ไปหน้าแรก

คำนำ

(เมื่อพิมพ์ครั้งแรก)

วิสุทธิมรรค เป็นปกรณ์พิเศษที่พระเถระชาวชมพูทวีปผู้มี

ชื่อเสียงรูปหนึ่งได้รจนาขึ้น เมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปได้ประมาณ

๑,๐๐๐ ปี ที่ลังกาทวีป พระเถระรูปนี้คือ พระพุทธโฆสะ เป็นที่รู้จักกัน

มากในเมืองไทย และในเมืองที่นับถือพระพุทธศาสนาทั้งปวง เพราะ

ท่านได้ทำหนังสือทางพระพุทธศาสนาที่เป็นภาษามคธไว้มาก งานใหญ่

ที่เป็นมรดกตกทอดมาถึงเราทั้งหลาย ก็คือ งานแปลคัมภีร์อรรถกถา

พระไตรปิฎกจากภาษาสีหฬเป็นภาษามคธ หรือ ภาษาบาลี ในเมือง

ไทยได้เรียนคัมภีร์ที่ท่านทำไว้เป็นภาษามคธตั้งแต่ประโยค ๓ คือ

อรรถกถาธรรมบท จนถึงประโยค ๙ คือวิสุทธิมรรค โดยเฉพาะ

หนังสือวิสุทธิมรรคเป็นเรื่องที่นิยมศึกษากันมาก นับถือว่าเป็นปกรณ์

สำคัญปกรณ์หนึ่ง เพราะท่านพระพุทธโฆสะได้ประมวลธรรมในพระ

ไตรปิฎก มาแสดงไว้เป็นหมวด ๆ ตั้งแต่ศีล และสมาธิ ปัญญา โดย

ลำดับ วิธีแต่งเหมือนอย่างแต่งกระทู้ หรือเรียงความแก้กระทู้ธรรม

ในปัจจุบัน คือขยายความย่อให้พิสดาร บทกระทู้ของวิสุทธิมรรค ว่า

ด้วยไตรสิกขา ซึ่งเป็นหัวข้อใหญ่ในพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น นับว่าเป็น

บทกระทู้ของหัวใจการปฏิบัติธรรมทีเดียว ท่านพระพุทธโฆสะแต่ง

อธิบายโดยวิจิตรพิสดารอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ได้อ้างพระพุทธ-

วจนะเป็นอาคตสถานไว้ในที่นั้น ๆ ทั่วไป แสดงว่าท่านมีความรู้

แตกฉานในพระไตรปิฎก สามมารถยกเอาธรรมที่ว่าด้วยศีล มารวมไว้

ในหมวดศีล ยกเอาธรรมที่เกี่ยวกับสมาธิมารวมไว้ในหมวดสมาธิ

ยกเอาธรรมที่กล่าวถึงปัญญามารวมไว้ในหมวดปัญญา โดยปันออก

เป็นนิเทศ ๆ รวมทั้งหมด ๒๓ นิเทศ และประวัติแห่งการแต่ง

วิสุทธิมรรคปกรณ์ของท่านก็คล้ายกับการแต่งสอบไล่ เพราะพระเถระ

ชาวสีหฬได้ออกกระทู้ให้ท่านแต่งดูก่อน เมื่อท่านทำได้เป็นที่พอใจ

จึงจะยอมยกคัมภีร์อรรถกถาภาษาสีหฬ ให้ท่านแปลเป็นภาษามคธต่อ

ไป ท่านพระพุทธโฆสะได้ทำสำเร็จอย่างรวดเร็วและดียิ่ง เป็นที่พอใจ

ของพระเถระชาวสีหฬทั้งปวง ฉะนั้น คัมภีร์วิสุทธิมรรคนี้จึงเป็นวิทยา-

นิพนธ์สอบความรู้ของท่านพระพุทธโฆสะ ที่รับรองกันว่า เป็นชั้นเยี่ยม

มาตั้งแต่เบื้องต้น และเป็นที่รับรองกันในหมู่นักศึกษาตลอดมา

วิสุทธิมรรคปกรณ์นี้ แม้จะได้ใช้เป็นหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติ-

ธรรมแผนกภาษาบาลีแห่งคณะสงฆ์ประเทศไทยมานาน แต่สำนวน

แปลเป็นภาษาไทยยังมีน้อย และที่เป็นหลักฐานก็มีเพียงบางตอนที่เป็น

การแปลเฉลยข้อสอบสนามหลวง นักเรียนต้องคัดลอกจากผู้ได้รวบรวม

ไว้มาศึกษากัน จะอาศัยสำนวนที่แปลกันภายนอกของแต่ละบุคคลก็ไม่

ค่อยให้ความแน่ใจนัก มหามกุฎราชวิทยาลัยได้ปรารภจะให้มีฉบับแปล

ของมหากุฎ ฯ เพื่อเป็นอุปกรณ์การศึกษาและเพื่อให้เป็นหนังสืออ่าน

ได้ทั่วไปสำหรับผู้ที่มุ่งหาความรู้ และเป็นคู่มือในการปฏิบัติพระพุทธ-

ศาสนา จึงได้ขอให้ท่านผู้ทรงคุณวุฒิมากท่านช่วยกันแปลและตรวจแก้

เพื่อให้เป็นฉบับแปลของมหามกุฎราชวิทยาลัย บัดนี้ได้ทำเสร็จ ๒ นิเทศ

คือสีลนิเทศ และ ธุดงคนิเทศ รวมเข้าเป็นตอนที่หนึ่ง กำลังแปล

และตรวจพิมพ์นิเทศต่อไปโดยลำดับ

มหามกุฎราชวิทยาลัย ขอขอบคุณท่านผู้ได้ช่วยแปลช่วยตรวจ

และผู้ที่ได้ช่วยในการนี้ทุก ๆ ท่าน ตั้งแต่เบื้องต้นจนสำเร็จเป็นฉบับ

พิมพ์ และขออุทิศน้ำพักน้ำแรงในการทำกิจนี้บูชาคุณท่านพระพุทธ-

โฆสะผู้รจนาวิสุทธิมรรคปกรณ์นี้ และท่านบูรพาจารย์ผู้สืบศาสนา

สั่งสอนมาโดยลำดับ จนถึงบุคคลในรุ่นนี้สามารถเรียนแปลออกมาเป็น

ภาษาไทยได้

มหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

สิงหาคม ๒๕๐๘

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 1

ปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

ภาค ๑ ตอน ๑

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เอง

โดยชอบ พระองค์นั้น

[ พรรณนาความแห่งปัญหาพยากรณ์

"ภิกษุผู้เป็นคนฉลาด มีความเพียร มีปัญญาบริหาร

ตน ตั้งอยู่ในศีลแล้ว อบรมจิตและปัญญาตั้งอยู่ นั้น

พึงถางชัฏนี้ได้แล*"

คำดังนี้นี่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้. ก็เหตุไฉนตรัสคำนี้ ?

ได้ยินว่า เทพบุตรองค์หนึ่งเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ

ประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ในเวลาตอนกลางคืน ทูลถามปัญหานี้ เพื่อ

ถอนความสงสัยของตนว่า

"ธรรมชาติอันหนึ่ง เป็นชัฏทั้งภายใน ชัฏทั้งภาย

นอก ประชาชนถูกชัฏ (นั้น) เกี่ยวสอดไว้แล้ว

ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอทูลถาม

พระองค์ ใครจะพึงถางชัฏนี้ได้."

อรรถกถาธิบายย่อแห่งปัญหานั้นต่อไปนี้ :- คำว่าชัฏนี้ เป็นชื่อ

* สํ. ส. ๑๕/๒๐. โบราณท่านนิยมเติมคำเพื่อเข้ากับอิติว่า พระคาถานี้ว่า "ภิกษุผู้. . ชัฏนี้

ได้" ดังนี้ ซึ่งนับเนื่องในชฏาสูตร อันพระพุทธโฆษาจารย์ชักมาตั้งไว้แล้วในกาลเป็นที่เริ่มปกรณ์นี้

เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นบทกระทู้.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 2

ของตัณหา ซึ่งเป็นธรรมชาติมีข่าย แท้จริง ตัณหานั้นได้ชื่อว่าชัฏ

เพราะเป็นดุจชัฏ กล่าวคือข่ายแห่งกิ่งของต้นไม้ (ที่มีกิ่งเป็นข่าย)

ทั้งหลาย มีกอไผ่เป็นต้น ด้วยอรรถว่าเกี่ยวประสานไว้ เพราะเกิดขึ้น

แล้ว ๆ เล่า ๆ ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น โดยเป็นไปในทั้งอารมณ์

ชั้นต่ำและอารมณืชั้นสูง.*

ก็ตัณหานี้นั้น เทพบุตรเรียกว่า "ชัฏทั้งภายใน ชัฏทั้งภายนอก"

เพราะมันเกิดขึ้นทั้งในบริขารของตน และบริขารของผู้อื่น ทั้งใน

*เหฏฺฐูปริยวเสน. มหาฎีกา ให้ถือเอาความว่า ลางคราวเป็นไปในรูปอารมณ์ ลางคราวเป็นไป

ในอารมณ์ที่เหลือจนถึงธรรมารมณ์ ลางคราวเป็นไปในธรรมารมณ์ ลางคราวเป็นไปในอารมณ์

โดยลำดับจนถึงรูปารมณ์ หรือลางครั้งเป็นไปในกามภพ ลางครั้งในรูปภพ ลางครั้งในรูปภพ

หรือ ลางครั้งเป็นไปในอรูปภพ - ในรูปภพ - ในกามภพ ตามมติท่านฎีกาจารย์นี้ ดูเหมือนจะให้

ถือว่า รูปารมณ์เป็นต่ำ เลื่อนขึ้นไปโดยลำดับจนถึงธรรมารมณ์เป็นสูง และกามภพเป็นต่ำ

อรูปภพเป็นสูง เข้าใจว่า ท่านจะหมายถึงหยาบละเอียดกว่ากันกระมัง.

น่าเห็นว่า สำหรับอารมณ์ ๖นั้น หมายเอาความต่ำสูงซึ่งมีอยู่ในตัวของมันแต่ละ

อย่างนั่นเอง เช่นรูปที่หยาบ เลว นับเป็นชั้นต่ำ รูปที่ละเอียด ประณีต นับเป็นชั้นสูง

ทั้งนี้อาศัยนัยพระบาลีเช่นบาลีอนัตตลักขณสูตร ตอนนิเทศปัญจขันธ์ว่า ยงฺกิญจิ รูปํ. . . . โอฬาริกํ

วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณตํ วา (รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง. . . หยาบหรือละเอียดก็ตาม เลวหรือ

ประณีตก็ตาม) ดังนี้ อันตัณหานั้นมันไม่เลือกสุดแต่ความยินดีพอใจมีในที่ใด มันก็เกิดขึ้นในที่นั้น

ไม่ว่าที่ต่ำที่สูง มันจึงยุ่งไปหมด ส่วนภพทั้ง ๓ นั้น จะถือเอาความหยาบละเอียดเป็นที่สูงต่ำกว่า

กันก็ชอบอยู่ สมด้วยพระบาลีในติกังคุตตระ สูตรที่ ๗๗ ว่า กามธาตุ เป็น หีนธาตุ, รูปธาตุ

เป็นมัชฌิมธาตุ, อรูปธาตุ เป็น ปณีตธาตุ. บุคคลจะอยู่ในฐานะอย่างไรก็ตาม แต่ตัณหาใน

สันดานของบุคคลนั้น มันหาเป็นไปตามควรแก่ฐานะไม่ มันย่อมเป็นไปสูงบ้าง ต่ำบ้าง ตามความ

ยินดีพอใจ (นนฺทิราคสหคตา) จึงปรากฏว่า มนุษย์ไปเกิดเป็นพรหมและเทวดาก็มี พรหมและ

เทวดากลับลงมาเกิดเป็นมนุษย์ก็มี สับสนกันไปมา มันจึงยุ่ง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 3

อัตภาพของตนและอัตภาพของผู้อื่น ทั้งในอายตนะภายใน และ

อายตนะภายนอก ประชาชนอันชัฏ (คือตัณหา) ที่เกิดขึ้นอยู่อย่างนี้

นั้นเกี่ยวสอดไว้แล้ว (รวม) ความว่า ประชา กล่าวคือหมู่สัตว์นี้

แม้ทั้งหมด อันชัฏคือตัณหานั้นเกี่ยวสอด คือรัดรึงตรึงไว้ เหมือน

ต้นไม้ที่มีชัฏทั้งหลายมีไม้ไผ่เป็นอาทิ อันชัฏมีชัฏไผ่เป็นต้นเกี่ยวสอดไว้

ฉะนั้น ก็เพราะเหตุว่าหมู่สัตว์อันชัฏคือตัณหาเกี่ยวสอดไว้อย่างนี้

ข้าแต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงขอทูลถามพระองค์ ข้อว่า

ตํ ตํ โคตม ปุจฺฉามิ ความว่า เพราะเหตุนั้น* ข้าพเจ้าจึงขอทูลถาม

พระองค์. เทพบุตรออกพระนามพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระโคตร

ว่า โคตมะ ข้อว่า ใครพึงถางชัฏนี้ได้ คือเทพบุตรทูลถามว่า "ใคร

จะพึงถาง คือใครสามารถจะถางซึ่งชัฏนี้อันเกี่ยวสอดไว้ทั้งไตร (โลก)

ธาตุตั้งอยู่อย่างนี้ได้."

ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ท่องเที่ยวไปด้วยพระญาณ อันไม่มีอะไร

ขัดขวางในธรรมทั้งปวง ผู้เป็นของเทพ เป็นเทพยิ่งเหล่าเทพ เป็น

สักกะยิ่งเหล่าสักกะ เป็นพรหมยิ่งเหล่าเหล่าพรหม เป็นผู้แกล้วกล้าด้วย

เวสารัชญาณ ๔ ผู้ทรงไว้ซึ่งทสพลญาณ ผู้ทรงมีพระญาณหาเครื่อง

กั้นกางมิได้ ผู้ทรงมีสมันตจักษุ อันเทพบุตรทูลถามอย่างนี้แล้ว

เมื่อจะทรงวิสัชนาความนี้แก่เทพบุตรนั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า

*วิธีแปลเช่นนี้ คือเป็นทั้งความเป็นทั้งบทตั้งแล้วแก้ความด้วย นิยมกันไว้ในวิธีแก้อรรถ ยก

ตัวอย่างในอรรถกถาธรรมบท แก้อรรถเรื่องกุมารกสฺสปเถรมาตุวตฺถุ (ภาค ๖/๑๑).. อตฺตานญเจ

ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ ฯ เอวํ สนฺเต สุทนฺโต วต ทเมถาติ เยน: คุเณน ปรํ อนุสาสติ

เตน อตฺตนา สทนฺโต หตฺวา ทเมยฺย ฯ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 4

"ภิกษุผู้เป็นคนฉลาด มีความเพียร มีปัญญา

บริหารตน ตั้งอยู่ในศีลแล้วอบรมจิตและปัญญาอยู่

นั้น พึงถางชัฏนี้ได้" ดังนี้.

