐกะ ว่า

ท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบชื่อ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 59

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ...ชี่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฏฐกะ

. . . ชื่อสวิฏฐกะ . ..ชี่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่า

ท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบชื่อ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีชื่ออุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อ

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต ... ชื่อธัมมรักขิต ...ชื่อสังรักขิต

ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดกระทบโคตร

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบ

โคตรทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันโกสิยโคตร . . .ภารทวาชโคตร ว่าท่าน

โกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบโคตร

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

โคตรทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร . . . โมคคัลลานโคตร. . .

กัจจายนโคตร . . . วาเสฎฐโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 60

พูดประชดกระทบโคตร

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบ

โคตรอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุสัมบันโกสิยโคตร . . .ภารทวาชโคตร ว่าท่าน

โคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฎฐ-

โคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบโคตร

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโคตรอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบ

โคตรอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร . . .

กัจจายนโคตร . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร

ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดกระทบการงาน

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบ

การงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็นช่างไม้ . . .เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่าน

เป็นช่างไม้ ว่าท่านเป็นคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 61

พูดกดให้เลวกระทบการงาน

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

การงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันทำงานไถนา .. .ทำงานค้าขาย . . .ทำงาน

เลี้ยงโค ว่าท่านเป็นช่างไม้ ว่าท่านเป็นคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบการงาน

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบ

การงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็นช่างไม้ . ..เป็นคนเทดอกไม้ ว่า

ท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบการงาน

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

การงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันทำงานไถนา...ทำงานค้าขาย . . .ทำงาน

เลี้ยงโค ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดกระทบศิลป

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 62

กระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างจักสาน . . .มีวิชา

การช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่าง

กัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชา

การช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบศิลป

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว

กระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างนับ . . .มีวิชาการ

ช่างคำนวณ . . .มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมี

วิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่าน

มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด..

พูดประชดกระทบศิลป

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบ

วิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างจักสาน .. .มีวิชาการ

ช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก

ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่าง

เขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 63

พูดยกยอกระทบศิลป

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว

กระทบวิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันมีวิชาการช่างนับ . . .มีวิชา

การช่างคำนวณ.. .มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมี

วิชาการช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดกระทบโรค

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรค

ทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . . .โรคฝี...โรคกลาก . ..โรค

มองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าท่าน

เป็นโรคกลาก ว่าท่านเป็นโรคมองคร่อ ว่าท่านเป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบโรค

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบ

โรคทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน

ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าท่านเป็นโรคกลาก ว่าท่านเป็นโรคมองคร่อ ว่าท่านเป็น

โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 64

พูดประชดกระทบโรค

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรค

อุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน . ..โรคฝี . . . โรคกลาก . ..

โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบโรค

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีโรคอุกฤษฦ ์ ด้วยกล่าวกระทบ

โรคอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน ว่าท่านเป็นโรค

เบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบ

รูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้สูงเกินไป .. .ต่ำเกินไป ...ดำเกินไป

. . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนดำ

นัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 65

กระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ไม่สูงนัก . ..ไม่ต่ำนัก ...ไม่

ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่าน

เป็นคนดำนัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดประชดกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบ

รูปพรรณอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้สูงเกินไป ... ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป

. . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่าเป็นคนไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็น

คนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดยกยอกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีรูปพรรณอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าว

กระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ไม่สูงเกินไป.. .ไม่ต่ำเกินไป

. . . ไม่ดำเกินไป . . .ไม่ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่านเป็นคน

ไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดกระทบกิเลส

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 66

กิเลสทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม ...ถูกโทสะย่ำยี ...ผู้ถูก

โมหะครอบงำ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะ

ครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบกิเลส

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

กิเลสทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ . . .

ปราศจากโมหะ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะ

ครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบกิเลส

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสันบันมีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบ

กิเลสอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ถูกโทสะย่ำยี ...

ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจากโทสะ ว่าท่าน

ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบกิเลส

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันมีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

กิเลสอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ. . .ปราศจากโทสะ

. . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจากโทสะ ว่าท่าน

ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 67

พูดกดกระทบอาบัติ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . .ผู้ต้องอาบัติ-

สังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติ

ปาฏิเทสนียะ. . . ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ ผู้ต้องอาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องอาบัติ

ปาราชิก ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้องอาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ ว่าท่านต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ว่าท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่าน

ต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบอาบัติ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถึงอาบัติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องโสดาบัติ ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก

ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้องอาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ว่าท่านต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ ว่าท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้อง

อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบอาบัติ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้องอาบัติปาราชิก ... ผู้ต้องอาบัติ

สังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 68

ปาฎิเทสนียะ ... ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ ... ผู้ต้องอาบัติทุพภาสิต ว่าท่านถึง

โสดาบัติ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดยกยอกระทบอาบัติ

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถึงอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบ

อาบัติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ถึงโสดาบัติ ว่าท่านถึงโสดาบัติ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าว

กระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติดังอูฐ . . .มีความ

ประพฤติดังแพะ ...มีความพระพฤติดังโค . . . มีความประพฤติดังลา . . .มี

ความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน ...มีความพระพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นอูฐ

ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ดิรัจฉาน

ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดกดให้เลวกระทบคำคำสบประมาท

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความพระพฤติอุกฤษฎ์ ด้วย

กล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นบัณฑิต ...ผู้ฉลาด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 69

. . . ผู้มีปัญญา. . . ผู้พหูสูต .... ผู้ธรรมกถึก ว่าท่านเป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ

ว่าท่านเป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก

สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดประชดกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสันบันผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าว

กระทบคำด่าอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความพระพฤติดังอูฐ มีความ

พระพฤติดังแพะ . . . มีความประพฤติดังโค . . . มีความประพฤติดังลา. . . มี

ความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน . . . มีความประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็น

บัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต

ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด

พูดยกยอกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดกะอนุปสัมบันผู้มีความประพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าว

กระทบคำด่าอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นบัณฑิต . . . ผู้ฉลาด. . . ผู้มี

ปัญญา. . . ผู้พหูสูต . . . ผู้ธรรมกถึก ว่าท่านเป็นบัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด

ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของ

ท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 70

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก

[๒๔๔] อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุป-

สันบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบัน

ในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติคนจัณฑาล บางพวกเป็นชาติคนจักสาน

บางพวกเป็นชาติพราน บางพวกเป็นชาติคนช่างหนัง บางพวกเป็นชาติคน

เทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระ-

ธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บางพวกเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระ-

ธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ บางพวกชื่อชวกัณณกะ บางพวกชื่อ

ธนิฎฐกะ บางพวกชื่อสวิฏฐกะ บางพวกชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่อพุทธรักขิต บางพวก

ชื่อธัมมรักขิต บางพวกชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 71

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร บาง

พวกเป็นภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

...มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร บาง

พวกเป็นโมคคัลลานโคตร บางพวกเป็นกัจจายนโคตร บางพวกเป็นวาเสฏฐ-

โคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก

มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานช่างไม้ บางพวก

ทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

... มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานไถนา บางพวก

ทำงานค้าขาย บางพวกทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก

... มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน

บางพวกมีวิชาการช่างหม้อ บางพวกมีวิชาการช่างหูก บางพวกมีวิชาการช่าง

หนัง บางพวกมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 72

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ บาง

พวกมีวิชาการช่างคำนวณบางพวกมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน บางพวกเป็น

โรคฝี บางพวกเป็นโรคกลาก บางพวกเป็นโรคมองคร่อ บางพวกเป็นโรค

ลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป บางพวกต่ำ

เกินไป บางพวกดำเกินไป บางพวกขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

.... มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก บางพวกไม่ต่ำ

นัก บางพวกไม่ดำนัก บางพวกไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 73

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม บางพวก

ถูกโทสะย่ำยี บางพวกถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ บาง

พวกปราศจากโทสะ บางพวกปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสันบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก

บางพวกต้องอาบัติสังฆาทิเสส บางพวกต้องอาบัติถุลลัจจัย บางพวกต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ บางพวกต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ บางพวกต้องอาบัติทุกกฏ บางพวก

ต้องอาบัติ ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็น

ต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความพระพฤติดังอูฐ

บางพวกมีความประพฤติดังแพะ บางพวกมีความประพฤติดังโค บางพวกมี

ความพระพฤติดังลา บางพวกมีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน บางพวกมีความ

ประพฤติดังสัตว์นรก สุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้น

ต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 74

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต บางพวก

เป็นคนฉลาด บางพวกเป็นคนมีปัญญา บางพวกเป็นพหูสูต บางพวกเป็น

ธรรมกถึก ทุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้

แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่

[๒๔๕] อนุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุป-

สัมบัน ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า อนุปสัมบัน

จำพวกไรกันแน่ เป็นชาติคนจัณฑาล . . .ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน

. . . ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติกษัตริย์ ...ชาติพราหมณ์

. . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบนามทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่ออวกัณณกะ ...ชื่อชวกัณณกะ

. . . ชื่อธนิฏฐกะ . .. ชื่อสวิฏฐกะ. . .ชื่อกุลวัฑฒกะ . . .ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบนามอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต . . .ชื่อธัมมรักขิต

. . .ชื่อสังฆรักขิต . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 75

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร

. . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร

. . .กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้ . .. เป็นคนเทดอกไม้

. . . ต้องอาบัติทุกกฎ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา . . . เป็นคน

ทำงานค้าขาย . . . เป็นคนทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการ

ช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก

. . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสันบันจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่าง

คำนวณ. ..มีวิชาการช่างเขียน ...ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน . . .โรคฝี . . .โรค

กลาก . . .โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 76

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน . . . ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ . ..สูงเกินไป ...ต่ำเกินไป ...ดำ

เกินไป . . .ขาวเกินไป . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก . . . ไม่ต่ำนัก...

ไม่ดำนัก . . . ไม่ขาวนัก . ..ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี

. . .ถูกโมหะครอบงำ ... ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . . ปราศจากโทสะ

. . .ปราศจากโมหะ .. .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก ... อาบัติสังฆา-

ทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ. . .

อาบัติทุกกฏ. . . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ถึงโสดาบัติ .. . ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 77

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ. . . แพะ

. . .โค . . .ลา . . .สัตว์ดิรัจฉาน ...สัตว์นรก สุคติของอนุปสัมบันพวกนั้น

ไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ. . . ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด . . .เป็น

คนมีปัญญา . . .พหูสูต ...ธรรมกถึก ทุคติของอนุปสัมบันพวกนั้นไม่มี

อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ . . .ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .อุปสัมบันปรารถนาจะด่า ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ พูดเปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติคน

จัณฑาล ...ไม่ใช่ชาติคนจักสาน .. .ไม่ใช่ชาติพราน . . .ไม่ใช่ชาติคน

ช่างหนัง ...ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ . . .ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ...ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . . .ไม่ใช่

ชื่อธนิฏฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อสวิฏฐกะ ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 78

พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต . . .ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต . . .ไม่ใช่

ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . . ไม่ใช่

กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . ..ไม่ใช่คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา .. .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย ...ไม่ใช่

คนทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฎ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ

. . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . .ไม่ใช่มีวิชาการ

ช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 79

. . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ

. . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . . .ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . . ไม่ใช่เป็น

โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . .ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . . .ไม่ใช่ต่ำเกินไป . . . ไม่ใช่ดำเกินไป

. . .ไม่ใช่ขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . . . ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . . .ไม่ใช่ไม่ดำนัก

. . .ไม่ใช่ไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . .ไม่ใช่

ถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ . . . ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . . ไม่ใช่

ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 80

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . .อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติ

ถุลลัจจัย . ..อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ ...อาบัติทุกกฏ ... อาบัติ

ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ถึงโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . . ลา

. . .สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่

ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต . ..ไม่ใช่เป็นคนฉลาด . . .ไม่ใช่เป็น

คนมีปัญญา .. .ไม่ใช่พหูสูต .. .ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี

พวกเราต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันล้ออุปสัมบัน

พูดล้อกดกระทบชาติ

[๒๔๖] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท

อุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะ

อุปสัมบันชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือพูดกะอุปสันบันชาติคน

จัณฑาล . . . ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . .ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 81

เทดอกไม้ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน

ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบชาติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันชาติ

อุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันชาติกษัตริย์ . . . ชาติ

พราหมณ์ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็นชาติพราน

ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบชาติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบัน

ชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันชาติคนจัณฑาล

. . . ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . .ชาติคนช่างหนัง .. .ชาติคนเทดอกไม้

ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบชาติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันชาติ

อุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันชาติกษัตริย์ . . .ชาติ

พราหมณ์ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 82

พูดล้อกดกระทบชื่อ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

ชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือพูดกะอุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ .. . ชื่อ

ชวกัณณกะ ...ชื่อธนิฎฐกะ ...ชื่อสวิฏฐกะ ... ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน

อวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่าน

กุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบชื่อ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

ชื่ออุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือพูดกะอุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต ...

ชื่อธัมมรักขิต . . . ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่า

ท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่านกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบชื่อ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสมบันมี

ชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ

... ชื่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฎฐกะ ...ชื่อสวิฏฐกะ ...ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน

พุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 83

พูดล้อยกยอกระทบชื่อ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมีชื่อ

อุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ลือพูดกะอุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต . . .

ชื่อธัมมรักขิต . . .ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่า

ท่านสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

โคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอุปสัมบันโกสิยโคตร

. . . ภารทวาชโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

โคตรอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอุปสัมบันโคตมโคตร

โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร

ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

โคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันโกสิยโคตร

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 84

. . . ภารทวาชโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่าน

กัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

โครตอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบัน โคตมโคตร

. . .โมคคัลลานโคตร. . . กัจจายนโคตร . . .วาเสฎฐโคตร ว่าท่านโคตมโคตร

ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

การงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือพูดกะอุปสัมบันเป็นช่างไม้

. . .เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงานเทดอกไม้ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

การงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือพูดกะอุปสัมบันเป็นชาวนา

. . .เป็นพ่อค้า . . . เป็นคนเลี้ยงโค . . . ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงาน

เทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 85

พูดล้อประชดกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสันบันมี

การงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันเป็น

ช่างไม้ . . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย ว่าท่าน

ทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อยกยอกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

การงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันเป็น

ชาวนา . . . เป็นพ่อค้า . .เป็นคนเลี้ยงโค ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงาน

ค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อกดกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

วิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอุปสัมบันมี

วิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการ

ช่างหนัง . . .มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมี

วิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่าน

มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 86

พูดล้อกดให้เลวกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสันบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

วิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอุปสัมบัน

มีวิชาช่างนับ . . .มีวิชาการช่างคำนวณ. . . มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมี

วิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่าน

มีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

วิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบัน

มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . .. มีวิชาการ

ช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการ

ช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยกกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

วิชาการช่างอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบัน

มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่าน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 87

มีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

โรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน

. . .โรคฝี . . .โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็น

โรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าเป็นโรคกลาก ว่าเป็นโรคมองคร่อ ว่าเป็น

โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

โรคอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน

ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน ว่าท่านเป็นโรคฝี ว่าท่านเป็นโรคกลาก ว่าท่านเป็น

โรคมองคร่อ ว่าท่านเป็นโรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสันบันมี

โรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน

. . . โรคฝี . . . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . . โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็น

โรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 88

พูดล้อยกยอกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

โรคอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้เป็นโรคเบาหวาน

ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

รูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือพูดกะอุปสัมบันผู้สูง

เกินไป . . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนสูงนัก

ว่าท่านเป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนดำนัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

รูปพรรณอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ไม่

สูงนัก ...ไม่ต่ำนัก . . .ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก ว่าท่านเป็นคนสูงนัก ว่าท่าน

เป็นคนต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนดำนัก ว่าท่านเป็นคนขาวนัก ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ. แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกับอุปสัมบันมี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 89

รูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้สูง

เกินไป . . .ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก

ว่าท่านเป็นคนไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ขาวนัก

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

รูปพรรณอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้

ไม่สูงเกินไป . . . ไม่ต่ำเกินไป . . .ไม่ดำเกินไป . . .ไม่ขาวเกินไป ว่าท่าน

เป็นคนไม่สูงนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ต่ำนัก ว่าท่านเป็นคนไม่ดำนัก ว่าท่านเป็น

คนไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

กิเลสทรามด้วยกล่าวกระทบกิเลสทรามคือ พูดกะอุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม

. . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูก

โทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนำจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

กิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสทรามคือ พูดกะอุปสัมบันผู้ปราศจากราคะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 90

. . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่านถูก

โทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

กิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้ถูกราคะกลุ้มรุม

. . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่านปราศจาก

โทสะ ว่าท่านปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันมี

กิเลสอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ปราศจาก

ราคะ . . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านปราศจากราคะ ว่าท่าน

ปราศจากโทสะ ว่าท่านปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง

อาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้องอาบัติ

ปาราชิก . . . ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ . . . ผู้ต้องอาบัติปาฎิเทสนียะ . . . ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ . . . ผู้ต้องอาบัติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 91

ทุพภาสิต ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้อง

อาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติปาจิตตีย์ ว่าท่านต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ ว่า

ท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้

ต้องอาบัติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง

โสดาบัติ ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก ว่าท่านต้องอาบัติสังฆาทิเสส ว่าท่านต้อง

อาบัติถุลลัจจัย ว่าท่านต้องอาบัติปาจิตตีย์ ว่าท่านไม่ต้องปาฏิเทสนียะ ว่า

ท่านต้องอาบัติทุกกฏ ว่าท่านต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้

ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง

อาบัติปาราชิก . . . ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส . . .ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ . . .ผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ . . .ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ . . .ผู้ต้อง

อาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 92

ต้องอาบัติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้ต้อง

โสดาบัติ ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี

ความประพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้มี

ความประพฤติดังอูฐ . . . มีความประพฤติดังแพะ . . . มีความประพฤติดังโค

. . มีความประพฤติดังลา . .. มีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน . . . มีความ

ประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่าน

เป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี

ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อกดให้เลวกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี

ความประพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอุปสัมบันผู้เป็น

บัณฑิต . . . ผู้ฉลาด . . .ผู้มีปัญญา . .. ผู้พหูสูต . . .ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน

เป็นอูฐ ว่าท่านเป็นแพะ ว่าท่านเป็นโค ว่าท่านเป็นลา ว่าท่านเป็นสัตว์

ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 93

ความพระพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือพูดกะอุปสัมบันผู้มี

ความประพฤติดังอูฐ . . . มีความประพฤติดังแพะ . . .มีความประพฤติดังโค

. . .มีความประพฤติดังลา . . .มีความพระพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน . . .มีความ

ประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นบัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็น

คนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี

ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อยกยอกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอุปสัมบันผู้มี

ความพระพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอุปสัมบันผู้

เป็นบัณฑิต . . . ผู้ฉลาด . . . ผู้มีปัญญา . . . ผู้พหูสูต . .. ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน

เป็นบัณฑิต ว่าท่านเป็นคนฉลาด ว่าท่านเป็นคนมีปัญญา ว่าท่านเป็นพหูสูต

ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก

[๒๔๗] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุป-

สัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรย

อย่างนี้คือ กล่าวว่ามีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติคนจัณฑาล บาง

พวกเป็นชาติคนจักสาน บางพวกเป็นชาติพราน บางพวกเป็นชาติคนช่างหนัง

บางพวกเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสันบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอุปสัมบัน ไม่

ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรยอย่างนั้น คือ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 94

กล่าวว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บางพวกเป็น

ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก

. . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ บางพวกชื่อ

ชวกัณณกะ บางพวกชื่อธนิฏฐกะ บางพวกชื่อสวิฎฐกะ บางพวกชื่อกุลวัฑฒกะ

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด .

พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่อพุทธรักขิต บางพวกชื่อ

ธัมมรักขิต บางพวกชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก

. . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร บางพวกเป็น

ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร บางพวกเป็น

โมคคัลลานโคตร บางพวกเป็นกัจจายนโคตร บางพวกเป็นวาเสฏฐโคตร

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานช่างไม้ บางพวกทำ

งานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 95

พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานไถนา บางพวกทำการ

ค้าขาย บางพวกทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน บางพวก

มีวิชาการช่างหม้อ บางพวกมีวิชาการช่างหูก บางพวกมีวิชาการช่างหนัง

บางพวกมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ บางพวกมี

วิชาการช่างคำนวณบางพวกมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน บางพวกเป็น

โรคฝี บางพวกเป็นโรคกลาก บางพวกเป็นโรคมองคร่อ บางพวกเป็นโรค

ลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป บางพวกต่ำเกินไป

บางพวกดำเกินไป บางพวกขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 96

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก บางพวกไม่ต่ำนัก

บางพวกไม่ดำนัก บางพวกไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่ามีบางพวก

. . . ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม บางพวกถูก

โทสะย่ำยี บางพวกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ บางพวก

ปราศจากโทสะ บางพวกปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก บางพวก

ต้องอาบัติสังฆาทิเสส บางพวกต้องอาบัติถุลลัจจัย บางพวกต้องอาบัติปาจิตตีย์

บางพวกต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ บางพวกต้องอาบัติทุกกฏ บางพวกต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความพระพฤติดังอูฐ บางพวก

มีความประพฤติดังแพะ บางพวกมีความพระพฤติดังโค บางพวกมีความ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 97

ประพฤติดังลา บางพวกมีความประพฤติดังสัตว์ดิรัจฉาน บางพวกมีความ

ประพฤติดังสัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวังได้แต่

ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต บางพวกเป็น

คนฉลาด บางพวกเป็นคนมีปัญญา บางพวกเป็นพหูสูต บางพวกเป็นธรรมกถึก

ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่

[๒๔๘] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท

อุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด

เปรยอย่างนี้ คือ กล่าวว่าภิกษุจำพวกไรกันแน่เป็นชาติคนจัณฑาล. . . ชาติคน

จักสาน. . ชาติพราน. . .ชาติคนช่างหนัง. . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติกษัตริย์ . . .ชาติพราหมณ์ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ชื่ออวกัณณกะ ... ชื่อชวกัณณกะ ...ชื่อ

ธนิฏฐกะ . ..ชื่อสวิฎฐกะ .. .ชี่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 98

พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต . . .ชื่อธัมมรักขิต . . . ชื่อ

สังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร. ..โมคคัลลานโคตร . . .

กัจจายนโคตร. . .วาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุกๆคำพูด

พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้. . .คนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา . . .ทำงานค้าขาย . . .

ทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ

. . . มีวิชาการช่างหูก . . .มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . . ต้อง

อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ

. . .มีวิชาการช่างเขียน. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 99

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน . . . โรคฝี. . . โรคกลาก. . .

โรคมองคร่อ.. .โรคลมบ้าหมู . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ สูงเกินไป . . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป

. . . ขาวเกินไป. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก . . .ไม่ต่ำนัก . ..ไม่ดำนัก

. . .ไม่ขาวนัก.. .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี ...ถูก

โมหะครอบงำ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ. . . .

ปราศจากโมหะ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .

อาบัติถุลลัจจัย ... อาบัติปาจิตตีย์ . .. อาบัติปฏิเทสนียะ .. . อาบัติทุกกฏ...

อาบัติทุพภาสิต. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 100

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องโสดาบัติ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . .

ลา. .. สัตว์ดิรัจฉาน. . . สัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้น

ต้องหวังได้แต่ทุคติ. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบลำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด ...เป็นคนมี

ปัญญา...เป็นพหูสูต...เป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุ

พวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

[๒๔๙] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท

อุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด

เปรยอย่างนั้น คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติคนจัณฑาล . . .ไม่ใช่ชาติคนจักสาน

. . .ไม่ใช่ชาติพราน...ไม่ใช่ชาติคนช่างหนัง. ..ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ . . . ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ .. . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 101

พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ. ..ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . .. ไม่ใช่ชื่อ

ธนิฎฐกะ. . . ไม่ใช่ชื่อสวิฏฐกะ .. . ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต . . . ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต .. . ไม่ใช่ชื่อ

สังฆรักขิต. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . . ไม่ใช่ภารทวาชโคตร . . . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . . ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . . ไม่ใช่

กัจจายนโคตร . . . ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . . .ไม่ใช่คนเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา . . . ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย. . . ไม่ใช่

คนทำงานเลี้ยงโค. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่มีวิชาการจักสาน . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ . . .

ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก. . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างกัลบก

. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 102

พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ. . .

ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . . . ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . . ไม่ใช่เป็น

โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . .ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู . . . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . . . ไม่ใช่ต่ำเกินไป . . . ไม่ใช่ดำเกินไป . . .

ไม่ใช่ขาวเกินไป. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . . ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . . . ไม่ใช่ไม่ดำนัก . . .

ไม่ใช่ไม่ขาวนัก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม. . . ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . ไม่ใช่ถูก

โมหะครอบงำ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ . . . ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . . ไม่ใช่

ปราศจากโมหะ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 103

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส. . .

อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ . . .อาบัติทุกกฏ . . .

อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่มีความพระพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . .ลา

. . . สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่

ทุคติ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤกฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต . . .ไม่ใช่คนฉลาด ... ไม่ใช่คนมีปัญญา

. . .ไม่ใช่พหูสูต . . . ไม่ใช่ธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้อง

หวังได้แต่สุคติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

อุปสัมบันอุปสัมบัน

พูดล้อกดกระทบชาติ

[๒๕๐] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท

อนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด

กะอนุปสัมบันมีชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน

มีชาติคนจัณฑาล . . . มีชาติคนจักสาน . . .มีชาติพราน . . .มีชาติคนช่างหนัง

มีชาติคนเทดอกไม้ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 104

ชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบชาติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันมีชาติกษัตริย์

. . . มีชาติพราหมณ์ ว่าเป็นชาติคนจัณฑาล ว่าเป็นชาติคนจักสาน ว่าเป็น

ชาติพราน ว่าเป็นชาติคนช่างหนัง ว่าเป็นชาติคนเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบชาติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ใม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีชาติทราม ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชาติคนจัณฑาล

. . . ชาติคนจักสาน . . . ชาติพราน . . .ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้

ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบชาติ

. . .อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะลบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีชาติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบชาติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันมีชาติกษัตริย์

. . .มีชาติพราหมณ์ ว่าเป็นชาติกษัตริย์ ว่าเป็นชาติพราหมณ์ . . . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 105

พูดล้อกดกระทบชื่อ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ

. . . ชื่อชวกัณณกะ . . .ชื่อธนิฎฐกะ . . .ชื่อสวิฏฐกะ . .. ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน

อวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ ว่าท่านธนิฏฐกะ ว่าท่านสวิฏฐกะ ว่าท่าน

กุลวัฑฒกะ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบชื่อ

อุปสันบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีชื่ออุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่อทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต

. . . ชื่อธัมมรักขิต . . . ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านอวกัณณกะ ว่าท่านชวกัณณกะ

ว่าท่านธนิฎฐกะ ว่าท่านสวิฎฐกะ ว่าท่านกุลวัฑฒกะ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบชื่อ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีชื่อทราม ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฏ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่ออวกัณณกะ

. . . ชื่อชวกัณณกะ ...ชื่อธนิฏฐกะ . .. ชื่อสวิฏฐกะ . ..ชื่อกุลวัฑฒกะ ว่าท่าน

พุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต ว่าท่านสังฆรักขิต . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 106

พูดล้อยกยอกระทบชื่อ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีชื่ออุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบชื่ออุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันชื่อพุทธรักขิต

. . .ชื่อธัมมรักขิต .. .ชื่อสังฆรักขิต ว่าท่านพุทธรักขิต ว่าท่านธัมมรักขิต

ว่าท่านสังฆรักขิต . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อกดกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอนุปสัมบันโกสิยโคตร

. . .ภารทวาชโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร ว่าท่านภารทวาชโคตร . . . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีโครตอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรทราม คือพูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร

. . .โมคคัลลานโคตร . . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร ว่าท่านโกสิยโคตร

ว่าท่านภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อประชดกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 107

มีโคตรทราม ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันโกสิยโคตร

. . . ภารทวาชโคตร ว่าท่านโคตมโคตร ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่าน

กัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบโคตร

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีโคตรอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโคตรอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันโคตมโคตร

. . . โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฎฐโคตร ว่าท่านโคตมโคตร

ว่าท่านโมคคัลลานโคตร ว่าท่านกัจจายนโคตร ว่าท่านวาเสฏฐโคตร ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็น

ช่างไม้ . . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำงานเทดอกไม้

. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 108

มีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็น

ชาวนา . . . เป็นพ่อค้า . . . เป็นคนเลี้ยงโค ว่าท่านทำงานช่างไม้ ว่าท่านทำ

งานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีการงานทราม ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันเป็น

ช่างไม้ . . . เป็นคนเทดอกไม้ ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำงานค้าขาย

ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบการงาน

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีการงานอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบการงานอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบันเป็น

ชาวนา . . . เป็นพ่อค้า . .. เป็นคนเลี้ยงโค ว่าท่านทำงานไถนา ว่าท่านทำ

งานค้าขาย ว่าท่านทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน

มีวิชาการช่างจักสาน . . .มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชา

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 109

การช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมี

วิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่านมีวิชาการช่างหนัง ว่าท่าน

มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างทราม คือพูดกะอนุปสัมบัน

มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน ว่าท่านมี

วิชาการช่างจักสาน ว่าท่านมีวิชาการช่างหม้อ ว่าท่านมีวิชาการช่างหูก ว่าท่าน

มีวิชาการช่างหนัง ว่าท่านมีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีวิชาการช่างทราม ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบัน

มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก. . . มีวิชาการ

ช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก ว่าท่านมีวิชาการช่างนับ ว่าท่านมีวิชาการ

ช่างคำนวณ ว่าท่านมีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 110

พูดล้อยกยอกระทบศิลป

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกับอนุปสัมบัน

มีวิชาการช่างอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบวิชาการช่างอุกฤษฏ์ คือ พูดกะ

อนุปสัมบันมีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ. . . มีวิชาการช่างเขียน

ว่าท่านมีวิชาการช่างนบ . . . ช่างคำนวณ . . . ช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน

. . . โรคฝี . . . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็น

โรคเรื้อน . .. โรคฝี . . . โรคกลาก . . .โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศแต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีโรคอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคทราม คือพูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรค

เบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเรื้อน. . .โรคฝี. . . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . .

โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 111

พูดล้อประชดกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีโรคทราม ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรคเรื้อน

. . .โรคฝี . . .โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู ว่าท่านเป็นโรค

เบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อยกยอกระทบโรค

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีโรคอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบโรคอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้เป็นโรค

เบาหวาน ว่าท่านเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อกดกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้

สูงเกินไป. . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนสูงนัก. . .

ต่ำนัก. . .ดำนัก. . .ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด

พูดล้อกดให้เลวกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 112

มีรูปพรรณอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน

ผู้ไม่สูงนัก.. .ไม่ต่ำนัก ...ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก ว่าท่านเป็นคนสูงนัก.. .

ต่ำนัก... คำนัก.. .ขาวนัก. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีรูปพรรณทราม ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบัน

ผู้สูงเกินไป. . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป . ..ขาวเกินไป ว่าท่านเป็นคนไม่สูงนัก

. . . ไม่ต่ำนัก . . . ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบรูปพรรณ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีรูปพรรณอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบรูปพรรณอุกฤษฎ์ คือ พูดกะอนุปสัมบัน

ผู้ไม่สูงเกินไป . . . ไม่ต่ำเกินไป . . . ไม่ดำเกินไป . . . ไม่ขาวเกินไป ว่าท่าน

เป็นต้นไม่สูงนัก. . . ไม่ต่ำนัก. .. ไม่ดำนัก. .. ไม่ขาวนัก. . . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลสทราม คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 113

กลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่าน

ถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบันมี

กิเลสอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสทรามคือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจาก

ราคะ . . . ปราศจากโทสะ. . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านถูกราคะกลุ้มรุม ว่าท่าน

ถูกโทสะย่ำยี ว่าท่านถูกโมหะครอบงำ. ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีกิเลสทราม ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ถูกราคะ

กลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ว่าท่านปราศจากราคะ. . .

ปราศจากโทสะ. . . ปราศจากโมหะ. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบกิเลส

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

มีกิเลสอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ปราศจาก

ราคะ. . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ ว่าท่านปราศจากราคะ. . .

ปราศจากโทสะ... ปราศจากโมหะ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 114

พูดล้อกดกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ต้อง

อาบัติปาราชิก . . . ผู้ต้องอาบัติสังฆาทิเสส . . . ผู้ต้องอาบัติถุลลัจจัย . . . ผู้ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ ... ผู้ต้องอาบัติปาฏิเทสนียะ. .. ผู้ต้องอาบัติทุกกฏ ... ผู้ต้อง

อาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก . . . สังฆาทิเสส . . . ถุลลัจจัย . . .

ปาจิตตีย์. . . ปาฎิเทสนียะ. . . ทุกกฏ . . . ทุพภาสิตดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกับอนุปสัมบัน

ผู้ต้องอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติทราม คือ พูดกะอนุปสัมบันผู้ต้อง

โสดาบัติ ว่าท่านต้องอาบัติปาราชิก . . .อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย .. .

อาบัติปาจิตตีย์... อาบัติปฏิเทสนียะ. . . อาบัติทุกกฏ.. . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้ต้องอาบัติทราม ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้ต้อง

อาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ ...

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 115

อาบัติปาฎิเทสนียะ . . . อาบัติทุกกฏ. . . อาบัติทุพภาสิต ว่าท่านต้องโสดาบัติ

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบอาบัติ

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้ต้องอาบัติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบอาบัติอุกฤษฎ์ คือพูดกะอนุปสัมบันผู้

ต้องโสดาบัติ ว่าท่านต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อกดกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน

ผู้มีความประพฤติดังอูฐ... แพะ. .. โค.. . ลา. .. สัตว์ดิรัจฉาน. . . มีความ

ประพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นอูฐ . . .แพะ . . .โค .. . ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน

ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ...ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อกดให้เลวกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้มีความประพฤติอุกฤษฎ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าทราม คือ พูดกะอนุปสัมบัน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 116

ผู้เป็นบัณฑิต. .. ผู้ฉลาด . . . ผู้มีปัญญา . .. ผู้พหูสูต . .. ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน

เป็นอูฐ. . . แพะ. . .โค .. . ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน ว่าท่านเป็นสัตว์นรก สุคติ

ของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ. ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อประชดกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้มีความประพฤติทราม ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้มีความพระพฤติดังอูฐ . . . แพะ . . . โค . . . ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน . . . มีความ

พระพฤติดังสัตว์นรก ว่าท่านเป็นบัณฑิต ... คนฉลาด ... คนมีปัญญา...

พหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ...

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อยกยอกระทบคำสบประมาท

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้มีความประพฤติอุกฤษฏ์ ด้วยกล่าวกระทบคำด่าอุกฤษฏ์ คือพูดกะอนุปสัมบัน

ผู้เป็นบัณฑิต ... ผู้ฉลาด ... ผู้มีปัญญา ... ผู้พหูสูต ... ผู้ธรรมกถึก ว่าท่าน

เป็นบัณฑิต... คนฉลาด... คนมีปัญญา. . . พหูสูต ว่าท่านเป็นธรรมกถึก

ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 117

อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน

พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก

[๒๕๑] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท

อันปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด

เปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติ

คนจัณฑาล บางพวกเป็นชาติคนจักสาน บางพวกเป็นชาติพราน บางพวก

เป็นชาติคนช่างหนัง บางพวกเป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาทอนุปสัมบัน

ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูดเปรยอย่างนั้น

คือกล่าวว่า มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์ บาง-

พวกเป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่ออวกัณณกะ บางพวก

ชื่อชวกัณณกะ บางพวกชื่อธนิฎฐกะ บางพวกชื่อสวิฏฐกะ บางพวกชื่อ

กุลวัฑฒกะ...ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกชื่อพุทธรักขิต บางพวก

ชื่อธัมมรักขิต บางพวกชื่อสังฆรักขิต . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 118

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสันบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโกสิยโคตร บางพวก

เป็นภารทวาชโคตร. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโคตมโคตร.. .

โมคคัลลานโคตร . . . กัจจายนโคตร . . . วาเสฏฐโคตร . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานช่างไม้ . . .ทำงาน

เทดอกไม้ ดังนี้ เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกทำงานไถนา . . . ทำการ

ค้าขาย . . . ทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน

. . . ช่างหม้อ . . . ช่างหูก . . . ช่างหนัง . . . ช่างกัลบก . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีวิชาการช่างนับ...

ช่างคำนวณ. . . ช่างเขียน. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 119

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเรื้อน โรคฝี.. .

. . .โรคลาก .. .โรคมองคร่อ...โรคลมบ้าหมู. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุกๆ

คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นโรคเบาหวาน ดังนี้

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกสูงเกินไป.. .ต่ำเกินไป

. . .ดำเกินไป. . . ขาวเกินไป...ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกไม่สูงนัก . .. ไม่ต่ำนัก

ไม่ดำนัก .. .ไม่ขาวนัก. ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทรามว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม.. ถูก

โทสะย่ำยี . ..ถูกโมหะครอบงำ...ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกปราศจากราคะ...

ปราศจากโทสะ. . .ปราศจากโมหะ. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 120

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก

. . . มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องอาบัติปาราชิก

. . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ . . .อาบัติปาฎิ-

เทสนียะ .. .อาบัติทุกกฏ . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกต้องโสดาบัติ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ

. . . ดังแพะ . . .โค . . . ดังลา . . . ดังสัตว์ดิรัจฉาน . . .ดังสัตว์นรก สุคติ

ของท่านพวกนั้นไม่มี ท่านพวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .มีอนุปสัมบันในพระธรรมวินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต ...เป็น

คนฉลาด ...เป็นคนมีปัญญา ...เป็นพหูสูต ...เป็นธรรมกถึก ทุคติของ

ท่านพวกนั้นไม่มี ท่านพวกนั้นต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 121

อุปสันบันล้ออนุปสัมบัน

พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่

[๒๕๒] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท

อนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด

เปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติคนจัณฑาล

. . .ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . ..ชาติคนช่างหนัง . . .ชาติคนเทดอกไม้

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นชาติกษัตริย์ .. .ชาติพราหมณ์

. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่ออวกัณณกะ ...ชื่อชวกัณณกะ

. . .ชื่อธนิฎฐกะ . . .ชื่อสวิฎฐกะ . ..ชื่อกุลวัฑฒกะ . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ชื่อพุทธรักขิต . ..ชื่อธัมมรักขิต

. . . ชื่อสังฆรักขิต ... ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโกสิยโคตร . ..ภารทวาชโคตร

. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร . . .โมคคัลลานโคตร

. . . กัจจายนโคตร . . .วาเสฏฐโคตร . ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 122

พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นช่างไม้ . ..ช่างเทดอกไม้.. .

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา . . . ทำงานค้าขาย

. . .ทำงานเลี้ยงโค . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . .มีวิชาการ

ช่างหม้อ . . .มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก

. . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันว่าพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . .มีวิชาการช่าง

คำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน. . .โรคฝี. . . โรคกลาก

. . .โรคมองคร่อ . . .โรคลมบ้าหมู . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน . . .ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ สูงเกินไป. . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป

. . .ขาวเกินไป . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 123

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นคนไม่สูงนัก . . .ไม่ต่ำนัก. . .

ไม่ดำนัก . . .ไม่ขาวนัก . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ถูกโทสะย่ำยี

. . . ถูกโมหะครอบงำ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . . ปราศจากโทสะ

. . . ปราศจากโมหะ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทรามว่า พวกไรกันแน่

. . . อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติ

สังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฎิเทสนียะ

. . .อาบัติทุกกฏ . . . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ ต้องโสดาบัติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . .แพะ

. . .โค . . .ลา . . . สัตว์ดิรัจฉาน . . . สัตว์นรก สุคติของอนุปสัมบันพวกนั้น

ไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้นต้องหวังได้แต่ทุคติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 124

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

...อนุปสัมบันจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด. . .เป็น

คนมีปัญญา . . .เป็นพหูสูต . . .เป็นธรรมกถึก ทุคติของอนุปสัมบันพวกนั้น

ไม่มี อนุปสัมบันพวกนั้น ต้องหวังได้แต่สุคติ . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

อุปสัมบันล้ออนุปสัมบัน

พูดล้อเปรยกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

[๒๕๓] อุปสัมบันไม่ปรารถนาจะด่า ไม่ปรารถนาจะสบประมาท

อนุปสัมบัน ไม่ปรารถนาจะทำให้อัปยศ แต่มีความประสงค์จะล้อเล่น จึงพูด

เปรยอย่างนี้ คือกล่าวว่า พวกเราไม่ใช่ชาติคนจัณฑาล . . . ไม่ใช่ชาติคนจักสาน

. . .ไม่ใช่ชาติพราน...ไม่ใช่ชาติคนช่างหนัง. . .ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์ ...ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ชื่ออวกัณณกะ .. .ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . ..ไม่ใช่

ชื่อธนิฏฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อสวิฎฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ . . .ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต .. .ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต . ..ไม่ใช่ชื่อ

สังฆรักขิต . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 125

พูดล้อเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร . . .ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . . ไม่ใช่

กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . . . ไม่ใช่คนเทดอกไม้ . . . ต้องอาบัติ

ทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่คนทำงานไถนา . . .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย . . .ไม่ใช่

คนทำงานเลี้ยงโค . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ

. . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . . ไม่ใช่มีวิชาการช่าง

กัลบก . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ

. . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเรื้อน . .ไม่ใช่เป็นโรคฝี . . .ไม่ใช่เป็น

โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . . . ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู . . .ต้อง

อาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 126

พูดล้อเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน . . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ

คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . . . ไม่ใช่ต่ำเกินไป . . . ไม่ใช่ดำเกินไป

. . . ไม่ใช่ขาวเกินไป .. .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . ..ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . . ไม่ใช่ไม่ดำนัก

...ไม่ใช่ไม่ขาวนัก . ..ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม . . .ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . .ไม่ใช่

ถูกโมหะครอบงำ . .. ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ .. .ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . .ไม่ใช่

ปราศจากโมหะ .. .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .

อาบัติถุลลัจจัย ...อาบัติปาจิตตีย์ . . .อาบัติปาฏิเทสนียะ . .. อาบัติทุกกฏ

. . . อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 127

พูดล้อเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องโสดาบัติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติทุพภาสิต

ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ . . . ดังแพะ . . .ดังโค . . .

ดังลา . . . ดังสัตว์ดิรัจฉาน . . . ดังสัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเรา

ต้องหวังได้แต่ทุคติ. . . ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

พูดล้อเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต .. .ไม่ใช่คนฉลาด .. .ไม่ใช่คนมีปัญญา

. . . ไม่ใช่เป็นพหูสูต . . .ไม่ใช่เป็นธรรมกถึก ทุคติของพวกเราไม่มี พวกเรา

ต้องหวังได้แต่สุคติ . . .ต้องอาบัติทุพภาสิต ทุก ๆ คำพูด.

อานาปัตติวาร

[๒๕๔] ภิกษุมุ่งอรรถ ๑ ภิกษุมุ่งธรรม ๑ ภิกษุมุ่งสั่งสอน ๑ ภิกษุ

วิกลจริต ๑ ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุกระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ ภิกษุ

อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 128

มุสาวาทวรรค โอมลวาทสิกขาบทที่ ๒

พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๒ ดังต่อไปนี้:-

[แก้อรรถเรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์และโคนันทิวิสาล]

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอมสนฺติ คือ ย่อมกล่าวเสียดแทง.

บทว่า ขุสนฺติ คือ ย่อมด่า.

บทว่า วมฺเภนฺติ คือ ย่อมขู่กรรโชก.

ด้วยบทว่า ภูตปุพฺพ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเรื่องนี้มาแสดง

เพื่อทรงตำหนิการกล่าวเสียดแทง.

คำว่า นนฺทิ ในคำว่า นนฺทิวิสาโล นาม (นี้) เป็นชื่อของโคถึก

นั้น. ก็โคถึกนั้น มีเขายาวใหญ่ เพราะเหตุนั้น เจ้าของจึงตั้งชื่อว่า นันทิวิสาล,

โดยสมัยนั้น พระโพธิสัตว์เป็นโคถึกชื่อนันทิวิสาล. พราหมณ์เลี้ยงดูโคถึกนั้น

อย่างดีเหลือเกิน ด้วยอาหารมียาคูและข้าวสวยเป็นต้น . ครั้งนั้น โคนันทิวิสาล

นั้น เมื่อจะอนุเคราะห์พราหมณ์ จึงกล่าวคำว่า เชิญท่านไปเถิด ดังนี้เป็นต้น .

สองบทว่า ตตฺเถวอฏฺาสิ มีความว่า แม้ในกาลแห่งอเหตุกปฏิสนธิ

โคนันทิวิสาลย่อมรู้จักคำกล่าวเสียดแทงของผู้อื่นได้ โดยเป็นคำไม่เป็นที่พอใจ;

เพราะฉะนั้น มันใคร่เพื่อแสดงโทษแก่พราหมณ์ จึงได้ยืนนิ่งอยู่.

หลายบทว่า สกฏสต อติพทฺธ ปวฏฺเฏสิ มีความว่า พระโพธิสัตว์

เมื่อจะลากเกวียน ๑๐๐ เล่มที่จอดไว้ตามลำดับสอดไม้ไว้ภายใต้ กระทำให้

ต่อเนื่องกันอันบรรทุกเต็มด้วยถั่วเขียว ถั่วเหลือง และทรายเป็นต้น. เกวียน

๑๐๐ เล่ม เป็นของอันตนจะต้องลากไปอีก ในเมื่อกำถึงส่วนของกำแรกตั้งอยู่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 129

ก่อนแล้ว แม้ก็จริง ถึงกระนั้น (พระโพธิสัตว์) ก็ได้ลากไปตลอดที่ประมาณ

ชั่ว ๑๐๐ เล่มเกวียน เพื่อให้เกวียนเล่มหลังจอดในที่เกวียนเล่มหน้าจอดอยู่.

จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมไม่มีการกระทำที่ย่อหย่อน.

บาทคาถาว่า เตน จตฺตมโน อหุ มีความว่า โคนันทิวิสาลนั้น

มีใจเบิกบาน เพราะการได้ทรัพย์นั้นของพราหมณ์ และเพราะการงานของตน.

ก็ในคำว่า อกฺโกเสนปิ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะจำแนก

ไว้ข้างหน้าว่า คำด่ามี ๒ อย่าง คือ คำด่าที่เลว ๑ คำด่าที่ดี ๑; เพราะฉะนั้น

จึงไม่ตรัสเหมือนอย่างที่ตรัสไว้ในก่อนว่า ย่อมด่าด้วยคำที่เลวบ้าง ตรัสไว้

อย่างนี้ว่า อกฺโกเสน (โดยคำสบประมาท) ดังนี้.

[แก้อรรถโอมสวาทเป็นต้น ]

ชาติแห่งคนการช่างถากไม้ชื่อว่า เวณชาติ.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เวฬุการชาติ ดังนี้ก็มี.

ชาติแห่งพรานเนื้อเป็นต้น ชื่อว่า เนสาทชาติ.

ชาติแห่งคนการช่างทำหนัง ชื่อว่า รถการชาติ (ชาติแห่งคนทำรถ).

ชาติแห่งคนเทดอกไม้ ชื่อว่า ปุกฺกุสชาติ.

คำว่า อวกณฺณกา เป็นชื่อของพวกทาส; เพราะฉะนั้น จึงเป็น

คำเลว.

บทว่า โอาต แปลว่า ที่เขาเย้ยหยัน. ภิกษุบางพวกสวดว่า

อุญฺาต ดังนี้ก็มี.

บทว่า อวุญฺาต แปลว่า ที่เขาเหยียดหยาม.

บทว่า หีฬิต แปลว่า ที่เขาเกลียดชัง.

บทว่า ปริภูต แปลว่า ที่เขาดูหมิ่นว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยคนนี้.