บัดนี้ ข้าพเจ้าเมื่อจะพรรณนาเนื้อความอันต่าง

โดยคุณมีศีลเป็นต้น แห่งพระคาถาที่พระผู้แสวง

คุณอันใหญ่ตรัสแล้วนี้ตามที่ถูกต้อง จักกล่าว

วิสุทธิมรรค อันอาศัยนัยแห่งเทศนาของพระเถระ

ฝ่ายมหาวิหาร ซึ่งมีวินิจฉัยอันหมดจดดี เป็นเครื่อง

ปลูกปราโมทย์แก่เหล่าพระโยคีในพระศาสนานี้ ผู้

ได้บรรพชาในศาสนาแห่งพระชินศรีเจ้า อันได้

แสนยากแล้ว เมื่อไม่รู้วิสุทธมรรคอันตรงอันเกษม

อันรวบรวมคุณมีศีลเป็นต้นตามที่ถูกต้อง แม้มุ่ง

ความบริสุทธิ์ แม้พยายามอยู่ ย่อมไม่ลุถึงวิสุทธิ

ได้ ดูกรสาธุชนทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้ากล่าว

วิสุทธิมรรคโดยเคารพ ขอท่านทั้งหลายทั้งปวง

ผู้มุ่งวิสุทธิ จงตั้งใจฟังวิสุทธิมรรคนั้นโดยเคารพ

เทอญ.

บทว่า วิสุทฺธิ ในคำว่า ข้าพเจ้ากล่าววิสุทธิมรรค นั้น พึง

ทราบว่าหมายเอาพระนิพพานอันปราศจากมลทินทั้งปวง อันบริสุทธิ์

แท้จริง ทางแห่งวิสุทธินั้นแลชื่อว่าวิสุทธิมรรค อุบายเป็นเครื่อง

บรรลุ ท่านเรียกว่าทาง ความก็คือข้าพเจ้าจักกล่าวทางแห่งวิสุทธินั้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 5

ก็ทางแห่งวิสุทธินั้น ในพระบาลีลางแห่งทรงแสดงเนื่องด้วย

ธรรมเพียงวิปัสสนาอย่างเดียว ดังที่ตรัสว่า

"เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่าสังขารทั้งปวง

ไม่เที่ยง เมื่อนั้น เขาย่อมหน่ายในทุกข์ นั่นทาง

แห่งวิสุทธิ๑."

ลางแห่งทรงแสดงเนื่องด้วยฌานและปัญญา เหมือนที่ตรัสว่า

"ฌานย่อมไม่มีแก่ผู้หาปัญญามิได้ ปัญญาย่อม

ไม่มีแก่ผู้ไม่มีฌาน ฌานและปัญญามีอยู่ในผู้ใด

ผู้นั้นแลอยู่ใกล้พระนิพพาน๒."

ลางแห่งทรงแสดงเนื่องด้วยธรรมมีกรรมเป็นต้น เช่นที่ตรัสว่า

มัจจะทั้งหลายหมดจดได้ด้วยธรรม ๕ ประการนี้

คือ กรรม วิชา ธรรม ศีล และอุดมชีวิต ไม่ใช่

ด้วยโคตรหรือด้วยทรัพย์๓."

ลางแห่งทรงแสดงเนื่องด้วยธรรมมีศีลเป็นต้น อย่างที่ตรัสว่า

"ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีล มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว มีปัญญา

มีความเพียรอันปรารภแล้ว มีตนอันส่งไปแล้ว ใน

กาลทุกเมื่อ ย่อมข้ามโอฆะอันยากที่จะข้ามได้๔."

ลางแห่งทรงแสดงเนื่องด้วยโพธิปักขิยธรรม มีสติปัฏฐานเป็นต้น อย่าง

ที่ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ทางที่ไปอันเอกนี้ ย่อมเป็นไป

๑. ขุ. ธ. ๒๕/๕๑. ๒. ขุ. ธ. ๒๕/๖๕. ๓. สํ. ส. ๑๕/๗๘. ๔. สํ. ส. ๑๕/๗๔.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 6

พร้อมเพื่อวิสุทธิแห่งสัตว์ทั้งหลาย ฯ ล ฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งพระ

นิพพาน นี้คืออะไร คือสติปัฏฐาน๔๑."

แม้ในโพธิปักขิยธรรมอื่น มีสัมมัปปธานเป็นต้น ก็นัยเดียวกัน

แต่ในปัญหาพยากรณ์นี้ ทางแห่งวิสุทธินั้น ทรงแสดงเนื่องด้วยไตร

สิกขามีศีลเป็นต้น นี้เป็นพรรณนาโดยย่อในพระคาถานั้น.

คำว่า สีเล ปติฏฺฐาย นั้น แปลว่าตั้งอยู่ในศีล ก็ภิกษุ

ทำศีลให้บริบูรณ์นั่นเอง เรียกว่าผู้ตั้งอยู่ในศีล ในที่นี้ เพราะฉะนั้น

ความหมายในคำว่า สีเล ปติฏฺฐาย นี้ จึงมีดังนี้ว่า ตั้งอยู่ในศีล

โดยทำให้ศีลบริบูรณ์ บทว่า นโร ได้แก่สัตว์๒ บทว่า สปญฺโญ

ความว่า "ผู้มีปัญญา โดยปัญญาอันมาพร้อมกับปฏิสนธิอันเป็นไตร-

๑. ที. ม. ๑๐/๓๒๕. ๒. นโรติ สตฺโต. รู้สึกว่าท่านแก้ออกจะมากไป สำหรับนักศึกษา

ชาวไทยฝังใจกันมานานแล้วว่า นโร นี้แปลว่า คน ไม่เคยแปล นโร ว่าสัตว์ จริงอยู่คำว่าสัตว์

นั้นเป็นคำรวม จะหมายความถึงมนุษย์หรือดิรัจฉานตลอดไปถึงเทวดามารพรหมอะไรก็ได้ แต่

บรรดาที่มีวิญญาณครอง และแม้ว่าอาจารย์ทางศัพทศาสตร์ท่านจะวิเคราะห์ศัพท์นโรนี้ว่า สัตว์อัน

ชรามรณะนำไป แต่ว่าโดยเฉพาะในพระคาถานี้ ต้องเป็นคน จึงจะเหมาะสมแก่การตั้งอยู่ในศีล

และบำเพ็ญสมาธิปัญญาได้.

ในทางไวยากรณ์ บทที่จะเป็นประธานได้ในพระคาถานี้มีอยู่ ๒ บท คือ นโร กับภิกฺขุ แต่

จะเป็นสยกัตตาทั้ง ๒ บทไม่ได้ จำต้องเป็นสยกัตตาบทหนึ่ง อีกบทหนึ่งเป็นวิกติกัตตา ถ้าดูตาม

ที่ท่านแก้ไว้ คือแปล นโร ว่าสัตว์ ส่วน ภิกฺขุ ท่านวิเคราะห์ว่า สํสาเร ภยํ อิกฺขขตีติ ภิกฺขุ

ก็คือว่า ให้แปล ภิกฺขุ ว่าผู้เห็นภัยในสงสาร เช่นนี้ก็ประหนึ่งว่าจะยกให้ นโร เป็นสยกัตตา คือ

แปลคาถานั้นว่า "สัตว์ผู้ฉลาด ตั้งอยู่ในศีล ฯ ล ฯ มีปัญญาเห็นภัยในสงสาร ฯ ล ฯ" แต่ว่าโดย

ทางความ สู้เอา ภิกฺขุ เป็นสยกัตตาไม่ได้ ดังที่นักศึกษาเข้าใจและแปลกันอยู่ทั่วไปเช่นนั้น ถ้า

ดังนี้แล้วไซร้ คงจะแปล นโร ว่าสัตว์ เอาความว่า ภิกษุผู้เป็นสัตว์ฉลาด ฯ ล ฯ ดังนี้ จะขัดหู

คนไทยอย่างยิ่ง อันที่จริงบทว่า นโร ก็ดูจะเป็นเพียงบทบูรณ คือใส่เข้ามาให้เต็มคณะฉันท์เท่านั้น

โดยว่าจะไม่มี นโร ก็คงแปลได้ความบริบูรณ์ ดีกว่ามีนโรเสียอีก.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 7

เหตุ เกิดแต่กรรม" คำว่า จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ ความว่า

"ยังสมาธิและวิปัสสนาให้เจริญอยู่" จริงอยู่ ในคำนี้สมาธิทรงแสดง

ด้วยหัวข้อคือจิต ส่วนวิปัสสนาทรงแสดงโดยชื่อว่าปัญญา ดังนี้

บทว่า อาตาปี แปลว่ามีความเพียร ก็ความเพียร ท่านเรียกว่า

อาตาปะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุเผากิเลสให้เร่าร้อน ความเพียรเป็น

เหตุเผากิเลสของภิกษุนั้นมีอยู่ เหตุนั้นภิกษุนั้นจึงชื่อว่าอาตาปี (ผู้มี

ความเพียรเป็นเหตุเผากิเลสให้เร่าร้อน) ปัญญาท่านเรียกว่า เนปกะ

ในคำว่า นิปโก หมายความว่า ผู้ประกอบด้วยปัญญานั้น พระผู้มี

พระภาคเจ้าทรงแสดงปาริหาริกปัญญาด้วยบทนี้ ก็ในปัญหาพยากรณ์นี้

ปัญญามาถึง ๓ วาระ ในปัญญาทั้ง ๓ นั้น ที่ ๑ ชื่อว่าสชาติปัญญา

(ปัญญามีมาพร้อมกับกำเนิด) ที่ ๒ ชื่อว่าวิปัสสนาปัญญา ที่ ๓

ชื่อว่าปาริหาริกปัญญา (ปัญญาบริหาร) อันเป็นผู้นำในกิจทุกอย่าง*

บทว่า ภิกฺขุ มีวิเคราะห์ว่า "ผู้ใดย่อมเห็นภัยในสงสาร เหตุนั้น

ผู้นั้นจึงชื่อว่าภิกขุ."

บทท้ายว่า โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ ความว่า "ภิกษุนั้น คือ

ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม ๖ ประการ คือด้วยศีลนี้ ด้วยสมาธิที่แสดง

* มหาฎีกา ๑/๒๓ ว่า ปัญญาประกอบในการบริหารกัมมัฏฐาน ชื่อว่าปาริหาริกา ปัญญา

ที่กำหนดนำไปซึ่งกิจทุกอย่างมีการก้าวเดินไปเป็นต้น โดยสัมปชัญญะมีสาตถกสัมปชัญญะเป็นอาทิ

ชื่อสัพพกิจจปริณายกา อีกอย่างหนึ่ง ปัญญาที่นำสรรพกิจ เป็นต้นว่าการเรียน การไต่ถาม

การทำภาวนา มนสิการวิธีและความเป็นผู้ทำโดยเคารพทำติดต่อไป ทำสิ่งที่เป็นสัปปายะ ฉลาด

ในนิมิต ความเด็ดเดี่ยว ไม่หน้าเบ้กลางคัน ทำอินทรีย์ให้เสมอกัน ประกอบความเพียรให้

สม่ำเสมอในกิจเหล่านั้น ชื่อว่า สัพพกิจจปริณายกา.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 8

ออกด้วยหัวข้อคือจิตนี้ ด้วยปัญญา ๓ ประการนี้ และด้วยความเพียร

เผากิเลสนี้ ยืนอยู่บนแผ่นศิลาคือศีลแล้ว ยกศัสตราคือวิปัสสนาปัญญา

ที่ลับดีแล้วด้วยศิลาคือสมาธิ ด้วยมือคือปาริหาริกปัญญา อันกำลังคือ

วิริยะสนับสนุนแล้ว พึงถาง คือพึงตัด ทำลาย ซึ่งชัฏคือตัณหาอัน

ตกอยู่แล้วในสันดานของตนนั้นทั้งหมดได้ เปรียบเหมือนบุรุษยืนบน

แผ่นดิน ยกศัสตราที่ลับดีแล้ว ถางกอไผ่ใหญ่ฉะนั้น" ก็ในขณะแห่ง

มรรค ภิกษุนี้ชื่อว่ากำลังถางชัฏนั้นอยู่ ในขณะแห่งผลชื่อว่าถางชัฏ

เสร็จแล้ว ย่อมเป็นอัครทักขิไณยของ (มนุษย) โลก กับทั้งเทวโลก

เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า

"ภิกษุผู้เป็นคนฉลาด มีความเพียร มีปัญญา

บริหารตน ตั้งอยู่ในศีลแล้ว อบรมจิตและปัญญา

อยู่ นั้น พึงถางชัฏนี้ได้."

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสในพระคาถานั้นว่า เป็นผู้ฉลาด ด้วย

ปัญญาใด กิจที่ผู้นั้นจะพึงทำในปัญญานั้นหามีไม่ เพราะปัญญานั้น

สำเร็จแก่เขาด้วยอานุภาพแห่งบุริมกรรมแล้วทีเดียว แต่ผู้นั้นพึงเป็นผู้

กระทำโดยติดต่อด้วยอำนาจแห่งวิริยะ เป็นผู้ทำโดยความรู้ดีด้วยอำนาจ

แห่งปัญญา ที่ตรัสไว้ในสองบทว่า อาตาปี นิปโก นั้น ตั้งอยู่ใน

ศีลแล้ว อบรมสมถะและวิปัสสนา ที่ตรัสด้วยอำนาจจิตและปัญญานั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงทางแห่งวิสุทธินี้ด้วยมุข คือ ศีล สมาธิ

ปัญญา ในพระคาถานั้น ดังนี้แล.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 9

ก็แลด้วยพระธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันพระพุทธองค์

ได้ทรงประกาศ (๑) สิกขา ๓ (๒) ศาสนามีความงาม ๓ อย่าง

(๓) อุปนิสัยแห่งคุณวิเศษมีความเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นต้น (๔) การ

เว้นที่สุดโต่ง ๒ อย่างและการเสพข้อปฏิบัติสายกลาง (๕) อุบายเป็น

เครื่องล่วงพ้นจากคติมีอบายเป็นต้น (๖) การละกิเลสด้วยอาการ ๓

(๗) ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อโทษมีวีติกกมะเป็นต้น (๘) การชำระ

สังกิเลส ๓ และ (๙) เหตุแห่งความเป็นพระอริยะบุคคลมีพระโสดาบัน

เป็นต้น.

ถามว่า ทรงประกาศอย่างไร ?