บทว่า อจิตีกต แปลว่า ที่เขาไม่กระทำความเคารพยกย่อง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 130

การงานช่างไม้ ชื่อว่า โกฏฐกกรรม. นิ้วหัวแม่มือ ชื่อว่า มุทธา

(วิชาการช่างนับ). การนับที่เหลือมีการนับไม่ขาดสายเป็นต้น ชื่อว่า คณนา

(วิชาการช่างคำนวณ). อักษรเลข ชื่อว่า เลขา (วิชาการช่างเขียน). โรค

เบาหวาน ท่านเรียกว่า โรคอุกฤษฏ์ เพราะไม่มีเวทนา.

บทว่า ปาฎิกงฺขา แปลว่า พึงปรารถนา.

สองบทว่า ยกาเรน วา ภกาเรน วา มีความว่า คำด่าที่ประกอบ

ย อักษร และ ภ อักษร (ชื่อว่า เป็นคำด่าที่เลว).

ในคำว่า กาฏโกฏจิกาย วา (นี้) นิมิตแห่งบุรุษชื่อว่า กาฏะ นิมิต

แห่งสตรีชื่อว่า โกฏจิกา. คำด่าที่ประกอบด้วยบททั้งสองนั่นอันใด คำด่านั่น

ชื่อว่า เลวแล.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยกอาบัติขึ้นปรับ ด้วยอำนาจ

แห่งชนิดของอักโกสวัตถุมีชาติเป็นต้นเหล่านั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า อุปสมฺ-

ปนฺโน อุปสมฺปนฺน ดังนี้.

บรรดาบทเหล่านั้น สามบทว่า ขุเสตุกาโม วมฺเภตุกาโม

มงฺกุกตฺตุกาโม มีความว่า ผู้ประสงค์จะด่า ประสงค์จะติเตียน ประสงค์จะ

ทำให้อัปยศ.

สองบทว่า หีเนน หีน ได้แก่ ด้วยคำกล่าวถึงชาติอันเลว คือ

ด้วยชาติที่เลว. บัณฑิตพึงทราบอรรถในบททั้งปวง โดยอุบายอย่างนี้.

อนึ่ง บรรดาบทเหล่านี้ ภิกษุ เมื่อกล่าวให้เลวด้วยถ้อยคำอันเลว

ถึงจะกล่าวคำจริงก็ตาม ถึงอย่างนั้น เธอก็ต้องปาจิตตีย์ทุก ๆ คำพูด เพราะ

เป็นผู้ประสงค์จะกล่าวเสียดแทง. และเมื่อกล่าวให้เป็นคนเลวด้วยคำที่ดี แม้

จะกล่าวคำไม่จริงก็ตาม, ถึงอย่างนั้น ก็ต้องอาบัติปาจิตตีย์ด้วยสิกขาบทนี้

เพราะเป็นผู้ประสงค์จะกล่าวเสียดสี ไม่ใช่ด้วยสิกขาบทก่อน. ฝ่ายภิกษุใด

กล่าวคำเป็นต้นว่า เจ้าเป็นจัณฑาลดี เจ้าเป็นพราหมณ์ดี เจ้าเป็นจัณฑาลชั่ว

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 131

เจ้าเป็นพราหมณ์ชั่ว ดังนี้, แม้ภิกษุนั้น พระวินัยธรพึงปรับด้วยอาบัติ

เหมือนกัน.

ก็ในวาระว่า สนฺติ อิเธกจฺเจ เป็นต้นนี้ เป็นอาบัติทุกกฏ เพราะ

เป็นคำกล่าวกระทบกระทั่ง. แม้ในวาระว่า เย-นูน-น-มย ดังนี้เป็นต้น

ก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ในอนุปสัมบัน เป็นทุกกฏอย่างเดียว ในวาระทั้ง ๔.

แต่ด้วยคำว่า โจโรสิ คณฺเภทโกสิ (เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นคนทำลายปม)

เป็นต้น ทุก ๆ วาระ เป็นทุกกฏเหมือนกัน ทั้งอุปสัมบันทั้งอนุปสัมบัน.

อนึ่ง เพราะความประสงค์จะเล่น เป็นทุพภาษิตทุก ๆ วาระ ทั้งอุปสัมบัน

ทั้งอนุปสัมบัน. ความเป็นผู้มีความประสงค์ในอันล้อเลียนและหัวเราะ ชื่อว่า

ความเป็นผู้มีความประสงค์จะเล่น ก็ในสิกขาบทนี้ เว้นภิกษุเสีย สัตว์ทั้งหมด

มีนางภิกษุณีเป็นต้น บัณฑิตพึงทิราบว่า ตั้งอยู่ในฐานะแห่งอนุปสัมบัน.

ในคำว่า อตฺถปุเรกขารสฺส เป็นต้น พึงทราบว่า ภิกษุผู้กล่าว

อรรถแห่งพระบาลี ชื่อว่า อัตถปุเรกขาระ (ผู้มุ่งอรรถ). ผู้บอกสอนพระบาลี

พึงทราบว่า ธัมมปุเรกขาระ (ผู้มุ่งธรรม). ผู้ตั้งอยู่ในการพร่ำสอน กล่าว

โดยนัยเป็นต้นว่า ถึงบัดนี้ เจ้าเป็นคนจัณฑาล, เจ้าก็อย่าได้ทำบาป, อย่าได้

เป็นคนมีมืดมามืดไปเป็นเบื้องหน้า ดังนี้, พึงทราบว่า ชื่อว่า อนุสาสนี-

ปุเรกขาระ (ผู้มุ่งสอน). บทที่เหลือตื้นทั้งนั้นแล.

สิกขาบทนี้ มีสมุฎฐาน ๓ เกิดทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑

ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม

วจีกรรม อกุศลจิต ทุกขเวทนา ฉะนี้แล.

แต่ในอาบัติเหล่านี้ อาบัติทุพภาษิต เกิดทางวาจากับจิต เป็นกิริยา

สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ อกุศลจิต มีเวทนา ๒ คือ สุขเวทนา ๑ อุเปกขา-

เวทนา ๑.

โอมสวาทสิกขาบทที่ ๒ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 132

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๓

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๒๕๕] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น

พระฉัพพัคคีย์ เก็บเอาคำส่อเสียดของพวกภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง เกิดทะเลาะ

ถึงวิวาทกัน ไปบอกคือฟังคำของฝ่ายนี้แล้ว บอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลาย

ฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เพราะ

เหตุนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น.

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่

ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้เก็บเอา

คำส่อเสียดของพวกภิกษุ ผู้ก่อความบาดหมาง เกิดทะเลาะถึงวิวาทกันไปบอก

คือฟังคำของฝ่ายนี้แล้ว บอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น

แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เพราะเหตุนั้น ความบาดหมางที่ยัง

ไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี

พระภาคเจ้า.

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ไม่เพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอเก็บเอาคำส่อเสียดของพวกภิกษุผู้ก่อความ

บาดหมาง เกิดทะเลาะ ถึงวิวาทกันไปบอก คือ ฟังคำของฝ่ายนี้ แล้วบอก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 133

แก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลายฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อ

ทำลายฝ่ายโน้น เพราะเหตุนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้น

แล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น จริงหรือ.

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงได้เก็บเอาคำส่อเสียดของพวกภิกษุผู้ก่อความบาดหมาง เกิดทะเลาะ

ถึงวิวาทกันไปบอก คือฟังคำของฝ่ายนี้ แล้วบอกแก่ฝ่ายโน้น เพื่อทำลาย

ฝ่ายนี้ ฟังคำของฝ่ายโน้น แล้วบอกแก่ฝ่ายนี้ เพื่อทำลายฝ่ายโน้น เพราะ

เหตุนั้น ความบาดหมางที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้วก็รุนแรงยิ่งขึ้น การ

กระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๕๒.๓. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะส่อเสียดภิกษุ.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๒๕๖] ที่ชื่อว่า ส่อเสียด ขยายความว่า วัตถุสำหรับเก็บมาส่อเสียด

มีได้ด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ของคนผู้ต้องการจะให้เขาชอบ ๑ ของคนผู้

ประสงค์จะให้เขาแตกกัน ๑.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 134

ภิกษุเก็บเอาวัตถุสำหรับส่อเสียดมากล่าวโดยอาการ ๑๐ อย่าง คือ

ชาติ ๑ ชื่อ ๑ โคตร ๑ การงาน ๑ ศิลป ๑ โรค ๑ รูปพรรณ ๑ กิเลส ๑

อาบัติ ๑ คำด่า ๑.

บทภาชนีย์

ที่ชื่อว่า ชาติ ได้แก่กำเนิด มี ๒ คือ กำเนิดทราม ๑ กำเนิดอุกฤษฎ์ ๑.

ที่ชื่อว่า กำเนิดทราม ได้แก่กำเนิดคนจัณฑาล กำเนิดคนจักสาน

กำเนิดพราน กำเนิดคนช่างหนัง กำเนิดคนเทดอกไม้ นี่ชื่อว่ากำเนิดทราม.

ที่ชื่อว่า กำเนิดอุกฤษฏ์ ได้แก่กำเนิดกษัตริย์ กำเนิดพราหมณ์

นี่ชื่อว่า กำเนิดอุกฤษฏ์. ฯลฯ*.

ที่ชื่อว่า คำด่า ได้แก่คำด่ามี ๒ คำ คำด่าทราม ๑ คำด่าอุกฤษฏ์ ๑.

ที่ชื่อว่า คำด่าทราม ได้แก่คำด่าว่า เป็นอูฐ เป็นแพะ เป็นโค

เป็นลา เป็นสัตว์ดิรัจฉาน เป็นสัตว์นรก สุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวัง

ได้แต่ทุคติ คำด่าที่เกี่ยวด้วยยะอักษร ภะอักษร หรือนิมิตของชายและนิมิต

ของหญิง นี่ชื่อว่า คำด่าทราม.

ที่ชื่อว่า คำด่าอุกฤษฏ์ ได้แก่คำด่าว่า เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด

เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทุคติของท่านไม่มี ท่านต้องหวัง

ได้แต่สุคติ นี่ชื่อว่า คำด่าอุกฤษฎ์.

อุปสัมบันส่อเสียดอุปสัมบัน

พูดเหน็บแนมกระทบชาติทราม

[๒๕๗] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าเป็นชาติคนจัณฑาล...

* ที่ ฯลฯ ไว้นี้ หมายถึง นาม โคตรเป็นต้น พึงดูในสิกขาบทที่ ๒ ข้อ ๑๘๘

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 135

ชาติคนจักสาน. . . ชาติพราน. . .ชาติคนช่างหนัง. . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบชาติอุกฤษฏ์

[๒๕๘] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าเป็นชาติกษัตริย์ . .

เป็นชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบชื่อทราม

[๒๕๙] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบัน ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า ชื่อว่าอวกัณณกะ . . .

ชื่อชวกัณณกะ...ชื่อธนิฎฐกะ...ชื่อสวิฏฐกะ...ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบชื่ออุกฤษฏ์

[๒๖๐] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าชื่อพุทธรักขิต ...

ชื่อธัมมรักขิต . . .ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบโคตรทราม

[๒๖๑] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่าเป็น โกสิยโคตระ ...

ภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบโคตรอุกฤษฏ์

[๒๖๒] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ ถูกเหน็บแนมท่านว่า เป็นโคตมโคตร...

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 136

โมคคัลลานโคตร . . .กัจจายนโคตร. . .วาเสฎฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบการงานทราม

[๒๖๓] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนทำงาน

ช่างไม้. . . เป็นคนทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบการงานอุกฤษฏ์

[๒๖๔] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนทำงานไถนา

. . . ทำงานค้าขาย . . . ทำงานเลี้ยงโค ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบศิลปทราม

[๒๖๕] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า มีวิชาการช่าง

จักสาน ... มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . .มีวิชาการช่างหนัง .. .

. . .มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบศิลปอุกฤษฏ์

[๒๖๖] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า มีวิชาการช่างนับ

. . .มีวิชาการช่างคำนวณ . . . มีวิชาการช่างเขียน ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 137

พูดเหน็บแนมกระทบโรคทราม

[๒๖๗] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นโรคเรื้อน...

โรคฝี. . โรคกลาก . . . โรคมองคร่อ . .. โรคลมบ้าหมู ดังนี้เป็นต้น ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบโรคอุกฤษฏ์

[๒๖๘] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอำคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นโรคเบาหวาน

ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบรูปพรรณทราม

[๒๖๙] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนสูงเกินไป...

ต่ำเกินไป. . . ดำเกินไป.. .ขาวเกินไป ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์

[๒๗๐] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นคนไม่สูงนัก...

ไม่ต่ำนัก ... ไม่ดำนัก. . .ไม่ขาวนัก ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบกิเลสทราม

[๒๗๑] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นผู้ถูกราคะกลุ้มรุม

. . .ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูกโมหะครอบงำ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 138

พูดเหน็บแนมกระทบกิเลสอุกฤษฏ์

[๒๗๒] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นผู้ปราศจากราคะ

...ปราศจากโทสะ. . . ปราศจากโมหะ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบอาบัติทราม

[๒๗๓] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นผู้ต้องอาบัติ

ปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์. . . อาบัติ

ปาฎิเทสนียะ . . .อาบัติทุกกฏ. . .อาบัติทุพภาสิต ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบอาบัติอุกฤษฏ์

[๒๗๔] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า ต้องโสดาบัติ ดังนี้

เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบคำสบประมาททราม

[๒๗๕] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นอูฐ. . .เป็นแพะ

.... เป็นโค . . . เป็นลา. . . . เป็นสัตว์ดิรัจฉาน . . . เป็นสัตว์นรก สุคติของท่าน

ไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่ทุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเหน็บแนมกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์

[๒๗๖] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเหน็บแนมท่านว่า เป็นบัณฑิต . . .เป็น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 139

คนฉลาด . . . เป็นคนมีปัญญา. . . เป็นพหูสูต. . . เป็นธรรมกถึก ทุคติของ

ท่านไม่มี ท่านต้องหวังได้แต่สุคติ ดังนี้เป็นต้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติทราม ว่ามีบางพวก

[๒๗๗] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้ บางพวกเป็นชาติคนจัณฑาล .. . เป็นชาติคนจักสาน .. . เป็นชาติพราน

...เป็นชาติคนช่างหนัง. .. เป็นชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่

ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

[๒๗๘] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรม

วินัยนี้ บางพวกเป็นชาติกษัตริย์. . . ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้น

ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชื่อทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกชื่ออวกัณณกะ . . . ชื่อชวกัณณกะ ... ชื่อธนิฏฐกะ ... ชื่อสวิฎฐกะ . ..

ชื่อกุลวัฑฒกะ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 140

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกชี่อพุทธรักขิต ... ชื่อธัมมรักขิต ... ชื่อสังฆรักขิต ดังนี้เป็นต้น ภิกษุ

นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบโคตรทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกเป็นโกสิยโคตร . . . เป็นภารทวาชโคตร ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่า

คนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกเป็นโคตมโคตร . . . บางพวกเป็นโมคคัลลานโคตร . . . บางพวกเป็น

กัจจายนโคตร . . . บางพวกเป็นวาเสฏฐโคตร ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น

ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกเป็นคนทำงานช่างไม้. .. เป็นคนทำงานเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุ

นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 141

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกเป็นคนทำงานไถนา . . . เป็นคนทำงานค้าขาย . . . เป็นคนทำงานเลี้ยงโค

ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่านดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ

คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบศิลปทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกมีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ . . . มีวิชาการช่างหูก . . .

มีวิชาการช่างหนัง. . . มีวิชาการช่างกัลบก ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น

ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกมีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ. . . มีวิชาการช่างเขียน

ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนบกระทบโรคทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมมันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกเป็นโรคเรื้อน. . . โรคฝี. . . โรคกลาก. . . โรคมองคร่อ. . . โรค

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 142

ลมบ้าหมู ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกเป็นโรคเบาหวาน . . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบรูปพรรณทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกสูงเกินไป . . . ต่ำเกินไป . . . ดำเกินไป . . . ขาวเกินไป . . . ภิกษุนั้น

ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า. มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกไม่สูงนัก.. . ไม่ต่ำนัก . . . ไม่ดำนัก. . . ไม่ขาวนัก . . . ภิกษุนั้นไม่ว่า

คนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบกิเลสทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกถูกราคะกลุ้มรุม ... ถูกโทสะย่ำยี. . . ถูกโมหะครอบงำ. . . ภิกษุนั้น

ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 143

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกปราศจากราคะ . . . ปราศจากโทสะ . . . ปราศจากโมหะ . . . ภิกษุนั้น

ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกต้องอาบัติปาราชิก . . . อาบัติสังฆาทิเสส . . .อาบัติถุลลัจจัย . . . อาบัติ

ปาจิตตีย์ . . . อาบัติปาฏิเทสนียะ .. . อาบัติทุกกฏ . . .อาบัติทุพภาสิต ภิกษุนั้น

ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกต้องโสดาบัติ. . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบคำสบประมาททราม ว่ามีบางพวก

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรมวินัยนี้

บางพวกมีความประพฤติดังอูฐ . . . ดังแพะ. . . ดังโค. . . ดังลา. . . ดังสัตว์

ดิรัจฉาน. . . ดังสัตว์นรก สุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวัง

ได้แต่ทุคติ. . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 144

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่ามีบางพวก

[๒๗๙] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า มีภิกษุในพระธรรม-

วินัยนี้ บางพวกเป็นบัณฑิต ... เป็นคนฉลาด . .. เป็นคนมีปัญญา ...เป็น

พหูสูต .. . เป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุพวกนั้นต้องหวัง

ได้แต่สุคติ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติทราม ว่าพวกไรกันแน่

[๒๘๐] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกัน แน่

เป็นชาติคนจัณฑาล .. . ชาติคนจักสาน . . .ชาติพราน . . . ชาติคนช่างหนัง

. . .ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกัน แน่

เป็นชาติกษัตริย์ .. .ชาติพราหมณ์ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน

ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าพวกไรกันแน่

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสันบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกันแน่

ชื่ออวกัณณกะ . . .ชื่อชวกัณณกะ . . .ชื่อธนิฏฐกะ . . .ชื่อสวิฎฐกะ . . .ชื่อ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 145

กุลวัฑฒกะ . ..ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า ภิกษุจำพวกไรกันแน่

ชื่อพุทธรักขิต . . . ชื่อธัมมรักขิต .. .ชื่อสังฆรักขิต . .. ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น

ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าพวกไรกันแน่

...ภิกษุจำพวกไรกันแน่เป็นโกสิยโคตร . . . ภารทวาชโคตร . . . ภิกษุ

นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

...ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโคตมโคตร .. . โมคคัลลานโคตร

. . .กัจจายนโคตร . . .วาเสฏฐโคตร . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน

ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานทราม ว่าพวกไรกันแน่

...ภิกษุจำพวกไรกันแน่เป็นช่างไม้ ...คนเทดอกไม้ ... ภิกษุนั้น

ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

...ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นคนทำงานไถนา ... เป็นคนทำงาน

ค้าขาย ... เป็นคนทำงานเลี้ยงโค .. .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 146

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างจักสาน . . . มีวิชาการช่างหม้อ

. . .มีวิชาการช่างหูก . . . มีวิชาการช่างหนัง . . . มีวิชาการช่างกัลบก . . .ภิกษุ

นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีวิชาการช่างนับ . . . มีวิชาการช่างคำนวณ

...มีวิชาการช่างเขียน .. .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้อง

อาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเรื้อน... โรคฝี.. . โรคกลาก...

โรคมองคร่อ. .. โรคลมบ้าหมู .. .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นโรคเบาหวาน . ..ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น

ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกัน แน่ สูงเกินไป . . .ต่ำเกินไป . . .ดำเกินไป

. . .ขาวเกินไป . . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 147

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ไม่สูงนัก . . .ไม่ต่ำนัก . . .ไม่ดำนัก. . .

ไม่ขาวนัก . ..ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ถูกโทสะย่ำยี . . . ถูก

โมหะครอบงำ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ปราศจากราคะ . . .ปราศจากโทสะ. . .

ปราศจากโมหะ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่นว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ ทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องอาบัติปาราชิก . . .อาบัติสังฆาทิเสส

. . .อาบัติถุลลัจจัย . . .อาบัติปาจิตตีย์ . . .อาบัติปาฎิเทสนียะ . . .อาบัติทุกกฏ

อาบัติทุพภาสิต . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่นนี้ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าพวกไรกันแน่

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ ต้องโสดาบัติ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น

ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 148

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าพวกไรกันแน่

. . . ภิกษุจำพวกไรกันแน่ มีความประพฤติดังอูฐ . . .ดังแพะ . . .ดังโค

. . . ดังลา . . .ดังสัตว์ดิรัจฉาน . . .ดังสัตว์นรก สุคติของภิกษุพวก นั้นไม่มี

ภิกษุพวกนั้น ต้องหวังได้แต่ทุคติ . . .ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์

. . .ภิกษุจำพวกไรกันแน่ เป็นบัณฑิต . . .เป็นคนฉลาด . . .เป็นคน

มีปัญญา . . .เป็นพหูสูต . . .เป็นธรรมกถึก ทุคติของภิกษุพวกนั้นไม่มี ภิกษุ

พวกนั้น ต้องหวังได้แต่สุคติ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

[๒๘๑] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชาติ

คนจัณฑาล . . .ไม่ใช่ชาติคนจักสาน . . .ไม่ใช่ชาติพราน . . .ไม่ใช่ชาติคน

ช่างหนึ่ง ...ไม่ใช่ชาติคนเทดอกไม้ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่า

เฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบชาติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไป

บอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชาติกษัตริย์

. . .ไม่ใช่ชาติพราหมณ์ ดังนี้เป็นต้น ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน

ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 149

พูดเปรยกระทบชื่อทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไป

บอกแก่อุปสัมบันว่า ภิกษุชื่อนี้ พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชื่อ

อวกัณณกะ . . . ไม่ใช่ชื่อชวกัณณกะ . . .ไม่ใช่ชื่อธนิฎฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อ

สวิฏฐกะ . . .ไม่ใช่ชื่อกุลวัฑฒกะ ...ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกุฎ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบชื่ออุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .ภิกษุชื่อนี้พูดเปรยเหน็บแนมว่า พวกเราไม่ใช่ชื่อพุทธรักขิต. . .

ไม่ใช่ชื่อธัมมรักขิต . . .ไม่ใช่ชื่อสังฆรักขิต . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะ

ท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

พวกเราไม่ใช่โกสิยโคตร . . .ไม่ใช่ภารทวาชโคตร . . . ภิกษุนั้น

ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโคตรอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

พวกเราไม่ใช่โคตมโคตร . . .ไม่ใช่โมคคัลลานโคตร . . .ไม่ใช่

กัจจายนโคตร . . .ไม่ใช่วาเสฏฐโคตร . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน

ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

พวกเราไม่ใช่ช่างไม้ . . .ไม่ใช่คนเทดอกไม้ . . .ภิกษุนั้น ไม่ว่า

คนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 150

พูดเปรยเหน็บแนมกระทบการงานอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ทำงานไถนา . . .ไม่ใช่คนทำงานค้าขาย . . .ไม่ใช่

คนทำงานเลี้ยงโค . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

...พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างจักสาน . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหม้อ

. . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหูก . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างหนัง . . .ไม่ใช่มีวิชาการ

ช่างกัลบก ...ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบศิลปอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีวิชาการช่างนับ . . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างคำนวณ

. . .ไม่ใช่มีวิชาการช่างเขียน . . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นคนโรคเรื้อน . . .ไม่ใช่เป็นโรคฝี. . .ไม่ใช่เป็น

โรคกลาก . . .ไม่ใช่เป็นโรคมองคร่อ . ..ไม่ใช่เป็นโรคลมบ้าหมู .. ภิกษุ

นั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบโรคอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นโรคเบาหวาน . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่า

เฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 151

พูดเปรยกระทบรูปพรรณทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่สูงเกินไป . . .ไม่ใช่ต่ำเกินไป . . .ไม่ใช่ดำเกินไป

. . .ไม่ใช่ขาวเกินไป . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบรูปพรรณอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ไม่สูงนัก . . .ไม่ใช่ไม่ต่ำนัก . . .ไม่ใช่ไม่ดำนัก

. . . ไม่ใช่ไม่ขาวนัก . . .ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ถูกราคะกลุ้มรุม . . . ไม่ใช่ถูกโทสะย่ำยี . . . ไม่ใช่

ถูกโมหะครอบงำ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติ

ทุกกฏ ทุกุๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบกิเลสอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่ปราศจากราคะ . . .ไม่ใช่ปราศจากโทสะ . . .ไม่ใช่

ปราศจากโมหะ . . .ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบอาบัติทราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก . . .สังฆาทิเสส . . .ถุลลัจจัย

. . .ปาจิตตีย์ . . .ปาฏิเทสนียะ . . .ทุกกฏ . . .ทุพภาสิต . . .ภิกษุนั้นไม่ว่า

คนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 152

พูดเปรยกระทบอาบัติอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . . พวกเราไม่ใช่เป็นผู้ต้องโสดาบัติ . . . ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่า

เฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด..

พูดเปรยกระทบคำสบประมาททราม ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่มีความประพฤติดังอูฐ . . .ดังแพะ . . .ดังโค. . . .ดังลา

. . .ดังสัตว์ดิรัจฉาน . . .ดังสัตว์นรก สุคติของพวกเราไม่มี พวกเราต้องหวัง

ได้แต่ทุคติ . . .ภิกษุนั้น ไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ

ทุก ๆ คำพูด.

พูดเปรยกระทบคำสบประมาทอุกฤษฏ์ ว่าไม่ใช่พวกเรา

. . .พวกเราไม่ใช่เป็นบัณฑิต . . .ไม่ใช่เป็นคนฉลาด . . .ไม่ใช่เป็น

คนมีปัญญา . . .ไม่ใช่เป็นพหูสูต . . .ไม่ใช่เป็นธรรมกถึก ทุคติของพวกเรา

ไม่มี พวกเราต้องหวังได้แต่สุคติ . . .ภิกษุนั้นไม่ว่าคนอื่น ว่าเฉพาะท่าน ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ ทุก ๆ คำพูด.

ต้องอาบัติตามวัตถุ

[๒๘๒] อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียด

ไปบอกแก่อุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ คำพูด.

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอนุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 153

อุปสัมบันได้ยินถ้อยคำของอนุปสัมบันแล้ว เก็บเอาคำส่อเสียดไปบอก

แก่อนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

อานาปัตติวาร

[๒๘๓] ภิกษุไม่ต้องการจะให้เขาชอบ ๑ ภิกษุไม่ประสงค์จะให้เขา

แตกกัน ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ

มุสาวาทวรรค เปสุญญาวาทสิกขาบทที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๓ ดังต่อไปนี้:-

[แก้อรรถปฐมบัญญัติเรื่องภิกษุฉัพพัคคีย์]

บทว่า ภณฺฑนซาตาน ได้แก่ ผู้เกิดบาดหมางกันแล้ว. ส่วนเบื้องต้น

แห่งความทะเลาะกัน ชื่อว่า ภัณฑนะ (ความบาดหมาง). คือ การปรึกษา

กันในฝักฝ่ายของตน อาทิว่า เมื่อเขากล่าวคำอย่างนี้ว่า กรรมอย่างนี้ อัน

คนนี้และคนนี้กระทำแล้ว พวกเราจักกล่าวอย่างนี้ (ชื่อว่า ภัณฑนะ ความ

บาดหมาง). การล่วงละเมิดทางกายและวาจา ให้ถึงอาบัติ ชื่อว่า กลหะ

(การทะเลาะ). การกล่าวขัดแยงกัน ชื่อว่า วิวาทะ. พวกภิกษุผู้ถึงความวิวาท

กันนั้น ชื่อว่า วิวาทาปันนะ.

บทว่า เปสุญฺ ได้แก่ ซึ่งวาจาส่อเสียด. มีคำอธิบายว่า ซึ่งวาจา

ทำให้สูญเสียความเป็นที่รักกัน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 154

บทว่า ภุกฺขุเปสุญฺเ ได้แก่ ในเพราะคำส่อเสียดภิกษุทั้งหลาย,

อธิบายว่า ในเพราะคำส่อเสียดที่ภิกษุฟังจากภิกษุแล้วนำเข้าไปบอกแก่ภิกษุ.

สองบทว่า ทฺวีหิ อากาเรหิ ได้แก่ ด้วยเหตุ ๒ อย่าง.

บทว่า ปิยกมฺยสฺส วา คือ ของผู้ปรารถนาให้คนเป็นที่รักของเขาว่า

เราจักเป็นที่รักของผู้นี้ อย่างนั้น หนึ่ง

บทว่า เภทาธิปฺปายสฺส วา คือ ของผู้ปรารถนาความแตกร้าว

แห่งคนหนึ่งกับคนหนึ่ง ว่า คนนี้จักแตกกันกับคนนี้ ด้วยอาการอย่างนี้ หนึ่ง.

บททั้งปวง มีบทว่า ชาติโต วา เป็นอาทิ มีนัยดังกล่าวแล้วใน

สิกขาบทก่อนนั่นแล. แม้ในสิกขาบทนี้ ชนทั้งหมดจนกระทั่งนางภิกษุณีเป็นต้น

ก็ชื่อว่า อนุปสัมบัน.

สองบทว่า น ปิยกมฺยสฺส น เภทาธิปฺปายสฺส มีความว่า ไม่

เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้เห็น ภิกษุรูปหนึ่งกำลังด่า และรูปหนึ่งอดทนได้แล้วกล่าว

เพราะคนเป็นผู้มักติคนชั่วอย่างเดียว โดยท่านองนี้ว่า โอ! คนไม่มียางอาย

จักสำคัญคนดีชื่อแม้เช่นนี้ว่า ตนควรว่ากล่าวได้เสมอ บทที่เหลือมีอรรถตื้น

ทั้งนั้น.

สิกขาบทนี้มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้นทางกายกับจิต ๑ วาจากับจิต ๑

กายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม

วจีกรรม อกุศลจิต มีเวทนา ๓ ฉะนั้นแล.

เปสุญญวาทสิกขาบทที่ ๓ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 155

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๔

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๒๘๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น

พระฉัพพัคคีย์ยังเหล่าอุบายสกให้กล่าวธรรมโดยบท พวกอุบายสกจึงไม่เคารพ

ไม่ยำเกรง ไม่พระพฤติให้ถูกอัธยาศัยในหมู่ภิกษุอยู่.

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่

ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ยังเหล่า

อุบายสกให้กล่าวธรรมโดยบท เหล่าอุบายสกจึงไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ไม่ประพฤติ

ให้ถูกอัธยาศัยในหมู่ภิกษุอยู่ แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ประชุมสงฆ์ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะ

เหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์

ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอยังเหล่าอุบาสก ให้กล่าวธรรมโดยบท

เหล่าอุบายสกจึงไม่เคารพ ไม่ยำเกรง ไม่ประพฤติให้ถูกอัธยาศัยในหมู่ภิกษุอยู่

จริงหรือ.

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงได้ยังเหล่าอุบาสกให้กล่าวธรรมโดยบทเล่า พวกอุบายสกจึงไม่เคารพ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 156

ไม่ยำเกรง ไม่ประพฤติให้ถูกอัธยาศัยในหมู่ภิกษุอยู่ ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย

การกระทำของพวกเธอนั้น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่

เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว. . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๕๓.๔. อนึ่ง ภิกษุใดยังอนุปสัมบันให้กล่าวธรรมโดยบท

เป็นปาจิตตีย์.

เรื่อง พระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๒๘๕] บทว่า อนึ่ง . . .ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด .. .

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ...

นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้ .

ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน คือ ยกเว้นภิกษุ ภิกษุณี นอกนั้นชื่อว่า

อนุปสัมบัน.

[๒๘๖] ที่ชื่อว่า โดยบท ได้แก่ บท อนุบท อนุอักขระ อนุพยัญชนะ.

ที่ชื่อว่า บท คือ ขึ้นต้นพร้อมกัน ให้จบลงพร้อมกัน.

ที่ชื่อว่า อนุบท คือ ขึ้นต้นต่างกัน ให้จบลงพร้อมกัน.

ที่ชื่อว่า อนุอักขระ คือ ภิกษุสอนว่า รูป อนิจฺจ อนุปสัมบัน

กล่าวพร้อมกันว่า รู ดังนี้ แล้วหยุด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 157

ที่ชื่อว่า อนุพยัญชนะ คือ ภิกษุสอนว่า รูป อนิจฺจ อนุปสัมบัน

เปล่งเสียงรับว่า เวทนา อนิจฺจา.

บท ก็ดี อนุบท ก็ดี อนุอักขระ ก็ดี อนุพยัญชนะ ก็ดี ทั้งหมด

นั้น ชื่อว่าธรรมโดยบท.

ที่ชื่อว่า ธรรม ได้แก่ บาลีที่เป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสิภาษิต

เทวตาภาษิต ซึ่งประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม.

บทว่า ให้กล่าว คือ ให้กล่าวโดยบท ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ บท

ให้กล่าวโดยอักขระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ อักขระ.

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

[๒๘๗] อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอนุปสัมบัน ให้กล่าวธรรม

โดยบท ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนุปสัมบัน ภิกษุสงสัย ให้กล่าวธรรมโดยบท ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอุปสัมบัน ให้กล่าวธรรมโดยบท ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

ทุกกฏ

อุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอนุปสัมบัน ให้กล่าวธรรมโดยบท ต้อง

อาบัติทุกกฏ.

อุปสัมบัน ภิกษุสงสัย ให้กล่าวธรรมโดยบท ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 158

ไม่ต้องอาบัติ

อุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอุปสัมบัน ให้กล่าวธรรมโดยบท ไม่

ต้องอาบัติ.

อานาปัตติวาร

[๒๘๘] ภิกษุให้สวดพร้อมกัน ๑ ท่องพร้อมกัน ๑ อนุปสัมบันผู้

กล่าวอยู่ สวดอยู่ ซึ่งคัมภีร์ที่คล่องแคล่วโดยมาก ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุ

อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ

มุสาวาทวรรค ปทโสธัมมสิกขาบทที่ ๔

พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๔ ดังต่อไปนี้

[แก้อรรถบางปาฐะว่าด้วยการสอนธรรมโดยบท]

บทว่า อปฺปติสฺสา ได้แก่ ไม่ยำเกรง, อธิบายว่า เมื่อพวกภิกษุ

ฉัพพัคคีย์กล่าวว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ! แม้ถ้อยคำก็ไม่อยากฟัง คือ ไม่

เอื้อเฟื้อ. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ไม่มีความยำเกรง ไม่ประพฤติอ่อนน้อม.

บทว่า อสภาควุตฺติกา ได้แก่ ผู้มีความเป็นอยู่ไม่ถูกส่วนกัน ;

อธิบายว่า ผู้มีความประพฤติไม่ดำเนินไปเหมือนอย่างที่พวกอุบาสกควร

ประพฤติในหมู่ภิกษุ

คำว่า ปทโส ธมฺม วาเจยฺย ความว่า ให้กล่าวธรรมเป็นบท ๆ

รวมกัน (กับ อนุปสัมบัน), อธิบายว่า ให้กล่าว (ธรรม) เป็นโกฏฐาส ๆ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 159

(เป็นต้นส่วน ๆ). ก็เพราะบทที่มีชื่อว่าโกฎฐาสนั้น มีอยู่ ๔ อย่าง. ฉะนั้น เพื่อ

แสดงบททั้ง ๔ อย่างนั้น พระอุบาลีเถระจึงกล่าวไว้ในบทภาชนะว่า บท

อนุบท อนุอักขระ อนุพยัญชนะ.

บรรดาบทเป็นต้นนั้น บท หมายเอาคาถาบาทหนึ่ง. อนุบท หมายเอา

บาทที่สอง. อนุอักขระ หมายเอาอักขระตัวหนึ่ง ๆ (หมายเอาอักขระแต่ละตัว).

อนุพยัญชนะ หมายเอาพยัญชนะตัวท้ายคล้ายกับพยัญชนะตัวต้น. ผู้ศึกษาพึง

ทราบความต่างกัน ในบทเป็นต้นนั่นอย่างนี้ คือ อักขระแต่ละตัวชนิดใด

ชนิดหนึ่ง ชื่อว่า อนุอักขระ ประชุมอักขระ ชื่อว่า อนุพยัญชนะ, ประชุม

อักขระและอนุพยัญชนะ ชื่อว่า บท, บทแรก ชื่อว่า บทเหมือนกัน บท

ที่สอง ชื่อว่า อนุบท.

บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำว่า ปท นาม เอกโต ปฏฺ-

เปตฺวา เอกโต โอสาเปนฺติ ต่อไป เมื่อภิกษุให้กล่าวธรรม เนื่องด้วย

คาถา เริ่มบทแต่ละบทนี้ว่า มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา พร้อมกันกับอนุปสัมบัน

แล้วให้จบลงก็พร้อมกัน. แม้สำหรับภิกษุผู้ให้กล่าวอย่างนี้ ก็พึงปรับปาจิตตีย์

หลายตัวตามจำนวนบท.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อนุปท นาม ปาเฏกฺก ปฏฺเปตฺวา

เอกโต โอสาเปนฺติ ต่อไป :- เมื่อพระเถระกล่าวว่า มโนปุพฺพงฺคมา

ธมฺมา ดังนี้ สามเณรกล่าวบทนั้นไม่ทัน จึงกล่าวบทที่สองพร้อมกันว่า

มโนเสฏฺา มโนมยา. ภิกษุและสามเณรทั้งสองรูปนี้ ชื่อว่าขึ้นต้นต่างกัน

ให้จบลงพร้อมกัน. แม้สำหรับภิกษุผู้ให้กล่าวอย่างนี้ ก็พึงปรับปาจิตตีย์หลายตัว

ตามจำนวนอนุบท.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 160

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อนฺวกฺขร นาม รูป อนิจฺจนฺติ

วุจฺจมาโน รูติ โอปาเตติ ต่อไป:- ภิกษุสอนสามเณรว่า แน่ะสามเณร !

เธอจงว่า รูป อนิจฺจ กล่าวพร้อมกันเพียงรู- อักษรเท่านั้น แล้วหยุดอยู่.

แม้สำหรับภิกษุผู้ให้กล่าวอย่างนี้ ก็พึงปรับปาจิตตีย์หลายตัวตานจำนวนอนุ-

อักขระ. และแม้ในคาถาพันธ์ บัณฑิตก็ย่อมได้นัยเช่นนี้เหมือนกันแท้ทีเดียว.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อนุพฺยญฺชน นาม รูป อนิจฺจนฺติ

วุจฺจมาโน เวทนา อนิจฺจาติ สทฺท นิจฺฉาเรติ ต่อไป:- สามเณร

ให้บอกสูตรนี้ว่า รูป ภิกฺขเว อนิจฺจ เวทนา อนิจฺจา เป็นต้น พระเถระ

บอกว่า รูป อนิจจ ดังนี้ เปล่งวาจากล่าวอนิจจบทนี้ว่า เวทนา อนิจฺจา

พร้อมกับอนิจจบทของพระเถระว่า รูป อนิจฺจ นี้ เพราะเป็นผู้มีปัญญาว่องไว.

แม้สำหรับภิกษุผู้ให้กล่าวอย่างนี้ พระวินัยธรก็พึงปรับปาจิตตีย์หลายตัวตาม

จำนวนอนุพยัญชนะ. ส่วนความสังเขปในบทเหล่านี้มีดังนี้ว่า บรรดาบท

เป็นต้นนี้ ภิกษุกล่าวบทใด ๆ พร้อมกัน ย่อมต้องอาบัติด้วยบทนั้น ๆ.

[ว่าด้วยภาษิต ๔ มีพุทธภาษิตเป็นต้น]

วินัยปิฎกทั้งสิ้น อภิธรรมปิฎก ธรรมบท จริยาปิฎก อุทาน

อติวุทคกะ ชาตกะ สุตตนิบาท วิมานวัตถุ เปตวัตถุ และพระสูตรทั้งหลาย

มีพรหมชาลสูตรเป็นต้น ชื่อว่า พุทธภาษิต.

ธรรมที่พวกสาวกผู้นับเนื่องในบริษัท ๔ ภาษิตไว้ มีอนังคณสูตร

สัมมาทิฏฐิสูจร อนุมานสูตร จูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตรเป็นต้น ชื่อว่า

สาวกภาษิต.

ธรรมที่พวกปริพาชกภายนอกกล่าวไว้ มีอาทิอย่างนี้ คือ ปริพาชก

วรรคทั้งสิ้น คำปุจฉาของพราหมณ์ ๑๖ คน ผู้เป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์

ชื่อพาวรี ชื่อว่า อิสิภาษิต.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 161

ธรรมที่พวกเทวดากล่าวไว้ ชื่อว่า เทวตาภาษิต. เทวจตาภาษิตธรรม

นั้น บัณฑิตพึงทราบ ด้วยอำนาจแห่งเรื่องมีเทวดาสังยุตต์ เทวปุตตสังยุตต์

มารสังยุตต์ พรหมสังยุตต์ และสักกสังยุตต์เป็นต้น .

บทว่า อตฺถูปสญฺหิโต ได้แก่ ธรรมที่อาศัยอรรถกถา.

บทว่า ธมฺมูปสญฺหิโต ได้แก่ ธรรมที่อาศัยพระบาลี. แม้ด้วยบท

ทั้งสองนี้ พระอุบาลีเถระกล่าวธรรมที่อาศัยนิพพานซึ่งปราศจากวัฎฏะนั่นเอง.

จะกล่าวถึงธรรมที่อาศัยนิพพานซึ่งปราศจากวัฎฏะ แม้ก็จริง, ถึงกระนั้น ก็เป็น

อาบัติแก่.ภิกษุผู้ให้กล่าวธรรมที่ขึ้นสู่สังคีติทั้ง ๓ คราว โดยบทเหมือนกัน . ไม่

เป็นอาบัติแม้ไม่คำที่อาศัยพระนิพพาน ซึ่งท่านรจนาไว้ โดยผูกเป็นคาถาโศลก

เป็นต้น ด้วยอำนาจภาษาต่าง ๆ.

แม้ในสูตรที่ไม่ได้ยกขึ้นสู่สังคีติ ๓ คราว เช่นนี้ คือ กุลุมพสูตร

ราโชวาทสูตร ติกขินทริยสูตร จตุปริวัตตสูตร และนันโทปนันทสูตร ก็เป็น

อาบัติเหมือนกัน ถึงการทรมานพญานาค ชื่อว่าอปลาละ อาจารย์ก็กล่าวไว้

(ด้วยอำนาจก่อให้เกิดอาบัติ) แต่ในมหาปัจจรีท่านปฎิเสธ (อธิบายว่าไม่ เป็น

อาบัติ).

ในปฏิภาณส่วนตัวของพระเถระ ในเมณฑกมิลินทปัญหา ไม่เป็น

อาบัติ. (แต่) เป็นอาบัติในถ้อยคำที่พระเถระนำมากล่าว เพื่อให้พระราชาทรง

ยินยอม.

อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ก็ปกรณ์ทั้งหลายมีอาทิ คือ วัณณปิฎก

อังคุลิมาลปิฎก รัฐปาลครรชิต อาลวกครรชิต คุฬหอุมมังคะ คุฬหเวสสันดร

คุฬหวินัย เวทัลลปิฎก เป็นต้น ไม่เป็นพุทธพจน์แท้

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ธรรมชื่อว่า สีลูปเทส พระธรรมเสนาบดี

กล่าวไว้ ในธรรมนั้น เป็นอาบัติเหมือนกัน ยังมีปกรณ์แม้อื่น เช่น มัคคกถา

* เป็นพระสูตรฝ่ายมหายาน ของเราไม่มี-ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 162

อารัมมณกถา วุฑฒิกรัณฑกญาณวัตถุ และอสุภกถาเป็นต้น ในปกรณ์

เหล่านั้น ท่านจำแนกโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ไว้. ในธุดงคปัญหา ท่านจำแนก

ปฏิปทาไว้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นอาบัติในปกรณ์เหล่านั้น.

แต่ในอรรถกถามหาปัจจรีเป็นต้น ท่านกล่าวอาบัติไว้ ในจำพวก

ราโชวาทสูตร ติกขินทริยสูตร จตุปริวัตตสูตร นันโทปนันทสูตร กุลุมพสูตร*

นั่นแล ซึ่งไม่ขึ้นสู่สังคีติ แล้วกำหนดอรรถไว้ดังนี้ว่า บรรดาคำที่เหลือ เฉพาะ

คำที่ท่านนำมาจากพุทธพจน์กล่าวไว้เท่านั้น เป็นวัตถุแห่งอาบัติ นอกจากนี้

หาเป็นไม่.

คำว่า เอกโต อุทฺทิสาเปนฺโต มีความว่า ภิกษุแม้เรียนบาลีร่วม

กับอนุปสัมบันกล่าวพร้อมกัน ไม่เป็นอาบัติ.

ในคำนั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- อุปสัมบันกับอนุปสัมบันนั่นแล้ว

ขอให้อาจารย์สวด อาจารย์คิดว่า เราจะสวดแก่อุปสัมบันและอนุปสัมบัน

ทั้งสองผู้นั่งแล้ว จึงสวดพร้อมกันกับเธอเหล่านั้น. เป็นอาบัติแก่อาจารย์ เป็น

อนาบัติแก่ภิกษุผู้เรียนเอาพร้อมกับอนุปสัมบัน. แม้อุปสัมบันกับอนุปสัมบัน

ทั้งสองยืนเรียนอยู่ ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน ภิกษุหนุ่มนั่ง สามเณรยืน, ไม่

เป็นอาบัติแก่อาจารย์ผู้บอก ด้วยคิดว่า เราจะกล่าวแก่ภิกษุผู้นั่ง. ถ้าภิกษุหนุ่ม

ยืน ฝ่ายสามเณรนั่ง ไม่เป็นอาบัติแม้แก่อาจารย์ผู้ ล่าวอยู่ ด้วยติดว่า เราจะ

กล่าวแก่ภิกษุผู้ยืน.

ถ้าสามเณรรูปหนึ่งงอยู่ในระหว่างภิกษุมากรูป เป็นอจิตตกาบัติแก่

อาจารย์ผู้ให้กล่าวธรรมโดยบทในเพราะสามเณรนั่งอยู่ด้วย.

ถ้าสามเณรยืนหรือนั่งละอุปจารเสีย เพราะสามเณรไม่นับเนื่องอยู่ใน

พวกภิกษุที่อาจารย์ให้กล่าว (ธรรมโดยบท) เธอจึงถึงการนับว่า เรียนเอาคัมภีร์

เล็ดลอดออกไปโดยทิศาภาคหนึ่ง; เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นอาบัติ(แก่อาจารย์)

* เป็นพระสูตรฝ่ายมหายาน ของเราไม่มี. - ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 163

คำว่า เอกโต สชฺฌาย กโรนฺโต มีความว่า อุปสันบันเมื่อกระทำ

การสาธยายร่วมกันกับอนุปสัมบัน สวดพร้อมกันกับอนุปสัมบันนั้นแล ไม่เป็น

อาบัติ. แม้ภิกษุเรียนอุเทศในสำนักแห่งอนุปสัมบัน สวดร่วมกับอนุปสัมบันนั้น

ก็ไม่เป็นอาบัติ. เพราะว่า แม้อุปสัมบันนี้ก็ถึงอันนับว่า กระทำสาธยายพร้อม

กันแท้.

คำว่า เยภุยฺเยน ปคุณ คณฺ ภณนฺต โอปาเตติ มีความว่า

ถ้าในคาถาเดียวกัน บาทหนึ่ง ๆ ยังจำไม่ได้ ที่เหลือจำได้ นี้ชื่อว่าคัมภีร์ที่

คล่องแคล่ว โดยมาก. แม้ในพระสูตร ผู้ศึกษาก็พึงทราบโดยนัยนี้. ไม่เป็น

อาบัติแก่ภิกษุผู้ทักให้คัณฐะนั้นค้างอยู่ จึงสวดแม้พร้อมกันด้วยกล่าวว่า เธอ

จงสวดอย่างนี้.