ตอบว่า ก็ในปัญหากรรมนี้ อธิสีลสิกขา ย่อมเป็นอันทรงประกาศ

ด้วยศีล อธิจิตตสิกขา ทรงประกาศด้วยสมาธิ อธิปัญญาสิกขา ทรง

ประกาศด้วยปัญญา อนึ่ง ความงามในเบื้องต้นแห่งพระศาสนา ก็

เป็นอันทรงประกาศด้วยศีล จริงอยู่ ศีลชื่อว่าเป็นเบื้องต้นแห่ง

พระศาสนา เพราะพระบาลีว่า (ถามว่า) "อะไรเล่าชื่อว่าเป็นเบื้องต้น

แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย" (ตอบว่า) "ศีลที่หมดจดดีแล้วด้วย

(ชื่อว่า เป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย*)" และเพราะพระบาลี

(โอวาทปาฏิโมกข์ข้อต้น) ว่า "ความไม่ทำบาปทั้งสิ้น" ดังนี้

เป็นต้น ก็ศีลนั้นชื่อว่างาม เพราะความเป็นเหตุนำมาซึ่งคุณมีความ

ไม่เดือดร้อนเป็นต้น ความงามในท่ามกลางเป็นอันทรงประกาศ

* สํ. มหา. ๑๙/๒๒๑. ในที่นี้ยกมาเพียงศีล ในพระบาลีมี ทิฏฺฐิ จ อุชุกา ด้วย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 10

ด้วยสมาธิ จริงอยู่ สมาธิชื่อว่าเป็นคุณในท่ามกลางแห่งพระศาสนา

เพราะพระบาลี (โอวาทปาฏิโมกข์ข้อกลาง) ว่า "การยังกุศลให้ถึง

พร้อม" ดังนี้เป็นต้น ก็สมาธินั้นชื่อว่างาม เพราะเป็นเหตุนำมา

ซึ่งคุณมีอิทธิวิธีเป็นต้น ความงามในที่สุดเป็นอันทรงประกาศด้วย

ปัญญา จริงอยู่ ปัญญาชื่อว่าเป็นที่สุดแห่งพระศาสนา เพราะพระบาลี

(โอวาทปาฏิโมกข์ข้อสุดท้าย) ว่า "การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว

นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" ดังนี้๑ และเพราะศาสนามี

ปัญญาเป็นคุณอันยิ่ง ก็ปัญญาชื่อว่างาม เพราะความเป็นเหตุ

นำมาซึ่งความเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ สมดังพระพุทธ-

พจน์ว่า

"ภูเขาศิลาแท่งทึบเป็นอันเดียว ย่อมไม่เขยื้อน

เพราะลม ฉันใด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่

หวั่นไหวในเพราะนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น๒"

อนึ่ง อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้ได้วิชชา ๓ ก็เป็นอันทรงประกาศ

ด้วยศีล เพราะบุคคลอาศัยสีลสมบัติจึงบรรลุวิชชา ๓ ได้ มิใช่อาศัย

เหตุอื่นจากศีลนั้น อุปนิสัยแห่งความเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ทรง

ประกาศด้วยสมาธิ เพราะบุคคลอาศัยสมาธิสมบัติจึงบรรลุอภิญญา ๖

ได้ จะอาศัยเหตุอื่นจากสมาธินั้นหามิได้ อุปนิสัยแห่งการแตกฉาน

ในปฏิสัมภิทา ทรงประกาศด้วยปัญญา เพราะบุคคลอาศัยปัญญา

๑. ที. ม. ๑๐/๕๗. ๒. ขุ. ธ. ๒๕/๒๕.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 11

สมบัติจึงบรรลุปฏิสัมภิทา ๔ ได้ หาใช่ด้วยเหตุอย่างอื่นไม่.

อนึ่ง การเว้นที่สุดโต่งคือกามสุขัลลิกานุโยค ก็เป็นอันทรง

ประกาศด้วยศีล การเว้นที่สุดโต่งคืออัตตกิลมถานุโยคทรงประกาศ

ด้วยสมาธิ การเสพข้อปฏิบัติสายกลางทรงประกาศด้วยปัญญา.

เช่นเดียวกัน อุบายเครื่องลวงอบาย ก็ทรงประกาศด้วยศีล

อุบายเครื่องก้าวล่วงกามธาตุทรงประกาศด้วยสมาธิ อุบายเครื่องก้าวล่วง

ภพทั้งปวงทรงประกาศด้วยปัญญา.

และการละกิเลสด้วยอำนาจตทังคปหานทรงประกาศด้วยศีล การ

ละกิเลสด้วยอำนาจวิกขัภนปหานทรงประกาศด้วยสมาธิ การละกิเลส

ด้วยอำนาจสมุจเฉทปหานทรงประกาศด้วยปัยญา.

ฉันเดียวกัน ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อวีติกกมะ (การล่วงละเมิด

ออกถึงกายวาจา) แห่งกิเลส ทรงประกาศด้วยศีล ธรรมอันเป็น

ปฏิปักษ์ต่อปริยุฏฐาน (การกลุ้มรุมจิต) แห่งกิเลส ทรงประกาศ

ด้วยสมาธิ ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออนุสัย (การแอบแนบอยู่ใน

จิต) แห่งกิเลส ทรงประกาศด้วยปัญญา อนึ่ง การชำระสังกิเลส

คือทุจริต เป็นอันทรงประกาศด้วยศีล การชำระสังกิเลสคือตัณหา

ทรงประกาศด้วยสมาธิ การชำระสังกิเลสคือทิฏฐิ ทรงประกาศด้วย

ปัญญา.

โดยนัยนั้น เหตุแห่งความเป็นพระโสดาบันและพระสกทาคามี

เป็นอันทรงประกาศด้วยศีล เหตุแห่งความเป็นพระอนาคามีทรงประกาศ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 12

ด้วยสมาธิ เหตุแห่งความเป็นพระอรหันต์ ทรงประกาศด้วยปัญญา

เพราะว่าโสดาบัน พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์

ในศีลทั้งหลาย" พระสกทาคามีก็อย่างนั้น ส่วนพระอนาคามี ตรัสว่า

"เป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในสมาธิ" แต่พระอรหันต์ ตรัสว่า "เป็นผู้

ทำให้บริบูรณ์ในปัญญา.๑"

ดังนี้แล ด้วยพระธรรมเทศนาเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นอันทรง

ประกาศคุณ ๙ อย่างนี้คือ (๑) สิกขา ๓ (๒) ศาสนามีความงาม

๓ อย่าง (๓) อุปนิสัยแห่งคุณวิเศษมีความเป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็นต้น

(๔) การเว้นที่สุดโต่ง ๒ อย่าง และการเสพข้อปฏิบัติสายกลาง

(๕) อุบายเครื่องล่วงพ้นจากคติมีอบายเป็นต้น (๖) การละกิเลส

ด้วยอาการ ๓ (๗) ธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่อโทษมีวีติกกมะเป็นต้น

(๘) การชำระสังกิเลส ๓ และ (๙) เหตุแห่งความเป็นอริยบุคคล

มีพระโสดาบันเป็นต้น อนึ่ง คุณที่เป็นหมวด ๓ อื่น ๆ รูปเดียวกันนี้

ก็เป็นอันทรงประกาศด้วย.๒

๑. ความตอนนี้กล่าวตามนัยพระสูตรที่ ๘๗.๘๘ ติกังคุตตร หน้า ๒๙๗ ๓๐๑.

๒. มหาฎีกาว่า คุณที่เป็นหมวดที่ ๓ อื่น ๆ เช่น วิเวก ๓ กุศลมูล ๓ เป็นต้น อธิบายความ

เป็นนิทัสสนะต่อไปว่า กายวิเวกเป็นอันประกาศด้วยศีล เพราะศีลในที่นี้หมายเอาศีลที่อิงวิวัฏฏะ

จิตตวิเวกประกาศด้วยสมาธิ อุปธิวิเวกประกาศด้วยปัญญา นัยเดียวกัน อโทสกุศลมูลประกาศ

ด้วยศีล เพราะศีลมีความอดกลั้นเป็นประธาน และเพราะศีลมีสภาวะไม่ทำร้ายผู้อื่น อโลภะ

ประกาศด้วยสมาธิ เพราะสมาธิเป็นข้าศึกต่อโลภะ และมีอโลภะเป็นประธาน ส่วนอโมหะ

ประกาศด้วยปัญญาแท้ ฯ ล ฯ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 13

สีลนิเทส

ก็วิสุทธิมรรคนี้ แม้ทรงแสดงโดยมุขคือศีลสมาธิและปัญญา อัน

ประมวลไว้ซึ่งคุณเป็นอเนกอย่างนี้แล้ว ก็ยังนับว่าเป็นอันทรงแสดงโดย

สังเขปอยู่นั่นเอง เพราะฉะนั้น จึงยังไม่เพียงพอที่จะช่วยเหลือแก่ชน

ทุกจำพวกได้ เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงความพิสดารแห่งวิสุทธิมรรค

นั้น จึงมีปัญหากรรม (การตั้งปัญหา) นี้ ปรารภศีลก่อน คือ

อะไรเป็นศีล ?

ที่เรียกว่าศีล เพราะอรรถว่ากระไร ?

อะไรเป็นลักษณะ เป็นรส เป็นปัจจุปัฏฐาน เป็นปทัฏฐาน

ของศีลนั้น ?

ศีลมีอานิสงค์อย่างไร ?

ศีลนั้นมีกี่อย่าง ?

อะไรเป็นความเศร้าหมอง และอะไรเป็นความผ่องแผ้วของศีล

นั้น ? (ต่อไป) นี้เป็นคำแก้ในปัญหากรรมนั้น.

[ อะไรเป็นศีล ]

ปัญหาข้อว่า "อะไรเป็นศีล"

แก้ว่า "ธรรมทั้งหลายมีเจตนาเป็นต้นของบุคคลผู้เว้นจากโทษ

มีปาณาติบาตเป็นต้นก็ดี ของบุคคลผู้บำเพ็ญข้อวัตรปฏิบัติก็ดี เป็นศีล"

ข้อนี้ สมคำที่พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ ในปฏิสัมภิทาว่า

"ถามว่า อะไรเป็นศีล ตอบว่า เจตนาเป็นศีล เจตสิกก็เป็นศีล

สังวรก็เป็นศีล ความไม่ก้าวล่วงก็เป็นศีล" ดังนี้* ในศีลเหล่านั้น

ขุ. ป. ๓๑/๖๔.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 14

เจตนาของบุคคลผู้เว้นจากโทษมีปาณาติบาตเป็นต้นก็ดี ของบุคคล

ผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติก็ดี ชื่อว่าเจตนาศีล ความงดเว้นของบุคคลผู้เว้น

จากโทษมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าเจตสิกศีล อีกอย่างหนึ่ง เจตนา

ในกรรมบถ ๗ ของบุคคลผู้ละโทษมีปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าเจตนา

ศีล ธรรมคือ อนภิชฌา อพยาบาท และสัมมาทิฏฐิ ที่ตรัสไว้

โดยนัยว่า "ภิกษุละอภิชฌา มีใจปราศจากอภิชฌาอยู่" ดังนี้เป็นต้น๑

ชื่อว่าเจตสิกศีล.

[ สังวร ๕ ]

ในข้อว่า "สังวรก็เป็นศีล" นี้ พึงทราบสังวรโดยอาการ

คือ ปาฏิโมกขสังวร สติสังวร ญาณสังวร ขันติสังวร วิริยสังวร.

ในสังวร ๕ อย่างนั้น สังวรที่ตรัสไว้ว่า "ภิกษุเป็นผู้เข้าถึงแล้ว

เป็นผู้ประกอบพร้อมแล้วด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้๒" นี้ชื่อว่าปาฏิโมกข-

สังวร. สังวรที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุย่อมรักษาอินทรีย์คือจักษุ ย่อมถึงความ

สังวรใรอินทรีย์คือจักษุ๓ (เป็นต้น) นี้ชื่อว่าสติสังวร. สังวรที่กล่าว

ไว้ว่า

"พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนอชิตะ

กระแส [แห่งตัณหา] ทั้งหลายเหล่าใดมีอยู่ในโลก

สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น เรากล่าวสติว่า

เป็นเครื่องกั้นกระแสทั้งหลาย แต่กระแส

เหล่านั้นอันผู้ปฏิบัติจะละได้ด้วยปัญญา๔"

๑. ที. สี. ๙/๙๔. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๓๓๑. ๓. องฺ. ติก. ๒๐/๑๔๓. ๔. ขุ. จู. ๓๐/๑๖.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 15

นี้ชื่อว่าญาณสังวร. แม้การเสพปัจจัยก็รวมลงในญาณสังวรนี้ด้วยเหมือน

กัน. ส่วนสังวรที่มาโดยนัยว่า "ภิกษุเป็นผู้อดทนต่อความหนาว ต่อ

ความร้อน" ดังนี้เป็นต้น๑ นี้ชื่อว่าขันติสังวร. และสังวรที่มาโดยนัย

ว่า "ภิกษุย่อมไม่รับไว้ซึ่งกามวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว" ดังนี้เป็นอาทิ๒

นี้ชื่อว่าวิริยสังวร. แม้อาชีวปาริสุทธิก็รวมลงในวิริยสังวรนี้ด้วย.

สังวรทั้ง ๕ ประการนี้ที่กล่าวมาฉะนี้ก็ดี ความงดเว้นจากวัตถุ

ที่ประจวบเข้า แห่งกุลบุตรทั้งหลายผู้กลัวบาปก็ดี แม้ทั้งหมดนี้พึง

ทราบชื่อว่าศีลสังวร.

ข้อว่า ความไม่ก้าวล่วงเป็นศีลนั้น ได้แก่ความไม่ล่วงละเมิด

ทางกายและวาจาแห่งผู้สมาทานศีลแล้ว.

นี้เป็นคำแก้ปัญหาข้อว่า อะไรเป็นศีล เป็นอันดับแรก.

[ อรรถแห่งศีล ]

จะแก้ในปัญหาที่เหลือ (ต่อไป) ปัญหาข้อว่า "ที่เรียกว่าศีล

เพราะอรรถว่ากระไร ?" แก้ว่า "ที่เรียกว่าศีลเพราะอรรถว่าเป็น

สีลนะ (คือเป็นมูลราก) ชื่อว่าสีลนะนี้เป็นอย่างไร ? ชื่อว่าสีลนะ

นี้ คือกิริยาที่รวมเอาไว้อย่างดี หมายความที่กรรมในทวาร

มีกายกรรมเป็นต้น ไม่กระจัดกระจาย โดยความมีระเบียบอันดีอย่าง ๑

คือความเข้าไปรับไว้ หมายความเป็นที่รองรับ โดยความเป็น

ที่ตั้งอาศัยแห่งกุศลธรรมทั้งหลายอย่าง ๑ ก็อาจารย์ผู้รู้ลักษณะแห่ง

๑. ม. มู. ๑๒/๑๘. ๒. อง. ทสก. ๒๔/๑๑๘.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 16

ศัพท์ทั้งหลาย เห็นชอบด้วยอรรถ ๒ อย่างนี้เท่านั้น ในสีลศัพท์นี้

ส่วนอาจารย์อื่น ๆ พรรณนาอรรถในสีลศัพท์นี้ไว้ โดยนัย (ต่าง ๆ)

เช่นว่า สีลศัพท์มีอรรถว่าสิระ มีอรรถว่าสีสะ มีอรรถว่าสีตละ (เย็น)

มีอรรถว่าสิวะ (เกษม) ดังนี้เป็นอาทิ.*

[ ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน ของศีล ]

บัดนี้จะแก้ในปัญหาข้อว่า "อะไรเป็นลักษณะ เป็นรส เป็น

ปัจจุปัฏฐาน และเป็นปทัฏฐานของศีลนั้น"

สีลนะ [ ความเป็นมูลราก ] เป็นลักษณะของศีล

นั้น แม้ [ มีประเภท ] ต่างกันโดยอเนก

เปรียบเหมือนความเป็นสิ่งมีวิสัยที่จะพึงเห็นได้

[ ด้วยจักษุ ] เป็นลักษณะของรูป อัน [ มีชนิด ]

ต่างกันโดยอเนก ฉะนั้น.