สองบทว่า โอสาเรนฺต โอปาเตติ มีความว่า ไม่เป็นอาบัติแก่

ภิกษุผู้กล่าวกะอนุปสัมบันผู้สวดสูตรวกวนอยู่ ในท่ามกลางบริษัทว่า เธอจง

สวดอย่างนี้ แล้วสวดแม้พร้อมกันกับอนุปสัมบันนั้น. ก็ดำใดที่ท่านกล่าวไว้

ในอรรถกถามหาปัจจรีเป็นต้นนี้ว่า ภิกษุผู้อันอนุปสัมบันกล่าวว่า ท่านอยู่สวด

กับผม ถ้าสวดเป็นอนาบัติ ดังนี้. คำนั้นไม่มีในมหาอรรถกถา. ก็ภาวะแห่ง

คำที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถามหาปัจจรีเป็นต้น นั้นไม่มีเลย ถูกแล้ว (ก็ความที่

อาบัติไม่มีแก่ภิกษุนั้นเลย ถูกแล้ว). เพราะเหตุไร ? เพราะอาบัติเกิดจากการ

กระทำ. แต่เมื่อมีการถือเอาอรรถนอกนี้ สิกขาบทนี้ จะพึงเป็นทั้งกิริยาทั้ง

อกิริยาบท ที่เหลือในสิกขาบทนี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น.

สิกขาบทนี้ มีธรรมโดยบทเป็นสมุฏฐาน เกิดขึ้นทางวาจา ๑ วาจา

กับจิต ๑ เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ วจีกรรม

มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.

ปทโสธัมมสิกขาบทที่ ๔ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 164

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๕

เรื่องพระนวกะ

[๒๘๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ

อัคคาฬวเจดีย์ เขตเมืองอาฬวี ครั้งนั้น พวกอุบาสกพากันมาสู่อารามเพื่อ

ฟังธรรม เมื่อพระธรรมกถึกแสดงธรรมจบแล้ว ภิกษุชั้นเถระกลับไปยังที่อยู่

ภิกษุชั้นนวกะสำเร็จการนอนร่วมกับพวกอุบายยสกอยู่ในศาลาที่ฟังธรรมนั้นเอง

เผลอสติ ไม่รู้สึกตัว เป็นผู้เปลือยกายละเมื่อ กรนอยู่.

พวกอุบาสกต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่าไฉนพระคุณเจ้าทั้งหลาย

จึงได้สำเร็จการนอนเผลอสติ ไม่รู้สึกตัว เป็นผู้เปลือยกายละเมอ กรนอยู่เล่า.

ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสกเหล่านั้น เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่

บรรดาที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา

ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลาย จึงได้สำเร็จการนอน

ร่วมกับอนุปสัมบันเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า .

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าภิกษุ

ทั้งหลายสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน จริงหรือ

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน

โมฆบุรุษเหล่านั้น จึงได้สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันเล่า การกระทำ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 165

ของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส

หรือเพื่อด้วยยามเลื่อมใสยิ่ง ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๕๔. ๕. ก. อนึ่ง ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับ อนุปสัมบัน

เป็นปาจิตตีย์ .

ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุ

ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

เรื่องพระนวกะ จบ

เรื่องสามเณรราหุล

[๒๙๐] กาลต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่เมืองอาฬวี ตาม

พระพุทธาภิรมย์แล้ว เสด็จจาริกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครโกสัมพี เสด็จ

จาริกโดยลำดับ ถึงพระนครโกสัมพีแล้ว ข่าวว่าพระองค์ประทับอยู่ ณ พทริ-

การาม เขตพระนครโกสัมพีนั้น

ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวคำนี้กะท่านสามเณรราหุลว่า อาวุโสราหุล พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้ว่า ภิกษุไม่พึงสำเร็จการนอนร่วมกับ อนุป-

สัมบัน อาวุโสราหุล ท่านจงรู้สถานที่ควรนอน

วันนั้น ท่านสามเณรราหุลหาที่นอนไม่ได้จึงสำเร็จการนอนในวัจจกุฎี

ครั้นปัจจุสสมัยแห่งราตรี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตื่นบรรทมแล้ว ได้

เสด็จไปวัจจกุฎี ครั้นถึงจึงทรงพระกาสะ แม้ท่านราหุลก็กะแอมรับ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 166

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถานว่า ใครอยู่ในวัจจกุฎีนี้

ท่านสามเณรราหุลทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าราหุล พระพุทธเจ้าข้า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถานว่า ดูก่อนราหุล เหตุไรเธอจึงนอน ณ ที่นี้

จึงท่านสามเณรราหุล กราบทูลเรื่องนั้นให้ทรงทราบ

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น

เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย เราอนุญาตให้สำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบันได้ ๒-๓ คืน...

ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้แสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้:-

พระอนุบัญญัติ

๕๔. ๕. ข. อนึ่ง ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับอนุปสัมบัน

ยิ่งกว่า ๒-๓ คืน เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องสามเณรราหุล จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๒๙๑] บทว่า อนึ่ง ...ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด. ..

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ...

นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์โนอรรถนี้.

ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน คือ ยกเว้น ภิกษุ นอกนั้นชื่อว่าอนุปสัมบัน.

บทว่า ยิ่งกว่า ๒ ๓ คืน คือเกินกว่า ๒-๓ คืน4

บทว่า ร่วม คือด้วยกัน.

ที่ชื่อว่า การนอน ได้แก่ภูมิสถานเป็นที่นอนอันเขามุงทั้งหมด บัง

ทั้งหมด มุงโดยมาก บังโดยมาก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 167

คำว่า สำเร็จการนอน ความว่า ในวันที่ ๔ เมื่อพระอาทิตย์อัส-

คงคตแล้ว อนุปสัมบันนอนแล้ว ภิกษุนอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ภิกษุนอนแล้ว อนุปสัมบันนอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

หรือนอนทั้งสอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ลุกขึ้นแล้ว กลับนอนอีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

[๒๙๒] อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอนุปสัมบัน สำเร็จการนอน

ร่วม ยิ่งกว่า ๒-๓ คืน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อนุปสัมบัน ภิกษุสงสัย สำเร็จการนอนร่วม ยิ่งกว่า ๒-๓ คืน ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

อนุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอุปสัมบัน สำเร็จการนอนร่วม ยิ่งกว่า

๒-๓ คืน ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ติกทุกกฏ

ในสถานที่มุงกึ่ง บังกึ่ง ภิกษุสำเร็จการนอนร่วม ยิ่งกว่า ๒-๓ คืน

ต้องอาบัติทุกกฏ

อุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าอนุปสัมบัน สำเร็จการนอนร่วม ยิ่งกว่า

๒- ๓ คืน ต้องอาบัติทุกกฏ

อุปสัมบัน ภิกษุสงสัย สำเร็จการนอนร่วม ยิ่งกว่า ๒-๓ คืน ต้อง

อาบัติทุกกฏ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 168

ไม่ต้องอาบัติ

อุปสัมบัน ภิกษุสำคัญว่าเป็นอุปสัมบัน สำเร็จการนอนร่วม ยิ่งกว่า

๒-๓ คืน ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

[๒๙๓] ภิกษุอยู่ ๒-๓ คืน ๑ ภิกษุอยู่ไม่ถึง ๒-๓ คืน ๑ ภิกษุ

อยู่ ๒ คืนแล้วคืนที่ ๓ ออกไปก่อนอรุณ แล้วอยู่ใหม่ ๑ อยู่ในสถานที่มุงทั้ง

หมด ไม่บังทั้งหมด ๑ อยู่ในสถานที่บังทั้งหมด ไม่มุงทั้งหมด ๑ อยู่ใน

สถานที่ไม่มุงโดยมาก ไม่บังโดยมาก ๑ อนุปสัมบันนอน ภิกษุนั่ง ๑ ภิกษุ

นอน อนุปสัมบันนั่ง ๑ หรือนั่งทั้งสอง ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิ-

กะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 169

มุสาวาทวรรค สหเสยยสิกขาบทที่ ๕

พึงทราบวินิจฉัยในสิกขาบทที่ ๕ ดังต่อไปนี้.

[แก้อรรถเรื่องพระนวกะและสามเณรราหุล]

สองบทว่า มุฏฺสฺสตี อสมฺปชานา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสด้วย

อำนาจการไม่ทำสติสัมปชัญญะในบุรพภาค. ก็ในกาลที่จิตจิตหยั่งสู่ภวังค์ สติ-

สัมปชัญญะจักมีแต่ที่ไหน ?

บทว่า วิกุชฺชมานา คือ ละเมออยู่.

บทว่า กากากจฺฉมานา ได้แก่ เปล่งเสียงไม่มีความหมาย ดุจ

เสียงกา ทางจมูก.

บทว่า อุปาสกา ได้แก่ พวกอุบาสกที่ลุกขึ้นก่อนกว่า.

สองบทว่า เอตทโวจุ มีความว่า ภิกษุทั้งหลายได้กล่าวคำนี้ว่า

" ท่านราหุล ! สิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว ดังนี้ ด้วย

เคารพในสิกขาบทนั่นเที่ยว. แต่โดยปกติ เพราะความเคารพในพระผู้มีพระภาค

เจ้า และเพราะท่านราหุลเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ภิกษุเหล่านั้น เมื่อท่านราหุล

นั้นมายังที่อยู่ จึงปูลาดเตียงเล็ก ๆ หรือพนักพิง อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่

แล้วถวายจีวร (สังฆาฎิ) หรืออุตราสงค์ เพื่อต้องการให้ทำเป็นเครื่องหนุน-

ศีรษะ. ในข้อที่ท่านพระราหุลเป็นผู้ใคร่ในการศึกษานั้น (มีคำเป็นเครื่องสาธก)

ดังต่อไปนี้.

ทราบว่า ภิกษุทั้งหลาย เห็นท่านราหุลนั้นกำลังมาแต่ไกลเทียว ย่อม

วางไม้กวาดกำและกระเช้าเทขยะไว้ข้างนอก. ต่อมา เมื่อภิกษุพวกอื่นกล่าวว่า

ท่านผู้มีอายุ นี้ใครเอามาวางทิ้งไว้ ดังนี้ ภิกษุอีกพวกหนึ่งจะกล่าวว่าอย่างนี้ว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 170

ท่านผู้เจริญ ท่านราหุลเที่ยวมาในประเทศนี้ ชะรอยเธอวางทิ้งไว้กระมัง.

ส่วนท่านราหุลนั้น ไม่เคยพูดแม้ในวันหนึ่งว่า นี้ไม่ใช่การกระทำของผมขอรับ

เก็บงำไม้กวาดกำเป็นต้นนั้นแล้ว ขอขมาภิกษุทั้งหลายก่อน จึงไป.

หลายบทว่า วจฺจกุฏิย เสยฺย กปฺเปสิ มีความว่า ท่านราหุลนั้น

เพิ่มพูนอยู่ซึ่งความเป็นผู้ใคร่ในสิกขานั้นนั่นเอง จึงไม่ไปสู่สำนักแห่งพระธรรม

เสนาบดี พระมหาโมคคัลลานะ และพระอานนทเถระเป็นต้น สำเร็จการนอน

ในเวจกุฎีที่บังคนของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้ยินว่า กุฎีนั้น เขาติดบานประตู

ไว้ ทำการประพรมด้วยของหอม มีพวงดอกไม้แขวนไว้เค็ม ตั้งอยู่ ดุจเจติย-

สถาน ไม่ควรแก่การบริโภคใช้สอยของตนเหล่าอื่น.

สองบทว่า อุตฺตริ ทฺวิรตฺตติรตฺต มีความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ได้ทรงประทานบริหารสิ้น ๓ ราตรี เพื่อต้องการทำความสงเคราะห์แก่พวก

สามเณร. จริงอยู่ การที่ภิกษุให้พวกเด็กในสกุลบวชแล้ว ไม่อนุเคราะห์ ไม่

สมควร.

บทว่า สหเสยฺย คือ การนอนร่วมกัน. แม้การนอน กล่าวคือ

การทอดกาย ท่านเรียกว่า ไสย. ภิกษุทั้งหลายนอนในเสนาสนะใด แม้

เสนาสนะนั้น (ท่านเรียกว่า ไสย ที่นอน). บรรดาที่นอนสองอย่างนั้น เพื่อ

ทรงแสดงเสนาสนะก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า เสยฺยา นาม

สพฺพจฺฉนฺนา ดังนี้

เพื่อทรง แสดงการเหยียดกาย จึงตรัสคำมีว่า อนุปสมฺปนฺเน นิปนฺเน

ภิกฺขุ นิปชฺชติ (เมื่ออนุปสัมบันนอน ภิกษุก็นอน) เป็นต้น. เพราะฉะนั้น

ในคำว่า เสยฺย กปฺเปยฺย นี้ มีเนื้อความดังนี้ว่า ภิกษุเข้าไปสู่ที่นอน

กล่าวคือเสนาสนะ พึงสำเร็จ คือ พึงจัดแจง ได้แก่ ยังการนอน คือ การ

เหยียดกายให้สำเร็จ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 171

[อธิบายลักษณะแห่งที่นอนคือเสนาสนะต่าง ๆ กัน]

ก็ด้วยบทว่า สพฺพจฺฉนฺนา เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสลักษณะ

แห่งที่นอน กล่าวคือเสนาสนะนั้น. เพราะเหตุนั้น เสนาสนะใด มุงทั้งหมด

ทีเดียว ในเบื้องบนด้วยเครื่องมุง ๕ ชนิด หรือด้วยวัตถุอะไร ๆ อื่นก็ตาม,

ที่นอนนี้ ชื่อว่ามุงทั้งหมด.

แต่ในอรรถกถาทั้งหลาย ท่านถือเอาโวหารที่ปรากฎ กล่าวด้วยอำนาจ

คำคล่องปากว่า ที่นอนอันมุงด้วยเครื่องมุง ๕ ชนิด ชื่อว่า มุงทั้งหมด ดังนี้

แม้ท่านกล่าวคำนั้นไว้แล้วก็จริง, ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจทำให้ไม่เป็นอาบัติแม้แก่

ภิกษุผู้อยู่ในกุฎีผ้าได้ เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษา พึงทราบเครื่องมุงและเครื่องบัง

ในสิกขาบทนี้ ชนิดใดชนิดหนึ่งซึ่งสามารถปิดบังได้.

จริงอยู่ เมื่อถือเอาเครื่องมุง ๕ ชนิดเท่านั้น การนอนร่วมในกุฎี

แม้ที่มุงด้วยไม้กระดาน ก็ไม่พึงมีได้. ก็เสนาสนะใด ที่เขากั้นทั้งแต่พื้นดิน

จนจดหลังคาด้วยกำแพง หรือด้วยวัตถุอะไร ๆ อื่นก็ตาม โดยที่สุด แม้ด้วย

ผ้า ที่นอนนี้ พึงทราบว่า ชื่อว่า บังทั้งหมด.

ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถากุรุนทีว่า ที่นอนแม้ที่เขากั้นด้วยเครื่องกั้นมี

กำแพงเป็นต้น สูงศอกคืบโดยบรรยายอย่างต่ำที่สุด ไม่จดหลังคา จัดว่าบัง

ทั้งหมดเหมือนกัน. ก็เพราะที่ที่มุงข้างบนมากกว่า ที่ไม่ได้มุงน้อย หรือว่าที่

ที่เขากั้นโดยรอบมากกว่า ที่ไม่ได้กั้นน้อย ฉะนั้น ที่นอนนี้ จึงชื่อว่า มุง-

โดยมาก บังโดยมาก.

ก็ปราสาทที่ประกอบด้วยลักษณะอย่างนี้ ถ้าแม้นมีถึง ๗ ชั้น มีอุปจาร

เดียวกัน หรือว่า ศาลา ๔ มุข มีห้องตั้งร้อย ก็ถึงอันนับว่า ที่นอนอันเดียว

กันแท้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายถึงที่นอนนั้น จึงตรัสคำมีอาทิว่า ใน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 172

วันที่ ๔ เมื่อดวงอาทิตย์อัสดงคตแล้ว อนุปสัมบันนอน ภิกษุก็นอน ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ ดังนี้ . และเป็นปาจิตตีย์ โดยเพียงแต่นอนบนที่นอนนั้นเท่านั้น .

ก็ถ้าว่า มีสามเณรมากรูป ภิกษุรูปเดียว เป็นปาจิตตีย์หลายตัวตาม

จำนวนสามเณร ถ้าหากว่าสามเณรเหล่านั้นผุดลงผุดนอน ภิกษุต้องอาบัติทุก ๆ

ประโยคของสามเณรเหล่านั้น. ก็ด้วยการผุดลงผุดนอนของภิกษุ เป็นอาบัติ

แก่ภิกษุ เพราะประโยคของภิกษุนั่นเอง.

ถ้าภิกษุมากรูป สามเณรรูปเดียว . แม้สามเณรรูปเดียว ก็ทำให้เป็น

อาบัติแก่ภิกษุทั้งหมด. แม้ด้วยการผุดลงผุดนอนของสามเณรนั้น ก็เป็นอาบัติ

แก่ภิกษุทั้งหลายเหมือนกัน. ถึงในความที่ภิกษุและสามเณรมากรูปด้วยกัน ทั้ง

สองฝ่าย ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

[อธิบายจตุกกะ ๔ มีอาวาสจตุกกะเป็นต้น]

อีกนัยหนึ่ง ในสิกขาบทนี้ พึงทราบหมวด ๔ แม้มียำวาสแห่งเดียว

เป็นต้น. ความพิสดารว่า ภิกษุใด สำเร็จการนอนร่วมกันกับอนุปสัมบันเพียง

คนเดียวในอาวาสแห่งเดียวกันสิ้น ๓ ราตรี เป็นอาบัติทุกวัน จำเดิมแต่วันที่ ๔

แก่ภิกษุแม้นั้น ฝ่ายภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมสิ้น ๓ ราตรี กับอนุปสัมบัน

ต่างกันหลายคน ในอาวาสแห่งเดียวนั่นเอง เป็นอาบัติทุกวันแก่ภิกษุแม้นั้น

(จำเดิมแต่วันที่ ๔) แม้ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วม สิ้น ๓ ราตรีกับอนุปสัมบัน

เพียงคนเดียวเท่านั้น ในอาวาสต่าง ๆ กัน เป็นอาบัติทุก ๆ วัน แม้แก่ภิกษุ

นั้น (จำเดิมแต่วันที่ ๔). แม้ภิกษุใดเดินทางสิ้นระยะตั้ง ๑๐๐ โยชน์ สำเร็จ

การนอนร่วม (สิ้น ๓ ราตรี) กับอนุปสัมบันต่างกันหลายคน ในอาวาสต่าง ๆ

กันเป็นอาบัติแม้แก่ภิกษุนั้นทุก ๆ วัน นับแค่วันที่ ๔ ไป.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 173

ก็ชื่อว่า สหเสยยาบัตินี้ ย่อมเป็นแม้กับสัตว์เดียรัจฉาน เพราะพระ

บาลีว่า ที่เหลือ เว้นภิกษุ ชื่อว่า อนุปสัมบัน. ในสหเสยยาบัตินั้น การ-

กำหนดสัตว์เดียรัจฉาน พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในเมถุนธรรมาบัตินั่น แล.

เพราะเหตุนั้น ถ้าแม้นว่า บรรดาสัตว์เดียรัจฉานชนิด ๔ เท้า มีเหี้ย แมว

และตะกวดเป็นต้น เดียรัจฉานบางชนิดเข้าไปนอนอยู่ในที่มีอุปจารอันเดียวกัน

ในเสนาสนะเป็นที่อยู่ของภิกษุ จัดเป็นการนอนร่วมเหมือนกัน . ถ้าว่ามันเข้า

ไปทางโพรงของหัวไม้ขื่อ (คาน) มีโพรง ที่ตั้งอยู่ข้างบนฝาแห่งปราสาทที่เขา

สร้างไว้เบื้องบนเสาทั้งหลาย ซึ่งมีฝาไม่เชื่อมต่อกันกับพื้นชั้นบน แล้วนอน

อยู่ภายในไม้ขื่อ ออกไปทางโพรงนั้นนั่นเอง. ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วม

ภายใต้ปราสาท

ถ้ามีช่องบนหลังคา มันเข้าไปตามช่องนั้น อยู่ภายในหลังคาแล้วออก

ไปทางช่องเดิมนั้นแล, เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมภายในหลังคาที่พื้นชั้นบน

ซึ่งมีอุปจารต่างกัน, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนที่พื้นชั้นล่าง. ถ้าพวกภิกษุขึ้น

ทางด้านในปราสาททั้งนั้น ใช้สอยฟันทั้งหมด พื้นทั้งหมดมีอุปจารเดียวกัน

เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนบนพื้นใดพื้นหนึ่ง บรรดาพื้นทั้งหมดนั้น.

ภิกษุผู้นอนในเสนาสนะที่มีฝาเป็นเพิง ซึ่งสร้างโดยอาการคล้ายกับสภา

นกพิราบเป็นต้น เข้าไปนอนอยู่ในที่ทั้งหลาย มีเต้าที่ทำเป็นรูปสัตว์ร้ายเป็นต้น

เป็นอาบัติเหมือนกัน. นกพิราบเป็นต้น นอนในภายในชายคาที่ยื่นออกไป

ภายนอกเครื่องล้อม (ฝาผนังกั้น) ไม่เป็นอาบัติ . ถ้าแม้นเสนาสนะ กลมหรือ

สี่เหลี่ยมจตุรัส มีห้องตั้ง ๑๐๐ ห้อง ด้วยแถวห้องที่มีหลังคาเดียวกัน. ถ้าพวก

ภิกษุเข้าไปในเสนาสนะนั้นทางประตูสาธารณะประตูหนึ่งแล้ว เลยเข้าไปใน

ห้องทั้งหมด ซึ่งมีอุปจารห้องที่มิได้กั้นด้วยกำแพงต่างหาก เมื่ออนุปสัมบัน

นอนแล้ว แม้ในห้องหนึ่ง ก็เป็นอาบัติแก่ภิกษุ ทั้งหลายผู้นอนในทุก ๆ ห้อง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 174

ถ้าห้องทั้งหลายมีหน้ามุข. และหน้ามุขไม่ได้มุงข้างบน, ถ้าแม้นเป็น

ที่มีพื้นที่สูง อนุปสัมบันนอนที่หน้ามุข ไม่ทำให้เป็นอาบัติแก่ภิกษุทั้งหลายผู้

นอนในห้อง. แต่ถ้าว่า หน้ามุขมีหลังคาต่อเนื่องกันกับหลังคาแห่งห้องทีเดียว.

อนุปสัมบันนอนที่หน้ามุขนั้น ทำให้เป็นอาบัติแก่ภิกษุทุกรูป. เพราะเหตุไร ?

เพราะเป็นห้องมุงทั้งหมด และบังทั้งหมด. จริงอยู่ เครื่องกั้นห้องนั่นแหละ

เป็นเครื่องกั้นหน้ามุขนั้นด้วยแล. สมจริงโดยนัยนี้แหละ ในอรรถกถาทั้งหลาย .

ท่านอาจารย์จึงปรับอาบัติไว้ ในซุ้มประตูทั้ง ๔ แห่งเครื่องกั้น (ฝาผนัง)

โลหปราสาท. แต่คำใดที่ท่านกล่าวไว้ ในอรรถกถาอันธกะว่า คำว่า ในหน้ามุข

ที่ไม่ได้กั้น เป็นอนาบัติ ท่านกล่าวหมายเอาหน้ามุขบนพื้น นอกจากพื้นดิน

ดังนี้. คำนั้น ท่านกล่าวหมายเอาห้องแถวที่มีหลังคาอันเดียวกัน ซึ่งสร้างไว้

เป็นสัดส่วนต่างหาก ในแคว้นอันธกะก็คำที่ท่านกล่าวไว้ว่า . บนพื้นนอกจาก

พื้นดิน ในอรรถกถาอันธกะนั้น ไม่มีในอรรถกถาทั้งหลายเลย ทั้งไม่สมด้วย

พระบาลี. ความจริงพื้นดินแม้สูงถึง ๑๐ ศอก ก็ไม่ถึงการนับว่า เป็นเครื่อง

กั้นได้. เพราะฉะนั้น แม้คำใดที่ท่านกล่าวประมาณแห่งพื้นดินไว้ในสิกขาบท

ที่ ๒ ในอันธกอรรถกถานั้น แล้วกล่าวว่า ฐาน กล่าวคือพื้นดินนั่น ชื่อว่า

กั้นด้วยอุปจารเดียวกัน ดังนี้, คำนั้น บัณฑิตไม่ควรถือเอา.

มหาปราสาทแม้เหล่าใด ที่มีทรวดทรงเป็นศาลาหลังเดียว ๒ หลัง ๓

หลัง และ ๔ หลัง. ภิกษุล้างเท้าในโอกาสหนึ่งแล้ว เข้าไป อาจเดินเวียนรอบไป

ได้ในที่ทุกแห่ง. แม้ในมหาปราสาทเหล่านั้น ภิกษุย่อมไม่พ้นจากสหเสยยาบัติ

ถ้าว่ามหาปราสาทเป็นที่อันเขาสร้างกำหนดอุปจารไว้ในที่นั้น ๆ, เป็นอาบัติ

เฉพาะในที่มีอุปจารเดียวกันเท่านั้น .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 175

พวกช่างทำกำแพงกั้นในท่ามกลาง แห่งมณฑปซึ่งมีหลังคาฉาบปูนขาว

ประกอบด้วยประตู ๒ ช่อง อนุปสัมบันเข้าไปทางประตูหนึ่งนอนอยู่ในเขตหนึ่ง

และภิกษุนอนอยู่ในเขตหนึ่ง ไม่เป็นอาบัติ. ที่กำแพงมีช่อง แม้พอสัตว์ดิรัจฉาน

มีเหี้ยเป็นต้น เข้าไปได้. พวกเหี้ยนอนอยู่ในเขตหนึ่ง ไม่เป็นอาบัติเหมือนกัน

เพราะเรือนไม่ชื่อว่ามีอุปจารเดียวกับด้วยช่อง ถ้าว่า พวกช่างเจาะตรงกลาง

กำแพง แล้วประกอบประตูไว้ เป็นอาบัติ เพราะเป็นที่มีอุปจารเดียวกัน.

ภิกษุทั้งหลายปิดบานประตูนั้นแล้วนอน เป็นอาบัติเหมือนกัน. เพราะการปิด

ประตู เรือนจะชื่อว่ามีอุปจารต่างกัน หรือประตูจะชื่อว่าไม่ใช่ประตูหามิได้เลย.

เพราะบานประตูเขากระทำไว้เพื่อประโยชน์สำหรับใช้สอย ด้วยการปิดเปิดได้

ตามสบาย ไม่ใช่เพื่อต้องการจะตัดการใช้สอย. ก็ถ้าว่าภิกษุทั้งหลาย เอา

จำพวกอิฐปิดประตูนั้นซ้ำอีก ไม่จัดว่าเป็นประตู ย่อมตั้งอยู่ในภาวะที่มีอุปจาร

ต่าง ๆ กัน ตามเดิมนั่นแล.

เรือนเจดีย์มีหน้ามุขยาว บานประตูบานหนึ่งอยู่ด้านใน. บานหนึ่ง

อยู่ด้านนอก อนุปสัมบันนอนในระหว่างประตูทั้ง ๓ ย่อมทำให้เป็นอาบัติแก่

ภิกษุผู้นอนภายในเรือนเจดีย์ เพราะมีอุปจารเดียวกัน.

มีคำทักท้วงว่า ในคำว่า ทีฆมุข เป็นต้นนั้น อาจารย์ผู้ท้วงท่านใด

พึงมีความประสงค์ดังนี้ว่า ชื่อว่า ความเป็นที่มีอุปจารเดียวกัน และมีอุปจาร

ต่างกันนี้ พระผู้นี้พระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วใน อุทโทสิตสิกขาบท. แต่ใน

สิกขาบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำเพียงเท่านี้ว่า ที่ชื่อว่า ที่นอน ได้แก่

ที่นอนอันเขามุงทั้งหมด บังทั้งหมด มุงโดยมาก บังโดยมาก ดังนี้เท่านั้น,

และห้องที่ปิดประตูแล้ว จัดว่าบังทั้งหมดเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ในเรือน

แห่งเจดีย์นั้น จึงเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมกับอนุปสัมบัน ผู้นอนภายใน

เท่านั้น, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วมกับอนุปสัมบันผู้นอนภายนอก.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 176

อาจารย์ผู้ท้วงนั้น อันสกวาทีพึงกล่าวค้านอย่างนี้ว่า ก็ในเรือนแห่ง

เจดีย์ที่ไม่ปิดประตู เหตุไร จึงเป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้นอนร่วนกับอนุปสัมบันผู้

นอนในภายนอกเล่า ?.

อาจารย์ผู้ท้วง จะพึงเฉลยว่า เพราะหน้ามุขกับท้องเป็นที่มุงทั่งหมด

สกวาที ถามว่า ก็เมื่อปิดห้องแล้ว หลังคารื้อออกได้หรือ ?.

อาจารย์ผู้โจทก์เฉลยว่า รื้อออกไม่ได้, เพราะหน้ามุขกับต้องบังทั้งหมด

จึงรื้อไม่ได้.

สกวาที ถามว่า ผนังกั้น (หน้ามุข) รื้อออกได้หรือ ?.

อาจารย์ผู้โจทก์จักกล่าวแน่นอนว่า รื้อออกไม่ได้ (เพราะ) อุปจาร

กั้นไว้ด้วยบานประตู. อาจารย์ผู้โจทก์จักดำเนินไปไกลแสนไกล โดยนัยอย่างนั้น

แล้วจักวกกลับมาหาความมีอุปจารเดียวกัน และอุปจารต่างกันนั่นแหละอีก.

อีกนัยหนึ่ง ถ้าหากว่า เนื้อความจะพึงเป็นอันเข้าใจได้ง่ายด้วยเหตุ

สักว่าพยัญชนะอย่างเดียวไซร้, ที่นอนมุงด้วยเครื่องมุง ๕ ชนิด ชนิดใด

ชนิดหนึ่งเท่านั้น จึงจะจัดเป็นที่นอนได้ ตามพระบาลีที่ว่า มุงทั้งหมด ที่นอน

มุงด้วยเครื่องมุงอย่างอื่นไม่ใช่. และเมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ไม่พึงเป็นอาบัติในที่นอน

ซึ่งมุงด้วยไม้กระดานเป็นต้น. เพราะไม่มีความเป็นอาบัตินั้น สิกขาบทที่พระ

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้เพื่อประโยชน์อันใด, ประโยชน์อันนั้น นั่นแหละ

พึงเสียไป. จะเสียประโยชน์อันนั้นไปหรือหาไม่ก็ตามที; ทำไมจะไปถือเอาคำ

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้เล่า ? หรือว่าใครเล่ากล่าวว่า ควรเชื่อถือ

ถ้อยคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำนี้

ไว้ในอนิยตสิกขาบททั้งสองว่า อาสนะ ที่ชื่อว่ากำบัง คือ เป็นอาสนะที่เขา

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 177

กำบังด้วยฝา บานประตู เสื่อลำแพน ม่านบัง ต้นไม้ เสา หรือฉาง อย่างใด

อย่างหนึ่ง* ดังนี้.

เพราะฉะนั้น ในอนิยตสิกขาบทนั้น ท่านถือเอาอาสนะที่เขากำบังด้วย

วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ฉันใด, ถึงในสิกขาบทนี้ บัณฑิตก็พึงถือเอาเสนาสนะ

นั้น ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้น เสนาสนะใด ๆ จะเล็กหรือใหญ่ก็ตามที เกี่ยว

เนื่องหรือไม่เกี่ยวเนื่องด้วยวัตถุอื่น ยาวหรือกลม หรือ ๔ เหลี่ยมจตุรัสก็ตาม

มีพื้นชั้นเดียว หรือมีพื้นมากชั้นก็ตาม ซึ่งมีอุปจารเดียวกัน เป็นสหเสยยาบัติ

ในเสนาสนะนั้น ๆ ทั้งหมด ซึ่งมุงทั้งหมด บังทั้งหมด หรือมุงโดยมาก ด้วย

เครื่องกำบังอย่างใดอย่างหนึ่งแล.

ในคำว่า มุ่งกึ่งหนึ่ง บังกึ่งหนึ่ง ต้องทุกกฏ นี้ ในมหาปัจจรีก็กล่าวว่า

เป็นทุกกฏเหมือนกัน แม้ในคำมีอาทิอย่างนี้ว่า มุงทั้งหมด บังกึ่งหนึ่ง. แต่ใน

มหาอรรถกถากล่าวว่า ในเสนาสนะที่มุงทั้งหมด บังโดยมาก เป็นปาจิตตีย์

ในเสนาสนะมุงทั้งหมด บังกึ่งหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์ มุงโดยมาก บังกึ่งหนึ่ง

เป็นปาจิตตีย์ บังทั้งหมด มุงโดยมาก เป็นปาจิตตีย์ บังทั้งหมด มุงกึ่งหนึ่ง

เป็นปาจิตตีย์, บังโดยมาก มุงกึ่งหนึ่ง เป็นปาจิตตีย์ เป็นปาจิตตีย์ ๗ ตัว

รวมกับปาจิตตีย์ที่ตรัสไว้ในบาลี. (ในมหาอรรถกถา) กล่าวว่า ในเสนาสนะ

มุงทั้งหมด บังเล็กน้อย เป็นทุกกฏ มุงโดยมาก บังเล็กน้อย เป็นทุกกฏ

บังทั้งหมด มุงเล็กน้อย เป็นทุกกฏ บังโดยมาก มุงเล็กน้อย เป็นทุกกฏ

เป็นทุกกฏ ๕ ตัว รวมกับทุกกฏในบาลี. ในเสนาสนะที่มุงกึ่งหนึ่ง บังเล็กน้อย

เป็นอนาบัติ. บังกึ่งหนึ่ง มุงเล็กน้อย เป็นอนาบัติ มุงเล็กน้อย บังเล็กน้อย

เป็นอนาบัติ.

* วิ. มหา. ๑๔/๓๓.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 178

ก็ในคำว่า ในสถานที่มุงทั้งหมด ไม่บังทั้งหมด นี้ ท่านกล่าวว่า

มีความประสงค์เอาเปนัมพมณฑปวรรณ. พื้นดินย่อมไม่ถึงอันนับว่าเป็นผนัง

กั้นได้ ฉันใด, แม้ด้วยคำว่า ในที่มุงทั้งหมด ไม่บังทั้งหมด นี้ บัณฑิตก็

พึงทราบคำว่า พื้นดิน ไม่ถึงอันนับว่าเป็นผนังกั้นได้นี้ ฉันนั้น. บทที่เหลือ

มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.

สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจเอฬกโลมสิกขาบท เกิดขึ้นทางกาย ๑ ทาง

กายกับจิต ๑ เป็นกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม

มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนั้นแล.

สหเสยยสิกขาบทที่ ๕ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 179

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๖

เรื่องพระอนุรุทธเถระ

[๒๙๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่าน

พระอนุรุทธะเดินทางไปพระนครสาวัตถีในโกศลชนบท ได้ไปถึงหมู่บ้าน

แห่งหนึ่ง ณ เวลาเย็น ก็แลสมัยนั้น ในหมู่บ้านั้นมีสตรีผู้หนึ่ง จัดเรือนพัก

สำหรับอาคันตุกะไว้ จึงท่านพระอนุรุทธะเข้าไปหาสตรีนั้น แล้วได้กล่าวคำนี้

กะสตรีนั้นว่า ดูก่อนน้องหญิง ถ้าเธอไม่หนักใจ อาตมาขอพักแรมในเรือนพัก

สักคืนหนึ่ง.

สตรีนั้นเรียนว่า นิมนต์พักแรมเถิด เจ้าข้า.

พวกคนเดินทางแม้เหล่าอื่นก็เข้าไปหาสตรีนั้น แล้วได้กล่าวคำนี้กะ

สตรีนั้นว่า คุณนายขอรับ ถ้าคุณนายไม่หนักใจ พวกข้าพเจ้าขอพักแรมใน

เรือนพักสักคืนหนึ่ง.

นางกล่าวว่า พระคุณเจ้าสมณะนั่นเข้าไปพักแรมอยู่ก่อนแล้ว ถ้าท่าน

อนุญาต ก็เชิญพักแรมได้.

จึงคนเดินทางพวกนั้น พากัน เข้าไปหาท่านอนุรุทธะแล้ว ได้กล่าว

คำนี้กะท่านพระอนุรุทธะว่า ท่านขอรับ ถ้าท่านไม่หนักใจ พวกกระผมขอ

พักแรมคืน ในเรือนพักสักคืนหนึ่ง.

ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า เชิญพักเถิดจ้ะ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 180

อันที่จริง สตรีนั้นได้มีจิตปฏิพัทธ์ในท่านพระอนุรุทธะพร้อมกับขณะ

ที่ได้เห็น ดังนั้นนางจึงเข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะ แล้วได้กล่าวคำนี้ว่า ท่าน

เจ้าข้า พระคุณเจ้าปะปนกับคนพวกนี้จักพักผ่อนไม่สบาย ทางที่ดีดิฉันควรจัด

เตียงที่มีอยู่ ข้างในถวายพระคุณเจ้า.

ท่านพระอนุรุทธะรับด้วยดุษณีภาพ.

ครั้งนั้น นางได้จัดเตียงที่มีอยู่ข้างในด้วยตนเองถวายท่านพระอนุรุทธะ

แล้วประดับตกแต่งร่างกายมีกลิ่นแห่งเครื่องหอม เข้าไปหาท่านพระอนุรุทธะ

แล้วได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอนุรุทธะว่า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้ามีรูปงามนัก

น่าดู น่าชม ส่วนดิฉันก็มีรูปงามยิ่ง น่าดู น่าชม ทางที่ดีดิฉัน ควรจะเป็น

ภรรยาของพระคุณเจ้า.

เมื่อนางพูดอย่างนี้ ท่านพระอนุรุทธะได้นิ่งเสีย.

แม้ครั้งที่ ๒ . . .*

แม้ครั้งที่ ๓ นางก็ได้กล่าวคำนี้กะท่านพระอนุรุทธะว่า ท่านเจ้าข้า

พระคุณเจ้ามีรูปงามนัก น่าดู น่าชม ส่วนดิฉันก็มีรูปงามยิ่ง น่าดู น่าชม

ทางที่เหมาะขอพระคุณเจ้าจงรับปกครองดิฉันและทรัพย์สมบัติทั้งหมด.

แม้ครั้งที่ ๓ ท่านพระอนุรุทธะก็ได้นิ่งเสีย.

ลำดับนั้น นางได้เปลื้องผ้าออกแล้ว เดินบ้าง ยืนบ้าง นั่งบ้าง

นอนบ้าง เบื้องหน้าท่านพระอนุรุทธะ ฝ่ายท่านพระอนุรุทธะ สำรวมอินทรีย์

ไม่แลดู ไม่ปราศรัยกะนาง ดังนั้นนางจึงอุทานว่า น่าอัศจรรย์นัก พ่อเอ๋ย

ไม่น่าจะมีเลยหนอ พ่อผู้จำเริญ คนเป็นอันมากยอมส่งทรัพย์มาให้เรา ๑๐๐

กษาปณ์บ้าง ๑,๐๐๐ กษาปณ์บ้าง ส่วนพระสมณะรูปนี้ เราวิงวอนด้วยตนเอง

* หมายความว่านางได้กล่าวและท่านพระอนุรุทธะได้นิ่งเหมือนครั้งที่ ๑.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 181

ยังไม่ปรารถนาจะรับปกครองเราและสมบัติทั้งหมด ดังนี้แล้วจึงนุ่งผ้าซบศีรษะ

ลงที่เท้าของท่านพระอนุรุทธะแล้วได้กล่าวคำขอขมาต่อท่านดังนี้ว่า ท่านเจ้าข้า

โทษล่วงเกินได้เป็นไปล่วงดิฉัน ตามคนโง่ ตามคนหลง ตามคนไม่ฉลาด

ดิฉัน ผู้ใดได้ทำความผิดเห็นปานนั้นไปแล้ว ขอพระคุณเจ้าโปรดรับโทษที่เป็น

ไปล่วง โดยความเป็นโทษเป็นไปล่วงของดิฉันผู้นั้น เพื่อจะสำรวมต่อไปเถิด

เจ้าข้า.

ท่านพระอนุรุทธะตอบว่า เชิญเถิดน้องหญิง โทษล่วงเกิน ได้เป็นไป

ล่วงเธอ ตามคนโง่ ตามคนเขลา ตามคนไม่ฉลาด เธอได้ทำอย่างนี้แล้ว

เพราะเล็งเห็นโทษที่เป็นไปล่วง โดยความเป็นโทษเป็นไปล่วงจริง แล้วทำคืน

ตามธรรม เราขอรับโทษที่ล่วงเกินนั้นของเธอไว้ ดูก่อนน้องหญิง ข้อที่บุคคล

เล็งเห็นโทษที่เป็นไปล่วง โดยความเป็นโทษเป็นไปล่วงจริง แล้วยอมคำคืน

ตามธรรม ถึงความสำรวมต่อไป นี่แหละเป็นความเจริญในอริยวินัย.

ครั้นราตรีนั้นผ่านพ้นไป นางได้อังคาสท่านพระอนุรุทธะ ด้วย

ขาทนียโภชนียาหารอันประณีตด้วยมือของตนจนให้ห้ามภัตแล้ว กราบไหว้ท่าน

พระอนุรุทธะผู้ฉันเสร็จนำมือออกจากบาตรแล้ว ได้นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง

ท่านพระอนุรุทธะได้ชี้แจงให้สตรีผู้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งนั้น ให้เห็นแจ้ง

สมาทานอาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ครั้นแล้ว นางได้กล่าวคำนี้กะท่าน

พระอนุรุทธะว่า ท่านเจ้าข้า ภาษิตของท่านแจ่มแจ้งนัก ภาษิตของท่าน

ไพเราะนัก พระคุณเจ้าอนุรุทธะได้ประกาศธรรมโดยอเนกปริยายอย่างนี้

เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง

หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยประสงค์ว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ดิฉันนี้

ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทั้งพระธรรม และภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 182

ขอพระคุณเจ้าจงจำดิฉันนี้ว่าเป็นอุบาสิกาผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต จำเดิมแต่วันนี้

เป็นต้นไป ต่อจากนั้น ท่านพระอนุรุทธะเดินทางไปถึงพระนครสาวัตถีแล้ว

ได้แจ้งความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย

มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขาบท ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน

ท่านพระอนุรุทธะจึงได้สำเร็จการนอนร่วมกับมาตุคามเล่า ครั้นแล้วภิกษุ

เหล่านั้นได้กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า . . .

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระอนุรุทธะว่า ดูก่อนอนุรุทธะ

ข่าวว่า เธอสำเร็จการนอนร่วมกับมาตุคาม จริงหรือ.

ท่านพระอนุรุทธะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนอนุรุทธะ ไฉนเธอจึง

ได้สำเร็จการนอนร่วมกับมาตุคามเล่า การกระทำของเธอนั่นไม่เป็นไปเพื่อความ

เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใส

แล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนั้น

ว่าดังนี้

พระบัญญัติ

๕๕.๖. อนึ่ง ภิกษุใดสำเร็จการนอนร่วมกับ มาตุคาม เป็น

ปาจิตตีย์

เรื่องพระอนุรุทธเถระ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 183

สิกขาบทวิภังค์

[๒๙๕] บทว่า อนึ่ง .. ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด.. .

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ ... นี้

ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต

ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัว เมีย โดยที่สุดแม้เด็กหญิงที่เกิดในวันนั้น ไม่ต้องกล่าว

ถึงสตรีผู้ใหญ่.

บทว่า ร่วม คือ ด้วยกัน.

ที่ชื่อว่า การนอน ได้แก่ ภูมิสถานเป็นที่นอน อันเขามุงทั้งหมด

บังทั้งหมด มุงโดยมาก บังโดยมาก.

คำว่า สำเร็จการนอน ความว่า เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว

มาตุคามนอนแล้ว ภิกษุนอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ภิกษุนอนแล้ว มาตุคามนอน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

หรือนอนทั้งสอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ลุกขึ้นแล้ว กลับนอนอีก ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

[๒๙๖] มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

มาคุคาม ภิกษุสงสัย สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามิใช่มาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 184

จตุกกทุกกฏ

ในสถานที่มุงกึ่ง บังกึ่ง ภิกษุสำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติทุกกฏ.

ภิกษุสำเร็จการนอนร่วม กับหญิงยักษ์ก็ดี หญิงเปรตก็ดี บัณเฑาะก์

ก็ดี สัตว์ดิรัจฉานตัวเมียก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.

มิใช่มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ต้อง

อาบัติทุกกฏ.

มิใช่มาตุคาม ภิกษุสงสัย สำเร็จการนอนร่วม ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ

มิใช่มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามิใช่มาตุคาม สำเร็จการนอนร่วม ไม่

ต้องอาบัติ

อานาปัตติวาร

[๒๙๗] ในสถานที่มุงทั้งหมด ไม่บังทั้งหมด ๑ ในสถานที่บังทั้งหมด

ไม่มุงทั้งหมด ๑ ในสถานที่ ไม่มุงโดยมาก ไม่บังโดยมาก ๑ มาตุคามนอน

ภิกษุนั่ง ๑ ภิกษุนอน มาตุคามนั่ง ๑ นั่งทั้งสอง ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุ

อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรคสิกขาบทที่ ๖ จบ

มุสาวาทวรรค ทุติยสหเสยยสิกขาบทที่ ๖

พึงทราบวินิจฉัย ในทุติยสหเสยยสิกขาบทดังต่อไปนี้

[แก้อรรถปฐมบัญญัติ เรื่องท่านพระอนุรุทะ]

บทว่า อาวสถาคาร ได้แก่ เรือนพักของพวกอาคันตุกะ.

สองบทว่า ปตฺต โหติ ได้แก่ เป็นสถานที่อันนางจัดสร้างไว้

เพราะความเป็นผู้ประสงค์บุญ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 185

ข้อว่า เยน สา อิตฺถี เตนุปสงฺกมิ มีความว่า ท่านพระอนุรุทธะ

ฟังคำของพวกชาวบ้านว่า มีเรือนพักอันเขาจัดไว้ ณ ที่ชื่อโน้น ดังนี้ จึงเข้า

ไปหา

บทว่า คนฺธคนฺธินี มีวิเคราะห์ว่า กลิ่นแห่งของหอม มีกฤษณา

และกำยานเป็นต้น ชื่อว่า กลิ่นของหอม, กลิ่นของหอมนั้นมีแก่หญิงนั้น .

เหตุนั้น หญิงนั้นจึงชื่อว่า คันธคันธินี ผู้มีกลิ่นเครื่องหอม.

สองบทว่า สาฏก นิกฺขิปิตฺวา มีความว่า หญิงนั้นติดว่า แม้

ไฉนหนอ . เมื่อพระผู้เป็นเจ้านั้น เห็นประการอันแปลกแม้นี้แล พึงเกิดความ

กำหนัด ดังนี้ จึงได้กระทำอย่างนั้น.

บทว่า โอกฺขิปิตฺวา ได้แก่ ทอดลง (ซึ่งอินทรีย์)

ความผิดพลาด ชื่อว่า โทษล่วงเกิน.

สองบทว่า ม อจฺจคฺคมา ได้แก่ เป็นไปล่วง คือ ครอบงำซึ่งดิฉัน.

บทที่เหลือบัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในสิกขาบทก่อนนั่นแล. ก็

ความแปลกกัน มีเพียงอย่างนี้ คือ ในสิกขาบทก่อนเป็นอาบัติ ในวันที่ ๔,

ในสิกขาบทนี้ เป็นอาบัติแม้ในวันแรก. เป็นทุกกฏ (แก่ภิกษุผู้สำเร็จการนอน

ร่วมกัน) กับนางยักษ์และนางเปรตผู้มีรูปปรากฏ และสัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย

เฉพาะที่เป็นวัตถุแห่งเมถุนธรรม. ก็แล สัตว์ดิรัจฉานตัวเมียที่เหลือเป็นอนาบัติ.

แม้สมุฎฐานเป็นต้น ก็เช่นเดียวกับสิกขาบทก่อนนั่นเอง ฉะนั้นแล.

ทุติยสหเสยยสิกขาบทที่ ๖ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 186

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗

เรื่องพระอุทายี

[๒๙๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่าน

พระอุทายีเป็นพระกุลุปกะในพระนครสาวัตถี เข้าไปสู่สกุลเป็นอันมาก ครั้งหนึ่ง

เวลาเช้า ท่านพระอุทายีครองอันตรวาสก แล้วถือบาตรจีวรเข้าไปสู่สกุลแห่ง

หนึ่ง เวลานั้นหญิงแม่เรือนนั่งอยู่ที่ประตูเรือน หญิงสะใภ้ในเรือนนั่งอยู่ที่ประตู

ห้องนอน จึงท่านพระอุทายีเดินผ่านไปทางหญิงแม่เรือน แล้วแสดงธรรม ณ

ที่ใกล้หูหญิงแม่เรือน ขณะนั้น หญิงสะใภ้ในเรือนมีความสงสัยว่า พระสมณะ

นั้น เป็นชายชู้ของแม่ผัว หรือพูดเกี้ยว ครั้นท่านพระอุทายีแสดงธรรม ณ ที่

ใกล้หูหญิงแม่เรือนแล้ว เดินผ่านไปทางหญิงสะใภ้ในเรือนแล้ว แสดงธรรมใน

ที่ใกล้หูหญิงสะใภ้ในเรือน. ฝ่ายหญิงแม่เรือนมีความสงสัยว่า พระสมณะนั้น

เป็นชายชู้ของหญิงสะใภ้ในเรือน หรือพูดเกี้ยว เมื่อท่านพระอุทายีแสดงธรรม

ในที่ใกล้หูหญิงสะใภ้ในเรือนกลับไปแล้ว จึงหญิงแม่เรือนได้ถามหญิงสะใภ้ใน

เรือนว่า นี่นางหนู พระสมณะนั้นได้พูดอะไรแก่เจ้า.

หญิงสะใภ้ตอบว่า ท่านแสดงธรรมแก่ดิฉัน เจ้าค่ะ แล้วถามว่า

ก็ท่านได้พูดอะไรแก่คุณแม่ เจ้าค่ะ.

แม่ผัวตอบว่า แม้แก่เรา ท่านก็แสดงธรรม.

สตรีทั้งสองนั้นต่างเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้าอุทายี

จึงได้แสดงธรรมในที่ใกล้หูมาตุคามเล่า ธรรมดาพระธรรมกถึก ควรแสดง

ธรรมด้วยเสียงชัดเจนเปิดเผย มิใช่หรือ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 187

ภิกษุทั้งหลายได้ยินสตรีทั้งสองนั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดา

ที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา

ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนท่านพระอุทายีจึงได้แสดงธรรมแก่

มาตุคามเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระอุทายีว่า ดูก่อนอุทายี ข่าวว่า

เธอแสดงธรรมแก่มาตุคาม จริงหรือ.

ท่านพระอุทายีรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอจึง

ได้แสดงธรรมแก่มาตุคามเล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ

เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่

เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้

พระบัญญัติ

๕๖.๗. ก. อนึ่ง ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคาม เป็น

ปาจิตตีย์.

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้ว แก่ภิกษุ

ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ .

เรื่องพระอุทายี จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 188

เรื่องอุบาสิกา

[๒๙๙] ก็โดยสมัยนั้นแล พวกอุบาสิกาพบภิกษุทั้งหลาย แล้วได้

กล่าวนิมนต์ว่า ข้าแด่พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนาพระคุณเจ้าแสดงธรรม.

ภิกษุเหล่านั้นตอบปฏิเสธว่า ดูก่อนน้องหญิง การแสดงธรรมแก่

มาตุคามไม่ควร.

พวกอุบาสิกาอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลาย ขออาราธนา .

แสดงธรรมเพียง ๕-๖ คำ พวกข้าพเจ้าก็สามารถจะรู้ทั่วถึงธรรม แม้ด้วย

ถ้อยคำเพียงเท่านี้.

ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า ดูก่อนน้องหญิง การแสดงธรรมแก่มาตุคาม

ไม่ควร ดังนี้แล้ว รังเกียจ ไม่แสดงธรรม.

พวกอุบาสิกาต่างพากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระคุณเจ้า

ทั้งหลาย อันเราอาราธนาอยู่ จึงไม่แสดงธรรมเล่า.

ภิกษุทั้งหลายได้ยินอุบาสิกาพวกนั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ จึง

กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุ

เป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้แสดงธรรมแก่มาตุคามได้เพียง ๕-๖ คำ ดูก่อน

ภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้

พระอนุบัญญัติ

๕๖. ๗. ข. อนึ่ง ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคาม ยิ่งกว่า

๕-๖ คำ เป็นปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 189

ก็สิกขาบทนี้ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ แก่ภิกษุ-

ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้

เรื่องอุบาสิกา จบ

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๓๐๐] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงอนุญาตให้แสดงธรรมแก่มาตุคามได้เพียง ๕-๖ คำ จึงให้บุรุษผู้ไม่รู้เดียงสา

นั่งใกล้ ๆ แล้วแสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕-๖ คำ บรรดาภิกษุที่มักน้อย

สันโดษมีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียน

โพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้ให้บุรุษผู้ไม่รู้เดียงสานั่งใกล้ ๆ แล้ว

แสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน ๕-๖ คำเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มี

พระภาคเจ้า.

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ข่าวว่า พวกเธอให้บุรุษผู้ไม่รู้เดียงสานั่งใกล้ ๆ แล้ว แสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน

๕-๖ คำ จริงหรือ.

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงได้ให้บุรุษผู้ไม่รู้เดียงสานั่งใกล้ ๆ แล้วแสดงธรรมแก่มาตุคามเกิน

๕-๖ คำเล่า การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชน

ที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 190

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้.

พระอนุบัญญัติ

๕๖. ๗. ค. อนึ่ง ภิกษุใดแสดงธรรมแก่มาตุคามยิ่งกว่า

๕-๖ คำ เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ เป็นปาจิตตย์.

เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๐๑] บทว่า อนึ่ง ..ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด.

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. ..นี้

ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

ที่ชื่อว่า มาตุคาม ได้แก่หญิงมนุษย์ ไม่ใช่หญิงยักษ์ ไม่ใช่หญิงเปรต

ไม่ใช่สัตว์ดิรัจฉานตัวเมีย เป็นผู้รู้เดียงสา สามารถทราบถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต

ทุพภาษิต ชั่วหยาบและสุภาพ.

บทว่า ยิ่งกว่า ๕-๖ คำ คือ เกินกว่า ๕-๖ คำ

ที่ชื่อว่า ธรรม ได้แก่ถ้อยคำที่เป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสิภาษิต

เทวตาภาษิต ซึ่งประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม.

บทว่า แสดง คือ แสดงโดยบท ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ บท

แสดงโดยอักขระ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ทุก ๆ อักขระ

คำว่า เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ คือ ยกไว้แต่บุรุษผู้รู้ความ

อยู่ด้วย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 191

บุรุษที่ชื่อว่า ผู้รู้เดียงสา คือเป็นผู้สามารถทราบถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต

ทุพภาษิต ชั่วหยาบและสุภาพ.

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

[๓๐๒] มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่ามาตุคาม แสดงธรรมยิ่งกว่า ๕-๖ คำ

เว้นไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

มาตุคาม ภิกษุสงสัย แสดงธรรมยิ่งกว่า ๕-๖ คำ เว้นไว้แต่มีบุรุษ

ผู้รู้เดียงสาอยู่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่า มิใช่มาตุคาม แสดงธรรมยิ่งกว่า ๕ - ๖ คำ

เว้น ไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ติกทุกกฏ

ภิกษุแสดงธรรมแก่หญิงยักษ์ หญิงเปรต บัณเฑาะก์หรือสัตว์ดิรัจฉาน

ตัวเมีย มีกายคล้ายมนุษย์ ยิ่งกว่า ๕-๖ คำ เว้น ไว้แต่มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่

ต้องอาบัติทุกกฏ.

มิใช่มาตุคาม ภิกษุสำคัญว่า มาตุคาม.. .ต้องอาบัติทุกกฏ.

มิใช่มาตุคาม ภิกษุสงสัย .. .ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ

มิใช่มาตุคาม ภิกษุ สำคัญว่ามิใช่มาตุคาม . ..ไม่ต้องอาบัติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 192

อนาปัตติวาร

[๓๐๓] มีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่ด้วย ๑ ภิกษุแสดงธรรมเพียง ๕-๖ คำ ๑

ภิกษุแสดงธรรมหย่อนกว่า ๕-๖ คำ ๑ ภิกษุลุกขึ้นแล้วนั่งแสดงธรรมต่อไป ๑

มาตุคามลุกขึ้นแล้วนั่งลงอีก ภิกษุแสดงแก่มาตุคามนั้น ๑ ภิกษุแสดงแก่

มาตุคามอื่น ๑ มาตุคามถามปัญหา ภิกษุถูกถามปัญหาแล้วกล่าวแก้ ๑ ภิกษุ

แสดงธรรมเพื่อประโยชน์แก่คนอื่นอยู่ มาตุคามฟังอยู่ด้วย ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑

ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๗ จบ

มุสาวาทวรรค ธรรมเทศนาสิกขาบทที่ ๗

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๗ ดังต่อไปนี้

[แก้อรรถปฐมบัญญัตติ เรื่องพระอุทายี]

หญิงแม่เจ้าเรือน ชื่อว่า ฆรณี

บทว่า นิเวสทฺวาเร ได้แก่ ที่ประตูใหญ่แห่งนิเวศน์ (เรือน).

หญิงสะใภ้ในเรือนนั้น ชื่อว่า ฆรสุณหา.

บทว่า อาวสถทฺวาเร ได้แก่ ที่ประตูห้องนอน.

บทว่า วิสฏฺเน ได้แก่ ด้วยเสียงชัดเจนดี.

บทว่า วิวเฏน ได้แก่ เปิดเผย คือ ไม่คลุมเคลือ.

สองบทว่า ธมฺโม เทเสตพฺโพ มีความว่า พระธรรมกถึกควร

แสดงธรรม อันต่างโดยสรณะและศีล เป็นต้นนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 193

บทว่า อญฺาตุ คือ (สามารถ) จะรู้ทั่วถึงได้

สองบทว่า วิญฺญุนา ปุริสวิคฺคเหน มีความว่า (เว้น) จากบุรุษ

ผู้รู้เดียงสา (ผู้รู้ความหมาย) ไม่ใช่ยักษ์ ไม่ใช่เปรต ไม่ใช่ดิรัจฉาน แม้ผู้

แปลงเพศเป็นบุรุษ.

หลายบทว่า อนาปตฺติ วิญฺญุนา ปุริสวิคฺคเหน มีความว่า

ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้แสดงธรรมแม้มากแก่หญิงผู้ยืนอยู่กับบุรุษผู้รู้เดียงสา.

บทว่า ฉปฺปญฺจวาจาหิ มีความว่า ไม่เป็นอาบัติแม้แก่ภิกษุผู้แสดง

(ธรรม) ด้วยวาจา ๕-๖ คำ. ในคำว่า ฉปฺปญฺจวาจาหิ นั้น บัณฑิตพึง

ทราบประมาณแห่งวาจาโนธรรมทั้งปวงอย่างนั้น คือ คาถาบทหนึ่ง ชื่อว่า วาจา

คำหนึ่ง. หากว่า ภิกษุเป็นผู้ประสงค์ จะกล่าวอรรถกถา หรือว่า เรื่องมี

เรื่องธรรมบทและชาดกเป็นต้น จะกล่าวเพียง ๕-๖ บทเท่านั้น ควรอยู่.

เมื่อจะกล่าวพร้อมด้วยบาลี พึงกล่าวธรรมอย่าให้เกิน ๖ บท อย่างนี้ คือ

จากพระบาลีบทหนึ่ง จากอรรถกถา ๕ บท. จริงอยู่ ธรรมมีประเภทดังกล่าว

ในปทโสธรรม จัดเป็นธรรมเหมือนกันหมด แม้ในสิกขาบทนี้.

สองบทว่า ตสฺมึ เทเสติ คือ แสดงในขณะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง

คำว่า ตสฺมึ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ, ความว่า ย่อมแสดง

แก่หญิงนั้น.

สองบทว่า อญฺสฺส มาตุคามสฺส มีความว่า ภิกษุนั่งบนอาสนะ

เดียว แสดง (ธรรม) แม้แก่มาตุคามตั้ง ๑๐๐ คน อย่างนี้ คือ แสดงแก่หญิง

คนหนึ่งแล้ว แสดงแม้แก่หญิงอื่นผู้มาแล้ว ๆ อีก. ในอรรถกถามหาปัจจรี

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 194

ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุกล่าวว่า รูปจะแสดงคาถาแก่พวกท่านคนละคาถา พวก

ท่านจงฟังคาถานั้น ดังนี้ แล้วแสดง (ธรรม) แก่พวกมาตุคามผู้นั่งประชุม

กันอยู่ ไม่เป็นอาบัติ. ภิกษุทำความใฝ่ใจตั้งแต่แรกว่า เราจักกล่าวคาถาแก่

หญิงคนละคาถา ดังนี้ แล้วบอกให้รู้ก่อนจึงแสดง สมควรอยู่.

หลายบทว่า ปญฺห ปุจฺฉติ ปญฺห ปุฏฺโ กเถติ มีความว่า

มาตุคามถามว่า ท่านเจ้าค่ะ . ชื่อว่าทีฆนิกายแสดงอรรถอะไร ? ภิกษุถูกถาม

ปัญหาอย่างนี้ ถ้าแม้น จะกล่าวทีฆนิกายทั้งหมด ก็ไม่เป็นอาบัติ คำที่เหลือ

ในสิกขาบทนี้ ตื้นทั้งนั้นแล.

สิกขาบทนี้ มีธรรมโดยบทเป็นสมุฏฐานเกิดขึ้นทางวาจา ๑ วาจากับ

จิต ๑ เป็นทั้งกิริยา ทั้งกิริยา เป็นโนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติ-

วัชชะ วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.

ธรรมเทศนาสิกขาบทที่ ๗ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 195

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๘

เรื่องภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา

[๓๐๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคาร

ศาลา ป่ามหาวัน เขตพระนครเวสาลี ครั้งนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน ซึ่งเคย

เห็นร่วมคบทากันมา จำพรรษาอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา

วัชชีชนบทเกิดทุพภิกขภัย

ก็แลสมัยนั้น วัชชีชนบทอัตคัดอาหาร ประชาชนหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง

มีข้าวคายฝอย ต้องมีสลากซื้ออาหาร ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการ

ถือบาตรแสวงหา ก็ทำไม่ได้ง่าย จึงภิกษุเหล่านั้นคิดกันว่า บัดนี้วัชชีชนบท

อัตคัดอาหาร ประชาชนหาเลี้ยงชีพฝืดเคือง มีข้าวตายฝอย ต้องมีสลากซื้อ

อาหาร ภิกษุสงฆ์จะยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการถือบาตรแสวงหา ก็ทำไม่ได้

ง่าย พวกเราจะพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงก้น ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษา

เป็นผาสุก และจักไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต ด้วยอุบายอย่างไรหนอ.

มติของที่ประชุม

ภิกษุบางพวกพูดอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย ผิฉะนั้น พวกเราจะช่วย

กันอำนวยกิจการอันเป็นหน้าที่ของพวกคฤหัสถ์เถิด เมื่อเป็นเช่นนั่น พวกเขา

จักมุ่งถวายบิณฑบาตแก่พวกเรา ด้วยอุบายอย่างนี้ พวกเราจะพึงเป็นผู้พร้อม

เพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และจักไม่ลำบาก

ด้วยบิณฑบาต

ภิกษุบางพวกพูดอย่างนี้ว่า ไม่ควร ท่านทั้งหลาย จะประโยชน์อะไร

ด้วยการช่วยกันอำนวยกิจการ อันเป็นหน้าที่ของพวกคฤหัสถ์ ท่านทั้งหลาย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 196

ผิฉะนั้น พวกเราจงช่วยกันนำข่าวสาส์นอันเป็นหน้าที่ทูตของพวกคฤหัสถ์เถิด

เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเขาจักมุ่งถวายบิณฑบาตแก่พวกเรา ด้วยอุบายอย่างนั้น

พวกเราจักเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็น

ผาสุก และจักไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต

ภิกษุบางพวกพูดอย่างนี้ว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลาย จะประโยชน์อะไร

ด้วยการช่วยกันอำนวยกิจการอันเป็นหน้าที่ของพวกคฤหัสถ์ จะประโยชน์อะไร

ด้วยการช่วยกันนำข่าวสาส์นอันเป็นหน้าที่ทูตของพวกคฤหัสถ์ ท่านทั้งหลาย

ผิฉะนั้น พวกเราจักกล่าวชมอุตริมนุสธรรมของกันและกันแก่พวกคฤหัสถ์ว่า

ภิกษุรูปโน้น ได้ปฐมฌาน รูปโน้นได้ทุติยฌาน รูปโน้นได้ติยฌาน รูปโน้น

ได้จตุตถฌาน รูปโน้นเป็นพระโสดาบัน รูปโน้น เป็นพระสกทาคามี รูปโน้น

เป็นพระอนาคามี รูปโน้นเป็นพระอรหันต์ รูปโน้นได้วิชชา ๓ รูปโน้น ได้

อภิญญา ๖ ดังนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ . พวกเขาจักมุ่งถวายบิณฑบาตแก่พวกเรา

ด้วยอุบายอย่างนี้ พวกเราก็จะพึงเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน

อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และจักไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต.

ภิกษุเหล่านั้น มีความเห็นร่วมกันว่า อาวุโสทั้งหลาย การที่พวกเรา

พากันกล่าวชมอุตริมนุสธรรมของกันและกัน แก่พวกคฤหัสถ์นี้แหละ

ประเสริฐที่สุด แล้วพากันกล่าวชมอุตริมนุสธรรมของกัน และกันแก่พวก

คฤหัสถ์ว่า ภิกษุรูปโน้น ได้ปฐมฌาน รูปโน้น ได้ทุติยฌาน รูปโน้นได้คติยฌาน

รูปโน้น ได้จตุตถฌาน รูปโน้น เป็นพระโสดาบัน รูปโน้น เป็นพระสกทาคามี

รูปโน้น เป็นพระอนาคามี รูปโน้นเป็นพระอรหันต์ รูปโน้นได้วิชชา ๓ รูป

โน้นได้อภิญญา ๖ ดังนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 197

ประชาชนพากันยินดี

ครั้นต่อมาประชาชนเหล่านั้นพากันยินดีว่า เป็นลาภของพวกเราหนอ

พวกเราได้ดีแล้วหนอ ที่มีภิกษุทั้งหลายผู้ทรงคุณพิเศษเห็นปานนี้ อยู่จำพรรษา

เพราะก่อนแค่นี้ ภิกษุทั้งหลายที่อยู่จำพรรษาของพวกเรา จะมีคุณสมบัติ

เหมือนภิกษุผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านี้ไม่มีเลย โภชนะชนิดที่พวกเขาจะถวาย

แก่ภิกษุเหล่านั้น พวกเขาไม่บริโภคด้วยตน ไม่ให้มารดา บิดา บุตร ภรรยา

คนรับใช้ กรรมกร มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ของเคี้ยว ของลิ้ม น้ำดื่ม

ชนิดที่พวกเขาจะถวายแก่ภิกษุเหล่านั้น พวกเขาไม่ดื่มด้วยตน ไม่ให้มารดา

บิดา บุตร ภรรยา คนรับใช้ กรรมกร มิตร อำมาตย์ ญาติสาโลหิต

จึงภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้มีน้ำนวล มีอินทรีย์ผ่องใส มีสีหน้าสดชื่น มีผิวพรรณ

ผุดผ่อง.

ประเพณีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า

[๓๐๕] ก็การที่ภิกษุทั้งหลายออกพรรษาแล้วเข้าเฝ้าเยี่ยมพระผู้มีพระ-

ภาคเจ้านั่นเป็นประเพณีครั้นภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาโดยล่วงไตรมาสแล้ว เก็บ

เสนาสนะถือบาตรจีวรหลีกไปโดยมรรคาอันจะไปสู่พระนครเวสาลี ถึงพระนคร

เวสาลี ป่ามหาวัน กูฏคารศาลา โดยลำดับ เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวาย

บังคมแล้วนั่งเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.

ภิกษุต่างทิศมาเฝ้า

ก็โดยสมัยนั้น แล พวกภิกษุผู้จำพรรษาอยู่ในทิศทั้งหลาย เป็นผู้ผอม

ซูบซีด มีผิวพรรณหมอง เหลืองขึ้น ๆ มีเนื้อตัวสะพรั่งด้วยเอ็น ส่วนภิกษุ

พวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา เป็นผู้มีน้ำนวล มีอินทรีย์ผ่องใส มีสีหน้าสดชื่น มี

ผิวพรรณผุดผ่อง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 198

ทรงปราศรัยกับพระอาคันตุกะ

อันการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงปราศรัยกับพระ-

อาคันตุกะทั้งหลาย นั่นเป็นพุทธประเพณี ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส

ถามภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ร่างกายของพวกเธอ

ยังพอทนได้หรือ ยังพอให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอเป็นผู้พร้อม เพรียงกัน

ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต

หรือ.

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ยังพอทนได้ พระพุทธเจ้าข้า ยังพอให้

เป็นไปได้ พระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง พวกข้าพุทธเจ้าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจ

กัน ไม่วิวาทกัน อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต พระ

พุทธเจ้าข้า.

พุทธประเพณี

พระตถาคตทั้งหลาย ทรงทราบอยู่ ย่อมตรัสถามก็มี ทรงทราบอยู่

ย่อมไม่ตรัสถามก็มี ทรงทราบกาลแล้วตรัสถาม ทรงทราบกาลแล้วไม่ตรัสถาม

พระตถาคตทั้งหลายย่อมตรัสถามสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่ตรัสถามสิ่งที่

ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ในสิ่งที่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ พระตถาคตทรง

กำจัดด้วยข้อปฏิบัติ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลานย่อมทรงสอบถามภิกษุ

ทั้งหลายด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ จักทรงแสดงธรรมอย่างหนึ่ง จักทรงบัญญัติ

สิกขาบทแก่พระสาวกทั้งหลายอย่างหนึ่ง.

ตรัสถาม

ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทาว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ร่วมใจกัน ไม่วิวาทกัน

อยู่จำพรรษาเป็นผาสุก และไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต ด้วยวิธีการอย่างไร.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 199

ภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบแล้ว.

ภ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คุณวิเศษของพวกเธอนั่น มีจริงหรือ

ภิ. มีจริง พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงได้กล่าวชมอุตริมนุสธรรมของกันและกันแก่พวกคฤหัสถ์เพราะเหตุ

แห่งต้องเล่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไป

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ

ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๕๗. ๘. อนึ่ง ภิกษุใดบอกอุตริมนุสธรรมแก่อนุปสัมบัน

เป็นปาจิตตีย์ เพราะมีจริง.

เรื่องภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๐๖] บทว่า อนึ่ง. . . ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด. . .

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. . .นี้

ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน ความว่า ยกเว้น ภิกษุ ภิกษุณี นอกนั้นชื่อว่า

อนุปสัมบัน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 200

บทภาชนีย์

[๓๐๗] ที่ชื่อว่า อุตริมนุสธรรม ได้ แก่ ฌาน วิโมกข์

สมาธิ สมาบัติ ฌาณทัสสนะ การทำมรรคให้เกิด การทำผลให้แจ้ง

การละกิเลส ความเปิดจิต ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า.

[๓๐๘] ที่ชื่อว่า ฌาน ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ติยฌาน

จตุตถฌาน.

ที่ชื่อว่า วิโมกข์ ได้แก่ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิ-

หิตวิโมกข์.

ที่ชื่อว่า สมาธิ ได้แก่ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ.

ที่ชื่อว่า สมาบัติ ได้แก่ สุญญตสมาบัติ อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิต-

สมาบัติ

ที่ชื่อว่า ฌาณ ได้แก่ วิชชา ๓.

ที่ชื่อว่า การทำมรรคให้เกิด ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔

อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘.

ที่ชื่อว่า การทำผลให้แจ้ง ได้แก่ การทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล

. . .สกทาคามิผล . . . อนาคามิผล . ..อรหัตผล.

ที่ชื่อว่า การละกิเลส ได้แก่ การละราคะ . . .โทสะ. . . . โมหะ.

ที่ชื่อว่า ความเปิดจิต ได้แก่ ความเปิดจิตจากราคะ ความเปิดจิต

จากโทสะ ความเปิดจิตจากโมหะ.

ที่ชื่อว่า ความยินดียิ่งในเรือนอันว่างเปล่า ได้แก่ ความยินดียิ่ง

ในเรือนอันว่างเปล่าด้วยปฐมฌาน . . . ด้วยทุติยฌาน .. . ด้วยคติยฌาน ... ด้วย

จตุตถฌาน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 201

บอกปฐมฌาน

[๓๐๙] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานอยู่

ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้า

ปฐมฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้

ปฐมฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญ

ในปฐมฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ปฐมฌานข้าพเจ้าทำ

ให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกทุติยฌาน

[๓๑๐] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ทุติยฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานอยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าทุติยฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ทุติยฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในทุติยฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .ทุติยฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 202

บอกตติยฌาน

. . .เข้าตติยฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าตติยฌานอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าตติยฌานแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์. .

. . .เป็นผู้ได้ตติยฌาน . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในตติยฌาน .. .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ตติยฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจตุตถฌาน

. . .เข้าจตุตถฌานแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าจตุตถฌานอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าจตุตถฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้จตุตถฌาน . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในจตุตถฌาน . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จตุตถฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกสุญญตวิโมกข์

[๓๑๑] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

สุญญตวิโมกข์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์อยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้สุญญตวิโมกข์ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในสุญญตวิโมกข์ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .สุญญตวิโมกข์ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 203

บอกอนิมิตตวิโมกข์

. . .เข้าอนิมิตตวิโมกข์แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอนิมิตตวิโมกข์อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอนิมิตตวิโมกข์แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อนิมิตตวิโมกข์ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอนิมิตตวิโมกข์ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อนิมิตตวิโมกข์ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกอัปปณิหิตวิโมกข์

. . .เข้าอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอัปปณิหิตวิโมกข์อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อัปปณิหิตวิโมกข์ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอัปปณิหิตวิโมกข์ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อัปปณิหิตวิโมกข์ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกสุญญตสมาธิ

. . .ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาธิแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาธิอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าสุญญตสมาธิแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้สุญญตสมาธิ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในสุญญตสมาธิ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .สุญญตสมาธิข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 204

บอกอนิมิตตสมาบัติ

. . .เข้าอนิมิตตสมาธิแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอนิมิตตสมาธิอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอนิมิตตสมาธิแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อนิมิตตสมาธิ . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอนิมิตตสมาธิ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อนิมิตตสมาธิข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกอัปปหิตสมาธิ

. . .เข้าอัปปณิหิตสมาธิแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอัปปณิหิตสมาธิอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอัปปณิหิตสมาธิแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาธิ .. .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอัปปณิหิตสมาธิ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อัปปณิหิตสมาธิข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกสุญญตสมาบัติ

[๓๑๒] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

สุญญตสมาบัติแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาบัติอยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้เข้าสุญญตสมาบัติแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้สุญญตสมาบัติ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ข้าพเจ้าเป็นผู้ชำนาญในสุญญตสมาบัติ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .สุญญตสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 205

บอกอนิมิตตสมาบัติ

. . .เข้าอนิมิตตสมาบัติแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอนิมิตตสมาบัติอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอนิมิตตสมาบัติแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อนิมิตตสมาบัติ .. .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอนิมิตตสมาบัติ . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อนิมิตตสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกอัปปณิหิตสมาบัติ

. . .เข้าอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอัปปณิหิตสมาบัติอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อัปปณิหิตสมาบัติ . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอัปปณิหิตสมาบัติ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อัปปณิหิตสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว. . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกวิชชา ๓

[๓๑๓] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

วิชชา ๓ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าวิชชา ๓ อยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าวิชชา ๓ แล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้วิชชา ๓ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในวิชชา ๓ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. ..วิชชา ๓ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 206

บอกสติปัฏฐาน

[๓๑๔] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

สติปัฏฐาน ๔ แล้วดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าสติปัฏฐาน ๔ อยู่ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้สติปัฏฐาน ๔ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในสติปัฏฐาน ๔ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .สติปัฏฐาน ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตทิย์.

บอกสัมมัปปธาน ๔

. . .ข้าพเจ้าเข้าสัมมัปปธาน ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าสัมมัปปธาน ๔ อยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้เข้าสัมมัปปธาน ๔ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้สัมมัปปธาน ๔ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้ชำนาญในสัมมัปปธาน ๔ . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .สัมมัปปธาน ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกอิทธิบาท ๔

. . .ข้าพเจ้าเข้าอิทธิบาท ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอิทธิบาท ๔ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอิทธิบาท ๔ แล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อิทธิบาท ๔ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอิทธิบาท ๔ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อิทธิบาท ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 207

บอกอินทรีย์ ๕

[๓๑๕] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

อินทรีย์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอินทรีย์ ๕ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอินทรีย์ ๕ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อินทรีย์ ๕ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอินทรีย์ ๕ .. . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อินทรีย์ ๕ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกพละ ๕

. . .ข้าพเจ้าเข้าพละ ๕ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าพละ ๕ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าพละ ๕ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้พละ ๕ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในพละ ๕ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .พละ ๕ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกโพชฌงค์ ๗

[๓๑๖] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

โพชฌงค์ ๗ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าโพชฌงค์ ๗ อยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าโพชฌงค์ ๗ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้โพชฌงค์ ๗ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 208

. . .เป็นผู้ชำนาญในโพชฌงค์ ๗ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .โพชฌงค์ ๗ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกอริยมรรคมีองค์ ๘

[๓๑๗] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

อริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อริยมรรคมีองค์ ๘ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอริยมรรคมีองค์ ๘ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .อริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกโสดาปัตติผล

[๓๑๘] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

โสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เข้าโสดาปัตติผลอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าโสดาปัตติผลแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้โสดาปัตติผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในโสดาปัตติผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .โสดาปัตติผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกสกทาคามิผล

. . .ข้าพเจ้าเข้าสกทาคามิผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าสกทาคามิผลอยู่ . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 209

. . .เป็นผู้เข้าสกทาคามิผลแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้สกทาคามิผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในสกทาคามิผล. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .สกทาคามิผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกอนาคามิผล

. . .ข้าพเจ้าเข้าอนาคามิผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอนาคามิผลอยู่ . .. ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอนาคามิผลแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้อนาคามิผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอนาคามิผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .อนาคามิผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกอรหัตผล

. . .เข้าอรหัตผลแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าอรหัตผลอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าอรหัตผลแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในอรหัตผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .อรหัตผลข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกสละ ราคะ โทสะ โมหะ

[๓๑๙] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสันบันว่า ราคะข้าพเจ้า

สละแล้ว ตายแล้ว พ้นแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 210

. . .โทสะ ข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .โมหะ ข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .บอกจิตเปิดจากราคะ โทสะ โมหะ

[๓๒๐] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบัน ว่า จิตของข้าพเจ้า

เปิดจากราคะ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานในสุญญาคาร

[๓๒๑] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานในสุญญาคารแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานในสุญญาคารอยู่ . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานในสุญญาคารแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานในสุญญาคาร . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานในสุญญาคาร . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานในสุญญาคารข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้วะ . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานในสุญญาคาร

. . .ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานในสุญญาคารแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าทุติยฌานในสุญญาคารอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าทุติยฌานในสุญญาคารแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ทุติยฌานในสุญญาคาร . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญทุติยฌานในสุญญาคาร . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานในสุญญาคารข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 211

บอกเข้าตติยฌานในสุญญาคาร

. . .ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานในสุญญาคารแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าตติยฌานในสุญญาคารอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าตติยฌานในสุญญาคารแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ตติยฌานในสุญญาคาร. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญตติยฌานในสุญญาคาร. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ตติยฌานในสุญญาคาร ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าจตุตถฌานในสุญญาคาร

. . .ข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานในสุญญาคารแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าจตุตถฌานในสุญญาคารอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าจตุตถฌานในสุญญาคารแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้จตุตถฌานในสุญญาคาร. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในจตุตถฌานในสุญญาคาร. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จตุตถฌานในสุญญาคาร ข้าพเจ้า ทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและทุติยฌาน

[๓๒๒] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปรมฌานทุติยฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปรมฌานและทุติยฌานอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและทุติยฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและทุติยฌาน. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 212

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและทุติยฌาน. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและทุติยฌาน ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บอกเข้าปฐมฌานและตติยฌาน

. . . ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและตติยฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . . เข้าปฐมฌานและตติยฌานอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . . เป็นผู้เข้าปฐมฌานและตติยฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . . เป็นผู้ได้ปฐมฌานและตติยฌาน... ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . . เป็นผู้ชำนาญในปรมฌานและตติยฌาน... ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . . ปฐมฌานและตติยฌาน ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและจตุตฌาน

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและจตุตถฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและจตุตถฌานอยู่ ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและจตุตถฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและจตุตถฌาน ... ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและจตุตถฌาน. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและจตุตถฌาน ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์

[๓๒๓] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 213

. . .เข้าปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและสุญญตวิโมกข์ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ .

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์แล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอนิมิตตวิโมกข์ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 214

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์. . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . . ปฐมฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและสุญญตสมาธิ

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสุญญตสมาธิแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เข้าปฐมฌานเเละสุญญตสมาธิอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและสุญญตสมาธิแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและสุญญตสมาธิ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและสุญญตสมาธิ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและสุญญตสมาธิ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาธิ

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาธิแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาธิอยู่. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาธิแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอนิมิตตสมาธิ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอนิมิตตสมาธิ. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอนิมิตตสมาธิ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 215

บอกเข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิ

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

. . .เข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิ. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิ . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์

. . .ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาธิ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์

บอกเข้าปฐมฌานและสุญญตสมาบัติ

[๓๒๔] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานและสุญญตสมาบัติแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและสุญญตสมาบัติอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและสุญญตสมาบัติแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและสุญญตสมาบัติ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและสุญญตสมาบัติ. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและสุญญตสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอนิมิตสมาบัติ

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาบัติแล้ว. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอนิมิตตสมาบัติอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 216

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอนิมิตทสมาบัติแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอนิมิตตสมาบัติ .. .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอนิมิตตสมาบัติ ...ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอนิมิตตสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอัปปณิหิตสมธิแล้ว ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ผู้ชำนาญในปฐมฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอัปปณิหิคสมาบัติ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและวิชา ๓

[๓๒๕] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานและวิชชา ๓ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและวิชชา ๓ อยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและวิชชา ๓ แล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและวิชชา ๓. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 217

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและวิชชา ๓ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและวิชชา ๓ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔

[๓๒๖] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌาน และสติปัฏฐาน ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔ อยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและสติปัฏฐาน ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔ แล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและสัมมัปปธาน ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 218

บอกเข้าปฐมฌานและอิทธิบาท ๔

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ แล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอิทธิบาท ๔ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอินทรีย์ ๔

[๓๒๗] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ อยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอินทรีย์ ๕ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและพละ ๕

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและพละ ๕ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและพละ ๕ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 219

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและพละ ๕ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปรมฌานและพละ ๕ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปรมฌานและพละ ๕ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและพละ ๕ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗

[๓๒๘] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ แล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและโพชฌงค์ ๗ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘

[๓๒๙] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว . . .ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 220

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอริยมรรคมีองก์ ๘ . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและโสดาปัตติผล

[๓๓๐] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานและโสดาปัตติผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและโสดาปัตติผลอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและโสดาปัตติผลแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตติย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและโสดาปัตติผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและโสดาปัตติผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและโสดาปัตติผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและสกทาคามิผล

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและสกทาคามิผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและสกทาคามิผลอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและสกทาคามิผลแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและสกทาคามิผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและสกทาคามิผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและสกทาคามิผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 221

บอกเข้าปฐมฌานและอนาคามิผล

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอนาคามิผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอนาคามิผลอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอนาคามิผลแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอนาคามิผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอนาคามิผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอนาคามิผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและอรหัตผล

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานและอรหัตผลแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานและอรหัตผลอยู่ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานและอรหัตผลแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌานและอรหัตผล . . . ต้องอาบัติ ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌานและอรหัตผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานและอรหัตผล ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและสละราคะ

[๓๓๑] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌานแล้ว และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว ตายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว

สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานอยู่ และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 222

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานแล้ว และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌาน และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว . . .

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและสละโทสะ

. . .เข้าปฐมฌานแล้ว และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานอยู่ และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานแล้ว และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌาน และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว. . .

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บอกเข้าปฐมฌานและสละโมหะ

. . .เข้าปฐมฌานแล้ว และโมหะข้าพเจ้า สละแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 223

. . .เข้าปฐมฌานอยู่ และโมหะข้าพเจ้าสละแล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานแล้ว และโมหะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌาน และโมหะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน และโมหะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว และโมหะข้าพเจ้า สละแล้ว . . .

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมณานและจิตเปิดจากราคะ

[๓๓๒] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

เข้าปฐมฌานแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานอยู่ และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ . . .

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 224

บอกเข้าปฐมฌานและจิตเปิดจากโทสะ

. . .ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานอยู่ และจิตของ ข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ. . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ . . .

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าปฐมฌานและจิตเปิดจากโทสะ

. . .เข้าปฐมฌานแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าปฐมฌานอยู่ และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าปฐมฌานแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ. . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ปฐมฌาน และจิตของข้าพเจ้าจากโมหะ . . . ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 225

. . .เป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ . . .

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและตติยฌาน

[๓๓๓] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ทุติยฌานและตติยฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าทุติยฌานและตติยฌานอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าทุติยฌานและตติยฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ทุติยฌานและตติยฌาน . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในทุติยฌานและตติยฌาน . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและตติยฌาน ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . . ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและจตุตถฌาน

. . . ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและจตุตถฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เข้าทุติยฌานและจตุตถฌานอยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าทุติยฌานและจตุตถฌานแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ทุติยฌานและจตุตถฌาน. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในทุติยฌานและจตุตถฌาน. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและจตุตถฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว. . ..ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 226

บอกเข้าทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์

. . .ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์แล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

. . .เข้าทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์อยู่ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้เข้าทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์แล้ว . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ได้ทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์.. . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .เป็นผู้ชำนาญในทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและสุญญตวิโมกข์ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว . . .ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและอนิมิตตวิโมกข์

. . .ทุติยฌานและอนิมิตตวิโมกข์.. .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .บอกเข้าทุติยฌานและอัปปณิหิตวิโมกข์

. . .ทุติยฌานแเละอัปปณิหิตวิโมกข์ ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและสมาธิ

. . .ทุติยฌานและสุญญตสมาธิ. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและอนิมิตตสมาธิ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและะอัปปณิหิตสมาธิ ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

๑. ที่. . .ไว้นี้ หมายความว่าข้าพเจ้า.

๒. ที่. . .ไว้นี้ หมายความว่า เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ และทำ

ให้แจ้ง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 227

บอกเข้าทุติยฌานและสมาบัติ

. . .ทุติยฌานและสุญญตสมาบัติ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและอนิมิตตสมาบัติ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและอัปปณิหิตสมาบัติ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและวิชชา ๓

. . .ทุติยฌานและวิชชา ๓ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและสติปัฏฐาน ๔

. . .ทุติยฌานและสติปัฏฐาน ๔ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและสัมมัปปธาน ๔

. . .ทุติยฌานและสัมมัปปธาน ๔ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและอิทธิบาท ๔

. . .ทุติยฌานและอิทธิบาท ๔ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกทุติยฌานและอินทรีย์ ๕

. . .ทุติยฌานและอินทรีย์ ๕ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและพละ ๕

. . .ทุติยฌานและพละ ๕ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและโพชฌงค์ ๗

. . .ทุติยฌานและโพชฌงค์ ๗ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘

. . .ทุติยฌานและอริยมรรคมีองค์ ๘ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 228

บอกเข้าทุติยฌานและอริยผล ๔

. . .ทุติยฌานและโสดาปัตติผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและสกทาคามิผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .ทุติยฌานและอนาคามิผล...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและอรหัตผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและละกิเลส

. . .ทุติยฌานและราคะข้าพเจ้าสละแล้ว คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว

สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌานและโมหะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและจิตเปิดจากกิเลส

. . .ทุติยฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .ทุติยฌาน และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ. . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกเข้าทุติยฌานและปฐมฌาน

. . .ทุติยฌานและปฐมฌาน . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าปฐมฌาน

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า จิตของข้าพเจ้าเปิด

จากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานอยู่ ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 229

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และเข้าปฐมฌานได้แล้ว ดังนี้ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และเป็นผู้ได้ปฐมฌาน ดังนี้ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และเป็นผู้ชำนาญในปฐมฌาน ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และปฐมฌานข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว

ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าทุติยฌาน

. . . จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้

แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งทุติยฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าตติยฌาน

. . . จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้า

ได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งตติยฌาน ดังนี้ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าจตุตถฌาน

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้า

ได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งจตุตถฌาน ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 230

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าวิโมกข์

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้า

ได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งสุญญตวิโมกข์ ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ . . . ซึ่ง

อนิมิตตวิโมกข์ .. .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ . . . ซึ่ง

อัปปณิหิตวิโมกข์... ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าสมาธิ

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้า

ได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งสุญญตสมาธิ ดังนี้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งอนิมิตต-

สมาธิ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งอัปปณิ-

หิตสมาธิ ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าสมาบัติ

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งสุญญต-

สมาบัติ ...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

... จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . ซึ่งสุญญต-

สมาบัติ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 231

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งอัปปณิ-

หิตสมาบัติ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าวิชชา ๓

. . . จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งวิชชา ๓

ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าสติปัฏฐาน ๔

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งสติ-

ปัฏฐาน ๔ . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าอิทธิบาท ๔

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . .ซึ่งอิทธิบาท ๔

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าอินทรีย์ ๕

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งอินทรีย์ ๕

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าพละ ๕

...จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งพละ ๕

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าโพชฌงค์ ๗

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะและข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งโพชฌงค์ ๗

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 232

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าอริยมรรคมีองค์ ๘

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งอริยมรรค

มีองค์ ๘. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและเข้าอริยผล ๔

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งโสดา-

ปัตติผล . . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งสกทา-

คามิผล . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . .ซึ่งอนาคามิผล

...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และข้าพเจ้าเข้าแล้ว . . . ซึ่งอรหัตผล

...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและสละกิเลส

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และราคะข้าพเจ้าสละแล้ว ตายแล้ว

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และโทสะข้าพเจ้าสละแล้ว ตายแล้ว

. . .ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และโมหะข้าพเจ้าสละแล้ว ตายแล้ว

...ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บอกจิตเปิดจากโมหะและจากราคะ

. . .จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ

ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 233

บอกจิตเปิดจากโมหะและจากโทสะ

...จิตของข้าพเจ้า เปิดจากโมหะ และจิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ

ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

บอกรวมทุกอย่าง

[๓๓๔] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้าแล้ว

เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้งแล้ว ซึ่งปฐมฌาน

...ทุติยฌาน. . .ตติยฌาน.. .จตุตถฌาน...สุญญตวิโมกข์... อนิมิตตวิโมกข์

...อัปปณิหิตวิโมกข์ ... สุญญตสมาธิ . ..อนิมิตตสมาธิ ...อัปปณิหิตสมาธิ

...สุญญตสมาบัติ . . .อนิมิตตสมาบัติ . ..อัปปณิหิตสมาบัติ .. .วิชชา ๓. . .

สติปัฏฐาน ๔ . . . สัมมัปปธาน ๔. . . อิทธิบาท ๔. ..อินทรีย์ ๕. ..พละ ๕ . . .

โพชฌงค์ ๗ . . . อริยมรรคมีองค์ ๘ . . . โสดาปัตติผล . . . สกทาคามิผล . . .

อนาคามิผล . . . อรหัตผล . . . ราคะข้าพเจ้าสละแล้ว ตายแล้ว ปล่อยแล้ว

สละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว โทสะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . โมหะ

ข้าพเจ้าสละแล้ว . . . จิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ . . . จากโทสะ . . . และจาก

โมหะ ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

วัตถุกามวารกถา

ประสงค์จะบอกเข้าปฐมฌาน

[๓๓๕] บทว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะบอกแก่อนุปสัมบันว่า

ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว ดังนี้ เมื่อเขา

เข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 234

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว ดังนี้ เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌานแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตวิโมกข์แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตวิโมกข์แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอัปปณิหิตวิโมกข์แล้ว . . . เรื่อเขาเข้าใจ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาธิ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาธิแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอัปปณิหิตสมาธิแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าสุญญตสมาบัติแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอนิมิตตสมาบัติแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอัปปณิหิตสมาบัติแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 235

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าวิชชา ๓ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าสติปัฏฐาน ๔ แล้ว . . .เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าสัมมัปปธาน ๔ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอิทธิบาท ๔ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอินทรีย์ ๕ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าพละ ๕ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าโพชฌงค์ ๗ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอริยมรรคมีองค์ ๘ แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าโสดาปัตติผลแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าสกทาคามิผลแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอนาคามิผลแล้ว. . .เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 236

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าอรหัตผลแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า ราคะข้าพเจ้าสละแล้ว ตายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว

สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว ดังนี้ เมื่อเขาเข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อ

ไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า โทสะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทกคน.

. . .แต่บอกว่า โมหะข้าพเจ้าสละแล้ว . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ

. . .แต่บอกว่า จิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ

. . .แต่บอกว่า จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .แต่บอกว่า จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

ประสงค์จะบอกเข้าทุติฌาน

[๓๓๖] บทว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะบอกแก่อนุปสัมบันว่า

ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานแล้ว แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าตติยฌานแล้ว . . . เมื่อเขา

เข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ *

* ที่ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ไว้นี้หมายถึงว่า ประสงค์จะบอกว่า เข้าทุติยฌาน แต่บอกว่า

เข้าจตุตถฌาน เข้าวิโมกข์ เข้าสมาธิ เข้าสมาบัติ ตลอดถึงจิตเปิดจากโมหะ .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 237

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ

บทว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะบอกแก่อนุปสัมบันว่า จิตของ

ข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ

ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ

... แต่บอกว่า จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

สัพพมูลกนัย

บทว่า บอก คือภิกษุประสงค์จะบอกแก่อนุปสัมบันว่า ข้าพเจ้าเข้า

ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์

อัปปณิหิตวิโมกข์ สุญญตสมาธิ อนิมิตตสมาธิ อัปปณิหิตสมาธิ สุญญตสมาบัติ

อนิมิตตสมาบัติ อัปปณิหิตสมาบัติ วิชชา ๓ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔

อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ โสดา -

ปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล และอรหัตผลแล้ว ราคะข้าพเจ้าสละแล้ว

คายแล้ว ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว โทสะข้าพเจ้า

สละแล้ว . . . โมหะข้าพเจ้าสละแล้ว . . . จิตของข้าพเจ้าเปิดจากราคะ และจิต

ของข้าพเจ้าเปิดจากโทสะ แต่บอกว่า จิตของข้าพเจ้าเปิดจากโมหะ . . . เมื่อ

เขาเข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

๑. หมายถึงประสงค์จะบอกว่าเข้าตติยฌาน แต่บอกว่าเข้าจตุตถฌาน เข้าวิโมกข์

เข้าสมาธิ เข้าสมาบัติ ตลอดถึงจิตเปิดจากโทสะ.

๒. หมายถึงประสงค์จะบอกว่าจิตเปิดจากโมหะ แต่บอกว่าเข้าทุติยฌาน ตติยฌาน

เป็นต้น ไปถึงจิตเปิดจากราคะ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 238

บอกเข้าทุติยฌานและตติยฌาน

[๓๓๗] บทว่า บอก คือ ภิกษุประสงค์จะบอกแก่อนุปสัมบันว่า

ข้าพเจ้าเข้าทุติยฌานและตติยฌานแล้ว . . . แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าจตุตถฌาน

แล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ *

. . .แต่บอกว่า ข้าพเจ้าเข้าปฐมฌานแล้ว . . . เมื่อเขาเข้าใจ ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ เมื่อไม่เข้าใจ ต้องอาบัติทุกกฏ.

บอกภิกษุอื่นเข้าปฐมฌาน

[๓๓๘] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ภิกษุใดอยู่

ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ

ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน. . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . . . ซึ่งทุติยฌาน

. . . ติยฌาน . . . จตุตถฌาน . . . สุญญตวิโมกข์ . . . อนิมิตตวิโมกข์ . . .

อัปปณิหิตวิโมกข์ . . . สุญญตสมาธิ ... อนิมิตตสมาธิ . . . อัปปณิหิตสมาธิ . . .

สุญญตสมาบัติ . . . อนิมิตทสมาบัติ. . . อัปปณิหิตสมาบัติ . . . วิชชา ๓ . . .