จริงอยู่ ความเป็นสิ่งมีวิสัยที่จะพึงเห็นได้ (ด้วยจักษุ) ชื่อว่า

เป็นลักษณะของรูปายตนะ แม้ (มีชนิด) ต่างกันโดยอเนกประการ

โดยต่างแห่งสีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น เพราะรูปายตนะแม้ต่างกัน

โดยต่างแห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น ก็ไม่ล่วงพ้นความเป็นสิ่งมีวิสัยที่จะพึง

* มหาฎีกาช่วยขยายอรรถแห่งสีลศัพท์นี้ไว้ ๓ ศัพท์ คือ สิระ สีสะ สีตละ ส่วนสิวะ

ไม่เห็นขยาย สิระกับสีสะนั้นเป็นอันเดียวกัน คือแปลว่า หัว เหมือนกัน ท่านขยายไว้ว่า

เมื่อหัวขาดแล้ว ร่างกายทั้งหมดก็เสีย ใช้การไม่ได้ ฉันใด เมื่อศีลแตกทำลายเสียแล้ว

ร่างกายคือคุณธรรมทั้งปวง ก็เสียไปหมด ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ศีล จึงมีอรรถว่า สิระ หรือ

สีสะ แต่เรียกว่า สีละ ไม่เรียก สิระ หรือ สีสะ นั้น เป็นโดย นิรุกตินัย อรรถว่า

สีตละ (เย็น) เห็นได้ง่าย คือมีศีลแล้วก็ระงับเรื่องร้อนได้ (คนมีศีลเป็นคนเย็น ไม่ทำความ

เดือดร้อนให้ใคร) แต่เรียกสีละ โดยลบ ต. เสีย ตามนิรุกตินัยเหมือนกัน.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 17

เห็น (ด้วยจักษุ) ไปได้ ฉันใด สีลนะที่กล่าวไว้โดยเป็นการรวม

เอาไว้อย่างดีซึ่งกายกรรมเป็นต้น และโดยเป็นที่ตั้งอาศัยแห่งกุศลธรรม

ทั้งหลายนั่นแหละชื่อว่าเป็นลักษณะแห่งศีล แม้ (มีประเภท) ต่าง

กันโดยอเนก โดยต่างแห่งธรรมมีเจตนาเป็นต้น เพราะศ๊ลแม้ (มี

ประเภท) ต่างกันโดยอเนก โดยต่างแห่งเจตนาเป็นต้น ก็ไม่ล่วง

พ้นความเป็นที่รวมเอาไว้อย่างดี และความเป็นที่ตั้งอาศัยไปได้ ฉันนั้น.

[ รส ]

ส่วนว่า กิริยาที่กำจัดความทุศีล อีกอย่างหนึ่ง

คุณคือความหาโทษมิได้ ท่านกล่าวชื่อว่าเป็นรส

เพราะอรรถว่าเป็นกิจและเป็นสมบัติ ของศีลนั้น

ซึ่งเป็นลักษณะดังกล่าวมานี้.

เพราะฉะนั้น ชื่อว่าศีลนี้ พึงทราบว่ามีการกำจัดซึ่งความทุศีล

เป็นรส โดยรสอันมีกิจเป็นอรรถ (อย่าง ๑) มีความไม่มีโทษเป็น

รส โดยรสอันมีสมบัติเป็นอรรถ (อีกอย่าง ๑) แท้จริงกิจนั่นเอง

หรือ (มิฉะนั้นก็) สมบัติ ท่านเรียกว่ารส ในบท (ปัญหาทั้ง ๔)

มีลักษณะเป็นต้น.*

* หมายความว่า รสในที่นี้ไม่ใช่รสายตนะอันเป็นคู่กับชิวหายตนะ คำว่า กิจ คงหมายความ

เป็นไทย ๆ ว่า "หน้าที่" ดูก็ได้ความดีว่า ศีลมีหน้าที่กำจัดความทุศีล ส่วนคำว่า สมบัติ

ในที่นี้ น่าจะหมายความว่า "ดีพร้อม" คือไม่บกพร่องต้องตำหนิ อธิบายว่า คนรักษาศีล

แล้ว ย่อมปราศจากโทษทางกายวาจา แม้บัณฑิตพิจาณาแล้วก็หาที่ตำหนิมิได้ อีกนัยหนึ่ง อธิบาย

ว่า ศีลนั้นบุคคลอาจรักษาไม่ให้โทษมีทางกาย วาจา คือไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่าง ไม่พร้อย

(อขณฺฑ อจฺฉิทฺท อสพล อกมฺมาส) แต่โทษทางใจยังมี คืออาจรักษาศีลด้วยอำนาจตัณหา

มานะทิฏฐิ ทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน ผู้รู้ไม่สรรเสริญ (ไม่เป็นภุชิสฺส วิญฺญปสฏฺฐ อปรามฏฺฐ

สมาธิสํวตฺตนิก) ต่อเมื่อรักษาประกอบพร้อมด้วยองค์ ๘ นี้แล้ว จึงเป็นอริยกันตศีล ซึ่งจะเรียก

อนวัชชศีลก็ได้ เพราะดีพร้อมหาที่ติมิได้.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 18

[ ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐาน ]

ศีลนี้นั้นผู้รู้พรรณนาไว้ว่า มีความสะอาดเป็นปัจจุ-

ปัฏฐาน โอตตัปปะและหิรินั่นแล เป็นปทัฏฐาน

แห่งศีลนั้น.

แท้จริง ศีลนี้นั้นมีความสะอาดที่ตรัสไว้ว่า "(ความสะอาด ๓ คือ)

ความสะอาดทางกาย ความสะอาดทางวาจา ความสะอาดทางใจ"๑

ดังนี้ ป็นปัจจุปัฏฐาน หมายความว่าศีลนั้นย่อมปรากฏ คือถึงความ

เป็นคุณที่ควรถือเอาโดยความเป็นธรรมชาติสะอาด ส่วนหิริและ

โอตตัปปะ นักปราชญ์ทั้งหลายพรรณนาว่าเป็นปทัฏฐาน อธิบายว่า

เป็นอาสันนเหตุ (เหตุใกล้) แห่งศีลนั้น เพราะเมื่อหิริและโอตตัปปะ

มีอยู่ ศีลจึงจะเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้ เมื่อหิริและโอตตัปปะไม่มี ศีลก็

เกิดไม่ได้ ตั้งอยู่ไม่ได้.

ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานแห่งศีล สาธุชน

พึงทราบ ด้วยประการดังพรรณนามาฉะนี้.

[ อานิสงส์ของศีล ]

ข้อว่า ศีลมีอานิสงค์อย่างไร ? แก้ว่า มีอันได้รับคุณเป็นอเนก

มีความไม่ต้องเดือดร้อนเป็นต้นเป็นอานิสงส์ สมคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า

ตรัสไว้ว่า "ดูกรอานนท์ ก็แลศีลเป็นกุศล มีความไม่ต้องเดือดร้อน

ใจเป็นผล มีความไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นอานิสงส์" ดังนี้๒ ตรัสไว้

อื่นอีกก็มีว่า "ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล

๑. องฺ. ติก. ๒๐/๓๕๐. ๒. องฺ. ทสก. ๒๔/๑.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 19

๕ ประการนี้ อานิสงส์ ๕ เป็นไฉน ? ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลใน

โลกนี้เป็นผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมได้ประสบกองแห่งโภคะใหญ่

มีความไม่ประมาทเป็นเหตุ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๑ แห่งศีลสมบัติของผู้

มีศีล ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก กิตติศัพท์อันงามของผู้

มีศีล ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมฟุ้งไป นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๒ แห่งศีลสมบัติ

ของผู้มีศีล ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ผู้มีศีล ถึง

พร้อมด้วยศีล จะเข้าไปสู่บริษัทใด ๆ จะเป็นขัตติยบริษัทก็ตาม

พราหมณบริษัทก็ตาม คฤหบดีบริษัทก็ตาม สมณบริษัทก็ตาม

ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เคอะเขินเข้าไป นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๓ แห่งศีลสมบัติ

ของผู้มีศีล ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก ผู้มีศีล

ถึงพร้อมด้วยศีล เป็นผู้ไม่หลงทำกาลกิริยา นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๔ แห่ง

ศีลสมบัติของผู้มีศีล ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่ ผู้มีศีล

ถึงพร้อมด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติ

โลกสวรรค์ นี้เป็นอานิสงส์ที่ ๕ แห่งศีลสมบัติของผู้มีศีล."๑

อานิสงส์ของศีลเป็นอเนกอื่นอีกเล่า มีความเป็นที่รักที่ชอบใจ

เป็นเบื้องต้น มีความสิ้นอาสวะเป็นที่สุด พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้

โดยนัยว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุพึงหวังว่า เราพึงเป็นที่รัก

เป็นที่ชอบใจ เป็นที่เคารพ เป็นที่ยกย่อง ของสพรหมจารีทั้งหลาย

ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลายเถิด๒" ดังนี้เป็นต้น.

ศีลมีคุณเป็นอเนกมีความไม่ต้องเดือดร้อนใจเป็นต้นเป็นอานิสงส์

๑. ที. มหา. ๑๐/๑๐๒. ๒. อากังเขยยสูตร ม. มู. ๑๒/๔๘.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 20

มีประการดังกล่าวมาฉะนี้. อีกนัยหนึ่ง

เว้นศีลใดเสียแล้ว ที่พึ่ง (อื่น) ของกุลบุตร

ในพระศาสนาหามีไม่ ใครเล่าจะพึงกล่าวกำหนด

อานิสงส์ของศีลนั้นได้ น้ำคือศีลย่อมชำระ

มลทินอันใดของสัตว์มีชีวิตในโลกนี้ได้ แม่น้ำ

ใหญ่ทั้งหลาย คือแม่น้ำคงคาก็ดี ยมุนาก็ดี

สรภูก็ดี สรัสวดีก็ดี แม่น้ำอจิรวดี

ก็ดี มหีก็ดี หาอาจชำระมลทินอันนั้นได้ไม่

ศีลที่บุคคลรักษาดีแล้วเป็นอริยศีลนี้ มีความ

เย็นยิ่งนัก ย่อมระงับความเร่าร้อนอันใด ของ

สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ได้ ลมเจือฝนก็ระงับ

ความเร่าร้อนอันนั้นไม่ได้ และแม้ไม้แก่นจันทน์แดง๑

ก็ระงับไม่ได้ สร้อยคอมุกดาก็ไม่ได้ แก้วมณีก็

ไม่ได้ รัศมีอ่อน ๆ แห่งจันทร์ก็ไม่ได้ กลิ่นที่

เสมอด้วยกลิ่นศีล ซึ่งฟุ้งไปได้ทั้งในที่ตามลมและ

ทวนลมเท่า ๆ กัน จักมีแต่ที่ไหน๒ สิ่งอื่นที่จะเป็น

บันไดขึ้นสู่สวรรค์ หรือจะเป็นประตูในอันที่จะ

ยังสัตว์ให้เข้าสู่พระนครนิพพาน อันเสมอด้วย

๑. ในอภิธานัปปทีปิกากล่าวว่า หริจนฺทนํ เป็นจันทร์สีเหลือง.

๒. หรือจะแปล ย - ต ว่ากลิ่นศีลใด ย่อมฟุ้งไปได้ทั้งในที่ตามลมและทวนลมเท่า ๆ

กัน กลิ่นที่เสมอด้วยกลิ่นศีลนั้น จักมีแต่ที่ไหน.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 21

ศีล จักมีแต่ที่ไหน พระราชาทรงประดับแล้ว

ด้วยมุกดาและมณี ก็ยังงามไม่เหมือนนักพรต

ผู้ประดับด้วยเครื่องประดับคือศีลแล้วงาม ศีล

ย่อมกำจัดภัยมีอัตตานุวาทภัยเป็นต้นได้ โดยประ-

การทั้งปวง ศีลย่อมขจัดชื่อเสียงและความร่าเริงให้

เกิดแก่ผู้มีศีลทุกเมื่อ กถามุขแสดงอานิสงส์ของ

ศีล อันเป็นมูลแห่งคุณทั้งหลาย อันมีปกติทำลาย

กำลังแห่งโทษทั้งหลาย สาธุชนพึงทราบ ด้วย

ประการฉะนี้แล.

[ ศีลมีกี่อย่าง ]

ต่อไปนี้เป็นคำวิสัชนาในปัญหาที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า ก็ศีลนั้นมี

กี่อย่าง ?

ศีลนี้ทั้งหมด โดยลักษณะคือความเป็นมูลรากของตน ก็เป็น

เพียงอย่างเดียว (แต่) เป็น ๒ อย่าง โดยเป็นจาริตศีลและวาริตศีล

อนึ่ง เป็น ๒ โดยเป็นอภิสาจาริกศีลและอาทิพรหมจริยกศีล โดย

เป็นวิรัติศีลและอวิรัติศีล โดยเป็นนิสิตศีลและอนิสิตศีล โดยเป็นกาล-

ปริยันตศีลและอาปาณโกฏิกศีล โดยเป็นสปริยันตศีลและอปริยันตศีล

และโดยเป็นโลกิยศีลและโลกุตตรศีล.

เป็น ๓ อย่างโดยเป็นหีนศีล มัชฌิมศีล ปณีตศีล อนึ่งเป็น ๓

โดยเป็นอัตตาธิปเตยยศีล โลกาธิปเตยยศีล และธัมมาธิปเตยยศีล

โดยเป็นปรามัฏฐศีล อปรามัฏฐศีล และปฏิปัสสัทธศีล โดยเป็น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 22

วิสุทธศีล อวิสุทธศีล และเวมติกศีล และโดยเป็นเสขศีล อเสขศีล

และเนวเสขานาเสขศีล.

เป็น ๔ อย่าง โดยเป็นหานภาคิยศีล ฐิติภาคิยศีล วิเสสภาคิยศีล

และนิพเพธภาคิยศีล อนึ่งเป็น ๔ โดยเป็นภิกขุศีล ภิกขุนีศีล อนุป-

สัมปันนศีล และคหัฏฐศีล โดยเป็นปกติศีล อาจารศีล ธัมมตาศีล

และปุพพเหตุกศีล และโดยเป็นปาฏิโมกขสังวรศีล อินทริยสังวรศีล

อาชีวปาริสุทธศีล และปัจจยสันนิสิตศีล.

เป็น ๕ อย่าง โดยเป็นปาริสุทธิศีลมีปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นต้น

ก็แลข้อนี้แม้พระสารีบุตรก็ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาว่า "ศีล

๕ ประการ คือปริยันตปาริสุทธิศีล อปริยันตปาริสุทธิศีล ปริปุณณ-

ปาริสุทธิศีล อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ปฏิปัสสิทธิปาริสุทธิศีล"-* ดังนี้

อนึ่ง เป็น ๕ โดยเป็นปหานศีล เวรมณีศีล เจตนาศีล สังวรศีล และ

อวีติกมศีล.

บรรดาศีลเหล่านั้น ในส่วนที่เป็นศีลอย่างเดียว พึงทราบ

เนื้อความตามนัยที่กล่าวแล้วนั้นเถิด.

[ ทุกะ (ศีลหมวด ๒) ที่ ๑ ]

วินิจฉัยในส่วนศีลที่เป็นที่ ๒ อย่างดังต่อไปนี้ การบำเพ็ญสิกขาบท

อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่า นี่ควรทำ อันใด การบำเพ็ญ

นั้นชื่อว่า จาริตศีล การไม่กระทำข้อที่ทรงห้ามไว้ว่า นี่ไม่ควรทำ

อันใด การไม่กระทำนั้นชื่อ วาริตศีล (ต่อไป) นี้เป็นอธิบาย

* ขุ. ป. ๓๖๑.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 23

คำในบททั้ง ๒ นั้น บุคคลทั้งหลายย่อมประพฤติในศีลนั้น คือดำเนิน

(กายวาจา) ไป โดยความเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย เพราะ

เหตุนั้น ศีลนั้นจึงชื่อว่า จาริตตะ (เป็นข้อประพฤติ) บุคคลทั้งหลาย

ย่อมป้องกัน คือย่อมรักษาข้อที่ทรงห้าม ด้วยศีลนั้น เพราะเหตุนั้น

ศีลนั้นจึงชื่อว่า วาริตตะ (เป็นเครื่องรักษาข้อห้าม) ในศีล ๒ อย่าง

นั้น จาริตศีลสำเร็จด้วยศรัทธาและวิริยะ วาริตศีล สำเร็จด้วยศรัทธา

(อย่างเดียว) ดังนี้ ศีลเป็น ๒ อย่าง โดยเป็นจาริตศีลและวาริตศีล.

[ ทุกะที่ ๒ ]

วินิจฉัยในทุกะที่ ๒ มรรยาทอย่างสูง ชื่ออภิสมาจาร อภิ-

สมาจารนั่นแล เรียกว่าอภิสมาจาร ชื่ออภิสมาจาริกะ อีกอย่างหนึ่ง สิกขาบทที่ทรง

บัญญัติปรารภอภิสมาจาร ชื่ออภิสมาจาริก คำว่าอภิสมาจาริกนี้

เป็นคำเรียกศีลที่นอกไปจากอาชีวัฏฐมกศีล.

ศีลชื่อว่าอาทิพรหมจริยกะ เพราะเป็นภาวะเบื้องต้นแห่งมรค-

พรหมจรรย์ คำว่าอาทิพรหมจริยกะนี้ เป็นชื่อแห่งอาชีวัฏฐมกศีล

ก็อาชีวัฏฐมกศีลนั้นชื่อว่าเป็นภาวะเบื้องต้นแห่งมรรค เพราะเป็นคุณ

อันบุคคลพึงทำให้หมดจดในส่วนเบื้องต้นนั่นเอง เพราะเหตุนั้นพระผู้-

มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า "ก็แลกายกรรม วจีกรรม อาชีวะ ของภิกษุนั้น

ย่อเป็นอันหมดจดดีแล้วในเบื้องต้นแล*" ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง

สิกขาบทเหล่าใดที่ตรัสว่า "เป็นสิกขาบทเล็กน้อย" นี้ก็เป็นอภิสมา-

จาริกศีล ที่เหลือเป็นอาทิพรหมจริยกศีล อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่นับเนื่อง

* ม. อุปริ. ๑๔/๕๒๓.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 24

ในอุภโตวิภังค์ เป็นอาทิพรหมจริยกศีล ที่นับเนื่องในขันธกวัตร เป็น

อภิสมาจารศีล อาทิพรหมจริยกศีลย่อมถึงความพร้อมเพราะความถึงพร้อม

แห่งอภิสมาจารศีลนั้น เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า

จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ภิกษุนั้นหนอไม่ทำธรรมที่เป็น

อภิสมาจาริกะให้บริบูรณ์ก่อนแล้ว จักยังธรรมที่เป็นอาทิพรหมจริยกะ

ให้บริบูรณ์ ดังนี้ นี่มิใช่ฐานะจะมีได้"๑ ดังนี้ ศีลเป็น ๒ อย่างโดย

เป็นอภิสมาจาริกศีลและอาทิพรหมจริยกศีล.

[ ทุกะที่ ๓ ]

วินิจฉัยในทุกที่ ๓ คุณคือความเว้นจากโทษมีปาณาติบาต

เป็นต้นอย่างเดียว เป็นวิรัติศีล คุณที่เหลือมีเจตนาเป็นต้น เป็น

อวิรัติศีล๒ พึงทราบศีลเป็น ๒ อย่างนั้น โดยเป็นวิรัติศีลและอวิรัติศีล

ด้วยประการฉะนี้.

[ ทุกะที่ ๔ ]

วินิจฉัยในทุกะที่ ๔ คำว่านิสสัย ได้แก่นิสสัย ๒ คือตัณหา-

นิสสัย ๑ ทิฏฐินิสสัย๓ ๑ ใน ๒ อย่างนั้น ศีลใดอันบุคคลหวังภพสมบัติว่า

"เราจักได้เป็นเทพเจ้าหรือเทพตนใดตนหนึ่งด้วยศีลนี้" ดังนี้ ประพฤติ

๑. อง. ปญฺจก. ๒๒/๑๕. ๒. ดูคำตอบปัญหาว่า อะไรเป็นศีล ข้างต้น. ๓. บท นิสฺสโย

ไม่มีในบทตั้ง ท่านยกเอามาแก้อรรถเฉย ๆ เช่นนี้ ขัดเชิงความ แล้วก็พูดทิ้งไว้แค่นี้เอง ต่อไป

ก็ใช้ นิสฺสิต.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 25

ไป ศีลนี้เป็นตัญหานิสิตศีล ศีลใดบุคคลประพฤติไปด้วยสุทธิทิฏฐิ* ว่า

"ความหมดจด (จักมีได้) ด้วยศีล" ดังนี้ ศีลนี้เป็นทิฏฐินิสิตศีล

ส่วนศีลใดเป็นโลกุตระก็ดี เป็นโลกิยะแต่เป็นเครื่องสนับสนุนโลกุตตร-

ศีลนั้นก็ดี นี้เป็นอนิสิตศีล ดังนี้แล ศีลเป็น ๒ อย่าง โดยเป็นนิสิตศีล

และอนิสิตศีล.

[ ทุกะที่ ๕ ]

ในทุกะที่ ๕ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ ศีลที่บุคคลทำกำหนดกาล

สมาทาน ชื่อกาลปริยันตศีล ศีลที่บุคคลสมาทานตลอดชีวิตแล้ว

ประพฤติไปตลอดชีวิตเช่นกัน ชื่อว่าอาปาณโกฏิกศีล พึงทราบ

ศีลเป็น ๒ อย่าง โดยเป็นกาลปริยันตศีลและอาปาณโกฏิกศีล ด้วย

ประการฉะนี้.

[ ทุกะที่ ๖ ]

พึงทราบวินิจฉัยในทุกะที่ ๖ ต่อไป ศีลที่มีความเห็นด้วยอำนาจ

* สุทฺธิทิฏฐิยา มหาฎีกาไขความว่า อิติ สํสารสุทฺธิ ภวิสฺสตีติ เอวํ ปวตฺตทฏฐิยา ด้วยความ

เห็นอันเป็นไปดังนี้ว่า สังสารสุทธิจักมีอย่างนี้

เคยเข้าใจว่า มีมัจฉาทิฏฐิประเภทหนึ่ง เห็นว่าความบริสุทธิ์นั้น มีได้ด้วยสังสาร คือเวียน

ว่ายตายเกิดไปนานเข้าก็บริสุทธิ์เอง ไม่ต้องทำอะไร เรียกว่าสังสารบริสุทธิ แย้งกับทางพระพุทธ-

ศาสนาที่สอนว่าความบริสุทธิ์นั้นมีได้ด้วยความเพียร คือต้องประกอบเหตุให้ควรกัน จึงจะมีความ

บริสุทธิ์เป็นผลขึ้นได้ ดังนี้

การบำเพ็ญศีลในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งว่าเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งการทำความเพียรเพื่อความ

บริสุทธิ์ ไม่เข้าหลักสังสารสุทธิ ไฉนมหาฎีกาจารย์จึงแก้ไปอย่างนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น ทิฏฐิ-

นิสิตศีล ก็ต้องไม่ใช่ศีลในพระพุทธศาสนา แต่ในวิสุทธิมรรคนั้น ท่านมุ่งหมายเอาศีลในพระ

พุทธศาสนาทั้งนั้น ที่จริงท่านก็แก้ของท่านไว้แล้วว่า. . . สีเลน สุทฺธีติ เอวํ สุทฺธิทิฏฺฐิยา.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 26

ลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และชีวิตเป็นที่สุด ชื่อว่าสปริยันตศีล ที่

ตรงกันข้าม ชื่อว่าอปริยันตศีล จริงอยู่ แม้พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร

ก็กล่าวคำนี้ไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาว่า "(ถามว่า) ศีลมีที่สุดนั้น

เป็นไฉน ? ตอบว่า ศีลมีลาภเป็นที่สุดก็มี ศีลมียศเป็นที่สุดก็มี

ศีลมีญาติเป็นที่สุดก็มี ศีลมีอวัยวะเป็นที่สุดก็มี ศีลมีชีวิตเป็นที่สุดก็มี

(ถามว่า) ศีลมีลาภเป็นที่สุดนั้นเป็นไฉน ? (ตอบว่า) บุคคลลางคน

ในโลกนี้ย่อมละเมิดสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะลาภเป็นเหตุ

เพราะลาภเป็นปัจจัย เพราะลาภเป็นตัวการณ์ นี้ศีลนั้นชื่อว่ามีลาภ

เป็นที่สุด"๑ ถึงศีลนอกนี้ก็พึงให้พิสดารโดยอุบายนี้นั่นแล แม้ในการ

วิสัชนาอปริยันตศีล ท่านก็กล่าวไว้ว่า "(ถามว่า) ศีลมิใช่มีลาภ

เป็นที่สุดนั้นเป็นไฉน ? (ตอบว่า) บุคคลลางคนในโลกนี้ไม่ยังแม้แต่

ความคิดที่จะละเมิดสิกขาบทตามที่สมาทานแล้ว เพราะลาภเป็นเหตุ

เพราะลาภเป็นปัจจัย เพราะลาภเป็นตัวการณ์ ให้เกิดขึ้น ไฉนเขาจัก

ละเมิด (ด้วยกายวาจา) เล่า นี้ศีลนั้นชื่อว่ามิใช่มีลาภเป็นที่สุด"๒

แม้ศีลนอกนี้ก็พึงให้พิสดารโดยอุบายนี้เหมือนกัน พึงทราบศีลเป็น

๒ อย่าง โดยเป็นสปริยันตศีลและอปริยันตศีล ด้วยประการฉะนี้.

[ ทุกะที่ ๗ ]

ในทุกะที่ ๗ พึงทราบวินิจฉัยว่า ศีลมีอาสวะแม้ทั้งหมด เป็น

โลกิยศีล ที่ไม่มีอาสวะเป็นโลกุตตรศีล ในศีล ๒ อย่างนั้น โลกิยศีล

๑. ขุ. ป. ๓๑/๖๒. ๒. ขุ. ป. ๓๑/๖๓.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 27

ย่อมเป็นคุณนำภพวิเศษมาให้ และเป็นเครื่องสนับสนุนการออกจากภพ

ด้วย ดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "วินัย (ย่อมมี) เพื่อประโยชน์

แก่สังวร สังวรเพื่อประโยชน์แก่อวิปฏิสาร อวิปฏิสารเพื่อประโยชน์แก่

ปราโมทย์ ปราโมทย์เพื่อประโยชน์แก่ปีติ ปีติเพื่อประโยชน์แก่

ปัสสิทธิ ปัสสิทธิเพื่อประโยชน์แก่สุข สุขเพื่อประโยชน์แก่สมาธิ

สมาธิเพื่อประโยชน์แก่ยถาภูตญาณทัสสนะ ยถาภูตญาณทัสสนะเพื่อ

ประโยชน์แก่นิพพิทา นิพพิทาเพื่อประโยชน์แก่วิราคะ วิราคะเพื่อ

ประโยชน์แก่วิมุตติ วิมุตติเพื่อประโยชน์แก่วิมุตติญาณทัสสนะ วิมุตติ-

ญาณทัสสนะเพื่อประโยชนแก่อนุปาทาปรินิพพาน การพูดกัน การ

ปรึกษากัน การเข้านั่งใกล้กัน การเงี่ยโสต (ลงสดับ) (ทุกอย่าง)

มีนั่นเป็นประโยชน์ นั่นคืออะไร นั่นคือความพ้นแห่งจิต เพราะ

ไม่ถือมั่น๑" ดังนี้ ส่วนโลกุตตรศีล ย่อมเป็นคุณนำมาซึ่งการสลัด

ออกจากภพ และเป็นภูมิแห่งปัจจเวกขณญาณแล บัณฑิตพึงทราบ

ศีลเป็น ๒ อย่าง โดยเป็นโลกิยศีลและเป็นโลกุตตรศีล ด้วย

ประการฉะนี้.

[ ติกะ ( ศีลหมวด ๓ ) ที่ ๑ ]

ในติกะทั้งหลาย พึงทราบวินิจฉัยในติกะที่ ๑ ดังนี้ ศีลที่บุคคล

ประพฤติด้วยฉันทะ จิตตะ วิริยะ วิมังสา๒ อย่างทราม ชื่อว่า

หีนศีล ที่ประพฤติด้วยฉันทะเป็นต้นปานกลาง ชื่อว่ามัชฌิมศีล ที่

๑. วิ. ป. ๘/๔๐๖.

๒. อย่างไรท่านจึงเรียงจิตตะไว้หน้าวิริยะ ?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 28

ประพฤติด้วยฉันทะเป็นต้นอย่างประณีต ชื่อว่าปณีตศีล อีกอย่างหนึ่ง

ศีลที่สมาทานด้วยความปรารถนายศ ชื่อว่าหีนศีล ที่สมาทานด้วย

ต้องการผลบุญ ชื่อว่ามัชฌิมศีล ที่สมาทานอาศัยอริยภาวะ ด้วยคิดว่า

สิ่งนี้ควรทำแท้ ชื่อว่าปณีตศีล อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่เศร้าหมอง

ด้วยโทษมีการยกตนข่มผู้อื่นอย่างนี้ว่า "เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล

ส่วนภิกษุอื่นเหล่านี้เป็นผู้ทุศีล มีธรรมลามก" ดังนี้เป็นต้น

เป็นหีนศีล โลกิยศีลที่ไม่เศร้าหมองอย่างนั้น เป็นมัชฌิมศีล

โลกุตตรศีล เป็นปณีตศีล อีกอย่างหนึ่ง ศีลที่ประพฤติเพื่อ

ต้องการภพและโภคะด้วยอำนาจตัณหา เป็นหีนศีล ที่ประพฤติเพื่อ

ต้องการความหลุดพ้นแห่งตน เป็นมัชฌิมศีล ศีลบารมีที่ประพฤติ

เพื่อต้องการความหลุดพ้นแห่งสรรพสัตว์ เป็นปณีตศีล บัณฑิตพึง

ทราบศีลเป็น ๓ อย่าง โดยเป็นหีนศีล มัชฌิมศีล และปณีตศีล

ด้วยประการฉะนี้.