สติปัฏฐาน ๔. . . สัมมัปปธาน ๔ . . . อิทธิบาท ๔ . . . อินทรีย์ ๕ . . . พละ

๕ . . . โพชฌงค์ ๗ . . . อริยมรรคมีองค์ ๘. . .โสดาปัตติผล . . .สกทาคามิผล

. . .อนาคามิผล . . .อรหัตผล . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . . ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน ราคะภิกษุนั้นสละแล้ว ตายแล้ว

ปล่อยแล้ว ละแล้ว สลัดแล้ว เพิกแล้ว ถอนแล้ว . . . โทสะภิกษุนั้นสละ

แล้ว . . . โมหะภิกษุนั้นสละแล้ว . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

* ที่ ฯ ล ฯ และนี้ ... ผู้ต้องการทราบพิสดารพึงดูในเล่ม ๑ ภาค ๒ หน้า ๕๔๔ ข้อ ๒๗๙

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 239

. . .ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน จิตของภิกษุนั้นเปิดจากราคะ . . . ต้อง

อาบัติทุกกฏ.

. . .จิตของภิกษุนั้นเปิดจากโทสะ . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .จิตของภิกษุนั้นเปิดจากโมหะ . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .ภิกษุใดอยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว

เป็นผู้ใด เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานในสัญญาคาร ... ซึ่งทุติยฌาน

ในสุญญาคาร . . . ซึ่งตติยฌานในสุญญาคาร . . . ซึ่งจตุตถฌานในสุญญาคาร. ..

ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ภิกษุใดใช้สอยวิหาร

ของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ

ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ*

. . .ภิกษุใดใช้สอยวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้

แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌานในสุญญาคาร . . . ต้อง

อาบัติทุกกฏ.

. . .ทุติยฌานในสุญญาคาร . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .ตติยฌานในสุญญาคาร . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .จตุตถฌานในสุญญาคาร . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ภิกษุใดนุ่งห่มจีวรของ

ท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง

ซึ่งปฐมฌาน ... ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ*

* ที่ ฯ ล ฯ และ . . . นี้ ผู้ต้องการทราบพิสดารพึงดูในเล่ม ๑ ภาค ๒ หน้า ๕๔๔

ข้อ ๒๗๙

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 240

. . .ภิกษุใดนุ่งห่มจีวรของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว

เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งจตุตถฌานในสุญญาคาร . . . ต้องอาบัติ

ทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ภิกษุใดบริโภคบิณฑ-

บาตของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ

ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ *

. . .ภิกษุใดบริโภคบิณฑบาตของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้า

ได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งจตุตถฌานในสุญญาคาร

ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ภิกษุใดใช้สอยเสนาสนะ

ของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ

ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ *

. . . ภิกษุใดใช้สอยเสนาสนะของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้า

ได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งจตุตถฌานในสุญญาคาร . . .

ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ภิกษุใดบริโภคเครื่องยา

อันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้ของท่าน ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็น

ผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน . . .ต้องอาบัติทุกกฏ

ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ ฯ ล ฯ *

* ที่ ฯ ล ฯ และ . . . ไว้นี้ พึงทราบตามนัยแห่งจตุตถปาราชิกโน้นเถิด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 241

. . .ภิกษุใดบริโภคเครื่องยาอันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้ของท่าน ภิกษุนั้น

เข้าแล้ว . . . ซึ่งจตุตถฌานในสุญญาคาร. . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

[๓๓๙] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า วิหารของท่าน

อันภิกษุใดอาศัยแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้

ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน. . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ*

. . . วิหารของท่านอันภิกษุใดอาศัยแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . . . ซึ่ง

จตุตถฌานในสุญญาคาร...ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า จีวรของท่านอันภิกษุใด

ใช้สอยแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ

ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ*

. . .จีวรของท่านอันภิกษุใดใช้สอยแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . . . ซึ่ง

จตุตถฌาน ในสุญญาคาร. . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสันบันว่า บิณฑบาตของท่านอัน

ภิกษุใดบริโภคแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ ได้ เป็นผู้

ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน. . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ*

. . .บิณฑบาตของท่านอันภิกษุใดบริโภคแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว. . .ซึ่ง

จตุตถฌานนสุญญาคาร. .. ต้องอาบัติทุกกฏ.

* ที่ ฯลฯ ไว้นี้ พึงทราบตามนัยแห่งจตุตถปาราชิกโน้นเถิด.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 242

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า เสนาสนะของท่านอัน

ภิกษุใดใช้สอยแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้

ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน. .. ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

...เสนาสนะของท่านอันภิกษุใดใช้สอยแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว .. . ซึ่ง

จตุตถฌานในสุญญาคาร...ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า เครื่องยาอันเป็นปัจจัย

ของภิกษุไข้ของท่านอันภิกษุใดบริโภคแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้

แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน. . .ต้องอาบัติทุกกฏ .

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

. . .เครื่องยาอันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้ของท่านอัน ภิกษุใดบริโภคแล้ว

ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . ..ซึ่งจตุตถฌานในสุญญาคาร ... ต้องอาบัติทุกกฏ.

[๓๔๐] บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ท่านอาศัย

ภิกษุใด ได้ถวายวิหารแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้

เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน...ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

. . .ท่านอาศัยภิกษุใด ได้ถวายวิหารแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . . . ซึ่ง

จตุตถฌานในสุญญาคาร. . ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ท่านอาศัยภิกษุใดได้

ถวายจีวรแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ

ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน.. .ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 243

. . .ท่านอาศัยภิกษุใด ได้ถวายจีวรแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . . . ซึ่ง

จตุตถฌานในสุญญาคาร . . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

. . .บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ท่านอาศัยภิกษุใด ได้

ถวายบิณฑบาตแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้

ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

. . .ท่านอาศัยภิกษุใด ได้ถวายบิณฑบาตแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . . .ซึ่ง

จตุตถฌานในสุญญาคาร . . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ท่านอาศัยภิกษุใดได้

ถวายเสนาสนะแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้

ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

. . .ท่านอาศัยภิกษุใด ได้ถวายเสนาสนะแล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว . . .ซึ่ง

จตุตถฌานในสุญญาคาร. . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

บทว่า บอก คือ ภิกษุบอกแก่อนุปสัมบันว่า ท่านอาศัยภิกษุใดได้

ถวายเครื่องยาอันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้แล้ว ภิกษุนั้นเข้าแล้ว เข้าอยู่ เข้าได้

แล้ว เป็นผู้ได้ เป็นผู้ชำนาญ ทำให้แจ้ง ซึ่งปฐมฌาน. . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ

. . .ท่านอาศัยภิกษุใด ได้ถวายเครื่องยาอันเป็นปัจจัยของภิกษุไข้แล้ว

ภิกษุนั้นเข้าแล้ว. . . ซึ่งจตุตถฌานในสุญญาคาร.. .ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 244

อนาปัตติวาร

[๓๔๑] ภิกษุบอกอุตริมนุสธรรมที่มีจริง แก่อุปสัมบัน ๑ ภิกษุ

อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๘ จบ

มุสาวาทวรรค ภูตาโรจนสิกขาบทที่ ๘

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๘ ดังต่อไปนี้.

[แก้อรรถปฐมบัญญัติ เรื่องภิกษุพวกฝั่งแม่น้ำวัคคุมุทา]

คำใดที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าวก่อนในวัตถุกถา, คำนั้นทั้งหมด มีนัยดัง

ที่กล่าวแล้วในจตุตถปาราชิกวรรณนานั่นแล. ส่วนความแปลกกัน ดังต่อไปนี้.

ในจตุตถปาราชิกนั้น พวกภิกษุบอกอุตริมนุสธรรมอันไม่มีจริง ในสิกขาบทนี้

บอกอุตริมนุสธรรมที่มีจริง. ปุถุชนทั้งหลาย บอกอุตริมนุสธรรมแม้ที่มีจริง.

อริยเจ้าทั้งหลายไม่บอก. จริงอยู่ ชื่อว่า ปยุตตวาจา (วาจาที่เปล่งเพราะเหตุ

เเห่งท้อง) ไม่มีแก่พระอริยเจ้าทั้งหลาย. แต่เมื่อผู้อื่น บอกคุณของตนเอง

ท่านก็ไม่ห้ามคนเหล่าอื่น และยินดีปัจจัยทั้งหลายที่เกิดขึ้น โดยอาการที่ไม่

ทราบว่าเกิดขึ้น (เพราะการบอกคุณของตน).

ก็ในคำว่า อถโข เต ภิกฺขุ ภควโต เอตมตฺถ อาโรเจสุ เป็นต้น

บัณฑิตพึงทราบว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด กล่าวคุณแห่งอุตริมนุสธรรม

ภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย คุณวิเสสของพวกเธอ มีจริงหรือ ? ก็ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้งหมดทูล

รับปฏิญาณว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ! มีจริง, เพราะว่า อุตริมนุสธรรม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 245

มีจริงในภายใน แม้แห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ครั้งนั้น พระผู้มี

พระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสว่า โมฆปุริสา เพราะภิกษุเหล่านั้นปะปนด้วยพระอริยะ

ตรัสว่า กถญฺหิ นาม ตุมฺเห ภิกขเว แล้ว จึงตรัสคำมีอาทิว่า อุทรสฺส

การณา ดังนี้.

ในคำมีคำว่า กถญฺหิ นาม ตุมฺเห ภิกฺขเว เป็นต้นนั้น เพราะ

พระอริยเจ้าทั้งหลาย ฟังคำของตนเหล่าอื่น ถูกพวกชาวบ้านผู้มีความเลื่อมใส

ถามอยู่ โดยนัยเป็นต้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ! ได้ยินว่า พระผู้เป็นเจ้า เป็น

โสดาบันหรือ ! ดังนี้ มีปกติเห็นว่าไม่มีโทษ ในเมื่อสิกขาบทที่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้ายังไม่ได้ทรงบัญญัติ จึงปฏิญาณการบรรลุคุณวิเสส ของตนและของ

คนเหล่าอื่น เพราะเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์, และท่านเหล่านั้น เมื่อปฏิญาณอย่างนี้

แม้ยินดีอยู่ซึ่งบิณฑบาตที่ปุถุชนเหล่าอื่นกล่าวคุณแห่งอุตริมนุสธรรมเพราะเหตุ

แห่งท้องให้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยความเป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ จึงเป็นเหมือนกล่าวคุณ

แห่งอุตริมนุสธรรม เพราะเหตุแห่งท้อง; ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส

โดยสัพพสังคาหิกนัยนั่นแลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! ไฉนพวกเธอจึงได้กล่าว

ชมอุตริมนุสธรรมของกันและกัน แกคฤหัสถ์ทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งท้องเล่า ?

ดังนี้. คำที่เหลือเป็นเช่นเดียวกับเรื่องจตุตถปาราชิกทั้งนั้นแล.

แม้ในวิภังค์แห่งสิกขาบท ในจตุตถปาราชิกนั้น เป็นปาราชิกกับ

ถุลลัจจัยอย่างเดียว, ในสิกขาบทนี้ เป็นปาจิตตีย์และทุกกฏ เพราะเป็นคุณ

มีจริง, นี้เป็นความแปลกกัน. บทที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้ว นั่นแล. คำว่า

บอกคุณวิเสสที่มีจริง แก่อนุปสัมบัน (นี้) ท่านกล่าวหมายเอาอุตริมนุสธรรม

นั่นเอง. จริงอยู่ ภิกษุผู้ถูกรบเร้าถามในเวลาปรินิพพานและในกาลอื่น จะ

บอกคุณที่มีจริงแก่อุปสัมบันก็ควร. อนึ่ง จะบอกคุณ คือ สุตะ ปริยัติ และศีล

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 246

แม้แก่อนุปสัมบันก็ควร, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้เป็นต้นบัญญัติ, แต่คำว่า

อุมฺมตฺตกสฺส นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ตรัสไว้ในสิกขาบทนี้. เพราะเหตุไร ?

ท่านวิจารณ์ไว้ในอรรถกถามหาปัจจรีว่า เพราะท่านผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่มี

ความบ้า หรือจิตฟุ้งซ่าน ดังนี้. แต่ท่านผู้ได้ฌาน พึงเป็นบ้าได้ในเมื่อฌาน

เสื่อม. แม้สำหรับท่านผู้นั้นก็ไม่ควรกล่าวอนาบัติ ซึ่งมีการบอกฌานที่มีจริง

เป็นปัจจัย เพราะฌานที่มีจริงนั่นแหละไม่มีฉะนี้แล บทที่เหลือมีอรรถตื้น

ทั้งนั้นแล.

สิกขาบทนี้ ชื่อว่า ภูตาโรจนสิกขาบท เกิดขึ้นโดยสมุฏฐาน ๓ ที่

มิได้ตรัสไว้ในเบื้องต้น คือ ทางกาย ๑ ทางวาจา ๑ ทางกายกับวาจา ๑

เป็นกิริยา ในสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม

มีจิต ๒ โดยเป็นกุศลจิตกับอัพยากตจิต มีเวทนา ๒ โดยเป็นสุขเวทนา กับ

อุเบกขาเวทนา ฉะนี้แล.

ภูตาโรจนสิกขาบทที่ ๘ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 247

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร

[๓๔๒] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

เชตวันอารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระ

อุปนันทศากยบุตร กำลังเป็นผู้ก่อการทะเลาะกับพระฉัพพัคคีย์ ท่านต้องอาบัติ

ชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฏฐิ แล้วได้ขอปริวาสเพื่ออาบัตินั้นต่อสงฆ์ ๆ ได้ให้ปริวาส

เพื่ออาบัตินั้นแก่ท่าน ก็แลสมัยนั้น ในพระนครสาวัตถีมีสังฆภัทของประชาชน

หมู่หนึ่ง ท่านกำลังอยู่ปริวาส จึงนั่งท้ายอาสนะในโรงภัต พระฉัพพัคคีย์ได้

กล่าวกะอุบาสกเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย ท่านพระอุปนันทศากยบุตรนั่น

เป็นพระประจำตระกูลที่พวกท่านสรรเสริญ ได้พยายามปล่อยอสุจิด้วยมือที่

บริโภคของที่เขาถวายด้วยศรัทธา ท่านต้องอาบัติชื่อสัญเจตนิกาสุกกวิสัฎฐิแล้ว

ได้ขออยู่ปริวาสเพื่ออาบัตินั้นต่อสงฆ์ ๆ ได้ให้ปริวาสเพื่ออาบัตินั้น แก่ท่าน

แล้ว ท่านกำลังอยู่ปริวาส จึงนั่งท้ายอาสนะ.

บรรดาภิกษุที่มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่

ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระฉัพพัคคีย์จึงได้บอก

อาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบันเล่า. . . แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระ

ผู้มีพระภาคเจ้า.

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถานพระฉัพพัคคีย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ข่าวว่า พวกเธอบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบัน จริงหรือ.

พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 248

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่อนุปสัมบันเล่า การกระทำของพวก

เธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความ

เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๕๘. ๙. อนึ่ง ภิกษุใด บอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุ แก่

อนุปสัมบัน เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับสมมติ เป็นปาจิตตีย์ .

เรื่องพระอุปนันทศากยบุตร จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๔๓] บทว่า อนึ่ง . . . ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด . . .

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ . . .นี้

ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้.

บทว่า ของภิกษุ คือ ของภิกษุรูปอื่น.

อาบัติที่ชื่อว่า ชั่วหยาบ ได้แก่ ปาราชิก และสังฆาทิเสส ๑๓.

ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน คือ เว้นภิกษุและภิกษุณี นอกนั้นชื่อว่า

อนุปสัมบัน.

บทว่า บอก คือ บอกแก่สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต.

บทว่า เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับสมมติ คือ ยกเว้นแต่ภิกษุที่สงฆ์

สมมติ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 249

บทภาชนีย์

[๓๔๔] การสมมติภิกษุ กำหนดอาบัติ ไม่กำหนดสกุลก็มี การสมมติ

ภิกษุ กำหนดสกุล ไม่กำหนดอาบัติก็มี การสมมติภิกษุ กำหนดอาบัติและ

กำหนดสกุลก็มี การสมมติภิกษุ ไม่กำหนดอาบัติ ไม่กำหนดสกุลก็มี

ที่ชื่อว่า กำหนดอาบัติ คือ สงฆ์กำหนดอาบัติว่า พึงบอกตามจำ-

นวนอาบัติเท่านี้

ที่ชื่อว่า กำหนดสกุล คือ สงฆ์กำหนดสกุลว่า พึงบอกในสกุล

มีจำนวนเท่านี้

ที่ชื่อว่า กำหนดอาบัติและกำหนดสกุล คือ สงฆ์กำหนดอาบัติ

และกำหนดสกุลไว้ว่า พึงบอกตามจำนวนอาบัติเท่านี้ ในสกุลมีจำนวนเท่านี้

ที่ชื่อว่า ไม่กำหนดอาบัติ ไม่กำหนดสกุล คือ สงฆ์ไม่ได้กำ-

หนดอาบัติ และไม่ได้กำหนดสกุลไว้ว่า พึงบอกตามจำนวนอาบัติเท่านี้ ใน

สกุลมีจำนวนเท่านี้.

[๓๔๕] ในการกำหนดอาบัติภิกษุบอกอาบัติอื่นนอกจากอาบัติที่สงฆ์

กำหนดไว้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ในการกำหนดสกุล ภิกษุบอกในสกุลอื่นนอกจากสกุลที่สงฆ์กำหนดไว้

ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ในการกำหนดอาบัติและกำหนดสกุล ภิกษุบอกอาบัตินอกจากอาบัติที่

สงฆ์กำหนดให้ ในสกุลนอกจากสกุลที่สงฆ์กำหนดให้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ในการไม่กำหนดอาบัติ ไม่กำหนดสกุล บอก ไม่ต้องอาบัติ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 250

ติกปาจิตตีย์

[๓๔๖] อาบัติชั่วหยาบ ภิกษุสำคัญว่าอาบัติชั่วหยาบ บอกแก่อนุป-

สัมบัน เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับสมมติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อาบัติชั่วหยาบ ภิกษุสงสัย บอกแก่อนุปสัมบัน เว้นไว้แต่ภิกษุได้

รับสมมติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์

อาบัติชั่วหยาบ ภิกษุสำคัญว่ามิใช่อาบัติชั่วหยาบ บอกแก่อนุปสัมบัน

เว้นไว้แต่ภิกษุได้รับสมมติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทุกกฏ

[๓๔๗] ภิกษุบอกอาบัติไม่ชั่วหยาบ ต้องอาบัติทุกกฏ.

ภิกษุบอกอัชฌาจารที่ชั่วหยาบก็ตาม ไม่ชั่วหยาบก็ตาม แก่อนุปสัมบัน

ต้องอาบัติทุกกฏ.

อาบัติไม่ชั่วหยาบ ภิกษุสำคัญว่า อาบัติชั่วหยาบ . . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

อาบัติไม่ชั่วหยาบ ภิกษุสงสัย. . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

อาบัติไม่ชั่วหยาบ ภิกษุสำคัญว่า อาบัติไม่ชั่วหยาบ. . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนาปัตติวาร

[๓๔๘] ภิกษุบอกวัตถุ ไม่บอกอาบัติ ๑ ภิกษุบอกอาบัติ ไม่บอก

วัตถุ ๑ ภิกษุได้รับสมมติ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้อง

อาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๙ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 251

มุสาวาทวรรค ทุฏฐุลลาโรจนสิขาบทที่ ๙

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๙ ดังต่อไปนี้

[แก้อรรถ เรื่องอาบัติชั่วหยาบ]

ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปาราชิก

ไว้ในพระบาลีนี้ว่า อาบัติที่ชื่อว่า ชั่วหยาบ ได้แก่ปาราชิก ๔ และสังฆาทิเสส

๑๓ ดังนี้ เพื่อแสดงอรรถแห่งทุฏฐุลลศัพท์, แต่สังฆาทิเสส ทรงประสงค์เอา

ในสิกขาบทนี้. ในบาลีนั้น มีการวิจารณ์ดังต่อไปนี้ ถ้าว่า เมื่อภิกษุบอก

ปาราชิก ไม่พึงเป็นปาจิตตีย์ไซร้. แม้เมื่อมีศัพท์ว่าอุปสัมบัน สำหรับภิกษุ

และภิกษุณี ในสิกขาบทใด ท่านไม่ประสงค์เอานางภิกษุณี, ในสิกขาบทนั้น

เว้นภิกษุเสีย ที่เหลือนอกนี้ ท่านเรียกว่า อนุปสัมบัน ฉันใด, ในสิกขาบทนี้

ก็ฉันนั้น แม้เมื่อมีศัพท์ว่าทุฏฐุลละ สำหรับปาราชิกและสังฆาทิเสส ถ้าไม่

ทรงประสงค์เอาปาราชิก พระผู้มีพระภาคเจ้าก็จะพึงตรัสคำนี้เท่านั้นว่า อาบัติ

ที่ชื่อว่าชั่วหยาบ ได้แก่สังฆาทิเสส ๑๓.

ในคำว่า ทุฏฐุลฺลา นาม อาปตฺติ เป็นต้นนั้น พึงมีมติของบาง

อาจารย์ว่า ภิกษุใด ต้องปาราชิกแล้ว ภิกษุนั้น เคลื่อนแล้วจากภิกษุภาวะ

เพราะเหตุนั้น ภิกษุ เมื่อบอกอาบัติของภิกษุนั้น ต้องอาบัติทุกกฏ. เมื่อมี

อธิบายอย่างนี้ แม้ภิกษุผู้ด่าก็พึงต้องอาบัติทุกกฏ และต้องปาจิตตีย์เท่านั้น .

สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ (ในปาราชิก) ว่า บุคคลเป็นผู้ไม่

บริสุทธิ์ ต้องธรรมคือปาราชิกอย่างใดอย่างหนึ่ง, ถ้าบุคคลเป็นผู้มีความเข้าใจ

ว่าบริสุทธิ์ ให้บุคคลผู้นั้นกระทำโอกาส แล้วพูดมีความประสงค์จะด่า ต้อง

โอมสวาท. เมื่อบาลีถูกวิจารณ์อย่างนี้ ปาจิตตีย์นั่นแหละ ย่อมปรากฏแม้แก่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 252

ผู้บอกอาบัติปาราชิก. จะปรากฎ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระอรรถกถาจารย์

เท่านั้นเป็นหลักได้ ในคำว่า ทุฏฐุลฺลา นาม อาปตฺติ นี้ เพราะ (คำว่า

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปาราชิกไว้ เพื่อทรงแสดงอรรถแห่งทุฏฐุลลศัพท์ แต่

สังฆาทิเสสทรงประสงค์เอาในสิกขาบทนี้) พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้แล้วใน

อรรถกถาทั้งปวง. การวิจารณ์แม้อย่างอื่น หามีไม่.

แม้ในเบื้องต้น ข้าพเจ้าก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า

ธรรมและวินัยใด อันพระพุทธเจ้า

ตรัสแล้ว ธรรมและวินัยนั้น อันโอรส

ทั้งหลายของพระพุทธเจ้านั้นรู้แล้วอย่างนั้น

นั่นเทียว ดังนี้เป็นต้น.

จริงอยู่ พระอรรถกถาจารย์ทั้งหลาย ย่อมทราบพระประสงค์ของ

พระพุทธเจ้า. ก็คำของพระอรรถกถาจารย์นั่น บัณฑิตพึงทราบโดยบรรยาย

แม้นี้ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า เว้นไว้แต่ภิกษุผู้ใด้รับสมมติ. ก็การบอกแก่

ภิกษุผู้ได้รับสมมติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตเพื่อประโยชน์ในอันสำรวม

ต่อไป คือ เพื่อประโยชน์จะไม่ต้องอาบัติเช่นนั้นอีก, และไม่ใช่เพื่อต้องการ

จะประกาศเพียงโทษของภิกษุนั้น, ทั้งไม่ใช่เพื่อต้องการเกียดกันที่พึ่งของภิกษุ

นั้นในพระศาสนา, และความเป็นภิกษุของผู้ต้องปาราชิกโดยไม่ต้องอาบัติเห็น

ปานนั้นอีก หามีไม่ เพราะเหตุนั้น คำที่พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้ใน

อรรถกถาทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปาราชิกไว้ เพื่อแสดงอรรถแห่ง

ทุฎฐุลลศัพท์ แต่สังฆาทิเสส ทรงประสงค์เอาในสิกขาบทนี้ ดังนี้ เป็นอัน

ท่านกล่าวชอบแล้ว.

ก็ในคำว่า อตฺถิ ภิกฺขุสมฺมติ อาปตฺติปริยนฺตา เป็นต้น มี

วินิจฉัยดังนี้ ภิกษุสมมติ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไ่ว้นี้ไม่ได้มาในบาง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 253

สิกขาบท, แต่เพราะภิกษุสมมติตรัสไว้ในสิกขาบทนี้นั่นแล จึงควรทราบว่า

สงฆ์เห็นภิกษุผู้ต้องอาบัติเนือง ๆ แล้วอปโลกน์ ๓ ครั้ง ทำด้วยความเป็นผู้

แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่ภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้จักถึงความสังวรต่อไป แม้ด้วย

ความละอายและความเกรงกลัวในคนเหล่าอื่นอย่างนี้.

คำว่า อทุฏฺฐุลฺล อาปตฺตึ อาโรเจติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส

มีความว่า เป็นทุกกฏ แก่ภิกษุผู้บอกกองอาบัติแม้ทั้ง ๕. ในมหาปัจจรีท่าน

ปรับอาบัติทุกกฏอย่างเดียว แม้แก่ภิกษุผู้บอกอาบัติปาราชิก.

ในคำว่า อนุปสมฺปนฺนสฺส ทุฏฺฐุลฺล วา อทุฏฺฐุลฺล วา

อชฺณาจาร นี้ ท่านกล่าวรูปความไว้ว่า สิกขาบท ๕ ข้างต้น ชื่อว่า อัชฌาจาร

ชั่วหยาบ ที่เหลือชื่อว่าอัชฌาจารไม่ชั่วหยาบ, ก็สุกกวิสัฏฐิกายสังสัคคะ

ทุฎฐุลลวาจา และอัตตกามะ ชื่อว่าเป็นอัชฌาจาร ของภิกษุนั้น .

สองบทว่า วตฺถุ อาโรเจติ มีความว่า ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้บอก

อย่างนี้ว่า ภิกษุนี้ ต้องสุกกวิสัฎฐิ ต้องกายสังสัคคะ ต้องทุฏฐุลละ ต้อง

อัตตกามะ.

สองบทว่า อาปตฺตึ อาโรเจติ มีความว่า ภิกษุกล่าวว่า ภิกษุนี้

ต้องปาราชิก ต้องสังฆาทิเสส ต้องถุลลัจจัย ต้องปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ

ทุกกฏ ทุพภาสิต ดังนี้ ไม่เป็นอาบัติ. เมื่อภิกษุบอกเชื่อมต่ออาบัติกับวัตถุ

โดยนัยเป็นต้นว่า ภิกษุนี้ ปล่อยอสุจิ ต้องสังฆาทิเสส ดังนี้เท่านั้น จึงเป็น

อาบัติ. คำที่เหลือในสิกขาบทนี้ ตื้นทั้งนั้น.

สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้นทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑

ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม

วจีกรรม อกุศลจิต เป็นทุกขเวทนา ดังนี้แล.

ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบทที่ ๙ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 254

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑๐

เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี

[๓๔๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ อัคคาฬว-

เจดีย์ เขตรัฐอาฬวี ครั้งนั้น พวกภิกษุชาวรัฐอาฬวีช่วยกันท่านวกรรม ขุดเอง

บ้าง ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่งปฐพี คนทั้งหลายพากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า

ไฉน พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ขุดเองบ้าง ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่ง

ปฐพี พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร ย่อมเบียดเบียนอินทรีย์อย่างหนึ่ง

ซึ่งมีชีวะ ภิกษุทั้งหลายได้ยินคนพวกนั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดา

ที่เป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ ผู้ใคร่ต่อสิกขา

ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน ภิกษุชาวรัฐอาฬวีจึงได้ขุดเองบ้าง

ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่งปฐพีเล่า. . .แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอ

ขุดเองบ้าง ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่งปฐพี จริงหรือ.

ภิกษุชาวรัฐอาฬวีทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงได้ขุดเองบ้าง ให้คนอื่นขุดบ้างซึ่งปฐพีเล่า เพราะคนทั้งหลายสำคัญ

ในปฐพีว่ามีชีวะ การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของ

ชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 255

พระบัญญัติ

๕๙. ๑๐. อนึ่ง ภิกษุใด ขุดก็ดี ให้ขุดก็ดี ซึ่งปฐพี เป็น

ปาจิตตีย์.

เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๕๐] บทว่า อนึ่ง . . .ใด ความว่า ผู้ใด คือผู้เช่นใด. . .

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. . .

นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้ .

ที่ชื่อว่า ปฐพี ได้แก่ปฐพี ๒ อย่าง คือ ปฐพีแท้อย่างหนึ่ง ปฐพี

ไม่แท้อย่างหนึ่ง.

ที่ชื่อว่า ปฐพีแท้ คือ มีดินร่วนล้วน มีดินเหนียวล้วน มีหินน้อย

มีกรวดน้อย มีกระเบื้องน้อย มีแร่น้อย มีทรายน้อย มีดินร่วนมาก มีดิน

เหนียวมาก แม้ดินที่ยังไม่ได้เผาไฟก็เรียกว่า ปฐพีแท้.

กองดินร่วนก็ดี กองดินเหนียวก็ดี ที่ฝนตกรดเกิน ๔ เดือนมาแล้ว

แม้นี้ก็เรียกว่า ปฐพีแท้.

ที่ชื่อว่า ปฐพีไม่แท้ คือ เป็นหินล้วน เป็นกรวดล้วน เป็น

กระเบื้องล้วน เป็นแร่ล้วน เป็นทรายล้วน มีดินร่วนน้อย มีดินเหนียวน้อย

มีหินมาก มีกรวด มีกระเบื้อง มีแร่ มีทรายมาก แม้ดินที่เผาไฟแล้ว ก็

เรียกว่า ปฐพีไม่แท้.

กองดินร่วนก็ดี กองดินเหนียวก็ดี ที่ฝนตกรดยังหย่อนกว่า ๔ เดือน

แม้นี้ก็เรียกว่า ปฐพีไม่แท้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 256

[๓๕๑] บทว่า ขุด คือ ขุดเอง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทว่า ให้ขุด คือ ใช้ให้คนอื่นขุด ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

สั่งครั้งเดียว เขาขุดแม้หลายครั้ง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์

[๓๕๒] ปฐพี ภิกษุสำคัญว่า ปฐพี ขุดเองก็ดี ใช้ให้เขาขุดก็ดี ทำลาย

เองก็ดี ใช้ให้เขาทำลายก็ดี เผาไฟเองก็ดี ใช้ให้เขาเผาไฟก็ดี ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์.

ปฐพี ภิกษุสงสัย ขุดเองก็ดี ใช้ให้เขาขุดก็ดี ทำลายเองก็ดี ใช้ให้

เขาทำลายก็ดี เผาไฟเองก็ดี ใช้ให้เขาเผาไฟก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.

ปฐพี ภิกษุสำคัญว่า มิใช่ปฐพี ขุดเองก็ดี ใช้ให้เขาขุดก็ดี ทำลาย

เองก็ดี ใช้ให้เขาทำลายก็ดี เผาไฟเองก็ดี ใช้ให้เขาเผาไฟก็ดี ไม่ต้องอาบัติ.

มิใช่ปฐพี ภิกษุสำคัญว่า ปฐพี . . . ต้องอาบัติทุกกฏ.

มิใช่ปฐพี ภิกษุสงสัย ...ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ต้องอาบัติ

มิใช่ปฐพี ภิกษุสำคัญว่ามิใช่ปฐพี. . .ไม่ต้องอาบัติ.

อานาปัตติวาร

[๓๕๓] ภิกษุกล่าวว่า ท่านจงรู้ดินนี้ ท่านจงให้ดินนี้ ท่านจงนำ

ดินนี้มา เรามีความต้องการด้วยดินนี้ ท่านจงทำดินนี้ให้เป็นกัปปิยะ ดังนี้ ๑

ภิกษุไม่แกล้ง ๑ ภิกษุไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุ-

อาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

มุสาวาทวรรค สิกขาบทที่ ๑๐ จบ

ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๑ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 257

หัวข้อประจำเรื่อง

๑. มุสาวาทสิกขาบท ว่าด้วยพูดเท็จ

๒. โอมสวาทสิกขาบท ว่าด้วยพูดเสียดสี

๓. เปสุญญสิกขาบท ว่าด้วยพูดส่อเสียด

๔. ปทโสธัมมสิกขาบท ว่าด้วยสอนธรรมว่าพร้อมกัน

๕. ปฐมสหเสยยสิกขาบท ว่าด้วยนอนร่วมกับอนุปสัมบัน

๖. ทุติยสหเสยยสิกขาบท ว่าด้วยนอนร่วมกับมาตุคาม

๗. ธัมมเทสนาสิกขาบท ว่าด้วยแสดงธรรม

๘. ภูตาโรจนสิกขาบท ว่าด้วยบอกอุตริมนุสธรรม

๙. ทุฏฐุลลาโรจนสิกขาบท ว่าด้วยบอกอาบัติชั่วหยาบ

๑๐. ปฐวีขนนสิกขาบท ว่าด้วยขุดดิน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 258

มุสาวาทวรรค ปฐวีขนนสิกขาบทที่ ๑๐

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้

[แก้อรรถ เรื่องปฐพีแท้ไม่แท้]

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปฐพีแท้ และปฐพีไม่แท้ ด้วยบทเหล่านี้

ว่า ชาตา จ ปวี อชาตา จ ปวี ดังนี้.

ในบททั้งหลายมีบทว่ามีหินน้อยเป็นต้น ผู้ศึกษาพึงเห็นใจความอย่าง

นี้ว่า ที่ปฐพีแท้นี้มีหินน้อย ฉะนั้น จึงชื่อว่า อัปปปาสาณะ. ในบทว่า

มีหินน้อย เป็นต้นนั้น พึงทราบว่า มีหินเกินกว่าขนาดกำมือหนึ่ง. กรวด

ก็พึงทราบว่า มีขนาดกำมือหนึ่ง. เศษกระเบื้องชื่อ กถลา. ก้อนกรวดที่

ปรากฏ (หินกรวดคล้ายวลัย) ชื่อ มรุมพา. ทรายนั่นแหละ ชื่อว่า วาลุกา.

สองบทว่า เยภุยฺเยน ปสุ มีความว่า ใน ๓ ส่วน ๒ ส่วน เป็น

ดินร่วนเสีย, ส่วนหนึ่ง เป็นหินเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง.

บทว่า อทฑฺฒาปี มีความว่า ยังไม่ได้เผาไฟ โดยประการใด

ประการหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งเตาไฟ ที่ระบมบาตร และเตาช่างหม้อเป็นต้น

ก็ปฐพีที่ยังไม่ได้เผาไฟนั้น ไม่มีต่างหาก, พึงทราบว่าเป็นปฐพีชนิดใดชนิดหนึ่ง

มีดินซุยล้วนเป็นต้น .

สองบทว่า เยภุยฺเยน สกฺขรา ได้แก่ มีก้อนกรวดมากกว่า. ได้ยินว่า

ในหัตถิกุจฉิประเทศ พวกภิกษุให้ขนดินมาเต็มกระบุงหนึ่ง แล้วล้างในลำราง

รู้ว่าเป็นปฐพีมีกรวดโดยมาก จึงขุดสระโบกชรณีเสียเอง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 259

ก็สองบทว่า อปฺปปสุ อปฺปมตฺติกา ซึ่งมีอยู่ตรงกลาง ผนวกเข้า

หมวด ๕ มีหินโดยมากเป็นต้นนั่นแล. แท้จริง คำนี้ เป็นคำแสดงชนิดแห่ง

ปฐพีทั้ง ๒ นั้น นั่นแล.

ในคำว่า สย ขนติ อาปตฺต ปาจิตฺติยสฺส นี้ ผู้ศึกษาพึงทราบว่า

เป็นปาจิตตีย์ทุก ๆ ครั้งที่ขุด.

คำว่า สกึ อาณตฺโต พทุกปิ ขนติ มีความว่า ถ้าแม้นว่า ผู้รับ

สั่งขุดตลอดทั้งวัน ก็เป็นปาจิตตีย์ตัวเดียวเท่านั้นแก่ผู้สั่ง. แต่ถ้าผู้รับสั่งเป็นคน

เกียจคร้าน ผู้สั่งต้องสั่งบ่อย ๆ เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้สั่งให้เขาขุดทุก ๆ คำ.

พรรณนาบาลีเท่านี้ก่อน.

[บาลีมุตตกวินิจฉัยว่าด้วยการขุดดินเป็นต้น]

ส่วนวินิจฉัยนอกพระบาลี ดังต่อไปนี้ ภิกษุกล่าวว่า เธอจงขุด

สระโบกขรณี ดังนี้ ควรอยู่. เพราะว่า สระที่ขุดแล้วเท่านั้น จึงชื่อว่า เป็น

สระโบกขรณี ฉะนั้น โวหารนี้ เป็นกัปปิยโวหาร. แม้ในคำเป็นต้นว่า

จงขุด บึง บ่อ หลุม ดังนี้ ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. แต่จะกล่าวว่า จงขุด

โอกาสนี้ จงขุดสระโบกขรณี ในโอกาสนี้ ดังนี้ ไม่ควร. จะกล่าวไม่กำหนด

แน่นอนลงไปว่า จงขุดเหง้า จงขุดราก ดังนี้ ควรอยู่ จะกล่าวว่า จงขุด

เถาวัลย์นี้ จงขุดเหง้า หรือรากในโอกาสนี้ ดังนี้ ไม่สมควร. เมื่อชำระ

สระโบกขรณี อาจจะเอาหม้อวิดเปือกตมเหลว ๆ ใดออกได้, จะนำเปือกตม

นั้นออก ควรอยู่. จะนำเปือกตมที่ข้นออก ไม่ควร. เปือกตมแห้งเพราะ

แสงแดด แตกระแหง ในเปือกตมแห้งนั้น ส่วนใดไม่เนื่องกับแผ่นดินใน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 260

เบื้องล่าง, จะนำเปือกตมนั้นแลออก ควรอยู่. ชื่อว่าระแหง (แผ่นคราบน้ำ,

ดินร่วนเพราะน้ำแห้ง) มีอยู่ในที่น้ำไหลไป ย่อมไหวเพราะถูกลมพัด จะนำ

เอาระแหงนั้นออก ควรอยู่. ฝั่ง (ตลิ่ง) แห่งสระโบกขรณีเป็นต้น พังตก

ลงไปริมน้า. ถ้าถูกฝนตกรดต่ำกว่า ๔ เดือน จะฟันออก หรือทุบออก ก็ควร

ถ้าเกิน ๔ เดือน ไม่ควร. แต่ถ้าตกลงในน้ำเลย. แม้เมื่อฝนตกรดเกิน ๔ เดือน

แล้ว ก็ควร เพราะน้ำ (ฝน) ตกลงไปในน้ำเท่านั้น.

ภิกษุทั้งหลายขุด (เจาะ) สะพังน้ำ (ตระพังหิน) บนหินดาด. ถ้า

แม้นว่า ผงละเอียดตกลงไปในตระพังหินนั้น ทั้งแต่แรกทีเดียว. ผงละเอียด

นั้นถูกฝนตกรด ต่อล่วงไปได้ ๔ เดือน จึงถึงอันนับว่า เป็นอกัปปิยปฐพี.

เมื่อน้ำงวดแล้ว (แห้งแล้ว ) พวกภิกษุผู้ชำระตระพังหิน จะแยกผงละเอียด

นั้นออก ไม่ควร. ถ้าเต็มด้วยน้ำอยู่ก่อน. ผงละอองตกลงไปภายหลัง. จะแยก

ผงละอองนั้นออก ควรอยู่. แท้จริง แม้เมื่อฝนตกในตระพังหินนั้น น้ำย่อม

ตกลงในน้ำเท่านั้น. ผงละเอียดมีอยู่บนพวกหินดาด ผงละเอียดนั้น เมื่อถูก

ฝนตกซะอยู่ ก็ติดกันเข้าอีก. จะแยกผงละอองแม้นั้นออกโดยล่วง ๔ เดือนไป

ไม่ควร.

จอมปลวกเกิดขึ้นที่เงื้อมเป็นเองไม่มีคนสร้าง. จะแยกออกตามสะดวก

ควรอยู่. ถ้าจอมปลวกเกิดขึ้นในที่แจ้ง ถูกฝนตกรดต่ำกว่า เดือนเท่านั้น

จึงควร. แม้ในดินเหนียวของตัวปลวกที่ขึ้นไปบ้านไม้เป็นต้น มีนัยอย่างนี้

เหมือนกัน. แม้ในขุยไส้เดือน ขุยหนู และระแหงกีบโคเป็นต้น ก็มีนัยอย่างนั้น

เหมือนกัน. เปือกตมที่ถูกตัดด้วยกีบฝูงโค (โคลนรอยกีบฝูงโค) เรียกว่า

๑. วิมฺติ แก้ว่า อุทกปปฺปฎโกติ อุทเก อนฺโตภูมิย ปวิฎฺเ ตสฺส อุปริภาค ฉาเทตฺวา

ตนุปสุ วา มตฺติกา วา ปฎล หุตฺวา ปตมานา ติฎฺ ติ, ตสฺมึ อุทเก สุกฺเขปิ ต ปฎฺล วาเตน

จลมานา ติฎฺติ, ต อุทกปปฺปฏโก นาม-ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 261

ระแหงกีบโค. ก็ถ้าว่า ระแหงกีบโคนั้น ติดกับแผ่นดินทางพื้นล่าง แม้ใน

วันเดียวจะแยกออก ก็ไม่ควร. ภิกษุถือเอาดินเหนียวที่ถูกไถตัด แม้ในที่

ที่ชาวนาไถไว้ ก็มีนัยอย่างนั้นเหมือนกัน.

เสนาสนะเก่า ไม่มีหลังคา หรือมีหลังคาพังก็ตาม ถูกฝนตกรดเกิน

๔ เดือน ย่อมถึงซึ่งอันนับว่า ปฐพีแท้เหมือนกัน. ภิกษุจะถือเอากระเบื้อง

มุงหลังคา หรือเครื่องอุปกรณ์มีกลอนเป็นต้น ที่เหลือจากเสนาสนะเก่านั้น

ด้วยสำคัญว่า เราจะเอาอิฐ จะเอากลอน จะเอาเชิงฝา จะเอากระดานปูพื้น

จะเอาเสาหิน ดังนี้ ควรอยู่. ดินเหนียวตกลงติดกับกระเบื้องหลังคาเป็นต้นนั้น

ไม่เป็นอาบัติ. แต่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้เอาดินเหนียวที่ฉาบฝา. ถ้าดินก้อนใดๆ

ไม่เปียกชุ่ม, ภิกษุถือเอาดินก้อนนั้น ๆ ไม่เป็นอาบัติ.

ภายในเรือนมีกองดิน เมื่อกองดินนั้น ถูกฝนตกรดเสียวันหนึ่ง ชน-

ทั้งหลายจึงมุงเรือน. ถ้ากองดินเปียกทั้งหมด, ต่อล่วงไปได้ ๔ เดือน กลายเป็น-

ปฐพีแท้เหมือนกัน. ถ้าส่วนเบื้องบนแห่งกองดินนั้นเท่านั้นเปียก ภายใน

ไม่เปียก จะใช้ให้พวกกัปปียการกคุ้ยเอาดินเท่าจำนวนที่เปียกออกเสีย ด้วย

กัปปิยโวหารแล้ว ใช้สอยดินส่วนที่เหลือตามสะดวกก็ควร. จริงอยู่ ดินที่

เปียกน้ำแล้วจับติดเนื่องเป็นอันเดียวกันนั่นแล จัดเป็นปฐพีแท้. นอกนี้

ไม่ใช่แล.

กำแพงดินเหนียวอยู่ในที่แจ้ง ถ้าถูกฝนตกรดเกิน ๔ เดือน ย่อมถึง

อันนับว่า ปฐพีแท้. แต่ภิกษุจะเอามือเปียกจับต้องดินร่วนอันติดอยู่ที่ปฐพีแท้

นั้น ควรอยู่. ถ้าหากว่า เป็นกำแพงอิฐ ทั้งอยู่ในฐานเป็นเศษกระเบื้องอิฐ.

เสียโดยมาก จะคุ้ยเขี่ยออกตามสบาย ก็ได้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 262

ภิกษุจะโยกเอาเสามณฑปที่ตั้งอยู่ในที่แจ้ง ไปทางโน้นทางนี้ ทำให้

ดินแยกออก ไม่ควร ยกขึ้นตรง ๆ เท่านั้น จึงควร. สำหรับภิกษุผู้จะถือเอา

ต้นไม้แห้ง หรือตอไม้แห้งแม้อย่างอื่น ก็นัยนี้แล. ภิกษุทั้งหลายเอาพวกไม้ท่อน

งัดหิน หรือต้นไม้กลิ้งไป เพื่อการก่อสร้าง. แผ่นดินในที่กลิ้งไปนั้น แตก

เป็นรอย. ถ้าภิกษุทั้งหลายมีจิตบริสุทธิ์กลิ้งไป ไม่เป็นอาบัติ. แต่ทว่า ภิกษุ

ทั้งหลาย เป็นผู้ใคร่จะทำลายแผ่นดินด้วยเลศนั้นนั่น เอง เป็นอาบัติ. พวก

ภิกษุผู้ลากกิ่งไม้เป็นต้นไปก็ดี ผ่าพื้นบนแผ่นดินก็ดี ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน

จะตอกหรือจะเสียบแม้วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง มีกระดูก เข็มและหนามเป็นต้น

ลงไปในแผ่นดิน ก็ไม่ควร. แม้จะถ่ายปัสสาวะ ด้วยคิดอย่างนี้ว่า เราจะพัง

แผ่นดินด้วยกำลังแห่งสายน้ำปัสสาวะ ก็ไม่ควร. เมื่อภิกษุถ่ายดินพัง เป็นอาบัติ.

แม้จะเอาไม้กวาดครูดถู ด้วยติดว่า เราจักทำพื้นดินที่ไม่เสมอ ให้เสมอ ดังนี้

ก็ไม่ควร. ความจริง ควรจะกวาดด้วยหัวข้อแห่งวัตรเท่านั้น.

ภิกษุบางพวก กระทุ้งแผ่นดิน ด้วยปลายไม้เท้า เอาปลายนิ้วหัวแม่เท้า

ขีดเขียน (แผ่นดิน). เดินจงกรมทำลายแผ่นดิน ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยคิดว่า

เราจักแสดงสถานที่ที่เราจงกรม ดังนี้, กรรมเช่นนั้น ไม่ควรทุกอย่าง. แต่ภิกษุ

ผู้กระทำสมณธรรมเพื่อยกย่องความเพียร มีจิตบริสุทธิ์ จงกรม สมควรอยู่.

เมื่อกระทำ (การเดินจงกรมอยู่แผ่นดิน) จะแตกก็ไม่เป็นอาบัติ. ภิกษุทั้งหลาย

ครูดสีที่แผ่นดิน ด้วยคิดว่า จักล้างมือ ไม่ควร. ส่วนภิกษุ ผู้ไม่ครูดสี

แต่วางมือเปียกลงบนแผ่นดิน แล้วแตะเอาละอองไป ได้อยู่. ภิกษุบางพวก

อาพาธด้วยโรคคัน และหิดเป็นต้น จึงครูดสีอวัยวะใหญ่น้อยลงบนที่มีตลิ่งชัน

เป็นต้น, การทำนั้น ก็ไม่สมควร.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 263

[ว่าด้วยการะขุดเองและการใช้ให้ขุดแผ่นดินเป็นต้น]

สองบทว่า ขนติ วา ขนาเปติ วา มีความว่า ภิกษุขุดเองก็ดี ใช้ให้

ผู้อื่นขุดก็ดี (ซึ่งแผ่นดิน) ชั้นที่สุดด้วยปลายนิ้วเท้าบ้าง ด้วยซี่ไม้กวาดบ้าง

สองบทว่า ภินฺทติ วา ภินฺทาเปติ วา มีความว่า ภิกษุทำลาย

เองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นทำลายก็ดี (ซึ่งแผ่นดิน) ชั้นที่สุด แม้จะเทน้ำ.

สองบทว่า ทหติ วา ทหาเปติ วา มีความว่า ภิกษุเผาเองก็ดี

ใช้ให้ผู้อื่นเผาก็ดี ชั้นที่สุดจะระบมบาตร. ภิกษุจุดไฟเอง หรือใช้ให้ผู้อื่นจุด

ในที่มีประมาณเท่าใด เป็นปาจิตตีย์มีประมาณเท่านั้นตัว. ภิกษุ แม้เมื่อจะ

ระบมบาตร พึงระบมในที่เคยระบมแล้วนั่นแหละ. จะวางไฟลงบนแผ่นดินที่

ไฟยังไม่ไหม้ ไม่ควร. แต่จะวางไฟลงบนกระเบื้องสำหรับระบมบาตร ควรอยู่.

วางไฟลงบนกองฟืน, ไฟนั้นไหม้ฟืนเหล่านั้น แล้วจะลุกลามเลยไปไหม้ดิน

ไม่ควร. แม้ในที่มีอิฐและหินเป็นต้น ก็มีนัยอย่างนั้นเหมือนกัน. จริงอยู่ ใน

ที่แม้นั้น จะวางไฟลงบนกองอิฐเป็นต้นนั่นแล ควรอยู่. เพราะเหตุไร ?

เพราะอิฐเป็นต้นนั้น มิใช่เชื้อไฟ. จริงอยู่ อิฐเป็นต้นนั้น ไม่ถึงอันนับว่า

เป็นเชื้อแห่งไฟ. จะติดไฟแม้ที่ตอไม้แห้ง และต้นไม้แห้งเป็นต้น ก็ไม่ควร.

แต่ถ้าว่า ภิกษุจะติดไฟด้วยคิดว่า เราจักดับไฟที่ยังไม่ทัน ถึงแผ่นดิน

เสียก่อนแล้วจึงจักไป ดังนี้ ควรอยู่. ภายหลังไม่อาจเพื่อจะดับได้ ไม่เป็นอาบัติ

เพราะไม่ใช่วิสัย ภิกษุถือคบเพลิงเดินไป เมื่อมือถูกไฟไหม้จึงทิ้งลงที่พื้น,

ไม่เป็นอาบัติ. ท่านกล่าวไว้ในมหาปัจจรีว่า จะเติมเชื้อก่อไฟ ในที่คบเพลิงตก

นั่นแหละ ควรอยู่. ท่านกล่าวไว้ในมหาปัจจรีนั้นนั่นแลว่า ก็ที่มีประมาณเท่าใด

ในแผ่นดินซึ่งถูกไฟไหม้ ไอร้อนระอุไปถึง จะโกยที่ทั้งหมดนั้น ออก ควรอยู่.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 264

ก็ภิกษุใด ยังไม่รู้จะสีให้ไฟเกิดด้วยไม้สีไฟ เอามือหยิบขึ้นแล้วกล่าวว่า

ผมจะทำอย่างไร ? ภิกษุอื่นบอกว่า จงทำให้ลุกโพลงขึ้น. เธอกล่าวว่า มัน

จะไหม้มือผม จึงบอกว่า จงทำอย่างที่มันจะไม่ไหม้. แต่ไม่พึงบอกว่า จงทิ้ง

ลงที่พื้น. ถ้าว่า เมื่อไฟไหม้มือ เธอทิ้งลง ไม่เป็นอาบัติ เพราเธอไม่ได้

ทิ้งลงด้วยตั้งใจว่า เราจักเผาแผ่นดิน. ท่านกล่าวไว้ในกุรุนทีว่า ถึงจะก่อไฟ

ในที่ไฟตกลง ก็ควร

ก็ในคำว่า อนาปตฺติ อิม ชาน เป็นต้น ผู้ศึกษาพึงทราบใจความ

อย่างนี้ คือ (ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้กล่าวว่า) เธอจงรู้หลุมสำหรับเสานี้, จงรู้

ดินเหนียวก้อนใหญ่ จงรู้ดินปนแกลบ จงให้ดินเหนียวก้อนใหญ่ จงให้ดิน

ปนแกลบ. จงนำดินเหนียวมา. จงนำดินร่วนมา, ต้องการดินเหนียว, ต้องการ

ดินร่วน จงทำหลุมให้เป็นกัปปิยะสำหรับเสานี้, จงทำดินเหนียวนาให้เป็น

กัปปิยะ, จงทำดินร่วนนี้ให้เป็นกัปปิยะ.

บทว่า อสญฺจิจฺจ มีความว่า เมื่อภิกษุกลิ้งหินและต้นไม้เป็นต้นไป

หรือเดินเอาไม้เท้ายัน ๆ ไป แผ่นดินแตก. แผ่นดินนั้นชื่อว่า อันภิกษุไม่ได้

แกล้งทำแตก เพราะเธอไม่ได้จงใจทำลายอย่างนี้ว่า เราจักทำลาย (แผ่นดิน)

ด้วยไม้เท่านี้, ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่แกล้งทำลาย ด้วยประการฉะนี้.

บทว่า อสติยา มีความว่า ภิกษุส่งใจไปทางอื่นยืนพูดอะไรกับคน

บางคนเอานิ้วหัวแม่เท้า หรือไม้เท้าขีดเขียนแผ่นดินไปพลาง ไม่เป็นอาบัติ

แก่ภิกษุผู้ขีดเขียน หรือทำลาย (ดิน) ด้วยไม่มี สติอย่างนี้.

บทว่า อาชานนฺตสฺส มีความว่า ภิกษุไม่รู้แผ่นดินที่ฝนตกรดภาย-

ในเรือน ซึ่งมุงหลังคาปิดแล้วว่า เป็นอกัปปิยปฐพี จึงโกยออก ด้วยสำคัญว่า

เป็นกัปปิยปฐพี ก็ดี ไม่รู้ว่า เราขุด เราทำลาย เราเผาไฟ ก็ดี เก็บเสียม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 265

เป็นต้น เพื่อต้องการรักษาไว้อย่างเดียวก็ดี มือถูกไฟไหม้ ทิ้งไฟลงก็ดี, ไม่

เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่รู้อย่างนี้ บทที่เหลือตื้นทั้งนั้น..

สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้นทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิ ๑

ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สาญญาวิโมกข์ สจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ

กายกรรม วจีกรรม มีเวทนา ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนี้แล.

ปฐวีขนนสิกขาบทที่ ๑๐ จบ

มุสาวาทวรรคที่ ๑ จบบริบูรณ์

ตามวรรณนานุกรม

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 266

ปาจิตตีย์ วรรคที่ ๒

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๑

เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี

[๓๕๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ อัคคาฬว-

เจดีย์ เขตรัฐอาฬวี ครั้งนั้น พวกภิกษุชาวรัฐอาฬวีทำนวกรรม ตัดต้นไม้

เองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง แม้ภิกษุชาวรัฐอาฬวีรูปหนึ่งก็ตัดต้นไม้ เทวดาผู้

สิงสถิตอยู่ที่ต้นไม้นั้น ได้กล่าวคำนี้กะภิกษุนั้นว่า ท่านเจ้าข้า ท่านประสงค์

จะทำที่อยู่ของท่าน โปรดอย่าตัดต้นไม้อันเป็นที่อยู่ของข้าพเจ้าเลย ภิกษุรูปนั้น

ไม่เชื่อฟังได้ตัดลงจนได้ แลฟันถูกแขนทารกลูกของเทวดานั้น เทวดาได้คิด

ขึ้นว่า ถ้ากระไรเราพึงปลงชีวิตภิกษุรูปนี้เสีย ณ ที่นี้แหละ แล้ว ติดต่อไปว่า

ก็การที่เราจะพึงปลงชีวิตภิกษุรูปนี้เสีย ณ ที่นี้นั้นไม่สมควรเลย ถ้ากระไรเรา

ควรกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนั้น เทวาดานั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้

มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานสาธุการว่า ดีแล้ว ๆ เทวดา ดีนักหนา

ที่ท่านไม่ปลงชีวิตภิกษุรูปนั้น ถ้าท่านปลงชีวิตภิกษุรูปนั้นในวันนี้ ตัวท่านจะ

พึงได้รับบาปเป็นอันมาก ไปเถิดเทวาดา ต้นไม้ในโอกาสโน้นว่างแล้ว ท่าน

จงเข้าไปอยู่ที่ต้นไม้นั้น.

ประชาชนพากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พวกพระสมณะ

เชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้ตัดต้นไม้เองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง พระสมณะ

เชื้อสายพระศากยบุตรทั้งหลาย ย่อมเบียดเบียนอินทรีย์ อย่างหนึ่งซึ่งมีชีวะ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 267

ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกเขาเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ บรรดาที่มักน้อย. . .

ต่างพากันเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พวกภิกษุชาวรัฐอาฬวี จึงได้ตัด

ต้นไม้เองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอ

ตัดเองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง ซึ่งต้นไม้ จริงหรือ.

ภิกษุชาวรัฐอาฬวีทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงได้ตัดเองบ้าง ให้คนอื่นตัดบ้าง ซึ่งต้น ไม้ เพราะคนทั้งหลายสำคัญ

ในต้นไม้ ว่ามีชีวะ การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใส

ของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ..

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้

พระบัญญัติ

๖๐. ๑. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะพรากภูตคาม.

เรื่องภิกษุชาวรัฐอาฬวี จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๕๕] ที่ชื่อว่า ภูตคาม ได้แก่พืช ๕ ชนิด คือ พืชเกิดจากเหง้า ๑

พืชเกิดจากต้น ๑ พืชเกิดจากข้อ ๑ พืชเกิดจากยอด ๑ พืชเกิดจากเมล็ด

เป็นที่ครบห้า ๑.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 268

ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากเหง้า ได้แก่ ขมิ้น ขิง ว่านน้ำ ว่านเปราะ

อุตพิด ข่า แฝก แห้วหมู หรือแม้พืชอย่างอื่นใดซึ่งเกิดที่เหง้า งอกที่เหง้า

นั่นชื่อว่า พืชเกิดจากเหง้า.

ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากต้น ได้แก่ ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นดีปลี ต้น

มะเดื่อ ต้นเต่าร้าง ต้นมะขวิด หรือแม้พืชอย่างอื่นใดซึ่งเกิดที่ต้น งอกที่ต้น

นั่นชื่อว่า พืชเกิดจากต้น.

ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากข้อ ได้แก่ อ้อย ไม้ไผ่ ไม้อ้อ หรือแม้พืช

อย่างอื่นใดซึ่งเกิดที่ข้อ งอกที่ข้อ นั่นชื่อว่า พืชเกิดจากข้อ.

ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากยอด ได้แก่ ผักบุ้งล้อม แมงลัก เถาหญ้านาง

หรือแม้พืชอย่างอื่นใดซึ่งเกิดที่ยอด งอกที่ยอด นั่นชื่อว่า พืชเกิดจากยอด.

ที่ชื่อว่า พืชเกิดจากเมล็ด ได้แก่ ข้าว ถั่ว งา หรือแม้พืชอย่าง

อื่นใดซึ่งเกิดที่เมล็ด งอกที่เมล็ด นั่นชื่อว่า พืชเกิดจากเมล็ด เป็นที่ครบห้า.

บทภาชนีย์

[๓๕๖] พืช ภิกษุสำคัญว่าพืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลาย

เองก็ดี ให้ คนอื่นทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

พืช ภิกษุสงสัย ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี ให้คนอื่น

ทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.

พืช ภิกษุสำคัญว่า ไม่ใช่พืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลาย

เองก็ดี ให้คนอื่นทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ไม่ต้องอาบัติ.

ไม่ใช่พืช ภิกษุสำคัญว่าพืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเอง

ก็ดี ให้คนอื่นทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 269

ไม่ใช่พืช ภิกษุสงสัย ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัดก็ดี ทำลายเองก็ดี

ให้คนอื่นทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี. ให้คนอื่นต้มก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ.

ไม่ใช่พืช ภิกษุสำคัญว่า ไม่ใช่พืช ตัดเองก็ดี ให้คนอื่นตัด ก็ดี

ทำลายเองก็ดี ให้คนอื่นทำลายก็ดี ต้มเองก็ดี ให้คนอื่นต้มก็ดี ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

[๓๕๗] ภิกษุกล่าวว่า ท่านจงรู้พืชนี้ ท่านจงให้พืชนี้ ท่านจงนำ

พืชนี้มา เรามีความต้องการด้วยพืชนี้ ท่านจงทำพืชนี้ให้เป็นกัปปิยะดังนี้ ๑

ภิกษุไม่แกล้งพราก ๑ ภิกษุทำเพราะไม่มีสติ ๑ ภิกษุไม่รู้ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑

ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๑ จบ

ปาจิตตีย์ เสนาสนวรรคที่ ๒

ภูตคามสิกขาบทที่ ๑

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๑ แห่งเสนาสนวรรค* ดังต่อไปนี้

[เรื่องภิกษุชาวเมืองอาฬวี ตัดต้นไม้]

บทว่า อนาทิยนฺโต คือ ไม่เชื่อฟังถ้อยคำของเทวดานั้น.

หลายบทว่า ทารกสฺส พาหุ อาโกฏฺเฏสิ มีความว่า ภิกษุนั้น

ไม่อาจยั้งขวานที่เงื้อขึ้น จึงตัดเอาแขนทรงที่ใกล้ราวนม ของทารกผู้นอนอยู่

บนวิมานทิพย์ ซึ่งตั้งอยู่บนต้นไม้ อันเทวดานั้นได้มาจากสำนักของท้าวจาตุม-

มหาราช ซึ่งล่วงเลยวิสัยแห่งจักษุของพวกมนุษย์.

* บาลีเป็นภูตคามวรรค.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 270

ในคำว่า น โข ปเนต ปฏิรูป เป็นต้น มีการพรรณนาโดยสังเขป

ดังต่อไปนี้

ได้ยินว่า ในป่าหิมพานต์ มีการประชุมเทวดา ทุก ๆ วันปักษ์, ใน

ป่าหิมพานต์นั้น พวกเทวดาย่อมถามถึงรุกขธรรมว่า ท่านทั้งอยู่หรือไม่ได้ตั้ง

อยู่ในรุกขธรรม. ชื่อว่า รุกขธรรม ได้แก่ การที่รุกขเทวดาไม่ทำความ

ประทุษร้ายทางใจ ในเมื่อต้นไม้ถูกตัด. บรรดาเทวดาเหล่านั้น เทวดาองค์ใด

ไม่ทั้งอยู่ในรุกขธรรม, เทวดาองค์นั้น ย่อมไม่ได้เพื่อจะเข้าสู่ที่ประชุม. เทวดา

องค์นั้น ได้มองเห็นโทษ มีการไม่ตั้งอยู่ในรุกขธรรมเป็นปัจจัยนี้ ด้วยประการ

ดังนี้ และระลึกถึงบุรพจรรยา ในปางที่พระตถาคตเจ้าเสวยพระชาติเป็น

พญาช้างฉัททันต์เป็นต้น โดยกระแสแห่งพระธรรมเทศนาที่คนเคยสดับมา

เฉพาะพระพักตร์แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า. เพราะเหตุนั้น เทวดานั้น จึงได้มี

ความรำพึง น โข ปเนต ปฏิรูป ฯเปฯ ชีวิตา โวราเปยฺยุ (ก็การ

ที่เราจะปลงชีวิตภิกษุรูปนี้เสีย ณ ที่นี้ นั่นไม่สมควรเลย) ดังนี้. ก็ความรำพึง

นี้ว่า ถ้ากระไร เราควรกราบทูลเรื่องนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ ได้มีแก่

เทวดานั้น ผู้ฉุกคิดอยู่อย่างนี้ว่า ภิกษุนี้เป็นบุตรมีบิดา, พระผู้มีพระภาคเจ้า

ได้ทรงสดับอัชฌาจารนี้ของภิกษุนี้แล้ว จักทรงป้องกันมารยาท จักทรงบัญญัติ

สิกขาบทแน่นอน.

คำว่า สจชฺช ตฺว เทวเต มีความว่า ดูก่อนเทวดา ! ถ้าท่าน

(ปลงชีวิตภิกษุรูปนั้น) ในวันนี้ไซร้.

บทว่า ปสเวยฺยาสิ แปลว่า พึงให้เกิด คือ พึงให้บังเกิดขึ้น. ก็แล

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะให้เทวดานั้นยินยอม จึงได้

ตรัสพระคาถานี้ว่า

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 271

บุคคลใดแล ข่มความโกรธที่เกิดขึ้น

แล้วได้ เหมือนกับสารถีหยุดรถ ซึ่งกำลัง

แล่นอยู่ได้ เราตถาคตเรียกบุคคลนั้นว่า

เป็นสารถี ชนนอกจากนี้ เป็นแต่คนถือ

บังเหียน.

ในเวลาจบพระคาถา เทวดานั้น ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระผู้มี

พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ประชุมกันพร้อมแล้ว จึงได้

ทรงภาษิตพระคาถานี้อีกว่า

ภิกษุใดแล ย่อมกำจัดซึ่งความโกรธ

ที่เกิดขึ้น เหมือนหมอกำจัดพิษงูที่แล่นซ่าน

ไปแล้ว ด้วยโอกาสทั้งหลาย ฉะนั้น ภิกษุนั้น

ย่อมละฝั่งนี้และฝั่งโน้นได้ เหมือนงูลอก-

คราบเก่าแก่ทิ้งไป ฉะนั้น.

บรรดาคาถาทั้งสองนั้น คาถาที่ ๑ พระธรรมสังคาหกาจารย์ยกขึ้นสู่

สังคหะ ในธรรมบท, คาถาที่ ๒ ยกขึ้นสู่สังคหะ ในสุตตนิบาต ส่วนเรื่อง

ยกขึ้นสู่สังคหะ ในวินัยปิฏกแล.

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่นั่นเทียว ทรงตรวจ

ดูสถานที่อยู่ของเทวดานั้น ทอดพระเนตรเห็นสถานที่ อันสมควรแล้ว. จึงตรัสว่า

ไปเถิดเทวดา ! ณ ที่โอกาสโน้นมีต้นไม้ว่างอยู่, เธอจงเข้าไปอยู่ที่ต้นไม้นั้น.

ได้ยินว่า ต้นไม้นั้นไม่มีในแคว้นอาฬวี, มีอยู่ภายในกำแพงเครื่องล้อมแห่ง

พระเชตวัน ซึ่งมีเทวบุตรผู้เป็นเจ้าของได้จุติไปแล้ว เพราะเหตุนั้น ต้นไม้นั้น

๑. ขุ. ธ. ๒๕/๔๔-๔๕. ๒. ข. ส. ๒๕/๓๒๔.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 272

จึงตรัสว่า ว่างแล้ว . ก็แลจำเดิมแต่ปางนั้นมา เทวดานั้น ได้ความคุ้มครอง

จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เป็นพุทธอุปัฎฐายิกา. ในคราวมีเทวสมาคม เมื่อ

เทวดาผู้มีศักดิ์ใหญ่ทั้งหลายมาอยู่ เทวดาเหล่าอื่นผู้มีศักดิ์น้อย ย่อมถอยร่นไป

จนจดมหาสมุทร และภูเขาจักรวาล. ส่วนเทวดานี้ นั่งฟังธรรม อยู่ในที่อยู่

ของตนนั่นแหละ. เทวดานั้น นั่งฟังปัญหาทั้งหมด แม้ที่พวกภิกษุถามใน

ปฐมยาม (และ) ที่พวกเทวดาถามในมัชฌิมยามบนวิมานนั้นนั่นแล. แม้ท้าว

มหาราชทั้ง ๔ มาสู่ที่บำรุงของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะไป ก็เยี่ยมเทวดา

นั้นก่อนแล้วจึงไป.

[แก้อรรถปาฐะว่าภูตคามปาตัพยตาย]

ในบทว่า ภูตคามปาตพฺยตาย นี้ พึงทราบวินิจฉัย ดังนี้ ที่ชื่อว่า

ภูตะ เพราะอรรถว่า เกิดอยู่ด้วย เติบโตขึ้นอยู่ด้วย. อธิบายว่า ย่อมเกิด

ย่อมเจริญ หรือว่า เกิดแล้ว เจริญแล้ว.

บทว่า คาโม แปลว่า กอง. กองแห่งภูตทั้งหลาย เหตุนั้นจึงชื่อว่า

ภูตคาม. อีกอย่างหนึ่ง กอง คือ ภูต ชื่อภูตคาม. คำว่า ภูตคาม นั่น

เป็นชื่อแห่งหญ้า และต้นไม้เขียวสดที่ยืนต้นแล้ว เป็นต้น.

ภาวะแห่งการพราก ชื่อ ปาตัพยตา (ความเป็นแห่งการพราก).

อธิบายว่า ภาวะอันบุคคลพึงบริโภคใช้สอยตามความพอใจ. ด้วยการตัดและ

การทุบเป็นต้น . ในเพราะความเป็นผู้พรากภูตคามนั้น แห่งภิกษุนั้น. คำนี้

เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งนิมิต. อธิบายว่า เป็นปาจิตตีย์ เพราะความ

เป็นผู้พรากภูตคามเป็นเหตุ คือ เพราะการตัดภูตตามเป็นต้นเป็นปัจจัย.

[อธิบายภูตคาม ๕ ชนิด มีมูลแพะเป็นต้น]

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกแสดงภูตคามนั้น จึงตรัส

คำเป็นต้นว่า ภูตคาโม นาม ปญฺจ วีชชาตานิ ดังนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 273

ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทั้งหลายว่า ในคำว่า ภูตคามเป็นต้นนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกภูตคามขึ้นด้วยคำว่า ภูตคาโม นาม ดังนี้ แล้ว

ตรัสคำ ปญฺจ วาชชาตานิ เป็นต้น เพื่อทรงแสดงพืชที่เมื่อมันมีอยู่ ภูตคาม

จึงมี. แม้เมื่อมีอย่างนี้ คำว่า ยานิ วา ปนญฺญานิปิ อตฺถิ มูเล ชายนฺติ

เป็นต้น. ก็ไม่สมกัน. จริงอยู่ พืช ๕ ชนิด มีพืชเกิดจากเหง้าเป็นต้น ไม่ใช่

เกิดอยู่ทีเหง้าเป็นต้น, แต่พืชเหล่านั้น เมื่อจะเกิดที่เหง้าเป็นต้น ก็ชื่อว่ามูลพืช

เป็นต้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบวรรณนาในคำว่า ภูตคาโม นาม

เป็นต้นนี้ (โดยนัยที่กำลังจะกล่าว) อย่างนี้

บทว่า ภูตคาโม นาม เป็นบทควรแจก.

บทว่า ปญฺจ เป็นการกำหนดชนิดแห่งภูตคามนั้น.

บทว่า วีชชตานิ เป็นบทแสงไขธรรมที่ได้กำหนดไว้. ใจความ

แห่งบทว่า วีชชาตานิ นั้นว่า ที่ชื่อว่า พีชชาต เพราะอรรถว่า เกิดจาก

จำพวกเมล็ด คำนี้เป็นชื่อแห่งพืชมีต้น ไม้เป็นต้น. อีกนัยหนึ่ง พืชเหล่านั้นด้วย

เกิดแล้วด้วย คือ ผลิแล้ว ได้แก่ มีใบและรากงอกออกแล้ว เพราะเหตุนั้น

จึงชื่อว่า พีชชาต. ด้วยคำว่า พีชชาต นี้ เป็นอันท่านทำการสงเคราะห์

เอาพืช มีขิงเป็นต้น ที่เขาชำไว้ในทรายเปียกเป็นต้น ซึ่งมีใบและรากงอก

ขึ้นแล้ว .

บัดนี้ พืชมีต้น ไม้เป็นต้น ที่ตรัสเรียกว่า พีชชาต เพราะเกิดจากพืช

เหล่าใด, เมื่อจะทรงแสดงพืชเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า มูลพืช

เป็นต้น . อุเทศแห่งพืช มีพืชเกิดจากรากเหง้าเป็นต้นนั้น ปรากฏชัดเจน

แล้วแล. ในคำว่า ก็หรือว่าพืชแม้อย่างอื่นใด บรรดามี ซึ่งเกิดที่เหง้า งอก

ที่เหง้า นี้ ในอุเทศ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพืชที่เกิดจากเมล็ด

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 274

เพราะฉะนั้น พึงเห็นใจความในคำว่า ยานิ วา ปนญานิ เป็นต้นนี้

อย่างนี้ว่า ก็หรือพืชแม้อย่างอื่นใดบรรดามี เป็นต้นว่า ไม้กอ ไม้เถา และ

ไม้ต้น ซึ่งเกิดและงอกขึ้นที่เหง้า มีชนิด เช่น รากเหง้าเชือกเขา* (รากเหง้า

เถามัน) กระจับ บัวแดง บัวเขียว บัวขาบ บัวขาว (บัวสาย) เผือก มัน

และแคฝอยเป็นต้น. ไม้กอ ไม้เถา และไม้ต้นเป็นอาทินั้น ย่อมเกิดและย่อม

งอกที่เหง้าใด, ก็เหง้านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในบาลี พืชเกิด

จากเหง้า มีขมิ้นเป็นต้นนี้ แม้ทั้งหมด ชื่อว่า มูลพืช. ในขันธพืชเป็นต้น

(พืชเกิดจากลำต้น) ก็นัยนี้ .

ก็อีกอย่างหนึ่ง บรรดาพืชทั้งหลาย มีพืชที่เกิดจากลำต้น เป็นอาทินี้

พืชเหล่าใด มีต้นมะกอก ต้นช้างน้าว (อ้อยช้างก็ว่า) สลัดได ทองหลาง

กรรณิการ์เป็นต้น บัณฑิตพึงเห็นว่า พืชเกิดจากลำต้น พืชทั้งหลาย มีเถาส้ม

เถาสี่เหลี่ยม และเถาดีปลี (ยี่หร่าก็ว่า) เป็นต้น บัณฑิตพึงเห็นว่า พืชเกิด

แต่ข้อ, พืชมี ปอ มะลิ หงอนไก่ เป็นต้น บัณฑิตพึงเห็นว่า พืชเกิดจากยอด.

พืชมีเมล็ดมะม่วง หว้า และขนุนเป็นต้น พึงทราบว่า พืชเกิดจากเมล็ด.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงชนิดแห่งอาบัติ อนาบัติ

และชนิดแห่งความถูกพราก ด้วยอำนาจสัญญา (ชื่อ) ในคำที่พระองค์ตรัสไว้ว่า

ภูตคามปาตพฺยตาย ปาจิตฺติย (เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะความถูกพรากแห่ง

ภูตคาม) จึงตรัสดำว่า พีเช พีชสญฺี เป็นต้น.

ภูตคามที่เกิดจากเมล็ด บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส-

เรียกว่า พืช ในคำว่า พีเช พีชสญฺี นั้น ดุจข้าวสุกแห่งข้าวสารข้าวสาลี

เขาเรียกกันว่า ข้าวสุกแห่งข้าวสาลี ในคำว่า สาลีนญฺเจว โอทน ภุญชติ

* สมัยนี้แปลกันว่ามันฝรั่ง แต่ชาวอินเดียเรียกว่า "อาล." -ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 275

เป็นต้น ฉะนั้น. ส่วนพืชที่ท่านคัดออกไว้ให้พ้นไปจากภูตคาม ที่พระผู้มี

พระภาคเจ้าตรัสไว้ ในคำว่า พีชคามภูตคามสมารมฺภา ปฏิวิรโต เป็นต้น

เป็นวัตถุแห่งทุกกฏ.

อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงประกอบกับบทต้นแห่งสิกขาบทวิภังค์ที่ว่า

ภูตคาโม นาม แล้ว พึงทราบเนื้อความในคำว่า พีเช พืชสญี นี้ อย่างนี้ว่า

ภิกษุมีความสำคัญในพืชที่มีชื่อว่าภูตคาม ว่าเป็นพืช เอาศัสตราเป็นต้น ตัดเอง

ก็ดี ใช้ให้คนอื่นตัดก็ดี เอาก้อนหินเป็นต้นทุบเองก็ดี ใช้ให้คนอื่นทุบก็ดี

นำเอาไฟเข้าไปเผาเองก็ดี ใช้คนอื่นให้เผาก็ดี ต้องปาจิตตีย์. แต่บัณฑิตไม่

พึงถือเอาตามพระบาลี ปรับปาจิตตีย์ ในเพราะความพราก มีชนิดตัดพืชนอก

ไปจากภูตคามเป็นต้น .

[อธิบายพีชคามและภูตคามเป็นต้น]

จริงอยู่ ในภูตคามสิกขาบทนี้ มีวินิจฉัยกถา ดังต่อไปนี้

ภิกษุพรากภูตคาม เป็นปาจิตตีย์. พรากพีชคามแม้ทั้ง ๕ อย่าง อัน

นอกจากภูตคาม เป็นทุกกฏ. ชื่อว่า พีชคามและภูตคามนี้ อยู่ในน้ำก็มี อยู่

บนบกก็มี. บรรดาพีชคามและภูตคามที่อยู่ในน้ำและบนบกทั้งสองนั้น พีชคาม

และภูตคามที่อยู่ในน้ำ คือ เสวาลชาติ (สาหร่าย) ทั้งที่มีใบและไม่มีใบทั้งหมด

มีชนิดเช่นแหนและจอกเป็นต้น โดยที่สุดกระทั่งฝ้าน้ำ (ตระไคร้น้ำ) บัณฑิต

พึงทราบว่า ภูตคาม. ชื่อว่าฝ้าน้ำ (ตระไคร้น้ำ) ข้างบนแข็ง มีสีกร้าน

ข้างล่างอ่อน มีสีเขียว.

บรรดาเสวาลชาตินั้น รากของสาหร่ายใดหยั่งลงไปอยู่ในแผ่นดิน

แผ่นดินเป็นฐานของสาหร่ายนั้น. น้ำเป็นฐานของสาหร่ายที่ลอยไปมาบนน้ำ

เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้พรากภูตคามที่อยู่ในแผ่นดินในที่ใดที่หนึ่งก็ดี ยกขึ้นย้าย

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 276

ไปสู่ที่อื่นก็ดี. เป็นปาจิตตีย์แก่ภิกษุผู้พรากภูตคามที่ลอยไปมาบนน้ำเหมือนกัน.

แต่จะเอามือทั้งสองแหวกไปทางโน้นทางนี้ แล้วอาบน้ำ ควรอยู่. แท้จริง

น้ำทั้งสิ้นเป็นฐานของสาหร่ายที่อยู่ในน้ำนั้น เพราะเหตุนั้น สาหร่ายนั้น ยังไม่

จัดว่าเป็นอันภิกษุย้ายไปสู่ที่อื่น ด้วยเหตุเพียงเท่านี้. แต่จะแกล้งยกขึ้นจากน้ำ

โดยเว้นน้ำเสียไม่ควร. ยกขึ้นพร้อมทั้งน้ำ แล้ววางลงในน้ำอีก ควรอยู่.

สาหร่ายออกมาทางช่องผ้ากรองน้ำ, ควรให้ทำกัปปิยะก่อน จึงบริโภคน้ำ.

ภิกษุถอนเถาวัลย์และหญ้าที่เกิดในน้ำ มีกออุบลและกอปทุมเป็นต้น ขึ้นจากน้ำ

ก็ดี พรากเสียในน้ำนั้นเองก็ดี เป็นปาจิตตีย์. พรากกออุบลและกอปทุมเป็นต้น

ที่คนอื่นถอนขึ้นไว้แล้ว เป็นทุกกฏ. จริงอยู่ กออุบลและปทุมเป็นต้น ที่คนอื่น

ถอนขึ้นไว้นั้น ย่อมถึงรากสงเคราะห์เข้าในพีชคาม. แม้สาหร่ายคือจอกและ

แหน* ที่เขายกขึ้นจากน้ำแล้ว ยังไม่เหี่ยว ย่อมถึงซึ่งอันสงเคราะห์เข้าในพืช

ที่เกิดจากยอด. ในอรรถกถามหาปัจจรีเป็นต้น ท่านกล่าวไว้ว่า แหน** ไม่มีราก

และหน่อและตระไคร้น้าเป็นต้น เป็นวัตถุแห่งทุกกฏ. เหตุในคำนั้นไม่ปรากฎ.

ในอันธกอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า ยังไม่เป็นภูตคามที่สมบูรณ์ เหตุนั้น

จึงเป็นทุกกฏ. แม้คำในอันธกอรรถกถานั้น ก็ไม่สมกัน (กับพระบาลี). จริงอยู่

พระผู้มีพระภาคเจ้าปรับปาจิตตีย์ในเพราะภูตคาม, ปรับทุกกฏในเพราะพีชคาม.

ชื่อว่า ภูตคามอันไม่สมบูรณ์ เป็นโกฎฐาสที่ ๓ ไม่ได้มาในบาลี ไม่ได้

มาในอรรถกถาทั้งหลายเลย. ก็ถ้าจะพึงมีมติว่า แหนไม่มีรากและหน่อนั้น

๑. โยชนาปาระ ๒/๒๕-๑ ตตฺถ ติลพีชกเสวาโล นาม อุปริ ขฺทฺทกปตฺโต เหฏฺา ขุทฺทกมูโล

เสวาโล. สาสปเสวาโล นาม สาสปมตฺโค ขุทฺทกเสวาโล. แปลว่า บรรดาสาหร่ายเหล่านั้น

ที่ชื่อว่า ติลพีชกสาหร่าย ได้แก่ สาหร่ายที่ข้างบนมีใบเล็ก ๆ ข้างล่างมีรากเล็ก ๆ ทิ่มีชื่อว่า

สาสปสาหร่าย ได้แก่ สาหร่ายเล็ก ๆ มีขนาดเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด. ๒. โยชนาปาฐะ ๒/๒๑

อนนฺตกติลกพืชโกติ อมูลงฺกุรติลพีชโก พืชขนาดเท่าเมล็ดงาไม่มีรากและหน่อ ชื่อว่าแหน.

-ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 277

จักถึงการสงเคราะห์เข้าในพีชคามไซร้, แม้คำนั้นก็ไม่ควร เพราะพืชเช่นนั้น

ไม่เป็นมูลเหตุแห่งภูตคามเลย. อีกนัยหนึ่ง คำว่า บรรดาฐานะที่หนักและเบา

ภิกษุควรตั้งอยู่ในฐานะที่หนัก นี้เป็นลักษณะแห่งวินัย.

[ว่าด้วยภูตคามที่เกิดบนบกและการพรากภูตคามนั้น ]

วินิจฉัยในภูตคามที่เกิดบนบกต่อไป ส่วนที่เหลือของจำพวกต้นไม้

ที่ถูกตัดจัดว่าเป็นดอกไม้ที่เขียวสด. ในตอไม้เขียวสดนั้น ตอแห่งไม้กุ่ม ไม้-

กระถินพิมาน ไม้ประยงค์ และไม้ขนุนเป็นต้น ย่อมงอกขึ้นได้. ตอไม้นั้น

ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยภูตคาม. ตอแห่งต้นตาลและมะพร้าวเป็นต้น ย่อมไม่

งอกขึ้นได้. ตอแห่งต้นตาลเป็นต้นนั้น ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยพีชคาม.

ส่วนตอกล้วยที่ยังไม่ตกเครือ ท่านสงเคราะห์ด้วยภูตคาม. ดอกกล้วย

ที่ตกเครือแล้ว ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยพีชคาม. แต่ต้นกล้วยที่ตกเครือแล้ว

ท่านสงเคราะห์ เข้าด้วยภูตคามเหมือนกัน ตลอดเวลาที่ยังมีโบเขียวอยู่. ไม้ไผ่

ที่ตกขุยแล้ว ก็อย่างนั้น. แต่ไม้ไผ่ ในเวลาแห้งลงมาตั้งแต่ยอด จึงถึงอัน

สงเคราะห์ด้วยพีชคาม. สงเคราะห์ด้วยพีชคามชนิดไหน. ด้วยพืชตามชนิด

เกิดจากข้อ อะไรเกิดจากต้นไผ่นั้น. จริงอยู่ ถ้าหากว่าอะไร ๆ ไม่พึงเกิด.

(ต้นไผ่ตกขุย) พึงถึงการสงเคราะห์เข้าในภูตคาม.

ชนทั้งหลายตัดไม้ช้างน้าวเป็นต้น รวมเป็นกองไว้. กิ่งทั้งหลายแม้

ประมาณศอกหนึ่งงอกออกจากท่อนไม้ที่รวมเป็นกองไว้ ย่อมถึงการสงเคราะห์

เข้าด้วยพีชคามเหมือนกัน. ชนทั้งหลายปักลงในพื้นดิน เพื่อประโยชน์เป็น

มณฑปก็ดี เพื่อประโยชน์เป็นรั้วก็ดี เพื่อประสงค์จะปลูกเถาวัลย์ก็ดี. เมื่อ

จำพวกรากและใบงอกออกแล้ว ย่อมถึงอันนับเข้าเป็นภูตคามอีกแม้โดยแท้

ถึงอย่างนั้นเมื่องอกเพียงทุ่มรากหรือเพียงตุ่มใบก็สงเคราะห์เข้าเป็นพืชคาม

เท่านั้น.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 278

เมล็ดจำพวกใดจำพวกหนึ่ง ที่ชนทั้งหลายเอาน้ำรดชำไว้ในแผ่นดิน

หรือว่าชนทั้งหลายใส่ดินเปียกลงในกระถางเป็นต้นเพาะไว้. เมล็ดทั้งหมดนั้น

แม้เมื่องอกเพียงตุ่มราก หรือเพียงตุ่มใบ ก็จัดเป็นเพียงพืชเท่านั้น. ถ้าแม้นว่า

รากทั้งหลายและหน่อข้างบนงอกออก ก็ยังจัดเป็นพืชนั่นแล ตลอดเวลาที่หน่อ

ยังไม่เขียว. ก็เมื่อใบแห่งถั่วเขียวเป็นต้นงอกขึ้น หรือเมื่อหน่อแห่งข้าวเปลือก

เป็นต้นเขียวสด เกิดใบมีสีเขียวแล้ว ย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าเป็นภูตคาม

รากแห่งเมล็ดตาลทั้งหลายงอกออกทีแรก เหมือนเขี้ยวสุกร. แม้เมื่อ

งอกออกแล้ว ก็จัดเป็นพีชคามเหมือนกัน ตลอดเวลาที่ม้วนกลีบ ใบข้างบน

ยังไม่คลี่ออก. หน่องอกทะลุเปลือกมะพร้าวออกเหมือนไม้สลัก ก็จัดเป็น

พีชคามอยู่นั่นเอง ตลอดเวลาที่ม้วนกลีบใบเรียวคล้ายกับเขามฤคยังไม่มี. แม้

เมื่อรากยังไม่ออก กลีบใบเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ก็ถึงการสงเคราะห์เข้าในภูตคาม

ที่ไม่มีราก.

จำพวกเมล็ดมีเมล็ดมะม่วงเป็นต้น พระวินัยธรพึงตัดสินด้วยจำพวก

ข้าวเปลือกเป็นต้น. ก้านหรือรุกขชาติอย่างใดอย่างหนึ่งอื่นก็ดี เกิดที่ต้นไม้แล้ว

คลุมโอบต้นไม้. ต้นไม้นั่นแหละเป็นฐานของก้านเป็นต้นนั้น. ภิกษุพรากก้าน

เป็นต้นนั้นก็ดี ถอนขึ้นจากต้นไม้นั้นก็ดี เป็นปาจิตตีย์.

เถาวัลย์ชนิดหนึ่งไม่มีราก ย่อมพันพุ่มไม้ป่าและท่อนไม้ดุจวงแหวน

(ฝอยทอง) แม้เถาวัลย์นั้นก็มีวินิจฉัยอย่างนี้เหมือนกัน. ที่หน้ามุขเรือนกำแพง

ชุกชี และเจดีย์เป็นต้น มีตระไคร้น้ำสีเขียว. คบอดเวลาที่ยังไม่เกิดใบ ๒-๓

ใบ ย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าเป็นพืชเกิดจากยอด. เมื่อใบทั้งหลายเกิดแล้ว

เป็นวัตถุแห่งปาจิตตีย์. เพราะเหตุนั้น จะให้การฉาบปูนขาวในฐานะเช่นนั้น

ไม่ควร. จะให้การฉาบน้ำปูนขาวที่ละเอียดบนที่อันอนุปสัมบันฉาบแล้ว ควร

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 279

อยู่. ถ้าในฤดูร้อนตระไคร้น้ำแห้งติดอยู่. จะเอาไม่กวาดเป็นต้น ขูดตระไคร้น้ำ

นั้นออกเสีย ควรอยู่. ตระไคร้น้ำข้างนอกหม้อน้ำดื่มเป็นต้น เป็นวัตถุแห่ง

ทุกกฏ อยู่ภายในเป็นอัพโพหาริก. แม้เห็ดราที่ไม้ชำระฟันและขนมเป็นต้น

เป็นอัพโพหาริกเหมือนกัน. สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าฝา

ที่เขากระทำบริกรรมด้วยยางไม้เกิดเป็นเห็ดรา ภิกษุพึงชุบผ้าให้เปียกบีบแล้ว

เช็ดเถิด.

ปาสาณชาติ ปาสาณทัททุ เสวาละ เสเลยยกะ (ราหิน ตะไคร้หิน

สาหร่าย และเอื้องหินหรือเอื้องผา) เป็นต้น ยังไม่มีสีเขียวสด และไม่มีใบ

เป็นวัตถุแห่งทุกกฏ. เห็ด เป็นวัตถุแห่งทุกกฏตลอดเวลาที่ยังตูมอยู่. จำเดิม

แต่บานแล้ว เป็นอัพโพหาริก. ก็ภิกษุเก็บเห็ดจากต้นไม้สดแกะเอาเปลือก

ต้นไม้ออก เพราะเหตุนั้น จึงเป็นปาจิตตีย์ ในเพราะการแกะเปลือกไม้นั้น.

แม้ในสะเก็ดไม้ ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. สะเก็ดแห่งต้นช้างน้าว และต้นกุ่ม

เป็นต้น หลุดจากต้นแล้ว ยังเกาะอยู่. เมื่อภิกษุถือเอาสะเก็ดนั้น ไม่เป็นอาบัติ.

แม้ยางไม้ไหลออกจากต้นไม้แล้ว ยิ่งติดอยู่ก็ดี ติดอยู่ที่ต้นไม้แห้งก็ดี จะถือเอา

ควรอยู่. จะถือเอาจากต้นที่ยังสด ไม่ควร แม้ในครั่ง ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

เมื่อภิกษุเขย่าต้นไม้ ให้ใบเหลืองหล่นก็ดี ทำให้ดอกมีดอกกรรณิการ์โรย

เป็นต้นหล่นก็ดี เป็นปาจิตตีย์ทั้งนั้น. แม้ภิกษุจาริกตัวอักษรลงบนต้นไม้ มีต้น

ช้างน้าว และต้นสลัดไดเป็นต้น ตรงที่ยังอ่อนก็ดี ที่ใบตาลซึ่งเกิดอยู่บนต้นตาล

เป็นต้น นั้นก็ดี ด้วยความคะนองมือ ก็นัยนี้นั่นแล.

๑. วิ. จุลล. ๗/๒๔๙ ๒. วิมติ สาเลยฺยก นาม สิลาย สมภูต เอกา คนฺธชาติ. แปลว่า

ของหอมชนิดหนึ่งเกิดจากหิน ชื่อว่า สาเลยยกะ. เห็นจะได้แก่ ที่เรียกกันว่าเมื่อกผา หรือโมกผา

สารตฺถทีปนี ๓/๒๖๕ สาเลยฺยก นาน สิลาย สมฺภูต เอกา สคนฺธชาติ. -ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 280

เมื่อพวกสามเณรเลือกเก็บดอกไม้อยู่ ภิกษุจะเหนี่ยวกิ่งลงให้ ก็ควร.

แต่ภิกษุอย่าพึงอบน้ำดื่มด้วยดอกไม้เหล่านั้น. ภิกษุต้องการอบกลิ่นน้ำดื่ม พึง

อุ้มสามเณรขึ้นแล้วให้เก็บดอกไม้ให้. แม้กิ่งไม้ที่มีผล ตนเองต้องการจะขบฉัน

อย่าพึงเหนี่ยวลงมา. พึงอุ้มสามเณรขึ้นแล้วให้เก็บผลไม้. จะจับฉุดมาร่วมกับ

สามเณรทั้งหลายผู้กำลังถอนไม้กอ หรือเถาวัลย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ควร.

แต่เพื่อให้เกิดความอุตสาหะแก่สามเณรเหล่านั้น จะจับที่ปลายแสดงท่าทีฉุด

ดุจกำลังลากมา ควรอยู่

ภิกษุกรีดกิ่งต้นไม้ที่มีกิ่งงอกขึ้น อันตนมิได้ให้อุปสัมบันทำให้เป็น

กัปปิยะถือเอา เพื่อประโยชน์แก่พัดไล่แมลงวันเป็นต้น ที่เปลือกหรือที่ใบ

โดยที่สุดแม้ด้วยเล็บมือ เป็นทุกกฏ. แม้ในขิงสดเป็นต้นก็นัยนี้แล. ก็ถ้าหากว่า

รากแห่งขิงสดที่ภิกษุให้กระทำให้เป็นกัปปิยะแล้ว เก็บไว้ในพื้นที่เย็น งอกขึ้น

จะตัดที่ส่วนเบื้องบนควรอยู่. ถ้าเกิดหน่อจะตัดที่ส่วนข้างล่าง ก็ควร. เมื่อราก

กับหน่อเขียวเกิดแล้ว จะตัดไม่ควร.

[ว่าด้วยการตัดทำลายเผาเองและใช้ให้ทำเป็นต้น]

สองบทว่า ฉินฺทติ วา ฉินฺทาเปติ วา มีความว่า ภิกษุเมื่อจะ

กวาดพื้นดิน ด้วยคิดว่า เราจักตัดหญ้า ตัดเองก็ดี ใช้คนอื่นให้ตัดก็ดี โดย

ที่สุดแม้ด้วยซี่ไม่กวาด.

สองบทว่า ภินฺทติ วา ภินฺทาเปติ วา มีความว่า โดยที่สุด

แม้เมื่อจะเดินจงกรมแกล้งเอาเท้าทั้งสองเหยียบไป ด้วยคิดว่า สิ่งที่จะขาด

จงขาดไป สิ่งที่จะแตก จงแตกไป เราจักแสดงที่ที่เราจงกรม ดังนี้ ย่อม

ทำลายเองก็ดี ใช้คนอื่นให้ทำลายก็ดี ซึ่งหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้น. ถ้าแม้นว่า

เมื่อภิกษุทำหญ้าและเถาวัลย์ให้เป็นขมวด หญ้าและเถาวัลย์จะขาด, แม้ทำให้

เป็นหมวด ก็ไม่ควร.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 281

ก็ชนทั้งหลาย ย่อมดอกไม้แมลงมุม (หุ่นยนต์แมลงมุม) ผูกหนาม

ที่ต้นตาลเป็นต้น เพื่อต้องการไม่ให้พวกโจรขึ้นลัก. การกระทำอย่างนั้น

ไม่ควรแก่ภิกษุ ก็ถ้าว่า หุ่นยนต์แมลงมุมเป็นแค่เพียงติดอยู่ที่ต้นไม้เท่านั้น

ไม่บีบรัดต้นไม้ ควรอยู่ แม้จะกล่าวว่า เธอจงตัดต้นไม้ จงตัดเถาวัลย์

จงถอนเหง้า หรือราก ดังนี้ ก็ควรอยู่ เพราะเป็นคำพูด ไม่กำหนดลงแน่นอน.

แต่จะกำหนดลงไป พูดคำเป็นต้นว่า จงตัดต้นไม้นี้ ไม่ควร. ถึงแม้การระบุ

ชื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า จงตัด จงทุบ จงถอน ต้นมะม่วง เถาสี่เหลี่ยม หัว

เผือกมัน หญ้ามุงการตาย สะเก็ดต้นไม้โน้น ดังนี้ ก็เป็นคำที่ไม่กำหนด

แน่นอนเหมือนกัน. แท้จริง คำเป็นต้นว่า ต้นมะม่วงนี้ เท่านั้น ชื่อว่า

เป็นคำกำหนดแน่นอน คำนั้น ไม่ควร

สองบทว่า ปจติ วา ปจาเปติ วา มีความว่า บัณฑิตพึงทราบ

คำทั้งปวง โดยนัยดังได้กล่าวแล้วในปฐวีขนนสิกขาบทนั้นแลว่า ชั้นที่สุด

แม้ประสงค์จะระบมบาตร แกล้งก่อไฟข้างบนกองหญ้าเป็นต้น เผาเองก็ดี

ใช้คนอื่นให้เผาก็ดี ดังนี้ . แต่จะกล่าวไม่กำหนดแน่นอนว่า จงต้มถั่วเขียว

จงต้มถั่วเหลือง เป็นต้น ควรอยู่ จะกล่าวอย่างนี้ว่า จงต้มถั่วเขียวเหล่านี้

จงต้มถั่วเหลืองเหล่านี้ ไม่ควร.