[ ติกะที่ ๒ ]

พึงทราบวินิจฉัยในติกะที่ ๒ ต่อไป ศีลที่บุคคลผู้หนักในตน

มุ่งจะละกรรมที่ไม่ควรแก่ตน ประพฤติด้วยความเคารพในตน ชื่อว่า

อัตตาธิปเตยยศีล (ศีลมีตนเป็นใหญ่) ศีลที่บุคคลผู้หนักในโลก

มุ่งจะหลีกคำติเตียนของชาวโลก ประพฤติด้วยความเคารพโลก ชื่อว่า

โลกาธิปเตยยศีล (ศีลมีโลกเป็นใหญ่) ศีลที่บุคคลผู้หนักในธรรม

มุ่งจะบูชาความใหญ่แห่งธรรม ประพฤติด้วยความเคารพธรรม ชื่อว่า

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 29

ธัมมาธิปเตยยศีล (ศีลมีธรรมเป็นใหญ่) พึงทราบศีลเป็น ๓ อย่าง

โดยเป็นอัตตาธิปเตยยศีลเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

[ ติกะที่ ๓ ]

พึงทราบวินิจฉัยในติกะที่ ๓ ต่อไป ศีลใดที่เรียกว่านิสสิตศีล

ในศีลหมวด ๒ ศีลนั้นชื่อว่าปรามัฏฐศีล เพราะเป็นที่ถูกตัณหา

และทิฏฐิจับ ศีลอันเป็นสัมภาระแห่งมรรคของกัลยาณปุถุชน* และที่

สัมปยุตด้วยมรรคของพระเสขะทั้งหลาย ชื่อว่าอปรามัฏฐศีล (ศีลที่

ไม่ถูกตัณหาและทิฏฐิจับ) ส่วนที่สัมปยุตด้วยผลทั้งของพระเสขะและ

ของพระอเสขะ ชื่อว่าปฏิปัสสัทธศีล (ศีลอันระงับแล้ว) พึงทราบ

ศีลเป็น ๓ อย่าง โดยเป็นปรามัฏฐศีลเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

[ ติกะที่ ๔ ]

พึงทราบวินิจฉัยในติกะที่ ๔ ต่อไป ศีลที่ภิกษุผู้ไม่ต้องอาบัติ

ทำให้บริบูรณ์ก็ดี ที่ต้องแล้วทำคืนเสียก็ดี ชื่อว่าวิสุทธศีล ศีลที่

ภิกษุต้องอาบัติแล้ว ไม่ทำคืน ชื่อว่าอวิสุทธศีล ศีลของภิกษุ

ผู้สงสัยในวัตถุก็ดี ในอาบัติก็ดี ในอัชฌาจารก็ดี ชื่อว่าเวมติกศีล

ในศีลเหล่านั้น อวิสุทธศีล พระโยคีครรทำให้บริสุทธิ์เสีย ในเวมติก-

ศีล อย่างเพิ่งทำการล่วงละเมิดวัตถุ พึงถ่ายถอนความสงสัยเสียให้ได้

อย่างนี้ ความผาสุขจะมีแก่เธอแล พึงทราบศีลเป็น ๓ อย่าง โดย

* ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส มหาฎีกาแก้ว่า ปุถุชฺชเนสุ กลฺยาณกสฺส เห็นว่าลงกันได้กับคำกัลยาณ-

ปุถุชน ที่เราใช้ ซึ่งฟังสนิทดีกว่า.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 30

เป็นวิสุทธศีลเป็นต้น๑ ด้วยประการฉะนี้.

[ ติกะที่ ๕ ]

พึงทราบวินิจฉัยในติกะที่ ๕ ต่อไป ศีลที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค

๔ และสามัญญผล ๓ เป็นเสกขศีล ที่สัมปยุตด้วยอรหัตผล เป็น

อเสขศีล ที่เหลือ๒เป็นเนวเสขานาเสขศีล พึงทราบศีลเป็น ๓ อย่าง

โดยเป็นเสขศีลเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ แต่ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทา

ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวว่า "เพราะเหตุว่าแม้ปกติของ

สัตว์นั้น ๆ ในโลก ก็เรียกว่าศีล ซึ่งเขาหมายกล่าวกันอยู่ว่า อยํ

สุขสีโล คนนี้มีปกติเป็นสุข อยํ ทุกขสีโล คนนี้มีปกติเป็นทุกข์

อยํ กลหสีโล คนนี้มีปกติทะเลาะ อยํ มณฺฑนสีโล คนนี้มีปกติ

แต่งตัว" ดังนี้ โดยปริยายนั้น ศีลจึงมี ๓ อย่าง คือกุศลศีล อกุศล-

ศีล อัพพยากตศีล ศีลเป็น ๓ โดยเป็นกุศลศีลเป็นต้นก็มีอย่างนี้แล ใน

ศีล ๓ อย่างนั้น อกุศลศีล ย่อมไม่สมกับอาการแม้อย่างเดียว ใน

อาการทั้งหลายมีลักษณะเป็นต้นแห่งศีลที่ประสงค์ในอรรถนี้ เพราะ

เหตุนั้น จึงไม่นับเข้าในสีลนิเทศนี้ เพราะฉะนั้น พึงทราบความ

ที่ศีลนั้นเป็น ๓ อย่าง โดยนัยที่กล่าวแล้วเท่านั้น.

[ จตุกกะ ( ศีลหมวด ๔ ) ที่ ๑ ]

ในจตุกกะทั้งหลาย พึงทราบวินิจฉัยในจตุกกะที่ ๑ (ดัง

๑. วิสุทฺธาทิวเสน ผิดหลักการใช้อาทิ เข้าใจว่าจะคลาดเคลื่อน ที่ถูกจะเป็น วิสุทฺ-

ธาทิวเสน.

๒. มหาฎีกาว่า คำว่าศีลที่เหลือนี้ ได้แก่โลกิยศีลทั้งหมด.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 31

ต่อไปนี้)

ภิกษุใดในพระศาสนานี้คบแต่คนทุศีล ไม่คบ

คนมีศีล เป็นคนเขลา ไม่เห็นโทษในการล่วง

วัตถุ เป็นผู้มากไปด้วยความดำริผิด ไม่รักษา

อินทรีย์ทั้งหลาย ศีลของภิกษุรูปนั้นแล จัดเป็น

หานภาคิยศีล ( ศีลตั้งอยู่ในฝ่ายแห่งความเสื่อม)

ส่วนภิกษุใดในพระศาสนานี้เป็นผู้มีใจยินดีแต่

ด้วยศีลสมบัติ ไม่ยังความพอใจในการประกอบ

กัมมัฏฐานเนือง ๆ ให้เกิดขึ้น ศีลนั้นของภิกษุ

ผู้พอใจอยู่ด้วยคุณเพียงศีล ไม่พยายามสืบต่อให้ยิ่ง

ขึ้นไปนั้นเป็นฐิติภาคศีล ( ศีลตั้งอยู่ในฝ่ายทรงตัว )

ส่วนภิกษุใดเป็นผู้มีศีลถึงพร้อมแล้ว พยายาม

สืบต่อให้ได้สมาธิ ศีลของภิกษุนั้นเป็นวิเสส-

ภาคิยศีล ( ศีลตั้งอยู่ในฝ่ายวิเศษขึ้น )

ภิกษุใดไม่พอใจด้วยคุณเพียงศีล ประกอบ

นิพพิทาเนือง ๆ อยู่ ศีลของภิกษุนั้นเป็น

นิพเพธภาคิยศีล ( ศีลตั้งอยู่ในฝ่ายชำแรกกิเลส )

ฉะนี้แล

พึงทราบศีลเป็น ๕ อย่าง โดยเป็นหานภาคิยศีลเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

[ จตุกกะที่ ๒ ]

พึงทราบวินิจฉัยในจตุกกะที่ ๒ ต่อไป สิกขาบทที่ทรงบัญญัติ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 32

ปรารภภิกษุทั้งหลาย และสิกขาบททั้งหลาย ที่ภิกษุเหล่านั้นจำต้อง

รักษา โดยเป็นพระบัญญัติสำหรับภิกษุ๑ นี้ชื่อว่าภิกขุศีล สิกขาบทที่

ทรงบัญญัติปรารภภิกษุณีทั้งหลาย และสิกขาบทที่ภิกษุณีเหล่านั้น

จำต้องรักษา โดยเป็นพระบัญญัติสำหรับภิกษุณี นี้ชื่อว่าภิกขุณีศีล

ศีล ๑๐ ของสามเณรและสามเณรีทั้งหลาย ชื่อว่าอนุปสัมปันนศีล

สิกขาบท ๕ ของอุบาสกอุบาสิกา โดยเป็นนิจศีล หรือเมื่อมีอุตสาหะ

สิกขาบท ๑๐๒ (หรือ) สิกขาบท ๘ โดยเป็นองค์อุโบสถ นี้ชื่อว่า

คหัฏฐศีล พึงทราบศีลเป็น ๔ อย่างโดยเป็นภิกขุศีลเป็นต้น ด้วย

ประการฉะนี้.

[ จตุกกะที่ ๓ ]

พึงทราบวินิจฉัยในจตุกกะที่ ๓ ต่อไป ความไม่ล่วง (ศีล ๕)

ของมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป ชื่อปกติศีล มรรยาทและจารีตของตน ๆ

แห่งตระกูลแห่งเทสะและแห่งปาสัณฑะ (ลัทธิ) ชื่อว่าอาจารศีล ศีล

ของพระมารดาพระโพธิสัตว์ ที่มีพระพุทธดำรัสไว้อย่างนี้ว่า "ดูกร

อานนท์ ข้อนี้เป็นธรรมดา คือในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์ก้าวลงสู่พระ

ครรภ์ของพระมารดาแล้ว ความพอใจอันเกี่ยวด้วยกามคุณในบุรุษ

ทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดแก่พระมารดาของพระโพธิสัตว์" ดังนี้๓ ชื่อว่า

ธัมมตาศีล ส่วนศีลในชาตินั้น ๆ ของสัตว์ผู้มีสันดานหมดจดทั้งหลาย

๑. หมายถึงสิกขาบทอื่น ๆ ลางประเภท ซึ่งมิใช่สาธารณบัญญัติ.

๒. มหาฎีกาว่า สิกขาบท ๑ๆ ก็คือศีลของสามเณรนั่นเอง คฤหัสถ์ผู้มีศรัทธาอุตสาหะ ลางคน

เช่น ฆฏิการพราหมณ์ รับปฏิบัติ.

๓. ที. มหา. ๑๐/๑๔.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 33

มีพระมหากัสสปะเป็นอาทิ และของพระโพธิสัตว์ ชื่อว่าปุพพเหตุกศีล

(ศีลมีเหตุอันสำเร็จมาแต่ในชาติปางก่อน ๆ) พึงทราบศีลเป็น ๔ อย่าง

โดยปกติศีลเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

[ จตุกกะที่ ๔ ]

พึงทราบวินิจฉัยในจตุกกะที่ ๔ ต่อไป

[ ปาฏิโมกขสังวรศีล ]

ศีลใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุใดในศาสานนี้เป็นผู้

สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวรอยู่ ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร มีปกติ

เห็นเป็นภัยในโทษมาตรว่าเล็กน้อย สมาทานศึกาาอยู่ในสิกขาบท

ทั้งหลาย" ดังนี้๑ ศีลนี้ชื่อปาฏิโมกขสังวรศีล.

[ อินทริยสังวรศีล ]

ส่วนศีลใดที่ตรัสไว้ว่า "ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่

ถือเอานิมิต ไม่ถือเอาอนุพยัญชนะ๒ อภิชฌาโทมนัสทั้งหลาย ธรรม

ทั้งหลายอันเป็นบาปเป็นกุศล จะพึงไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวม

จักขุนทรีย์อยู่ เพราะเหตุไม่สำรวมจักขุนทรีย์อันใด ย่อมปฏิบัติเพื่อปิด

กั้นเสียซึ่งจักขุนทรีย์นั้น รักษาจักขุนทรีย์ ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์

เธอฟังเสียงด้วยโสตะแล้ว ฯ ล ฯ ดมกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ฯ ล ฯ ลิ้ม

รสด้วยชิวหาแล้ว ฯ ล ฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายแล้ว ฯ ล ฯ รู้

ธรรมารมณ์ด้วยมนะแล้ว ไม่ถือเอานิมิต ไม่ถือเอาอนุพยัญชนะ

๑. อภิ. วิ. ๓๕/๓๒๘.

๒. เราเคยแปลกันว่า ไม่ถือโดยนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ แต่ในคัมภีร์นี้ท่านให้แปลว่าไม่ถือ

ซึ่งนิมิต ไม่ถือซึ่งอนุพยัญชนะ ดังจะปรากฏในตอนแก้อรรถอินทรียสังวรศีล.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 34

ฯ ล ฯ ถึงความสำรวมในมนินทรีย์"๑ ดังนี้ ศีลนี้ชื่อว่า อินทริย-

สังวรศีล.

[ อาชีวปาริสุทธิศีล ]

ส่วนการงดเว้นจากมิจฉาชีวะ อันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการ

ละเมิดสิกขาบท ๖ ที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติเพราะอาชีพเป็นเหตุ

เพราะอาชีพเป็นจัวการณ์ และ (ด้วยอำนาจ) แห่งบาปธรรมทั้งหลาย

มีอย่างนี้ คือ "การล่อลวง (กุหนา) การป้อยอ (ลปนา) การ

ทำใบ้ (เนมิตฺติกา) การบีบบังคับ (นิปฺเปสิกตา) การแสวงหา

ลาภด้วยลาภ (ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตา)" ดังนี้เป็นต้น ศีลนี้ชื่อว่า

อาชีวปาริสุทธิศีล.

[ ปัจจยสันนิสิตศีล ]

การบริโภคปัจจัย ๔ อันบริสุทธิ์ด้วยการพิจารณา ที่พระศาสดา

ตรัสไว้โโยนัยว่า "ภิกษุพิจารณาโดยแยบคายแล้วเสพจีวร ว่าเพียง

เพื่อบำบัดความหนาว"๒ ดังนี้เป็นต้น นี้ชื่อว่าปัจจยสันนิสิตศีล.