ในคำว่า อนาปตฺติ อิม ชาน เป็นต้น บัณฑิตพึงเห็นเนื้อความ

อย่างนี้ว่า เธอจงรู้มูลเภสัชนี้ จงให้รากไม้ หรือ ใบไม้นี้ก็ดี จงนำต้นไม้

หรือเถาวัลย์นี้มาก็ดี ต้องการดอกไม้ หรือผลไม้ หรือใบไม้นี้ก็ดี จงกระทำ

ต้นไม้ หรือเถาวัลย์ หรือว่าผลไม้นี้ ให้เป็นกัปปิยะก็ดี. ด้วยคำเพียงเท่านี้

ย่อมเป็นอันภิกษุกระทำการปลดเปลื้องภูตคาม. แต่ภิกษุผู้จะบริโภคพึงให้

อนุปสัมบันทำให้เป็นกัปปิยะซ้ำอีก เพื่อปลดเปลื้องพีชคาม.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 282

[อธิบายการทำกัปปิยะและวัตถุที่ใช้ทำกัปปิยะ]

ก็การกระทำกัปปิยะในสิกขาบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยกระแสแห่งสูตร

นี้ว่า ภิกษุทั้งหลายเราอนุญาตเพื่อบริโภคผลไม้ ด้วยสมณกัปปะ (สมณโวหาร)

๕ คือ ผลที่จี้ด้วยไฟ ที่แทงด้วยมีด ที่จิกด้วยเล็บ ผลที่ไม่มีเมล็ด ที่ปล้อน

เม็ดออกแล้ว เป็นที่คำรบ ๕.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิปริจิต มีอรรถว่า ฉาบ คือ

ลวก เผา จี้แล้วด้วยไฟ.

บทว่า สตฺถกปริจิต มีอรรถว่า จด คือ ฝาน ตัด หรือแทง

แล้วด้วยมีดเล็ก ๆ. ในข้อว่า จิกด้วยเล็บ ก็นัยนั้นนั่นแล. ผลไม้ที่ไม่มีเมล็ด

และผลไม้ที่ปล้อนเมล็ดออกแล้ว เป็นกัปปิยะด้วยตัวมันเองแท้.

ภิกษุเมื่อจะทำกัปปิยะด้วยไฟ พึงทำกัปปิยะด้วยบรรดาไฟฟืนและไฟ

โคมัยเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยที่สุดแม้ด้วยแต่งโลหะที่ร้อน. ก็แล

วัตถุนั้นจับไว้ข้างหนึ่ง พึงกล่าวคำว่า กัปปิยัง แล้วทำเถิด.

เมื่อจะทำด้วยมีด. แสดงรอยตัด รอยผ่า ด้วยปลาย หรือด้วยคม

แห่งมีดที่ทำด้วยโลหะอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยทีสุดแม้แห่งเข็มและมีดตัดเล็บ

เป็นต้น. พึงกล่าวว่า กัปปิยัง แล้วทำเถิด.

เมื่อจะทำกัปปิยะด้วยเล็บ อย่าพึงทำด้วยเล็บเน่า. ก็เล็บของพวก

มนุษย์ สัตว์ ๔ เท้า มีสีหะ เสือโคร่ง เสือเหลือง และลิงเป็นต้น และ

แห่งนกทั้งหลาย เป็นของแหลมคม, พึงทำด้วยเล็บเหล่านั้น. กีบแห่งสัตว์

๑. วิ. จุลฺล. ๗/๑๑

๒. อุปสัมบันผู้ให้ทำกัปปิยะกล่าวว่า "กปฺปิย กโรหิ" อนุปสัมบันผู้ทำกัปปิยะเอามือหนึ่งจับสิ่ง

ของที่จะทำกัปปิยะ มือหนึ่งจับวัตถุที่จะใช้ทำกัปปิยะ มีมีดเป็นต้นแล้ว ตัดหรือฝ่าหรือจี้ลงไป

ที่สิ่งของนั้นพร้อมกล่าวว่า "กปฺปิย ภนฺเต" เป็นเสร็จพิธี, =ผู้ชำระ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 283

มีม้า กระบือ สุกร เนื้อ และโคเป็นต้น ไม่คม อย่าพึงทำด้วยกีบเหล่านั้น.

แม้ทำแล้วก็ไม่เป็นอันทำ. ส่วนเล็บช้าง ไม่เป็นกีบ. จะทำกัปปิยะด้วยเล็บช้าง

เหล่านั้น ควรอยู่ แต่การทำกัปปิยะด้วยเล็บเหล่าใด สมควร, พึงแสดง

การตัด การจิก ด้วยเล็บเหล่านั้นที่เกิดอยู่ในที่นั้นก็ดี ที่ยกขึ้นถือไว้ก็ดี กล่าวว่า

กัปปิยัง แล้วกระทำเถิด.

บรรดาพืชเป็นต้นเหล่านั้น ถ้าแม้นว่าพืชกองเท่าภูเขาก็ดี ต้นไม้

จำนวนพันที่เขาตัดแล้ว ทำให้เนื่องเป็นอันเดียวกันกองไว้ก็ดี อ้อยมัดใหญ่ที่

เขามัดรวมไว้ก็ดี, เมื่อทำพืชเมล็ดหนึ่ง กิ่งไม้กิ่งหนึ่งหรืออ้อยลำหนึ่งให้เป็น

กัปปิยะแล้ว ย่อมเป็นอันทำให้เป็นกัปปิยะแล้วทั้งหมด. อ้อยลำและไม้ฟืน

เป็นของอันเขามัดรวมกันไว้. อนุปสัมบัน จะแทงไม้ฟืนด้วยตั้งใจว่า เราจัก

กระทำอ้อยให้เป็นกัปปิยะ ดังนี้ ก็ควรเหมือนกัน. แต่ถ้าเป็นของที่เขาผูกมัด

ด้วยเชือกหรือด้วยเถาวัลย์ใด จะแทงเชือกหรือเถาวัลย์นั้น ไม่ควร. ชนทั้งหลาย

บรรจุกระเช้าให้เต็มด้วยลำอ้อยท่อนแล้วนำมา. เมื่อทำอ้อยท่อนลำหนึ่งให้เป็น

กัปปิยะแล้ว อ้อยท่อนทั้งหมด ย่อมเป็นอันทำให้กัปปิยะแล้วเหมือนกัน.

ก็ถ้าว่า พวกทายำนำภัตปนกับพริกสุกเป็นต้นมา เมื่อภิกษุกล่าวว่า

จงกระทำกัปปิยะ ถ้าแม้นว่า อนุปสัมบันแทงที่เมล็ดข้าวสวย ก็สมควร

เหมือนกัน. แม้ในเมล็ดงาและข้าวสารเป็นต้น ก็นัยนั้นนั่นแล. แต่พริกสุก

เป็นต้นนั้น ที่เขาใส่ลงในข้าวต้ม ไม่ตั้งอยู่ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน. บรรดา

พริกสุกเป็นต้นนั้น พึงทำกัปปิยะแทงที่ละเมล็ดนั่นเทียว. เยื่อในแห่งผลมะขวิด

เป็นต้น ร่อนเปลือกแล้วคลอนอยู่ (หลุดจากกะลาคลอนอยู่ช้างใน) ภิกษุพึง

ให้ทุบแล้วให้ทำกัปปิยะ. (ถ้า) ยังติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน (กับเปลือก),

จะทำ (กัปปิยะ) แม้ทั้งเปลือก (ทั้งกะลา) ก็สมควร .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 284

[อธิบายอนาปัตติวาร]

บทว่า อสญฺจิจฺจ มีความว่า เมื่อภิกษุกลิ้งหินและต้นไม้เป็นต้นก็ดี

ฉุดลากกิ่งไม้ก็ดี เอาไม้เท้ายันพื้นดินเดินไปก็ดี หญ้าเป็นต้นขาดไป. หญ้า

เหล่านั้น ย่อมชื่อว่า เป็นอันภิกษุไม่ได้จงใจทำให้ขาด เพราะไม่ได้จงใจตัด

อย่างนี้ว่า เราจักตัดหญ้า ด้วยการกลิ้งเป็นต้นนั้น. ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่

แกล้งตัดอย่างนี้.

บทว่า อสติยา มีความว่า ส่งใจไปทางอื่นยืนพูดอะไร ๆ กับใคร ๆ

เอาหัวแม่เท้า หรือมือเด็ดหญ้า หรือเถาวัลย์อยู่. ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ตัด

เพราะไม่มีสติอย่างนี้.

บทว่า อชานนฺตสฺส มีความว่า ภิกษุไม่รู้ว่า พีชคาม หรือว่า

ภูตคาม มีอยู่ในภายในนี้ ทั้งไม่รู้ว่า เรากำลังตัด วางสิ่ง เสียมและจอบ

ที่รั้ว หรือที่กองฟาง เพื่อต้องการเก็บรักษาอย่างเดียว หรือว่า มือถูกไฟไหม้

ทิ้งไฟลงก็ดี, ถ้าว่าในที่นั้น หญ้าเป็นต้น ขาดก็ดี ถูกไฟไหม้ก็ดี ไม่เป็นอาบัติ.

แต่ในทุก ๆ อรรถกถาในมนุสสวิคคหปาราชิกวรรณนา ท่านกล่าว

ไว้ว่า ถ้าภิกษุถูกต้นไม้โค่นทับ หรือว่าตกลงในหลุม และอาจเพื่อจะตัดต้นไม้

แล้ว กลิ้งต้นไม้นั้นไปเสีย หรือขุดแผ่นดินแล้วออกมาได้. ภิกษุไม่ควรจะ

กระทำด้วยตนเอง แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต แต่ภิกษุอื่นจะขุดพื้นดิน หรือตัด

ต้นไม้ หรือว่าตัดท่อนไม้จากต้นไม้สด งัดต้นไม้นั้นไปแล้ว ให้ (ภิกษุนั้น)

ออกมาควรอยู่ ไม่เป็นอาบัติ. เหตุในคำนั้น ไม่ปรากฏ. แต่ปรากฏเพียง

สูตรเดียวนี้เท่านั้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ! เราตถาคตอนุญาตให้จุดไฟรับ

ให้ทำการป้องกัน ในเมื่อไฟป่ากำลังไหม้มา* ดังนี้. ถ้าว่า (การขุดดินเป็นต้น )

* วิ จลฺล. ๗/๖๙.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 285

จะอนุโลมเข้าสูตรนี้ได้ ก็ไม่อาจได้เหตุแตกต่างกันนี้ว่า เพื่อคนไม่ควร เพื่อ

ผู้อื่นควร.

ถ้าในสูตรนี้ อาจารย์ผู้โจทก์พึงกล่าวว่า ภิกษุผู้ทำเพื่อประโยชน์

ตนเอง ย่อมกระทำด้วยอกุศลจิต เพราะรักตนเท่านั้น, แต่ภิกษุอื่นกระทำให้

ด้วยความการุณ; เพราะเหตุนั้น จึงไม่เป็นอาบัติ. แม้คำทีว่าเพื่อประโยชน์

แก่ตน นั่นก็ไม่ใช่เหตุ. จริงอยู่ ภิกษุย่อมต้องอาบัตินี้ แม้ด้วยอกุศลจิต

แต่เพราะคำนี้ ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาทุกแห่ง จึงไม่อาจเพื่อจะค้านได้, บัณฑิต

จึงควรแสวงหายุติในคำนี้ อีกอย่างหนึ่งพึงรับไว้โดยเธอต่ออรรถกถาจารย์

ทั้งหลายแล บทที่เหลือตื้นทั้งนั้น.

สิกขาบท มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้นทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑

ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกช์ สจิตตกะ ปัณณัตติวัชชะ

กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ดังนี้แล.

ภูตคามสิกขาบทที่ ๑ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 286

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๒

เรื่องพระฉันนะ

[๓๕๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ โฆสิตา-

ราม เขตพระนครโกสัมพี ครั้งนั้น ท่านพระฉันนะประพฤติอนาจารเอง

แล้วถูกไต่สวน เพราะต้องอาบัติ ในท่ามกลางสงฆ์ กลับเอาเรื่องอื่นมาพูด

กลบเกลื่อนว่า ใครต้อง ต้องอะไร ต้องเพราะเรื่องอะไร ต้องอย่างไร

ท่านทั้งหลายว่าใคร ว่าเรื่องอะไร

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย... ต่างก็เพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉน

ท่านพระฉันนะถูกไต่สวนเพราะต้องอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ จึงเอาเรื่องอื่นมา .

พูดกลบเกลื่อนว่า ใครต้อง ต้องอะไร ต้องเพราะเรื่องอะไร ต้องอย่างไร

ท่านทั้งหลายว่าใคร ว่าเรื่องอะไร ดังนี้เล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่

พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถานท่านพระฉันนะว่า ดูก่อนฉันนะ

ข่าวว่าเธอถูกไต่สวนเพราะต้องอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ กลับเอาเรื่องอื่นมาพูด

กลบเกลื่อนว่า ใครต้อง . . . ว่าเรื่องอะไร ดังนี้ จริงหรือ.

ท่านพระฉันนะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉนเธอ

เมื่อถูกไต่สวนเพราะต้องอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ จึงเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อน

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 287

ว่า ใครต้อง . . . ว่าเรื่องอะไร ดังนี้เล่า การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไป

เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส . . . ครั้นทรงติเตียนแล้ว ทรงทำ

ธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น สงฆ์จงยก

อัญญวาทกกรรมแก่ภิกษุฉันนะ

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงยกอัญญวาทกกรรมอย่างนั้น

กรรมวาจาลงอัญญาวาทกกรรม

ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบ ด้วยญัตติทุติย-

กรรมวาจา ว่าดังนี้

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า ภิกษุฉันนะนี้ถูกไต่สวน

ด้วยอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ กลับเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อน ถ้า

ความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงยกอัญญวาทกกรรมแก่

ภิกษุฉันนะ นี่เป็นญัตติ.

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า ภิกษุฉันนะนี้ถูกไต่สวน

ด้วยอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ กลับเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อน

สงฆ์ยกอัญญวาทกกรรมแก่ภิกษุฉันนะ การยกอัญญวาทกกรรมแก่

ภิกษุฉันนะ ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่

ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงพูด.

อัญญวาทกกรรมอันสงฆ์ยกแล้วแก่ภิกษุฉันนะ ชอบแก่สงฆ์

เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 288

ทรงบัญญัติสิกขาบท

[๓๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระฉันนะ โดยอเนก-

ปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก . . . แล้วรับสั่งกะภิกษุ

ทั้งหลายว่า . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้ .

พระบัญญัติ

๖๑ . ๒. ก. เป็นปาจิตตีย์ในเพราะความเป็นผู้กล่าวคำอื่น.

ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ

ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

เรื่องพระฉันนะ

[๓๖๐] อนึ่ง โดยสมัยนั้นแล ท่านพระฉันนะถูกไต่สวนเพราะต้อง

อาบัติในท่ามกลางสงฆ์คิดว่า เมื่อเราเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนจักต้องอาบัติ

จึงนิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก บรรดาภิกษุผู้มักน้อย . . . ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน

โพนทะนาว่า ไฉน ท่านพระฉันนะถูกไต่สวนเพราะต้องอาบัติในท่ามกลางสงฆ์

จึงนิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบากเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มี.

พระภาคเจ้า . . .

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามท่านพระฉันนะว่า ดูก่อนฉันนะ ข่าว

ว่า เธอเมื่อถูกไต่สวนเพราะต้องอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ได้นิ่งเสีย ทำให้สงฆ์

ลำบาก จริงหรือ.

ท่านพระฉันนะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 289

ทรงติเตียน

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษ ไฉน เธอ

เมื่อถูก ไต่สวนเพราะต้องอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ จึงได้นิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก

การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส. . .

ครั้นทรงติเตียนแล้ว ทรงทำธรรมีกถารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ

ทั้งหลาย ถ้ากระนั้นสงฆ์จงยกวิเหสกกรรมแก่ภิกษุฉันนะ.

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสงฆ์พึงยกวิเหสกกรรมอย่างนั้น

กรรมวาจาลงวิเหสกกรรม

ภิกษุผู้ฉลาด ผู้สามารถ พึงประกาศให้สงฆ์ทราบด้วยญัตติทุติย-

กรรมวาจา ว่าดังนี้:-

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า ภิกษุฉันนะนี้ถูกไต่สวน

ด้วยอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ได้นิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก ถ้าความ

พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงยกวิเหสกกรรมแก่ภิกษุฉันนะ

นี่เป็นญัตติ.

ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงพึงข้าพเจ้า ภิกษุฉันนะนี้ถูกไต่สวน

ด้วยอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ ได้นิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก สงฆ์ยก

วิเหสกกรรมแก่ภิกษุฉันนะ การยกวิเหสกกรรมแก่ภิกษุฉันนะ

ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่านผู้นั้นพึงเป็นผู้นิ่ง ไม่ชอบแก่ท่านผู้ใด ท่าน

ผู้นั้นพึงพูด.

วิเหสกกรรมอันสงฆ์ยกแล้วแก่ภิกษุฉันนะ ชอบแก่สงฆ์

เหตุนั้นจึงนิ่ง ข้าพเจ้าทรงความนี้ไว้ด้วยอย่างนี้.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 290

[๓๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนท่านพระฉันนะ โดยอเนก

ปริยายดั่งนี้แล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระอนุบัญญัติ

๖๑. ๒. ข. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้กล่าวคำอื่น

ในเพราะความเป็นผู้ให้ลำบาก.

เรื่องพระฉันนะ จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๖๒] ที่ชื่อว่า เป็นผู้กล่าวคำอื่น คือ ภิกษุเมื่อถูกไต่สวนใน

เพราะวัตถุหรืออาบัติ ณ ท่ามกลางสงฆ์ ไม่ปรารถนาจะบอกเรื่องนั้น ไม่

ปรารถนาจะเปิดเผยเรื่องนั้น จึงเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนว่า ใครต้อง

ต้องอะไร ต้องในเพราะเรื่องอะไร ต้องอย่างไร ท่านทั้งหลายว่าใคร ว่าเรื่อง

อะไร ดังนี้ นี่ชื่อว่า เป็นผู้กล่าวคำอื่น.

[๓๖๓] ที่ชื่อว่า เป็นผู้ให้ลำบาก คือ ภิกษ เมื่อถูกไต่สวนใน

เพราะวัตถุหรืออาบัติ ณ ท่ามกลางสงฆ์ ไม่ปรารถนาจะบอกเรื่องนั้น ไม่

ปรารถนาจะเปิดเผยเรื่องนั้น จึงนิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก นี่ชื่อว่า เป็นผู้ให้

ลำบาก

บทภาชนีย์

[๓๖๔ ] เมื่อสงฆ์ยังไม่ยกอัญญวาทกกรรม ภิกษุถูกไต่สวนในเพราะ

วัตถุหรืออาบัติ ณ ท่ามกลางสงฆ์ ไม่ปรารถนาจะบอกเรื่องนั้น ไม่ปรารถนา

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 291

จะเปิดเผยเรื่องนั้น จึงเอาเรื่องอื่นนาพูดกลบเกลื่อนว่า ใครต้อง ต้องอะไร

ต้องในเพราะเรื่องอะไร ท้องอย่างไร ท่านทั้งหลายว่าใคร ว่าเรื่องอะไร ดังนี้

ต้องอาบัติทุกกฏ.

เมื่อสงฆ์ยังไม่ยกวิเหสกกรรม ภิกษุถูกไต่สวนในเพราะวัตถุหรืออาบัติ

ณ ท่ามกลางสงฆ์ ไม่ปรารถนาจะบอกเรื่องนั้น ไม่ปรารถนาจะเปิดเผยเรื่องนั้น

จึงนิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก ต้องอาบัติทุกกฏ.

[๓๖๕] เมื่อสงฆ์ยกอัญญวาทกกรรมแล้ว ภิกษุถูกไต่สวนในเพราะ

วัตถุหรืออาบัติ ณ ท่ามกลางสงฆ์ ไม่ปรารถนาจะบอกเรื่องนั้น ไม่ปรารถนา

จะเปิดเผยเรื่องนั้น จึงเอาเรื่องอื่นมาพูดกลบเกลื่อนว่า ใครต้อง . . . ว่าเรื่อง

อะไร ดังนี้ ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เมื่อสงฆ์ยกวิเหสกกรรมแล้ว ภิกษุถูกไต่สวนในเพราะวัตถุหรืออาบัติ

ณ ท่ามกลางสงฆ์ ไม่ปรารถนาจะบอกเรื่องนั้น ไม่ปรารถนาจะเปิดเผยเรื่องนั้น

จึงนิ่งเสีย ทำให้สงฆ์ลำบาก ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ติกปาจิตตีย์

[๓๖๖] กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติ

ปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้กล่าวคำอื่น ในเพราะความเป็นผู้ให้ลำบาก

กรรมเป็นธรรม ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็น

ผู้กล่าวคำอื่น ในเพราะความเป็นผู้ให้ลำบาก.

กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ในเพราะความเป็นผู้กล่าวคำอื่น ในเพราะความเป็นผู้ให้ลำบาก

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 292

ติกทุกกฏ

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ. . .

กรรมไม่เป็นธรรน ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ. . .

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่ากรรมเป็นธรรม ต้องอาบัติทุกกฏ. . .

อนาปัตติวาร

[๓๖๗] ภิกษุไม่เข้าใจจึงถาม ๑ ภิกษุอาพาธให้การไม่ได้ ๑ ภิกษุ

ไม่ให้การด้วยคิดว่า ความบาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง หรือความ

วิวาทจักมีแก่สงฆ์ ๑ ภิกษุไม่ให้การด้วยคิดว่า จักเป็นสังฆเภท หรือสังฆราชี ๑

ภิกษุไม่ให้การด้วยคิดว่า สงฆ์จักทำกรรมโดยไม่ชอบธรรม โดยเป็นวรรค

หรือจักไม่ทำกรรมแก่ภิกษุผู้ควรแก่กรรม ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ

๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๒ จบ

เสนาสนวรรค อัญญวาทสิกขาบทที่ ๒

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๒ ดังต่อไปนี้

[แก้อรรถปฐมบัญญัติ เรื่องพระฉันนะ]

สองบทว่า อนาจาร อาจริตฺวา คือ กระทำสิ่งทิ่ไม่ควรทำ มีคำ

อธิบายว่า ต้องอาบัติในทางกายทวารและวจีทวาร.

สองบทว่า อญฺเนญฺ ปฏิจรติ ได้แก่ ย่อมกลบเกลื่อน คือ

ปกปิด ทับถมคำอื่นด้วยคำอื่น.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 293

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงวิธีกลบเกลื่อนนั้น จึงตรัส

คำว่า โก อาปนฺโน เป็นต้น . ในคำนั้น มีพจนสัมพันธ์ดังต่อไปนี้

ได้ยินว่า พระฉันนะนั้นถูกภิกษุทั้งหลาย เห็นการล่วงละเมิดบางอย่างแล้ว

สอบถามด้วยอาบัติในท่ามกลางสงฆ์ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ท่านเป็นผู้ต้องอาบัติ

ใช่ไหม ? กล่าวว่า ใครต้อง ดังนี้.

ลำดับนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่าน จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าต้อง

อาบัติอะไร ? ทีนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ปาจิตตีย์ หรือทุกกฏ เมื่อ

จะถามวัตถุ จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าต้องในเพราะวัตถุอะไร ? ลำดับนั้น เมื่อพวก

ภิกษุกล่าวว่า ในเพราะวัตถุชื่อโน้น จึงถามว่า ข้าพเจ้าต้องอย่างไร ? และ

ข้าพเจ้าทำอะไร จึงต้อง ? ดังนี้. ครั้งนั้น เมื่อพวกภิกษุกล่าวว่า ทำการ

ละเมิดชื่อนี้ จึงต้อง กล่าวว่า พวกท่านพูดกะใครกัน ? ดังนี้ ทีนั้นเมื่อพวก

ภิกษุกล่าวว่า พวกเราพูดกะท่าน จึงกล่าวว่า พวกท่านพูดเรื่องอะไร ?

อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า โก อาปนฺโน นี้ มีวิธีกลบเกลื่อนคำอื่น

ด้วยคำอื่น แม้นอกพระบาลี ดังต่อไปนี้

ภิกษุถูกพวกภิกษุกล่าวว่า พวกเราเห็นกหาปณะ (เหรียญกษาปณ์)

ในถุงของท่าน, ท่านทำกรรมไม่สมควรอย่างนี้ เพื่ออะไร ? แล้วกล่าวว่า

ที่พวกท่านเห็นถูกแล้ว ขอรับ แต่นั่นไม่ใช่กหาปณะ มันเป็นก้อนดีบุก ดังนี้

ก็ดี, ถูกพวกภิกษุกล่าวว่า พวกเราเห็นท่านดื่มสุรา ท่านทำกรรมไม่สมควร

อย่างนั้น เพื่ออะไร ? แล้วกล่าวว่า ที่พวกท่านเห็นถูกแล้ว ขอรับ แต่นั่น

ไม่ใช่สุรา, เป็นยาดองชื่ออริฏฐะ เขาปรุงขึ้นเพื่อต้องการเป็นยา ดังนี้ ก็ดี.

ถูกพวกภิกษุกล่าวว่า พวกเราเห็นท่านนั่งในอาสนะกำบังกับมาตุคาม ท่านทำ

กรรมไม่สมควรอย่างนั้น เพื่ออะไร ? แล้วกล่าวว่า ท่านที่เห็นนับว่าเห็นถูกแล้ว,

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 294

แต่ในที่นั่นมีบุรุษผู้รู้เดียงสาอยู่เป็นเพื่อน. เพราะเหตุไรท่านจึงไม่เห็นเขา ?

ดังนี้ ก็ดี, ถูกพวกภิกษุถามว่า ท่านเห็นการละเมิดเช่นนี้ บางอย่างไหม ?

ตะแคงหูเข้าไปพูดว่า ไม่ได้ยิน หรือจ้องคาเข้าไปหาพวกภิกษุ ผู้กระซิบถาม

ในที่ใกล้หูก็ดี, บัณฑิณพึงทราบว่า ย่อมกลบเกลื่อนถ้อยคำ

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อญฺวาทเก วิเหสเก ปาจิตฺติย นี้

ต่อไป คำใด* ย่อมกล่าวความอื่นจากที่ถาม เพราะฉะนั้น คำนั้น ชื่อว่า

อัญญวาทกะ. คำว่า อัญญวาทกะ นี้ เป็นชื่อแห่งความกลบเกลื่อนถ้อยคำ

(การกลบเกลื่อนเหตุอื่นด้วยเหตุอื่น).

ความเป็นผู้นิ่งใด ย่อมทำสงฆ์ให้ลำบาก เพราะฉะนั้น ความเป็น

ผู้นิ่งนั่น ชื่อว่า วิเหสกะ. คำว่า วิเหสกะ นี้ เป็นชื่อแห่งความเป็นผู้นิ่ง.

ในเพราะความเป็นผู้กล่าวคำอื่น ในเพราะความเป็นผู้ให้ลำบากนั้น

ด้วยบทว่า ปาจิตฺติย นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าปรับปาจิตตีย์ ๒ ตัว

ใน ๒ วัตถุ.

สองบทว่า อญฺวาทก โรเปตุ ความว่า สงฆ์จงยกอัญญวาทกรรม

ขึ้น คือ จงให้ตั้งขึ้น. แม้ในคำว่า วิเหสก โรเปตุ นี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

สองบทว่า อโรปิเต อญฺวาทเก ได้แก่ ในเพราะความเป็นผู้

กล่าวคำอื่นที่สงฆ์ไม่ได้ยกขึ้นด้วยกรรมวาจา. แม้ในคำว่า อโรปิเต วิเหสเก

นี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน.

ในคำว่า ธมฺมกมฺเม ธมฺมกมฺมสญฺี เป็นต้น พึงทราบใจความ

โดยนัยนี้ว่า อัญญวาทกวิเหสกโรปนกรรม นั้นใด อันสงฆ์กระทำแล้ว, ถ้า

กรรมนั้นเป็นกรรมชอบธรรม. และภิกษุนั้น มีความสำคัญในกรรมนั้นว่า

* แปลตามโยชนา ๒/ ๒๔-๒๕.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 295

เป็นกรรมชอบธรรม ยังทำความเป็นผู้กล่าวคำอื่น และความเป็นผู้ให้ลำบาก

เมื่อนั้น ภิกษุนั้น ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้กล่าวคำอื่น และ

ในเพราะความเป็นผู้ให้ลำบากนั้น

สองบทว่า อชานนฺโต ปุจฺฉติ มีความว่า ภิกษุเมื่อไม่รู้ว่าตนต้อง

อาบัติเลยจึงถามว่า ท่านทั้งหลายพูดอะไร ? ข้าพเจ้าไม่รู้เลย

สองบทว่า คิลาโน น กเถติ มีความว่า ภิกษุมีพยาธิที่ปาก เช่น

พยาธิที่เป็นเหตุให้ไม่สามารถจะพูดได้.

ในคำว่า สงฺฆสฺส ภณฺฑน วา เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความ

โดยนัยนี้ว่า ภิกษุมีความสำคัญว่า เมื่อเรากล่าวในท่ามกลางสงฆ์ ความ

บาดหมาง ความทะเลาะ ความแก่งแย่ง หรือความวิวาทจักมีแก่สงฆ์ เพราะ

การพูดนั้นเป็นปัจจัย ความวิวาทนั้นอย่าได้มีเลย จึงไม่พูด. บทที่เหลือตื้น

ทั้งนั้นแล.

สิกขาบท มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้น ทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับ

จิต ๑ ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยาก็มี เป็นอกิริยาก็มี จริงอยู่ เมื่อภิกษุ

กลบเกลื่อนถ้อยคำ เป็นกิริยา เมื่อทำให้ลำบากเพราะความเป็นผู้นิ่ง เป็นอกิริยา

เป็นสัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม วจีกรรม อกุศลจิต

เป็นทุกขเวทนา ดังนี้แล.

อัญญวาทสิกขาบทที่ ๒ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 296

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๓

เรื่องพระทัพพมัลลบุตร

[๓๖๘] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

เวฬุวัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์

ครั้งนั้น ท่านพระทัพพมัลลบุตรจัดแจงเสนาสนะและแจกภัตแก่สงฆ์ สมัยนั้น

พระเมตติยและพระภุมมชกะเป็นผู้บวชใหม่ และมีบุญน้อย เสนาสนะของสงฆ์

ที่เลวและอาหารที่ทรามย่อมตกมาถึงเธอทั้งสอง เธอทั้งสองจึงให้ภิกษุทั้งหลาย

เพ่งโทษท่านพระทัพพมัลลบุตรว่า จัดเสนาสนะตามความพอใจ และแจกภัต

ตามความพอใจ บรรดาภิกษุผู้มักน้อย . . ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า

ไฉน พระเมตติยะและพระภุมมชกะจึงได้ให้ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาท่านพระ-

ทัพพมัลลบุตรเล่า แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า . . . ทรงสอบถามพระเมตติยะและพระ

ภุมมชกะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอให้ภิกษุทั้งหลายโพนทะนา

ภิกษุทัพพามัลลบุตร จริงหรือ.

พระเมติยะและพระภุมมชกะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงให้ภิกษุทั้งหลายเพ่งโทษภิกษุทัพพมัลลบุตร การกระทำของเธอนั่น

ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลือมใสยิ่ง

ของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 297

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนั้น

ว่าดังนี้

พระบัญญัติ

๖๒. ๓. ก. เป็นปาจิตตีย์ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา.

ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ

ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ .

เรื่องพระทัพพมัลลบุตร จบ

เรื่องพระทัพพมัลลบุตร (ต่อ)

[๒๖๙] ก็สมัยนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะคิดว่า ภิกษุทั้งหลาย

จักเชื่อฟังด้วยพระบัญญัติเพียงเท่านี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการให้

โพนทะนาแล้ว จึงบ่นว่าท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่ใกล้ ๆ ภิกษุทั้งหลายว่า

พระทัพพมัลลบุตรจัดเสนาสนะตามความพอใจ และแจกภัตตามความพอใจ

บรรดาภิกษุผู้มักน้อย . . .ต่างก็เพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเมตติยะ

และพระภุมมชกะจึงได้บ่นว่า ท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่เล่า แล้วกราบทูล

เนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.

ทรงสอบถาม

ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า . . .ทรงสอบถามพระเมทติยะและพระ-

ภุมมชกะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอบ่นว่าภิกษุทัพพมัลลบุตร

จริงหรือ.

พระเมตติยะและพระภุมมชกะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 298

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนโมฆบุรุษทั้งหลาย ไฉน

พวกเธอจึงยังได้บ่นว่าภิกษุทัพพมัลลบุตรอยู่เล่า การกระทำของพวกเธอนั่น

ไม่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใส

ยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้:-

พระอนุบัญญัติ

๖๒. ๓. ข. เป็นปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา

ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.

เรื่องพระทัพพมัลลบุตร (ต่อ) จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๗๐] ที่ชื่อว่า ความเป็นผู้ให้โพนทะนา คือ อุปสัมบันผู้อัน

สงฆ์สมมติแล้ว ให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร แจกยาคู แจกผลไม้

แจกของเคี้ยว หรือแจกของเล็กน้อยก็ตาม ภิกษุประสงค์จะแส่โทษ ให้อัปยศ

ให้เก้อเขิน จึงให้โพนทะนาก็ดี บ่นว่าก็ดี ซึ่งอุปสัมบัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

[๓๗๑] กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมเป็นธรรม ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.

กรรมเป็นธรรม ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติปาจิตตีย์ ในเพราะความ

เป็นผู้ให้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 299

กรรมเป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติปาจิตตีย์

ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่า.

ทุกกฏ

[๓๗๒] ภิกษุให้โพนทะนา หรือบ่นว่าอนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

อุปสัมบันผู้อันสงฆ์มิได้สมมติให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ เป็นผู้แจกอาหาร

แจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเคี้ยว หรือแจกของเล็กน้อยก็ตาม ภิกษุประสงค์

จะแส่โทษ ทำให้อัปยศ ทำให้เก้อเขิน จึงให้โพนทะนาก็ดี บ่นว่าก็ดี ซึ่ง

อุปสัมบันหรืออนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

อนุปสัมบันผู้อันสงฆ์สมมติก็ดี มิได้สมมติก็ดี ให้เป็นผู้จัดเสนาสนะ

เป็นผู้แจกอาหาร แจกยาคู แจกผลไม้ แจกของเดียว หรือแจกของเล็กน้อย

ก็ตาม ภิกษุประสงค์จะแส่โทษ ทำให้อัปยศ ทำให้เก้อเขิน จึงให้โพนทะนา

ก็ดี บ่นว่าก็ดี ซึ่งอุปสัมบันหรืออนุปสัมบัน ต้องอาบัติทุกกฏ.

ติกทุกกฏ

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมเป็นธรรมต้องอาบัติทุกกฏ. . .

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสงสัย ต้องอาบัติทุกกฏ . . .

กรรมไม่เป็นธรรม ภิกษุสำคัญว่า กรรมไม่เป็นธรรม ต้องอาบัติ

ทุกกฏ...

อานาปัตติวาร

[๓๗๓] ภิกษุผู้ให้โพนทะนา หรือบ่นว่าภิกษุผู้มีปกติทำเพราะ

ฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติ ภยาคูติ ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑

ไม่ต้องอาบัติแล.

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๓ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 300

เสนาสนวรรค อุปฌาปนสิกขาบทที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๓ ดังต่อไปนี้

[แก้อรรถปฐมบัญญัติ เรื่องพระทัพพมัลลบุตร]

หลายบทว่า ทพฺพ มลฺลปุตฺต ภิกฺขู อุชฺฌาเปนฺติ มีความว่า

พวกภิกษุเมตติยะ และภุมมชกะ เมื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า ฉนฺทาย ทพฺโพ

มลฺลปุตฺโต (พระทัพพมัลลบุตรจัดเสนาสนะโดยฉันทาคติ) ดังนี้ ชื่อว่า

ยังภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นให้ดูหมิ่น คือให้มองดูท่านทัพพะนั้นด้วยความดูหมิ่น.

อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ย่อมให้ติดไปทางลามก. ก็ในคำว่า อุชฺฌายนฺติ นี้

พึงทราบลักษณะ (แห่งศัพท์) ตามแนวแห่งคัมภีร์ศัพทศาสตร์. ปาฐะว่า

โอชฺฌาเปนฺติ ดังนี้ ก็มี. ความก็อย่างนี้เหมือนกัน.

บทว่า ฉนฺทาย ได้แก่ โดยความชอบพอกัน คือ โดยตกเข้าเป็น

ฝักฝ่ายกัน. อธิบายว่า ย่อมจัดแจงเสนาสนะที่ประณีต เพื่อพวกภิกษุผู้เป็น

เพื่อนเห็นเพื่อนคบกันของตน ด้วยความชอบพอกันนั้น.

บทว่า ขิยฺยนฺติ คือ พวกภิกษุเมตติยะและภุมมชกะ เมื่อกล่าว

คำว่า ฉนฺทาย ทพฺโพ มลฺลปุตฺโต เป็นต้น ชื่อว่า ย่อ ประกาศ.

ในคาว่า อุชฺฌาปนเก ขิยฺยนเก ปาจิตฺติย นี้ มีวินิจฉัยว่า

พวกภิกษุเมตติยะและภุมมชกะ ย่อมให้โพนทะนาด้วยคำใด. คำนั้น ชื่อว่า

อุชฌาปนกะ. และบ่นว่าด้วยคำใด, คำนั้น ชื่อว่า ขิยยนกะ. ในเพราะ

ความเป็นผู้ให้โพนทะนา ในเพราะความเป็นผู้บ่นว่านั้น.

ด้วยบท ปาจิตฺติย พระผู้มีพระภาคเจ้า ปรับปาจิตตีย์ ๒ ตัว ใน

๒ วัตถุ.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 301

บทเหล่านี้ว่า อุชฺฌาปนก นาม อุปสมฺปนฺน สงฺเฆน สมฺมต

เสนาสนปญฺาปก วา ฯปฯ อปฺปมตฺตกวิสฺสชฺชก วา ดังนี้

เชื่อมความกับบทว่า มงฺกุกตฺตุกาโม (มีความประสงค์จะทำให้อัปยศ) นี้ .

ด้วยอำนาจแห่งบทเหล่านี้ว่า อวณฺณ กตฺตุกาโม อยส กตฺตุกาโม

บัณฑิตพึงกระทำการเปลี่ยนวิภัตติในบทว่า อุปสมฺปนฺน เป็นต้น อย่างนี้ว่า

อุปสมฺปนฺนสฺส ดังนี้.

ก็เพราะในคำว่า อุชฺฌาเปติ วา ขิยฺยติ วา อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส

นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ทรงยกบทมาติกาขึ้นอย่างนี้ว่า ขียนก นาม

ดังนี้แล้ว จะพึงตรัสวิภังค์ที่ตรัสแล้วนั้นแหละ แห่งบทว่า อุชฺฌาปนก นาม

นี้ (แต่) ความแปลกันอย่างอื่น (ในสิกขาบทนี้) ไม่มี เหมือนในอัญญ-

วาทสิกขาบท เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรง

ยกขึ้น ทั้งไม่ทรงแจกบทมาติกานั้น แยกไว้ต่างหาก ทรงทำคำนิคมเท่านั้น

ไว้รวมกัน.

ในคำเป็นต้นว่า ธมฺมกมฺเม ธมฺมกมฺเมสญฺี นี้ บัณฑิตพึงทราบ

ใจความโดยนัยนี้ว่า สมมติกรรมใด สงฆ์ทำแล้วเพื่อุปสัมบันนั้น ถ้ากรรม

นั้นเป็นกรรมชอบธรรม และภิกษุนั้นมีความสำคัญในกรรมนั้นว่า กรรมชอบ

ธรรม ย่อมทำการโพนทะนา และบ่นว่า ลำดับนั้น ภิกษุนั้น ต้องอาบัติ-

ปาจิตตีย์ ในเพราะความเป็นผู้โพนทะนาและบ่นว่านั้น.

ในคำว่า อนุปสมฺปนฺน อุชฺฌาเปติ วา ขิยฺยติ วา มีเนื้อ

ความว่า ภิกษุย่อมยังอนุปสัมบันอื่นให้โพนทะนา อุปสัมบันผู้อันสงฆ์สมมติแล้ว

หรือให้ดูหมิ่นก็ดี บ่นว่าเธอในสำนักแห่งอนุปสัมบันนั้นก็ดี.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 302

คำว่า อุปสมฺปนฺน สงฺเฆน อสมฺมต มีความว่า ผู้อันสงฆ์

มิได้สมมติด้วยกรรมวาจา คือ ผู้อันสงฆ์ยกภาระให้ว่า นี้ เป็นภาระของท่าน

อย่างเดียว หรือว่าผู้นำภาระนั้นไปด้วยตนเอง เพื่อต้องการความอยู่สบายของ

ภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า (ย่อมให้โพนทะนาอุปสัมบัน) ผู้กระทำ

กรรมเช่นนั้น ในอาวาสที่มีภิกษุอยู่ ๒-๓ รูป.

ก็การให้สมมติ ๑๓ อย่าง แก่อนุปสัมบันย่อมไม่ควร แม้โดยแท้

ถึงอย่างนั้น อนุปสัมบันผู้ได้รับสมมติในคราวเป็นอุปสัมบัน ภายหลังทั้งอยู่

ในความเป็นอนุปสัมบัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาอนุปสัมบันนั้นว่า

หรือผู้อันสงฆ์สมมติ ในคำว่า อนุปสมฺปนฺน สงฺเฆน สมฺมต วา อสมฺมต

วา นี้. แต่สงฆ์หรือภิกษุที่สงฆ์สมมติ มอบภาระแก่สามเณรรูปใด ผู้ฉลาด

อย่างเดียวว่า เธอจะกระทำกรรมนี้ ดังนี้, พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึง

สามเณรเช่นนั้นว่า หรือผู้อันสงฆ์ไม่ได้สมมติ. บทที่เหลือ ตื้นทั้งนั้น.

สิกขาบท มีสมุฏฐาน ๓ เกิดขึ้น ทางกายกับจิต ๑ ทางวาจากับจิต ๑

ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นกิริยา สัญญาวิโมกข์ สจิตตกะ โลกวัชชะ กายกรรม

วจีกรรม อกุศลจิต เป็นทุกขเวทนา แล.

อุชฌาปนสิกขาบทที่ ๓ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 303

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๔

เรื่องภิกษุมากรูป

[๓๗๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น เป็น

ฤดูหนาว ภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่กลางแจ้ง ผิงกายอยู่ ครั้นเขาบอก

ภัตกาล เมื่อจะหลีกไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บ ซึ่งเสนาสนะนั้น

ไม่บอกมอบหมายแล้วหลีกไป เสนาสนะถูกน้ำค้างและฝนตกชะ บรรดาภิกษุ

ที่มักน้อย... ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนภิกษุทั้งหลายจัดตั้ง

เสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะหลีกไป จึงได้ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บ ซึ่ง

เสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมาย แล้วหลีกไป เสนาสนะถูกน้ำค้างและฝนตกชะ

แล้วกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ข่าวว่าภิกษุทั้งหลายจัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะหลีกไป ไม่เก็บเอง

ไม่ให้คนอื่นเก็บ ซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมาย แล้วหลีกไป เสนาสนะ

ถูกน้ำค้างและฝนตกชะ จริงหรือ.

ภิกษุ ทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไฉน

โมฆบุรุษเหล่านั้น จัดตั้งเสนาสนะในที่แจ้งแล้ว เมื่อจะหลีกไป จึงได้ไม่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 304

เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บ ซึ่งเสนาสนะนั้น ไม่บอกมอบหมายแล้วหลีกไปเล่า

เสนาสนะถูกน้ำค้างและฝนตกชะ การกระทำของพวกโมฆบุรุษนั้นนั่น ไม่เป็น

ไปเพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ

ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนั้น

ว่าดังนี้:-

พระบัญญัติ

๖๓.๔ อนึ่ง ภิกษุใดวางไว้แล้วก็ดี ให้วางไว้แล้วก็ดี ซึ่ง

เตียงก็ดี ตั่งก็ดี ฟูกก็ดี เก้าอี้ก็ดี อันเป็นของสงฆ์ในที่แจ้ง เมื่อ

หลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้เก็บก็ดี ซึ่งเสนาสนะที่วางไว้นั้น

หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย เป็นปาจิตตีย์.

ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ

ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.

เรื่องภิกษุมากรูป จบ

พระพุทธานุญาตให้เก็บเสนาสนะ

[๓๗๕] ก็สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายอยู่ในที่แจ้ง รีบเก็บเสนาสนะก่อน

กาลอันสมควร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นภิกษุเหล่านั้น ผู้รีบเก็บ

เสนาสนะก่อนกาลอันสมควร ครั้นแล้วจึงทรงทำธรรมีกถาในเพราะเหตุเป็น

เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้เก็บเสนาสนะไว้ในปะรำ

หรือที่โคนไม้ หรือในที่ซึ่งนกกา หรือนกเหยี่ยวจะไม่ถ่ายมูลรดได้

ตลอด ๘ เดือน ซึ่งกำหนดว่ามิใช่ฤดูฝน.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 305

สิกขาบทวิภังค์

[๓๗๖] บทว่า อนึ่ง . . .ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด. . .

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. . .

นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ประสงค์ในอรรถนี้.

ที่ชื่อว่า อันเป็นของสงฆ์ ได้แก่ ของที่เขาถวายแล้ว สละแล้ว

แก่สงฆ์

ที่ชื่อว่า เตียง ได้แก่ เตียง ๔ ชนิด คือ เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าใน

ขา ๑ เตียงมีแคร่เนื่องเป็นอันเดียวกันกับขา ๑ เตียงมีขาดังก้ามปู ๑ เตียงมีขา

จรดแม่แคร่ ๑

ที่ชื่อว่า ตั่ง ได้แก่ ตั่ง ๔ ชนิด คือ ตั่งมีแม่แคร่สอดเข้าในขา ๑

ตั้งมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียวกัน กับขา ๑ ตั่งมีขาดังก้ามปู ๑ ตั่งมีขาจรดแม่

แคร่ ๑

ที่ชื่อว่า ฟูก ได้แก่ ฟูก ๕ ชนิด คือ ฟูกขนสัตว์ ๑ ฟูกเปลือกไม้ ๑

ฟูกเศษผ้า ๑ ฟูกหญ้า ๑ ฟูกใบไม้ ๑

ที่ชื่อว่า เก้าอี้ ได้แก่ เก้าอี้ที่เขาถักร่วมใน สำเร็จด้วยเปลือกไม้ก็มี

สำเร็จด้วยหญ้าคมแฝกก็มี สำเร็จด้วยหญ้ามุงกระต่ายก็มี สำเร็จด้วยหญ้าปล้อง

ก็มี.

บทว่า วางไว้แล้ว คือ วางไว้เอง.

บทว่า ให้วางไว้แล้ว คือ ให้คนอื่นวางไว้

ใช้อนุปสัมบันให้วาง เป็นธุระของอนุปสัมบันผู้วาง

ใช้อุปสัมบันให้วาง เป็นธุระของอุปสัมบันผู้วาง.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 306

คำว่า เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเอง ซึ่งเสนาสนะที่วางไว้นั้น คือ

ไม่เก็บด้วยตนเอง

คำว่า ไม่ให้เก็บ คือ ไม่ให้คนอื่นเก็บ

คำว่า หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ความว่า ภิกษุไม่บอกมอบ

หมายภิกษุ สามเณร หรือคนทำการวัด แล้วเดินล่วงเลฑฑุบาตของมัชฌิม

บุรุษไป ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

[๓๗๗] เสนาสนะของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าของสงฆ์ วางไว้เองก็ดี

ให้คนอื่นวางไว้ก็ดี ในที่แจ้ง เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี

ซึ่งเสนาสนะนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมายไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เสนาสนะของสงฆ์ ภิกษุสงสัย วางไว้เองก็ดี ให้คนอื่นวางไว้ก็ดี

ในที่แจ้ง เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเสนาสนะนั้น

หรือไม่ได้บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

เสนาสนะของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าของบุคคล วางไว้เองก็ดี ให้คนอื่น

วางไว้ก็ดี ในที่แจ้ง เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่ง

เสนาสนะนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ภิกษุวางไว้เองก็ดี ให้คนอื่นวางไว้ก็ดี ซึ่งเครื่องลาดรักษาผิวฟื้นก็ดี

เครื่องลาดเตียงก็ดี เครื่องลาดฟื้นก็ดี เสื่ออ่อนก็ดี ท่อนหนังก็ดี เครื่อง-

เช็ดเท้าก็ดี ตั่งกระดานก็ดี ในที่แจ้ง เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 307

คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเครื่องลาดรักษาผิวฟื้นเป็นต้นนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมาย

ไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ.