[ แก้อรรถแห่งบทต่าง ๆ ]

(ต่อไป) นี้ เป็นคำวินิจฉัยพร้อมด้วยพรรณนาความแห่งบท

โดยลำดับจำเดิมแต่ต้นในศีลเหล่านั้น :-

บทว่า อิธ คือในพระศาสนานี้ บทว่า ภิกฺขุ ได้แก่กุลบุตรผู้บวช

ด้วยศรัทธาอันได้แก่โวหาร (คำเรียก) อย่างนั้น เพราะภาวะคือเห็นภัย

๑. องฺ. ติก. ๒๐/๑๔๓.

๒. ม. มู. ๑๒/๑๗.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 35

ในสงสาร หรือนัยหนึ่งว่า เพราะความเป็นผู้ใช้ผ้าที่ฉีกเป็นชิ้นแล้ว

เป็นต้น๑.

ในบทว่า สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวรนี้ มีความว่า คำว่า ปาฏิ-

โมกข์ หมายเอาศีลที่เป็นสิกขาบท เพราะว่าผู้ใดเฝ้าระวัง คือรักษาศีล

นั้น ศีลนั้นย่อมยังผู้นั้นให้รอด คือให้พ้นจากทุกข์ทั้งหลายมีทุกข์ใน

อบายเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ศีลนั้นท่านจึงเรียกว่า ปาฏิโมกข์๒

ความปิดกั้น ชื่อว่าสังวร คำว่า สังวรนี้ เป็นชื่อแห่งความไม่ละเมิด

ทางกายและทางวาจา สังวรคือปาฏิโมกข์ ชื่อว่าปาฏิโมกขสังวร๓

ภิกษุสำรวมแล้ว คือเข้าถึง ประกอบพร้อมแล้วด้วยสังวรคือปาฏิโมกข์

นั้น ชื่อว่าผู้สำรวมด้วยปาฏิโมกขสังวร บทว่า วิหรติ คือผลัดเปลี่ยน

อิริยาบถอยู่.

[ อาจาระ อนาจาระ ]

เนื้อความแห่งคำว่า "ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร" เป็นต้น

พึงทราบตามนัยที่มาแล้วในพระบาลีนั่นแล จริงอยู่ พระธรรมสังคาห-

๑. ครั้งแรก (วิสุทธิมรรคหน้า ๔) แก้ไว้อรรถเดียว คือเห็นภัยในสงสาร ( .... ภยํ

อิกฺขติ) คราวนี้แก้เพิ่มอีกอรรถหนึ่ง คือใช้ผ้าฉีก (ภินฺนปฏธโร) มีอาทิไว้ด้วย.

๒. ตามนี้ ปาฏิโมกฺข แปลว่า ศีลที่ยังรักษาให้พ้น ท่านแก้เอาตามรูปของศัพท์ง่าย ๆ ดี แต่

ทางนักปราชญ์ไทยเรา ดูเหมือนจะไม่ชอบแปลอย่างนั้น ท่านแปลโดยความหมายทางหนึ่งว่า เป็น

หลักเป็นประธาน ใช้ประกอบกับธรรมก็ได้ เช่นโอวาทปาฏิโมกข์ ก็ไม่เคยได้ยินใครแปลว่า โอวาท

ที่ยังผู้ปฏิบัติให้พ้น ได้ยินแต่ว่าคำสอนอันเป็นหลัก หรือหลักคำสอน.

๓. ปาฏิโมกฺขเมว สํวโร ก็ต้องแปลว่า สังวรคือปาฏิโมกข์ จะเป็นนิยามเฉพาะอรรถแห่ง

สังวร ๕ นี้กระมัง ท่านแก้อรรถให้แปลแบบเดียวกัน คือ สติสังวร สังวรคือสติ ขันติสังวร

สังวรคือขันติ วิริยสังวร สังวรคือวิริยะ แต่ในที่อื่นเป็น ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร - สังวรใน...

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 36

กาจารย์กล่าวคำนี้ไว้ว่า "คำว่า ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร" มี

นิเทศว่า อาจาระก็มี อนาจาระก็มี ใน ๒ อย่างนั้น อนาจาระเป็น

ไฉน ? ความละเมิดทางกาย ความละเมิดทางวาจา ความละเมิดทั้ง

ทางกายทั้งทางวาจา นี้ท่านเรียกว่าอนาจาระ ความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้ง

หมด ก็ชื่ออนาจาระ ภิกษุลางรูปในธรรมวินัยนี้ ย่อมเลี้ยงชีวิตด้วย

การให้ไม้ไผ่บ้าง ด้วยการให้ใบไม้บ้าง ด้วยการให้ดอกไม้ ผลไม้

เครื่องสนานและไม้สีฟันบ้าง๑ ด้วยการทำตัวต่ำ (เพื่อจะให้เขารัก) บ้าง

ด้วยพูด (เล่นปนจริง) เป็นแกงถั่วบ้าง๒ ด้วยทำตัวเป็นพี่เลี้ยงทารกบ้าง

ด้วยการรับสื่อข่าวให้เขาบ้าง หรือด้วยมิจฉาชีวะอย่างอื่น ๆ ที่พระ-

พุทธเจ้าทรงรังเกียจ นี้ชื่อว่าอนาจาระ.

ใน ๒ อย่างนั้น อาจาระเป็นไฉน ? ความไม่ละเมิดทางกาย

ความไม่ละเมิดทางวาจา ความไม่ละเมิดทั้งทางกายทั้งทางวาจา นี้ท่าน

เรียกว่าอาจาระ สีลสังวรแม้ทั้งหมดก็ชื่อว่าอาจาระ ภิกษุลางรูปใน

ศาสนานี้ ไม่เลี้ยงชีพด้วยการให้ไม้ไผ่ก็ดี ไม่เลี้ยงชีพด้วยการให้ใบไม้ก็ดี

ไม่เลี้ยงชีพด้วยการให้ดอกไม้ ผลไม้เครื่องสนาน และไม้สีฟันก็ดี ไม่

เลี้ยงชีพด้วยการทำตัวให้ต่ำ (เพื่อจะให้เขารัก) ก็ดี ไม่เลี้ยงชีพด้วยพูด

(เล่นปนจริง) เป็นแกงถั่วก็ดี ไม่เลี้ยงชีพด้วยการทำตัวเป็นพี่เลี้ยง

ทารกก็ดี ไม่เลี้ยงชีพด้วยการรับสื่อข่าวให้เขาก็ดี ไม่เลี้ยงชีพด้วย

๑. เหตุไร ท่านจึงแยก ปฺปฺผผล มารวมเข้าสมาสกับ สินานทนฺตกฏฺฐ ซึ่งเป็นคนละประเภท

ถ้าจะรวมก็น่าจะรวมกับ ปตฺต เป็น ปตฺตปฺปฺผผลทาเนน ซึ่งเป็นประเภทเดียวกัน.

๒. ท่านว่าแกงถั่วนั้นจะมีถั่วที่ไม่สุกปนอยู่บ้างนิดหน่อยเสมอฉันใด คนพูดเล่นปนจริงก็ฉันนั้น

ถ้อยคำของเขาไม่เป็นจริงส่วนมาก มีจริงปนอยู่นิดหน่อย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 37

มิจฉาชีวะอย่างอื่น ๆ ที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจก็ดี นี้ก็เรียกว่าอาจาระ.

[ โคจร อโคจร ]

คำว่า โคจร มีนิเทศว่า โคจร ก็มี อโคจร ก็มี ใน ๒ อย่าง

นั้น อโคจรเป็นไฉน ? ภิกษุลางรูปในศาสนานี้ก็เป็นผู้หญิงมีแพศยา

เป็นโคจร หรือมีหญิงหม้าย สาวเทื้อ บัณเฑาะก์ ภิกษุณี และ

โรงสุราเป็นโคจร เป็นผู้คลุกคลีอยู่กับพระราชา กับมหาอำมาตย์

กับเดียรถีย์ โดยการสังสรรค์กับคฤหัสถ์อย่างไม่สมควร๑ ก็หรือว่าย่อม

เสพ ย่อมคบ ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ซึ่งตระกูลทั้งหลายที่ไม่มีศรัทธา ไม่

เลื่อมใส ที่ด่าว่าเอา ที่มุ่งสิ่งอันไม่มีประโยชน์ (ให้) มุ่งสิ่งที่ไม่

เกื้อกูล (ให้) มุ่ความไม่ผาสุก (ให้) มุ่งความไม่เกษมจากโยคะ

(ให้) แก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา นี้เรียกว่าอโคจร.

ใน ๒ อย่างนั้น โคจรเป็นไฉน ? ภิกษุลางรูปในศาสนานี้ไม่

เป็นผู้มีหญิงแพศยาเป็นโคจร ฯ ล ฯ ไม่เป็นผู้มีโรงสุราเป็นโคจร ไม่

คลุกคลีอยู่กับพระราชา ฯ ล ฯ กับสาวกของเดียรถีย์ โดยการสังสรรค์

กับคฤหัสถ์ที่ไม่สมควร ก็หรือว่าย่อมเสพ ย่อมคบ ย่อมเข้าไปนั่งใกล้

ซึ่งตระกูลทั้งหลายที่มีศรัทธาเลื่อมใส เป็น (ดุจ) บ่อน้ำ๒ รุ่งเรืองด้วย

๑. อนนุโลมิเกน คิหิสํสคฺเคน มหาฎีกาเขียนไว้ไม่มีคำ คิหิ ว่า อนนุโลมิเกน สํสคฺเคน

มีปัญหาอยู่ว่า เดียรถีย์นับเป็นคฤหัสถ์หรือไม่.

๒. โอปานภูตานิ มหาฎีกาแก้ว่า ตระกูลที่มีศรัทธาเลื่อมใสนั้น เป็นดุจบ่อน้ำควรเป็นที่ลงไป

ดื่มหรือใช้ตามสบายแห่งหมู่ภิกษุภิกษุณี เหมือนสระโบกขรณีที่เขาขุดไว้เป็นสาธารณะที่ทางสี่แยก

ฉะนั้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 38

ผ้ากาสาวพัสตร์ มีกลิ่นอายฤษีเข้าออก๑ มุ่งประโยชน์ (ให้) ฯ ล ฯ มุ่ง

ธรรมที่เกษมจากโยคะ (ให้) แก่พวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา

นี้เรียกว่าโคจร ภิกษุผู้ไปเข้าจนถึง เป็นผู้เข้ามาจนถึง เป็นผู้

ปฏิบัติจนถึง เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยอาจาระนี้ด้วย๒ ด้วยโคจรนี้ด้วย

โดยนัยที่กล่าวมานี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า "อาจารโคจร-

สมฺปนฺโน" (ผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร).

[ อนาจาระ ๒ อย่าง ]

ในข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบอาจาระและโคจร แม้โดยนัย (ต่อไป)

นี้อีกนัยหนึ่ง ก็อนาจาระมี ๒ อย่าง คือ อนาจาระทางกาย ๑ อนาจาระ

ทางวาจา ๑ ใน ๒ อย่างนั้น อนาจาระทางกายเป็นไฉน ? ภิกษุลางรูป

๑. อิสิวาตปฏิวาตานิ มหาฎีกาแก้ว่า ตระกูลเช่นนั้น ย่อมมีพวกฤษีคือภิกษุภิกษุณีเข้าออกกัน

อยู่เสมอ จึงมีลมจีวรและลมสรีระที่เกิดแต่การคู้แขนเหยียดแขนเป็นต้น ของท่านพวกฤษีเหล่านั้น

กระพืออยู่เรื่อย ๆ

น่าจะเห็นว่า วาตศัพท์ในที่นี้ โดยความก็หมายถึงกลิ่นนั่นเอง เพียงลมจีวรและลมสรีระของท่าน

เหล่านั้น คงไม่มีอะไรมากจนควรเป็นที่สังเกต แต่กลิ่นที่ฟุ้งออกมาแต่จีวรและสรีระของท่านเหล่า

นั้นสิควรจะได้โวหารว่า "อิสิวาต" ละ กลิ่นเมื่อท่านเข้าสู่บ้านเป็น วาต กลิ่นเมื่อท่านออกจาก

บ้านเป็น ปฏิวาต หรือเมื่อเดินสวนกันเป็นปฏิวาต แต่มหาฎีกาแก้อรรถปฏิวาต เป็น ปวายิต

ถ้า

เช่นนั้นก็แปลว่า "ฟุ้งไปด้วยกลิ่นพระฤษี" ฟังได้ดี.

๒. อภิ. วิ. ๓๕ ๓๓๑. อุเปโต โหติ สมุเปโต อุปาคโต สมุปาคโต อุปปนฺโน สมุปปนฺโน

สมนฺนาคโต ศัพท์เหล่านี้ความเดียวกันทั้งนั้น บาลีท่านชอบเก็บศัพท์ที่มีความเดียวกันมาเรียง

ไว้ด้วยกันมาก ๆ น่าจะมิได้ประสงค์จะแปลหมดทุกศัพท์ เพราะยิ่งแปลละเอียดจนหมด ก็ยิ่ง

ไม่เป็นภาษา น่าจะมีประสงค์ว่า ใครแปลศัพท์หน้าไม่ได้ ก็อาจแปลศัพท์หลังได้ หรือแปล

ได้

ศัพท์ใดศัพท์หนึ่งก็ใช้ได้ แต่เราจะทิ้งศัพท์ของท่านเฉย ๆ ก็อย่างไรอยู่ จึงหาทางแปล โดยรวม

เป็นคู่ ๆ เช่นนั้น คู่ อุเปโต แปลว่า เข้าไปจนถึง คู่ อุปาคโต แปลว่า เข้ามาจนถึง คู่

อุปปนฺโน แปลว่า ปฏิบัติจนถึง ส่วน สมนฺนาคโต เป็นศัพท์เดียวรวบท้าย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 39

ในพระศาสนานี้ แม้อยู่ในชุมนุมสงฆ์ ก็ไม่กระทำความยำเกรง ยืน

เบียดบ้าง นั่งเบียดบ้าง ซึ่งภิกษุทั้งหลายผู้เถระ ยืนหน้า (ท่าน) บ้าง

นั่งหน้า (ท่าน) บ้าง นั่งอาสนะสูง (กว่าท่าน) บ้าง นั่งคลุมศีรษะบ้าง

ยืนพูดบ้าง๑ ยกมือขวักไขว่พูดบ้าง เมื่อภิกษุผู้เถระไม่สวมรองเท้า

จงกรมอยู่ ตนสวมรองเท้าจงกรมบ้าง เมื่อท่านจงกรมอยู่ในที่จงกรม

ต่ำ ตนจงกรมอยู่ในที่จงกรมสูงบ้าง เมื่อท่านจงกรมอยู่ที่พื้นดิน ตน

จงกรมบนที่จงกรมบ้าง ยืนแทรกบ้าง นั่งแทรกบ้าง ซึ่งภิกษุผู้เถระ

กันภิกษุใหม่ด้วยอาสนะบ้าง๒ ยังไม่ทันขอโอกาสภิกษุผู้เถระ แม้ใน

เรือนไฟ ขนฟืนไป ปิดประตูไป แม้ที่ท่าน้ำ เดินเสียดสีภิกษุผู้เถระ

ลงไปบ้าง ลงก่อนบ้าง เบียดอาบบ้าง อาบก่อนบ้าง เบียดขึ้นบ้าง

ขึ้นก่อนบ้าง แม้เข้าไปสู่ละแวกบ้านก็เดินเบียดเสียดภิกษุผู้เถระไปบ้าง

ไปก่อนท่านบ้าง หลีกขึ้นหน้าพระเถระไปบ้าง อนึ่ง ห้องเรือนของ

ตระกูลทั้งหลายที่เป็นห้องลับและเขาปิดไว้ ซึ่งเป็นที่กุลสตรีกุลกุมารีนั่ง

กัน ก็ผลุนผลันเข้าไปในห้องนั้นบ้าง ลูบคลำศีรษะเด็กชายบ้าง นี้

เรียกว่าอนาจาระทางกาย.