ติกทุกกฏ

เสนาสนะของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าของสงฆ์ . ..ต้องอาบัติทุกกฏ.

เสนาสนะของบุคคล ภิกษุสงสัย . . . ต้องอาบัติ ทุกกฏ.

เสนาสนะของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าของบุคคล . . .ต้องอาบัติทุกกฏ

เพราะเป็นของส่วนตัวของผู้อื่น.

เสนาสนะเป็นส่วนตัวของตน . . .ไม่ต้องอาบัติ.

อานาปัตติวาร

[๓๗๘] ภิกษุเก็บเองแล้วไป ๑ ภิกษุให้คนอื่นเก็บแล้วไป ๑ ภิกษุ

บอกมอบหมายแล้วไป ๑ ภิกษุเอาออกผึ่งแดดไว้ ไปด้วยตั้งใจจักกลับมาเก็บ ๑

เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑

ไม่ต้องอาบัติแล.

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 308

เสนาสนวรรค ปฐมเสนาสนสิกขาบทที่ ๔

พึงทราบวินิจฉัย ในสิกขาบทที่ ๔ ดังต่อไปนี้

[แก้อรรถปฐมบัญญัติ เรื่องภิกษุหลายรูป]

สองบทว่า เหมนฺติเก กาเล ได้แก่ ในฤดูเหมันต์ คือ ในคราว

หิมะตก.

สองบทว่า กาย โอตาเปนฺตา ได้แก่ นั่งบนเตียงและตั่งเป็นต้น

แล้ว ผิงกายด้วยแดดอ่อนอยู่.

สองบทว่า กาเล อาโรเจติ ได้แก่ เมื่อเขาบอกเวลาแห่งอาหาร

อย่างใดอย่างหนึ่ง มียาคูและภัตเป็นต้น .

สองบทว่า โอวุฏ โหติ ได้แก่ ถูกฝนหิมะตกชะเปียก.

บทว่า อวสฺสิกสงฺเกเต มีความว่า ตลอด ๘ เดือน คือ ๔ เดือน

ในฤดูเหมันต์ ๔ เดือนในฤดูคิมหันต์ ที่มิได้บัญญัติอย่างนี้ว่า เดือนทั้งหลาย

แห่งฤดูฝน.

บทว่า มณฺฑเป ได้แก่ ในปะรำทำด้วยกิ่งไม้ หรือในปะรำทำด้วย

ไม้เลียบ.

บทว่า รุกฺขมูเล วา ได้แก่ ภายใต้แห่งต้นไม้ต้นใดต้น หนึ่ง.

[ว่าด้วยสถานที่ควรเก็บเตียงตั่ง]

หลายบทว่า ยตฺถ กากา วา กุลลา วา น อูทหนฺติ มีความว่า

นกกาและนกตะกรุมเหล่านี้ หรือนกเหล่าอื่นทำรังอยู่ ด้วยการอยู่ประจำใน

ต้นไม้ใด จะไม่ถ่ายมูลรดเสนาสนะนั้น เราอนุญาตให้เก็บไว้ที่โคนไม้เช่นนั้น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 309

เพราะเหตุอย่างนี้นั้น นกทั้งหลายเสาะแสวงหาเหยื่อ พักผ่อนที่ต้นไม้ใดแล้ว

บินไป จะเก็บไว้ที่โคนแห่งต้นนั้นก็ควร. แต่ว่า นกทั้งหลายทำรังอยู่ด้วยการ

อยู่เป็นประจำที่ต้นไม้ใด อย่าพึงเก็บไว้ที่โคนต้นไม้นั้น

เพราะพระบาลีว่า อฏฺ มาเส ดังนี้ ในชนบทเหล่าใด ฝนไม่ตก

ในฤดูฝน, แม้ในชนบทเหล่านั้น จะเก็บไว้ตลอด ๔ เดือน ก็ไม่ควรเหมือนกัน.

เพราะพระบาลีว่า อวสฺสิกสงฺเกเต ดังนี้ ในชนบทเหล่าใดฝนตก

ในฤดูเหมันต์ ในชนบทเหล่านั้น จะเก็บไว้ในที่แจ้ง แม้ในฤดูเหมันต์ ก็ไม่ควร.

ส่วนในฤดูคิมหันต์ ท้องฟ้าบริสุทธิ์ปราศจากเมฆในที่ทั่วไป ในเวลาเช่นนี้

จะเก็บเตียงและตั่งไว้ในที่แจ้ง ด้วยกรณีจำเป็นบางอย่าง ย่อมควร.

แม้ภิกษุผู้ถืออัพโภกาสิกธุดงค์ ก็ควรรู้วัตร. จริงอยู่ ถ้าเธอมีเตียง

ส่วนบุคคล ก็พึงนอนบนเตียงส่วนบุคคลนั่นแล เมื่อจะถือเอาเตียงของสงฆ์

พึงถือเอาเตียงที่ถักด้วยหวาย หรือด้วยปอ. เมื่อเดียงถักด้วยหวายหรือด้วยปอ

นั้นไม่มี พึงถือเอาเดียงเก่า. เมื่อเตียงเก่านั้นไม่มี พึงถือเอาเตียงที่ถักใหม่ ๆ

หรือที่บุด้วยหนัง ก็แล ครั้นถือเอาแล้ว คิดว่า เราจะถือรุกขมูลอย่างเคร่ง

ถืออัพโภกาสอย่างเคร่ง ดังนี้ แล้วไม่ทำแม้ซึ่งกุฎีจีวร (เพดานทำด้วยจีวร)

จัดตั้งเตียงตั่งนั้นในที่แจ้ง หรือที่โคนไม้ แล้วนอนในคราวที่มิใช่สมัย ย่อม

ไม่ควร. ก็ถ้าว่า ภิกษุไม่อาจเพื่อจะรักษากุฎีที่ทำด้วยจีวรแม้ทั้ง ๔ ชั้น ไม่ให้

เปียกได้ มีฝนตกพรำตลอด ๗ วัน, (จะจัดตั้งเตียงน้อยนอน) ก็ควร เพราะ

เตียงนอนเป็นไปตามร่างกายของภิกษุ.

พวกมนุษย์มีจิตเลื่อมใสในสีลสัมปทาของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในกระท่อม

ใบไม้ในป่า จึงถวายเตียงและตั่งใหม่กล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงใช้สอย โดย

ใช้สอยเป็นของสงฆ์. ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่แล้วจะไป พึงส่งข่าว (ไปบอก) แก่

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 310

ภิกษุผู้ชอบพอกันในวิหารที่ใกล้เคียงแล้วจึงไป. เมื่อไม่มีพวกภิกษุผู้ชอบกัน

พึงเก็บไว้ในที่ที่ฝนจะไม่รั่วรดแล้วจึงไป. เมื่อไม่มีที่ที่ฝนไม่รั่วรด พึงแขวน

ไว้ที่ต้นไม้ แล้วจึงไป.

[ว่าด้วยสถานที่ควรเก็บไม้กวาดและวิธีกวาด]

ภิกษุถือเอาไม่กวาดที่ลานพระเจดีย์ไปกวาดลานหอฉันก็ดี ลานโรง-

อุโบสถก็ดี ที่แห่งใดแห่งหนึ่ง มีบริเวณที่พักกลางวัน และโรงไฟเป็นต้น

ล้าง เคาะ (ไม่กวาดนั้น) แล้ว พึงเก็บไม่กวาดไว้ในโรงนั่นแหละอีก. แม้

ภิกษุผู้ถือเอาไม้กวาด ในที่แห่งใดแห่งหนึ่งมีโรงอุโบสถเป็นต้น ไปกวาด

บริเวณที่เหลือ ก็นัยนี้นั่นแล. ส่วนภิกษุใดกวาดทางเที่ยวภิกขาจารประสงค์

จะไป (บิณฑบาต) เลย. ภิกษุนั้นกวาดแล้ว พึงเก็บไว้ที่ศาลาซึ่งถ้ามีอยู่ใน

ระหว่างทางนั้น. ถ้าศาลาไม่มี กำหนดว่าเมฆฝนยังไม่ตั้งเค้าขึ้น รู้ว่า ฝนจัก

ยังไม่ตก จนกว่าเราจะออกมาจากบ้าน เก็บไว้ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วกลับมา

พึง (นำมา) เก็บไว้ในที่เดิมอีก

ในมหาปัจจรีท่านกล่าวว่า ถ้าภิกษุรู้อยู่ว่า ฝนจักตก วางไว้ในกลางแจ้ง

เป็นทุกกฏ ดังนี้. แต่ถ้าว่า ไม้กวาดเป็นของอันเขาเก็บไว้เพื่อประโยชน์สำหรับ

กวาดในที่นั้น ๆ นั่งเอง ภิกษุจะกวาดที่นั้น ๆ แล้ว เก็บไว้ในที่นั้น ๆ แล

สมควรอยู่. ภิกษุผู้จะกวาดโรงฉัน ควรรู้จักวัตร. วัตรในการกวาดโรงฉันนั้น

ดังนี้ พึงกวาดทรายตั้งแต่ท่ามกลางตะล่อมมาไว้ตรงหน้าที่เท้ายืน. พึงเอา

มือทั้งสองกอบหยากเยื่อออกไปทิ้งข้างนอก.

[ว่าด้วยลักษณะเตียงตั่งเป็นต้น ]

เตียงที่เขาทำเจาะที่เท้าเตียง สอดแม่แคร่ทั้งหลายเข้าไปในเท้าเตียงนั้น

ชื่อว่า มสารกะ (เตียงมีแม่แคร่สอดเข้าในขา).

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 311

เตียงที่เขาทำให้แม่แคร่คาบเท้าเตียง โดยลักษณะคล้ายบัลลังก์ ชื่อว่า

พุนธิกาพัทธ์ (เตียงมีแม่แคร่เนื่องเป็นอันเดียวกันกับขา).

เตียงที่เขาทำด้วยเท้าเช่นกับเท้าแห่งสัตว์ มีม้าและแพะเป็นต้น ชื่อว่า

กุลีรปาท (เตียงมีขาดังก้ามปู) ก็หรือว่า เตียงที่มีเท้างอย่างใดอย่างหนึ่ง

นี้ท่านเรียกว่า เตียงมีขาดังก้ามปู. ก็เตียงชื่อว่า อาหัจจปาทกะ นี้ ท่านกล่าว

ไว้ในบาลีข้างหน้านั่นแลอย่างนี้ว่า เตียงที่เจาะด้วยเตียงทำ ชื่อว่า อาหัจจ-

ปาทกะ (เตียงมีขาจรดแม่แคร่). เพราะเหตุนั้น เ ตียงที่ทำเจาะแม่แคร่

ทั้งหลาย แล้วสอดปลายขาเข้าไปในแม่แคร่นั้น สลักลิ่มในเบื้องบน บัณฑิต

พึงทราบว่า เตียงมีขาจรดแม่แคร่. แม้ในตั่ง ก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน.

หลายบทว่า อนฺโต สเวเตฺวา พทฺธ โหติ มีความว่า เก้าอี้

ที่เขาถักให้กว้างทั้งข้างล่างและข้างบน ตรงกลางสอบ (แคบ) มีสัณฐานคล้าย

บัณเฑาะว์. ได้ยินว่า ชนทั้งหลายกระทำเก้าอี้นั้น ให้หุ้มด้วยหนังสีหะ และ

เสือโคร่งที่ตรงกลางก็มี. ในเสนาสนะนี้ ชื่อว่าหนังที่เป็นอกัปปิยะไม่มี. จริงอยู่

แม้เสนาสนะที่เป็นวิการแห่งทอง ก็ควร. เพราะเหตุนั้น เสนาสนะนั้น จึง

เป็นของมีค่ามาก

ข้อว่า อนุปฺปสมฺปนฺน สนฺถราเปติ ตสฺส ปริโพโธ มีความว่า

เป็นธุระของอนุปสัมบันผู้ซึ่งถูกใช้ให้วาง.

ข้อว่า เลฑฺฑุปาต อติกฺกมนฺตสฺส อาปตฺติ ปาจิตฺติยสฺส

มีความว่า ภิกษุผู้เดินเลยเลฑฑุบาต ของบุรุษผู้มีกำลังกลางคนไปต้องปาจิตตีย์.

[ว่าด้วยผู้รับผิดชอบเสนาสนบริขารมีเตียงเป็นต้น]

ก็ในคำว่า เลฑฺฑุปาต อติกฺกมนฺตสฺส เป็นต้นนี้ มีวินิจฉัย

ดังต่อไปนี้ พระเถระกระทำภัตกิจในโรงฉัน แล้วสั่งภิกษุหนุ่มว่า เธอจงไป

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 312

แต่งตั้ง เตียง ตั่ง ในที่พักกลางวัน. ภิกษุหนุ่มนั้นกระทำตามสั่งแล้วนั่ง.

พระเถระเที่ยวไปตามความพอใจแล้วจึงไปในที่พักกลางวันนั้น วางถุงย่ามและ

อุตราสงค์ไว้. จำเดิมแต่นั้นไปเป็นธุระของพระเถระ. พระเถระนั่งแล้ว เมื่อ

จะไป ไม่เก็บเอง ไม่สั่งให้เก็บ เป็นปาจิตตีย์ ในเมื่อเดินเลยเลฑฑุบาตไป.

ก็ถ้าพระเถระไม่วางถุงย่ามและอุตราสงค์ไว้บนเตียงและตั่งนั่น จงกรม

พลางสั่งภิกษุหนุ่มว่า เธอไปได้, เธอพึงบอกว่า นี้เตียงตั่ง ขอรับ ถ้า

พระเถระรู้จักธรรมเนียม พึงกล่าวว่า เธอไปเถิด เราจักกระทำให้เป็นปรกติ

เดิม ถ้าภิกษุผู้เถระ เป็นคนเขลาไม่ได้ศึกษาธรรมเนียม กลับขู่ตะคอกภิกษุ

หนุ่มว่า ไปเถิด อย่ามายืนในที่นี้ เราจะไม่ให้ (ใคร) นั่ง ไม่ให้ (ใคร) นอน,

ภิกษุ หนุ่มเรียนว่า ท่านนอนตามสบายเถิด ขอรับ ได้ข้ออ้างไหว้แล้ว พึง

ไปเถิด. เมื่อภิกษุหนุ่มนั้นไปแล้ว เป็นธุระของพระเถระเท่านั้น และบัณฑิต

พึงทราบว่า เป็นอาบัติแก่พระเถระนั้น โดยนัยก่อนนั้นเทียว.

ก็ถ้าว่า ในขณะที่สั่งนั่นเอง ภิกษุหนุ่มเรียนว่า ท่านขอรับ. ผมมีกิจ

จำต้องทำบางอย่าง มีการซักล้างสิ่งของเป็นต้น และพระเถระกล่าวกะเธอว่า

เธอแต่งตั้งแล้วจงไปเถิด ดังนี้ แล้วออกจากโรงฉันไปเสียในที่อื่น พระวินัยธร

พึงปรับ (พระเถระ) ตัวอย่างเท้า. ถ้าพระเถระไปนั่งในที่นั้นนั่น เอง, และ

เป็นอาบัติแก่พระเถระนั้น ในเมื่อเดินเลยเลฑฑุบาตไป โดยนัยก่อนนั่นแหละ.

ก็ถ้าว่า พระเถระสั่งสามเณร. เมื่อสามเณรแม้จัดตั้งเตียงและตั่งใน

โรงฉันนั้นแล้วนั่ง พระเถระไปเสียที่อื่นจากโรงฉัน พระวินัยธรพึงปรับด้วย

ย่างเท้าเดิน. พระเถระไปนั่งแล้ว ในเวลาไปต่อไป พึงปรับด้วยอาบัติในเมื่อ

เดินเลยเลฑฑุบาตไป.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 313

ก็ถ้าว่า พระเถระเมื่อจะสั่ง สั่งว่า เธอจัดตั้งเตียงและตั่งแล้ว จงนั่ง

รอที่เตียงและตั่งนั้นนั่นแหละ ดังนี้. ย่อมได้เพื่อจะไปในที่ที่คนปรารถนา.

ส่วนผู้รับสั่งเมื่อไม่ทำให้เป็นปกติเสียเอง เดินไปเป็นปาจิตตีย์ ในเมื่อเดินเลย

เลฑฑุบาตไป.

ในระหว่างการประชุม ภิกษุทั้งหลายแต่งตั้งเตียงและตั่งแล้วนั่งในเวลา

จะไปพึงบอกแก่อารามิกบุรุษ (คนทำการวัด) ว่า ท่านทั้งหลายจงเก็บเตียง

และตั่งนี้ ดังนี้ เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไม่สั่ง ไปเสีย ในเมื่อเดินเลยเลฑฑุบาต

ธรรมดาการฟังธรรมครั้งใหญ่ ย่อมจะมี ภิกษุทั้งหลายนำเอาเตียง

และตั่งมาจากโรงอุโบสถบ้าง จากโรงฉันบ้าง จัดตั้งไว้ในสถานที่ฟังธรรมนั้น.

เป็นภารธุระของพวกภิกษุเจ้าถิ่นเท่านั้น. ถ้าพวกภิกษุอาคันตุกะถือเอาไปด้วย

อ้างว่า นี้สำหรับอุปัชฌาย์ของเรา นี้สำหรับอาจารย์ของเรา ดังนี้. จำเติมแต่

นั้นไป เป็นภารธุระของพวกภิกษุอาคันตุกะนั้นเท่านั้น. ในเวลาไป เมื่อไม่

กระทำไว้ตามเติม เดินเลยเลฑฑุบาตไป เป็นอาบัติ.

แต่ในมหาปัจจรี ท่านกล่าวไว้ว่า ชั่วเวลาที่ภิกษุพวกอื่นยังไม่มานั่ง

เป็นภาระของพวกภิกษุผู้จัดตั้ง, เมื่อพวกภิกษุเหล่าอื่นมานั่งเป็นภาระของพวก

ภิกษุผู้นั่ง ถ้าพวกภิกษุผู้นั่งเหล่านั้นไม่เก็บเองก็ดี ไม่ใช้ให้เก็บก็ดี ไปเสีย

เป็นทุกกฏ. เพราะเหตุไร เพราะจัดตั้งโดยไม่ได้สั่ง.

เมื่อแต่งตั้งธรรมาสน์แล้ว ภิกษุผู้สวดหรือผู้แสดงธรรมยังไม่มา

เพียงใด เป็นภารธุระของพวกภิกษุผู้แต่งตั้งเพียงนั้น. เมื่อภิกษุผู้สวดหรือผู้

แสดงธรรมมานั่งแล้ว เป็นภารธุระของภิกษุนั้น มีการฟังธรรมตลอดวันและ

คืนทั้งสิ้น. ภิกษุผู้สวดหรือผู้แสดงธรรมอื่นลุกไป ภิกษุอื่นมานั่ง ภิกษุใด ๆ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 314

มานั่ง เป็นภาระของภิกษุนั้น ๆ. แต่เมื่อลุกขึ้น พึงกล่าวว่า อาสนะนี้ เป็น

ภาระของท่าน แล้วจึงไป. ถ้าแม้นว่า เมื่อภิกษุผู้สวดผู้แสดงธรรมนอกนี้ยัง

ไม่มานั่นแหละ ภิกษุผู้นั่งอยู่ก่อนลุกไป และภิกษุผู้นั่งก่อนนอกนี้ มานั่งอยู่

ภายในอุปจาร สถานที่นั้นนั่นเอง พระวินัยธรไม่พึงปรับเธอผู้ลุกไปด้วยอาบัติ

ก็ถ้าว่า เมื่อภิกษุผู้สวดและผู้แสดงธรรมนอกนี้ ยังไม่มานั่นแหละ ภิกษุผู้นั่ง

อยู่ก่อนลุกจากอาสนะ เดินเลยเลฑฑุบาตไป, พระวินัยธรพึงปรับเธอด้วยอาบัติ.

แต่ในมหาปัจจรีท่านกล่าววินัยนี้ไว้ว่า ทุก ๆ แห่งในเมื่อเดินเลยเลฑฑุบาตไป

เป็นทุกกฏในย่างเท้าที่ ๑, เป็นปาจิตตีย์ในย่างเท้าที่ ๒.

[ว่าด้วยเครื่องปูลาดและหน้าที่ในการรักษา]

พึงทราบวินิจฉัย ในคำว่า จิมิลิก วา เป็นต้น ดังนี้ .

เครื่องลาดที่เขาทำไว้ เพื่อรักษาผิวของพื้นที่ทำบริกรรมด้วยปูนขาว

เป็นต้น ชื่อว่า จิมิลกา. ชนทั้งหลายปูเครื่องลาดนั้นไว้ข้างล่าง แล้วปูเสื่อ

ลำแพนทับไว้ข้างบน.

เครื่องลาดที่ควรปูลาดไว้บนเตียงและตั่ง ชื่อว่าเครื่องลาดเตียง ชนิด

แห่งเครื่องปูลาด มีเสื่อลำแพนเป็นต้น ที่ควรลาดไว้บนพื้น ชื่อว่า เครื่องลาด

พื้น. เสื่ออ่อนที่เขาทำด้วยใบตาลก็ดี ด้วยเปลือกปอก็ดี ชื่อว่า เสืออ่อน.

แม้บรรดาหนังสัตว์ มีสีหะ เสือโคร่ง เสือเหลือง เสือดาว และหมีเป็นต้น

หนังชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่า แผ่นหนัง. จริงอยู่ ชื่อว่าหนังที่ท่านห้าม ใน

การบริโภคเสนาสนะไม่ปรากฎในอรรถกถาทั้งหลาย. เพราะเหตุนั้น บัณฑิต

พึงทราบว่า ห้ามเฉพาะในการบริหารหนังสีหะเป็นต้น .

เครื่องเช็ดที่เขาทำด้วยเชือกเล็ก ๆ ก็ดี ด้วยผ้าเก่าก็ดี เพื่อเช็ดเท้า

ชื่อว่า เครื่องเช็ดเท้า.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 315

ตั่งที่เขาทำด้วยแผ่นกระดาน ชื่อว่า ตั่งแผ่นกระดาน. อีกอย่างหนึ่ง

ได้แก่ แผ่นกระดานและดังที่ทำด้วยไม้. แม้เครื่องไม้เป็นต้นทั้งหมด ท่าน

สงเคราะห์ด้วยทั่งแผ่นกระดานนั้น แต่ในมหาปัจจรีท่านกล่าวไว้โดยพิสดาร

ทีเดียวว่า ภิกษุวางเชิงรองบาตร ฝาบาตร กระเบื้องเช็ดเท้า พัดใบตาล พัด

ใบไม้ เครื่องไม้อย่างใดอย่างหนึ่งชั้นที่สุด กระบวยตักน้ำ สังข์ตักน้ำดื่ม

ไว้ในที่แจ้งแล้วไปเสีย เป็นทุกกฏ. แต่ในมหาอรรถกถานัยนี้ท่านแสดงไว้ใน

สิกขาบทที่ ๒. ภิกษุต้มน้ำย้อมในที่แจ้ง แล้วพึงเก็บเครื่องใช้ทั้งปวง คือ

ภาชนะน้ำย้อม กระบวยตักน้ำย้อม รางน้ำย้อมเป็นต้น ไว้ในโรงไฟ. ถ้าโรงไฟ

ไม่มี พึงเก็บไว้ในเงื้อมที่น้ำฝนจะไม่รั่วรด แม้เมื่อเงื้อมนั้นไม่มี ถึงจะวาง

ไว้ในที่ซึ่งมีพวกภิกษุคอยดูแลอยู่แล้วจึงไป ก็ควร

สองบทว่า อญฺสฺส ปุคฺคลิเก มีความว่า ในมหาปัจจรีเป็นต้น

กล่าวว่า การถือเอาโดยวิสาสะในบุคคลใด ไม่ขึ้น, เป็นทุกกฎในเพราะสิ่งของ

ของบุคคลนั้น, แต่วิสาสะในบุคคลใดขึ้น, สิ่งของของบุคคลนั้น ย่อมเป็นดุจ

ของส่วนตัวบุคคลของตน.

สองบทว่า อาปุจฺฉ คจฺฉติ มีความว่า บุคคลใด จะเป็นภิกษุก็ดี

สามเณรก็ดี อารามิกบุรุษก็ดี เป็นลัชชี ย่อมสำคัญดุจเป็นภารธุระของตน.

ภิกษุใดบอกลาบุคคลเช่นนั้นแล้วไป. ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุนั้น .

สองบทว่า โอตาเปนฺโต คจฺฉติ มีความว่า ภิกษุเอาออกผึ่งไว้ที่

แดด ไปด้วยคิดว่า เราจักมาเก็บ ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้ไปอย่างนั้น.

คำว่า เกนจิ ปลิพุทฺธ โหติ มีความว่า เสนาสนะถูกรบกวนด้วย

อันตรายบางอย่าง. ก็ถ้าภิกษุผู้แก่กว่าให้ย้ายออกแล้ว ถือเอา (เสนาสนะ) ก็ดี,

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 316

ถ้าว่า ยักษ์หรือเปรต มานั่งอยู่ ก็ดี หรือว่าอิสรชนบางคนมายึดเอาก็ดี

เสนาสนะจัดว่าถูกหวงแหน (กางกั้น ). ก็หรือว่าเมื่อสัตว์ร้ายมีสีหะและเสือโคร่ง

เป็นต้น มาสู่ประเทศนั้นแล้วพักอยู่ เสนาสนะจัดว่าถูกรบกวนเหมือนกัน

ไม่เป็นอาบัติแก่ภิกษุผู้แม้ไม่เก็บ ไปเสีย เพราะเสนาสนะถูกอันตรายบางอย่าง

รบกวนอย่างนี้.

บทว่า อาปทาสุ คือ ในเพราะอันตรายแห่งชีวิต และอันตราย

แห่งพรหมจรรย์. บทที่เหลือตื้นทั้งนั้นแล.

สิกขาบทนี้ มีสมุฏฐานดุจกฐินสิกขาบท เกิดขึ้นทางกายกับวาจา ๑

ทางกายวาจากับจิต ๑ เป็นทั้งกิริยาทั้งอกิริยา โนสัญญาวิโมกข์ อจิตตกะ

ปัณณัตติวัชชะ กายกรรม วจีกรรม มีจิต ๓ มีเวทนา ๓ ฉะนั้นแล

ปฐมเสนาสนสิกขาบทที่ ๔ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 317

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๕

เรื่องพระสตัตรสวัคคีย์

[๓๗๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ-

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น พระ-

สัตตรสวัคคีย์มีพวก ๑๗ รูปเป็นสหายกัน เมื่ออยู่ก็อยู่พร้อมกัน เมื่อหลีกไป

ก็หลีกไปพร้อมกัน พวกเธอปูที่นอนในวหารเป็นของสงฆ์แห่งหนึ่งแล้ว เมื่อ

หลีกไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บซึ่งที่นอนนั้น ไม่ได้บอกมอบหมาย

หลีกไป เสนาสนะถูกปลวกกัด บรรดาภิกษุที่มักน้อย . . . ต่างก็เพ่งโทษ

ติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระสัตตรสวัคคีย์ ปูที่นอนในวิหารเป็นของสงฆ์

แล้ว เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเอง ไม่ให้คนอื่นเก็บ ซึ่งที่นอนนั้น ไม่ได้บอก

มอบหมาย หลีกไปแล้ว เสนาสนะจึงได้ถูกปลวกกัด แล้วกราบทูลเนื้อความ

นั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ทรงสอบถาม

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอบถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย

ข่าวว่าภิกษุสัตตรสวัคดีย์ ปูที่นอนในวิหารอันเป็นของสงฆ์แล้ว เมื่อหลีกไป

ไม่เก็บเอง ไม่ให้จนอื่นเก็บ ซึ่งที่นอนนั้น ไม่บอกมอบหมาย หลีกไปแล้ว

เสนาสนะถูกปลวกกัด จริงหรือ.

ภิกษุทั้งหลายทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.

ทรงติเตียนแล้วบัญญัติสิกขาบท

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงติเตียนว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โมฆบุรุษ

เหล่านั้น ปูที่นอนไว้ในวิหารเป็นของสงฆ์แล้ว เมื่อหลีกไป ไฉนจึงไม่เก็บเอง

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 318

ไม่ให้คนอื่นเก็บ ไม่บอกมอบหมาย หลีกไปเสีย เสนาสนะจึงได้ถูกปลวกกัด

การกระทำของโมฆบุรุษเหล่านั้นนั่น ไม่เป็นไปเมื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่

ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว . . .

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้

ว่าดังนี้ :-

พระบัญญัติ

๖๔.๕ อนึ่ง ภิกษุใด ปูแล้วก็ดี ให้ปูแล้วก็ดี ซึ่งที่นอนใน

วิหารเป็นของสงฆ์ เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้เก็บก็ดี ซึ่งที่

นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย เป็นปาจิตตีย์.

เรื่องพระสัตตรสวัคคีย์ จบ

สิกขาบทวิภังค์

[๓๘๐] บทว่า อนึ่ง . . .ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด...

บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ. . .

นี้ ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้

ที่ชื่อว่า เป็นของสงฆ์ ได้แก่ วิหารที่เขาถวายแล้ว สละแล้วแก่

สงฆ์

ที่ชื่อว่า ที่นอน ได้แก่ ฟูก เครื่องลาดรักษาผิวพื้น เครื่องลาด

เตียง เครื่องลาดพื้น เสื่ออ่อน ท่อนหนัง ผ้าปูนั่ง ผ้าปูนอน เครื่องลาด

ทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้.

บทว่า ปู คือ ปูเอง.

บทว่า ให้ปู คือ ให้คนอื่นปู.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 319

คำว่า เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเอง ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น คือ

ไม่เก็บด้วยตนเอง

คำว่า ไม่ให้เก็บ คือ ไม่ให้คนอื่นเก็บ

คำว่า หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ความว่า ภิกษุไม่บอก

มอบหมายภิกษุ สามเณร หรือคนทำการวัด เดินเลยเครื่องล้อมแห่งอารามที่

เขาล้อม ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เดินเลยอุปจารแห่งอารามที่เขาไม่ได้ล้อม ต้อง

อาบัติปาจิตตีย์.

บทภาชนีย์

ติกปาจิตตีย์

[๓๘๑] วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นของสงฆ์ ปูเองก็ดี

ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี

ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์

วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสงสัย ปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน

เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือ

ไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

วิหารเป็นของสงฆ์ ภิกษุสำคัญว่าเป็นของบุคคล ปูเองก็ดี ให้คนอื่น

ปูก็ดี ซึ่งที่นอน เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งที่นอน

อันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติปาจิตตีย์.

ทุกกฏ

ภิกษุปูเองก็ดี ให้คนอื่นปูก็ดี ซึ่งที่นอน ในอุปจารวิหารก็ดี ในโรง

ฉันก็ดี ในมณฑปก็ดี ใต้ต้นไม้ก็ดี เมื่อหลีกไป ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่น

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 320

เก็บก็ดี ซึ่งที่นอนอันปูไว้นั้น หรือไม่บอกมอบหมาย ไปเสีย ต้องอาบัติ

ทุกกฏ.

ภิกษุตั้งไว้เองก็ดี ให้คนอื่นตั้งไว้ก็ดี ซึ่งเตียงก็ดี ตั่งก็ดี ในวิหารก็ดี

ในอุปจารวิหารก็ดี ในโรงฉันก็ดี ในมณฑปก็ดี ใต้ต้นไม้ก็ดี เมื่อหลีกไป

ไม่เก็บเองก็ดี ไม่ให้คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเตียงตั่งอันตั้งไว้นั้น หรือไม่บอกมอบ

หมาย ไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ.

วิหารของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าของสงฆ์. . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

วิหารของบุคคล ภิกษุสงสัย . . .ต้องอาบัติทุกกฏ.

วิหารของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าของบุคคล . . . ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะ

เป็นของส่วนตัวของผู้อื่น.

วิหารเป็นของส่วนตัวของตน . . . ไม่ต้องอาบัติ.

อนาปัตติวาร

[๓๘๒] ภิกษุเก็บเองแล้วไป ๑ ภิกษุให้คนอื่นเก็บแล้วไป ๑ ภิกษุ

บอกมอบหมายแล้วไป ๑ เสนาสนะมีเหตุบางอย่างขัดขวาง ๑ ภิกษุยังห่วงไป

ยืนอยู่ ณ ที่นั้นบอกมอบหมายมา ๑ ภิกษุมีเหตุบางอย่างขัดขวาง ๑ ภิกษุมี

อันตราย ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๕ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 321

เสนาสนวรรค ทุติยเสนาสนสิกขาบทที่ ๕

พึงทราบวินิจฉัย ในทุติยเสนาสนสิกขาบท ตั้งต่อไปนี้

[ว่าด้วยที่นอนมีฟูกเป็นต้น]

ฟูกเตียงก็ดี ฟูกตั่งก็ดี ชื่อว่า ฟูก. เครื่องลาดมีเครื่องลาดรักษา

ผิวพื้นเป็นต้น มีประการดังกล่าวแล้วในสิกขาบทก่อนนั่น แล. ผ้าปูนั่งมีชาย

พึงทราบว่า นิสีทนะ. ท่านกล่าวคำเพียงเท่านี้ว่า ผ้าปาวาร ผ้าโกเชาว์

(พรม) ชื่อว่า ผ้าปูนอน.

เครื่องลาดหญ้าชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่า เครื่องลาดทำด้วยหญ้า.

ในเครื่องลาดทำด้วยใบไม้ก็นัยนี้.

ในคำว่า ปริกฺเขป อติกฺกาเมนฺตสฺส นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้

เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้ก้าวเท้าแรกไป, เป็นปาจิตตีย์ ในย่างเท้าที่ ๒. ๒ เลฑฑุ

บาตจากเสนาสนะ ชื่อว่า อุปจารแห่งอารามที่ไม่ได้ล้อม.

[ว่าด้วยการบอกลาและเก็บเครื่องเสนาสนะ]

ในคำว่า อนาปุจฺฉ วา คจฺเฉยฺย นี้ พึงทราบวินิจฉัย ดังนี้

เมื่อมีภิกษุ พึงบอกลาภิกษุ. เมื่อภิกษุนั้นไม่มี พึงบอกลาสามเณร เมื่อ

สามเณรนั้นไม่มี พึงบอกลาคนทำการวัด. แม้เมื่อคนทำการวัดนั้นก็ไม่มี พึง

บอกลาเจ้าของวิหาร ผู้สร้างวัด หรือผู้ใดผู้หนึ่ง ในวงศ์ตระกูลของเขา. แม้

เมื่อเจ้าของวิหาร หรือผู้เกิดในวงศ์ตระกูลของเขานั้น ก็ไม่มี. ภิกษุพึงวาง

เตียงลงบนหิน ๔ ก้อน แล้วยกเตียงตั่งที่เหลือขึ้นวางบนเตียงนั้นรวมที่นอน

ทั้ง ๑๐ อย่าง มีฟูกเป็นต้นกองไว้ข้างบน แล้วเก็บงำภัณฑะไม้ ภัณฑะดิน

ปิดประตูและหน้าต่าง บำเพ็ญคมิยวัตรแล้วจึงไป.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 322

ก็ถ้าเสนาสนะฝนรั่วได้, และหญ้า หรืออิฐที่เขานำมาเพื่อมุงหลังคา

ก็มีอยู่. ถ้าอาจ ก็พึงมุง. ถ้าไม่อาจ พึงเก็บเตียงและตั่งไว้ในโอกาสที่ฝนจะ

ไม่รั่วรด แล้วจึงไป. ถ้าเสนาสนะฝนรั่วทั้งหมด, เมื่อสามารถพึงเก็บไว้ใน

เรือนของพวกอุบาสก ภายในบ้าน. ถ้าแม้พวกอุบาสกเหล่านั้น ไม่ยอมรับ

กล่าวว่า ท่านขอรับ ธรรมดาของสงฆ์เป็นของหนัก, พวกกระผมกลัวภัย

มีไฟไหม้เป็นต้น ดังนี้ ภิกษุจะวางเตียงลงข้างบนหิน แม้ในโอกาสกลางแจ้ง

แล้วเก็บเตียงตั่งเป็นต้นที่เหลือ โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล เอาจำพวก

หญ้า และใบไม้ปกปิดแล้วจึงไป ก็ควร. จริงอยู่ ของที่ยังเหลือยู่ในที่นั้น

แม้จะเป็นเพียงชิ้นส่วน ( ตัวเตียงตั่ง) ก็จักเป็นอุปการะแก่พวกภิกษุเหล่าอื่น

ผู้มาในที่นั้น ฉะนี้แล.

พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า วิหารสฺส อุปจาเร เป็นต้น ดังนี้

บริเวณ ชื่อว่า อุปจารแห่งวิหาร. โรงฉันที่เขาสร้างไว้ในบริเวณชื่อว่า

อุปัฏฐานศาลา. ปะรำที่เขาสร้างไว้ในบริเวณ ชื่อว่า มณฑป. โคนไม้

ในบริเวณ ชื่อว่า รุกขมูล. นี้เป็นนัยที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถากุรุนทีก่อน.

ท่านกล่าวนัยไว้แล้ว แม้ก็จริง ถึงกระนั้น ห้องภายในก็ดี เสนาสนะที่คุ้ม

กันได้ บังทั้งหมดอย่างอื่นก็ดี พึงทราบว่า วิหาร.

สองบทว่า วิหารสฺส อุปจาเร ได้แก่ ในโอกาสภายนอกใกล้

วิหารนั้น.

บทว่า อุปฏฺานสาลาย วา ได้แก่ ในโรงฉันก็ดี.

บทว่า มณฺฑเป วา ได้แก่ ในมณฑปเป็นที่ประชุมแห่งคนมาก

ซึ่งไม่ได้บังหรือแม้บังก็ดี. ในโคนไม้ไม่มีคำที่จะพึงกล่าว.

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 323

สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส มีความว่า ก็เพราะเมื่อภิกษุปูลาด

ที่นอน ๑๐ อย่าง มีประการดังที่กล่าวแล้วในภายในห้อง เป็นต้น และในที่

คุ้มกันได้ แล้วไปเสีย, ที่นอนก็ดี เสนาสนะก็ดี ย่อมเสียหายเพราะปลวก

เป็นต้น จะกลายเป็นจอมปลวกไปทีเดียว ฉะนั้น ท่านจึงปรับเป็นปาจิตตีย์.

แต่สำหรับภิกษุผู้ปูไว้ในที่มีอุปัฏฐานศาลาเป็นต้น ในภายนอกแล้วไป เพียง

แต่ที่นอนเท่านั้นเสียหายไป เพราะสถานที่คุ้มกันไม่ได้, เสนาสนะไม่เสียหาย.

เพราะฉะนั้น ท่านจึงปรับเป็นทุกกฏในอุปัฏฐานศาลาเป็นต้นนี้.

วินิจฉัยในคำว่า มญฺจ วา ปี วา เป็นต้นนี้ พึงทราบดังนี้

ก็เพราะตัวปลวกทั้งหลายไม่อาจเพื่อจะกัดเตียงและตั่งทันที ฉะนั้นภิกษุวาง

เตียงตั่งนั้นไว้แม้ในวิหารแล้วไป ท่านก็ปรับเป็นทุกกฏ. ส่วนในอุปจารแห่ง

วิหาร พวกภิกษุแม้เมื่อเที่ยวตรวจดูวิหาร เห็นเตียงและตั่งนั้นแล้วจักเก็บ.

วินิจฉัยในคำว่า อุทฺธริตฺวา คจฺฉติ นี้ พึงทราบดังนี้ ภิกษุ

เมื่อจะเก็บเองแล้วไป พึงรื้อเอาเครื่องถักร้อยเตียงและตั่งออกหมดแล้ว ม้วน

แขวนไว้ที่ราวจีวรแล้วจึงไป. ถึงภิกษุผู้มาอยู่ภายหลัง ถักเตียงและตั่งใหม่

เมื่อจะไป ก็พึงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน. ภิกษุผู้ปูที่นอนจากภายในฝาไปถึง

ภายนอกฝาแล้วอยู่ ในเวลาจะไป พึงเก็บไว้ในที่ที่คนถือเอามาแล้ว ๆ นั่นเทียว.

แม้ภิกษุผู้ยกลงมาจากชั้นบนแห่งปราสาทแล้วอยู่ภายใต้ปราสาท ก็นัยนี้นั่นแล

แม้ภิกษุจะตั้งเตียงและตั่งไว้ในที่พักกลางวัน และที่พักกลางคืนแล้ว ในเวลา

จะไปพึงเก็บไว้ตามเดิม ในที่ซึ่งคนถือเอามานั่นแล.

[ว่าด้วยสถานที่ต้องบอกลาและไม่ต้องบอกลา]

ในคำว่า อาปุจฺฉ คจฺฉติ นี้ มีวินิจฉัยสถานที่ควรบอกลา และ

ไม่ควรบอกลา ดังต่อไปนี้

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 324

ศาลาใด เป็นศาลายาวก็ดี เป็นศาลาใบไม้ก็ดี อยู่บนพื้นดิน, หรือว่า

เรือนที่เขาสร้างบนเสาไม้ทั้งหลายหลังใด เป็นที่ปลวกขึ้นได้ก่อน, ภิกษุเมื่อ

จะหลีกไปจากศาลายาวเป็นต้นนั้น พึงบวกลาก่อนแล้วจึงหลีกไป. เพราะว่า

เมื่อสถานที่นั้นไม่มีใครปฏิบัติเพียง ๒-๓ วัน ตัวปลวกทั้งหลายย่อมตั้งขึ้น

ส่วนเสนาสนะใด เป็นเสนาสนะที่เขาสร้างไว้บนหินดาด หรือบนเสา

หินก็ดี ถ้าที่ภูเขาหินก็ดี เสนาสนะที่ฉาบโบกปูนขาวก็ดี ในเสนาสนะใดไม่มี

ความสงสัยในเรื่องปลวก (จะขึ้น), เมื่อภิกษุจะหลีกไปจากที่นั้น จะบอกลา

ก็ตาม ไม่บอกลาก็ตาม ไปเสีย ก็ควร. แต่การบอกลาย่อมเป็นธรรมเนียม

(ของผู้เตรียมจะไป). ถ้าตัวปลวกทั้งหลายจะขึ้นทางข้างหนึ่งในเสนาสนะแม้

เช่นนั้นได้ ควรบอกลาก่อนแล้วจึงไป.

ฝ่ายภิกษุอาคันตุกะใดประพฤติตามภิกษุผู้ถือเสนาสนะของสงฆ์อยู่ ไม่

ถือเสนาสนะสำหรับคนอยู่. เสนาสนะนั้น เป็นธุระของภิกษุรูปก่อนนั่นแล

ตราบเท่าที่ภิกษุนั้นยังไม่ถือ (เสนาสนะสำหรับคน). ก็จำเดิมแต่ภิกษุนั้นถือ

เอาเสนาสนะแล้วอยู่โดยอิสระของตน เป็นธุระของภิกษุอาคันตุกะนั่นเอง. ถ้า

แม้ทั้ง ๒ รูปแจกกันแล้วถือเอา, เป็นธุระแม้ของท่านทั้ง ๒ รูป.

แต่ในมหาปัจจรีท่านกล่าวไว้ว่า ถ้าภิกษุ ๒-๓ รูป ร่วมกันจัดตั้ง,

ในเวลาจะไปควรบอกลาทุกรูป. ถ้าบรรดาภิกษุเหล่านั้น รูปหนึ่งไปก่อน ทำ

ความผูกใจว่า รูปหลัง จักปฏิบัติ แล้วไป ย่อมสมควร. ความพ้น (จาก

อาบัติ) ย่อมไม่มีแก่รูปหลัง เพราะความผูกใจ. ภิกษุมากรูป ส่งภิกษุรูปหนึ่ง

ให้ไปปู. ในเวลาจะไป ภิกษุทั้งหมดจึงบอกลา, หรือพึงส่งภิกษุรูปหนึ่งไป

บอกลา. ภิกษุนำเอาเตียงและตั่งเป็นต้นมาจากที่อื่น แม้อยู่ในที่อื่น ในเวลา

จะไป พึงนำไปไว้ในที่เดิมนั้นนั่นแหละ. ถ้าเมื่อภิกษุนำมาจากที่อื่นแล้วใช้อยู่,

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 325

ภิกษุอื่นผู้แก่กว่ามา อย่าพึงห้ามท่าน พึงเรียนว่า ท่านขอรับ เตียงตั่ง

กระผมนำมาจากอาวาสอื่น ท่านพึงทำให้เป็นปกติเติม. เมื่อภิกษุผู้แก่กว่านั้น

รับรองว่า เราจักทำอย่างนั้น ดังนี้ ภิกษุนอกนี้จะไป ก็ควร. จริงอยู่ เมื่อ

ภิกษุแม้นำไปในที่อึ่นอย่างนี้ ใช้สอยอย่างใช้สอยเป็นของสงฆ์ เตียงและตั่งนั้น

จะเสียหายไปก็ตาม เก่าชำรุดไปก็ตาม ถูกพวกโจรลักไปก็ตาม ไม่เป็นสินใช้

แต่เมื่อภิกษุใช้สอยอย่างใช้สอยเป็นของบุคคล ย่อมเป็นสินใช้. อนึ่ง ภิกษุ

ใช้สอยเตียงตั่งของผู้อื่น อย่างใช้สอยเป็นของสงฆ์ก็ตาม อย่างใช้สอยเป็นของ

ส่วนบุคคลก็ตาม เตียงตั่งเสียหายไป เป็นสินใช้เหมือนกัน .

ข้อว่า เกนจิ ปลิพุทฺธ โหติ มีความว่า เสนาสนะมีเหตุบางอย่าง

บรรดาเหตุมีภิกษุผู้แก่กว่า อิสรชน ยักษ์ สีหะ เนื้อร้าย และงูเห่าเป็นต้น

ขัคขวาง.

ในคำว่า สาเปกฺโข คนฺตฺวา ตตฺถ ิโต อาปุจฺฉติ เกนจิ

ปลิพุทฺโธ โหติ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ ภิกษุยังมีห่วงใยอย่างนี้ว่า เรา

จักมาปฏิบัติในวันนี้นั่นแหละ ไปยังฝั่งแม่น้ำ หรือละแวกบ้านแล้ว ยืนอยู่ใน

ที่ที่เธอเถิดความคิดที่จะไปนั้นนั่นเอง ส่งใคร ๆ ไปบอกลา. หรือมีเหตุบ้าง

อย่าง บรรดาเหตุมีแม่น้ำเต็มฝั่ง พระราชาและโจรเป็นต้น ขัดขวาง. ภิกษุ

ถูกอันตรายขัดขวาง ไม่อาจจะกลับมาได้. ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ไม่เป็นอาบัติ

แม้แก่ภิกษุนั้น . บทที่เหลือพร้อมทั้งสมุฏฐานเป็นต้น มีนัยดังกล่าวแล้วใน

ปฐมสิกขาบทนั่นแล.

ทุติยเสนาสนสิกขาบทที่ ๕ จบ

พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม ๒ - หน้าที่ 326

ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๖

เรื่องพระฉัพพัคคีย์

[๓๘๓] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระ

เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น

พระฉัพพัคคีย์เกียดกันที่นอนดี ๆ ไว้ให้พระเถระทั้งหลายย้ายไปเสีย แล้วคิด

กันว่า ด้วยอุบายอะไรหนอ พวกเราจะพึงอยู่จำพรรษา ณ ที่นี้แหละ แล้ว

สำเร็จการนอนแทรกแซงพระเถระทั้งหลายด้วยหมายใจว่า ผู้ใดมีความดับใจ

ผู้นั้นจักหลีกไปเอง บรรดาภิกษุที่มักน้อย . . .ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนา

ว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์จึงได้สำเร็จการนอนแทรกแซงพระเถระทั้งหลาย แล้ว

กราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. . .

ทร