ใน ๒ อย่างนั้น อนาจาระทางวาจาเป็นไฉน ? ภิกษุลางรูปใน

ศาสนานี้ แม้อยู่ในชุมนุมสงฆ์ก็ไม่ทำความยำเกรง ยังมิได้ขอโอกาส

ภิกษุผู้เถระ กล่าวธรรมไป แก้ปัญหาไป สวดปาฏิโมกข์ไป ยืนพูด

๑. มหาฎีกาขยายความว่า อุปริ ติฏฺฐนฺโต วิย อาสนฺนตรฏฺฐาเน  ิตโกปิ ภณติ "ยืนพูดอยู่

ใกล้ท่านมาก ราวกะยืนอยู่บน (ศีรษะท่าน)" ยืนแบบนี้ ภาษาไทยว่า ยืนค้ำ (หัว).

๒. คือไม่นั่งตามที่อันสมควรแก่ตน นั่งหลังไปหรือนั่งต่ำไป เป็นเหตุให้ภิกษุใหม่หาที่นั่งไม่ได้

เพราะที่อันสมควรแก่ตน ท่านนั่งเสียแล้ว จะไปนั่งหน้าเหนือท่านก็ไม่ได้.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 40

บ้าง ยกมือขวักไขว่พูดบ้าง แม้เข้าไปสู่ระแวกบ้าน กล่าวกะหญิง

หรือเด็กหญิงอย่างนี้ว่า "แน่ะแม่ผู้มีชื่ออย่างนี้ ผู้มีโคตรอย่างนี้ ข้าว

ต้มยังมีอยู่หรือ ข้าวสวยมีอยู่หรือ ของเคี้ยวมีอยู่หรือ" พูดพล่ามไป

ว่า "อาตมาจักดื่มอะไร จักเคี้ยวอะไร จักฉันอะไร" หรือว่า "ท่าน

ทั้งหลายจักให้อะไรแก่อาตมา" ดังนี้ นี้เรียกว่าอนาจาระทางวาจา

ส่วนอาจาระ พึงทราบโดยปฏิปักขนัยแห่งอนาจาระนั้นเถิด.

อีกนัยหนึ่ง ภิกษุผู้มีความเคารพ มีความยำเกรง ถึงพร้อม

ด้วยหิริโอตตัปปะ นุ่งเรียบร้อย ห่มเรียบร้อย มีกิริยาก้าวไป ถอย

กลับ แล เหลียว คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส จักษุทอดลง ถึง

พร้อมด้วยอิริยาบถ รักษาทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณใน

โภชนะ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งชาคริยธรรม กอบด้วยสติสัมปชัญญะ

มักน้อย สันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร กระทำโดย

เคารพในอภิสมาจารสิกขาบททั้งหลาย มากไปด้วยความเคารพและ

ยำเกรงอยู่ ความเป็นผู้มีความเคารพเป็นอาทินี้ เรียกว่า อาจาระ

พึงทราบอาจาระดังนี้ก่อน.

โคจร ๓

[ อุปนิสัยโคจร ]

ส่วนโคจรมี ๓ อย่าง คือ อุปนิสัยโคจร อารักขโคจร อุปนิพันธ-

โคจร ในโคจร ๓ อย่างนั้น อุปนิสัยโคจรเป็นไฉน ? กัลยาณมิตร

ผู้กอบด้วยคุณอันเป็นกถาวัตถุ ๑๐ ซึ่งเป็นที่บุคคลได้อาศัยแล้วย่อมฟัง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 41

สิ่งที่ยังไม่เคยฟัง ทำสิ่งเคยฟังแล้วให้แจ่มแจ้ง ข้ามความสงสัยเสีย

ได้ ทำความเห็นให้ตรง ทำจิตใจให้ผ่องใสได้ หรือบุคคลศึกษา

ตามกัลยาณมิตรใดอยู่ ย่อมเจริญด้วยศรัทธา ย่อมเจริญด้วยศีล

สุตะ จาคะ ปัญญา กัลยาณมิตรนี้เรียกว่า อุปนิสัยโคจร.๑

[ อารักขโคจร ]

อารักขโคจรเป็นไฉน ? ภิกษุในพระศาสนานี้ เข้าไปสู่ละแวก

บ้าน เดินไปตามถนน มีจักษุทอดลง มองดูชั่วแอก สำรวมไป ไม่

แลดูพลช้าง ไม่แลดูพลม้า ไม่แลดูพลรถ ไม่แลดูพลราบ ไม่แลดู

หญิง ไม่แลดูชาย ไม่แหงนดู ไม่ก้มดู ไม่เหลียวลอกแลกเดินไป

นี้เรียกว่า อารักขโคจร.๒

[ อุปนิพันธโคจร ]

อุปนิพันธโคจรเป็นไฉน ? อุปนิพันธโคจรได้แก่สติปัฏฐาน ๔ ซึ่ง

เป็นที่นำจิตเข้าไปผูกไว้ สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "(ถาม

ว่า) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อะไรเล่าเป็นโคจรของภิกษุ ? (ตอบว่า)

ธรรมที่เป็นวิสัยของบิดาของตน ธรรมนี้คืออะไร ? คือสติปัฏฐาน ๔๓

๑. มหาฎีกาแก้อรรถศัพท์นี้ว่า สีลาทีนํ คุณานํ อุปนิสฺสยภูโต โคจโร อุปนิสฺสยโคจโร

"โคจรอันเป็นที่เข้าอาศัยแห่งคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ชื่อว่าอุปนิสัยโคจร" แก้อย่างนั้นไม่

สมกับบาลี ในนั้นท่านแสดงว่า โคจร (คือกัลยาณมิตร) เป็นที่อาศัยของบุคคล บุคคลได้อาศัย

โคจรนั้นแล้วจึงได้อานิสงส์ เจริญด้วยสัทธาทิคุณ.

๒. มหาฎีกาแก้อรรถศัพท์นี้ว่า สติสงฺขาโต อารกฺขภูโตเอว โคจโร อารกฺขโคจโร "โคจร

อันเป็นอารักข์ กล่าวคือสตินั่นแล ชื่อว่าอารักขโคจร"

๓. สํ. มหาวาร. ๑๙/๑๙๘. มหาฎีกาแก้อรรถตรงนี้ว่า สโก เปตฺติโก วิสโยติ อตฺตโน ปิตุ

สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส สนฺตโก เตน ทิฏฺโฐ ทสฺสิโต จ วิสโย - "สามบทว่า สโก เปตฺติโก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 42

นี้เรียกว่าอุปนิพนธโคจร* ภิกษุเป็นผู้เข้าถึง เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วย

อาจาระนี้ด้วย ด้วยโคจรนี้ด้วย โดยนัยที่กล่าวมานี้ แม้เพราะเหตุนั้น

จึงเรียกว่า "อาจารโคจรสมฺปนฺโน" (ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอาจาระ

และโคจร)

ข้อว่า 'มีปกติเห็นเป็นภัยในโทษมาตรว่าเล็กน้อย' ความว่า

เป็นผู้มีกติเห็นเป็นภัยในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย อันต่างโดย

โทษเป็นต้นว่าเสขิยวัตรที่ไม่จงใจล่วงและจิตตุบาทที่เป็นอกุศล ข้อ

ว่า 'ย่อมสมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย' ความว่า ศีลอย่างใด

อย่างหนึ่งที่ต้องศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย ก็ถือศีลทั้งปวงนั้นด้วยดี

ศึกษาอยู่ ก็ในอธิการแห่งปาฏิโมกขสังวรศีลนี้ พึงทราบว่า

ปาฏิโมกขสังวรศีล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงโดยปุคคลาธิษฐาน-

เทศนาด้วยบทว่า ปาฏิโมกฺขสํวรสํวุโต เพียงบทเดียวนี้ ส่วนคำว่า

อาจารโคจรสมฺปนฺโน เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อทรงแสดง

ข้อปฏิบัติอันเป็นทางถึงพร้อมแห่งศีลนั้นทั้งหมดนั้นแก่ผู้ปฏิบัติ.

[ อินทริยสังวร ]

ส่วนอินทริยสังวรศีลนั้นใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดย

วิสโย ความว่า ธรรมอันเป็นสมบัติของบิดา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของตน เป็นวิสัยที่พระบิดา

นั้นทรงเห็นและทรงแสดงแล้ว"

พระบาลีนี้สำนวนฟังยาก คิดไม่เห็นว่าเหตุไรท่านจึงใช้สำนวนแบบนี้.

* ศัพท์นี้มหาฎีกาแก้ว่า กมฺมฏฺฐานสงฺขาโต จิตฺตสฺส อุปนิพนฺธนฏฺฐานภูโต โคจโร

อุปนิพนธฺโคจโร "โคจรอันเป็นที่เข้าไปผูกจิตไว้ กล่าวคือกัมมัฏฐาน ชื่อว่าอุปนิพันธโคจร"

โคจร ๓ ตามนัยนี้ เป็นคน ๑ คืออุปนิสสยโคจร ได้แก่กัยาณมิตร เป็นธรรม ๒ คือ

อารักขโคจร ได้แก่สติ อุปนิพันธโคจร ได้แก่กัมมัฏฐาน (สติปัฏฐาน).

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 43

นัยว่า "ภิกษุนั้นเห็นรูปด้วยจักษุ" ดังนี้เป็นอาทิ ในลำดับแห่งปาฏิ-

โมกขสังวรศีลนั้น พึงทราบวินิจฉัยในอินทริยสังวรศีลนั้นดังต่อไปนี้ : -

บทว่า ภิกษุนั้น ได้แก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น

คำว่าเห็นรูปด้วยจักษุ ความว่าเห็นรูปด้วยจักษุวิญญาณอันสามารถใน

การเห็นรูป ซึ่งได้โวหารจักษุ ด้วยอำนาจแห่งความเป็นเหตุ๑ จริง

อยู่ โบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า "จักษุย่อมไม่เห็นรูป เพราะ

จักษุไม่มีจิต แม้จิตก็ไม่เห็นรูป เพราะจิตไม่มีจักษุ แต่เมื่อทวาร

กับอารมณ์กระทบกันเข้า บุคคลย่อมเห็นรูปด้วยจิตมีจักษุประสาท

เป็นที่ตั้ง" ก็คำพูดเช่นนี้ชื่อว่า สสัมภารกถา เหมือนกถาในคำว่า ยิง

ด้วยธนู เป็นต้น๒ เพราะเหตุนั้น ความที่ว่า "เห็นรูปด้วยจักษุ-

วิญญาณ" นี้นั่นแหละ เป็นความหมายในคำว่า เห็นรูปด้วยจักษุนั้น

บทว่า น นิมิตฺตคฺคาหี ความว่า ย่อมไม่ถือเอานิมิตว่าหญิงหรือ

ชาย หรือนิมิตอันเป็นที่ตั้งแห่งกิเลสมีสุภนิมิตเป็นต้น ยั้งหยุดอยู่

๑. ตรงนี้เข้าใจยาก แม้ดูมหาฎีกาแล้วก็ยังไม่ง่ายขึ้น ดูเหมือนจะหมายความดังนี้ จักษุเป็น

เหตุให้เกิดผลคือการเห็นรูปขึ้น ถึงแม้ว่าต้องมีวิญญาณประกอบ การเห็นนั้นจึงจะสำเร็จก็ตาม

แต่วิญญาณเป็นเหตุสาธารณะอันไม่ปรากฏ ส่วนจักษุเป็นอสาธารณะที่ปรากฏ เพราะฉะนั้น พูด

เพียงว่า "เห็นด้วยจักษุ" ก็ซึมซาบกันดี เหมือนคำว่า "เสียงกลอง" กลองเป็นเหตุจำเพาะ

ให้เกิดผล คือเสียงกลอง ถึงแม้ว่าจะต้องมีคนตีหรือมีสิ่งอะไรมากระทบมันจึงจะเกิดเสียง แต่ว่า

พูดแต่ผลกับเหตุจำเพาะว่าเสียงกลอง เราก็เข้าใจซึมซาบดี ไม่จำต้องพูดให้หมดว่า "เสียงแห่ง

กลองอันเขาติแล้ว."

๒. สสัมภารกถา แปลว่าคำพูดมีสัมภาระ คือมีองค์ประกอบ จึงจะได้ความสมบูรณ์ เช่นคำว่า

ยิงด้วยธนู สัมภาระของคำนี้คือลูกธนู เพราะว่าถ้าไม่มีลูกธนู การยิงก็ไม่สำเร็จ แต่เมื่อยิงลูกธนู

ออกไปจากแล่งธนูเสร็จแล้ว ก็พูดว่า "ยิงด้วยธนู" เป็นอันรู้กันฉันใด คำว่าเห็นรูปด้วยจักษุ ก็

มีสัมภาระคือจักษุวิญญาณฉันนั้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 44

ในอาการสักว่าเห็นเท่านั้น บทว่า นานุพฺยญฺชนคฺคาหี ความว่า

ย่อมไม่ถือเอาอาการอันต่างโดยมือ เท้า ศีรษะ และการหัวเราะ การ

พูด การฉอเลาะ การแลเหลียวเป็นต้น ซึ่งได้โวหารว่าอนุพยัญชนะ

เพราะเป็นอนุพยัญชนะ คือเป็นเครื่องทำความปรากฏแห่งกิเลสทั้งหลาย

สิ่งใดเด่นอยู่ในสรีระนั้น ก็ถือเอาสิ่งนั้น (เป็นอารมณ์) เหมือนพระ

มหาติสสเถระผู้อยู่ในเจติยบรรพตฉะนั้น.

[ เรื่องพระมหาติสสเถระ ]

มีเรื่องเล่าว่า หญิงสะใภ้แห่งตระกูลคนใดคนหนึ่ง ทะเลาะกับสามี

ตกแต่งและประดับกายเสียสวย* ราวกะเทพกัญญา ออกจากอนุราธปุระ

แต่เช้าตรู่ เดินไปสู่เรือนญาติ ในระหว่างทางได้พบพระมหาติสสเถระ

นั้นผู้เดินจากเจติยบรรพตมาสู่อนุราธปุระ เพื่อเที่ยวบิณฑบาต เกิดมี

จิตวิปลาสหัวเราะดังขึ้น ฝ่ายพระเถระแลดูว่า นี่อะไร กลับได้

อสุภสัญญาในฟันของหญิงนั้น แล้วได้บรรลุพระอรหัต เพราะ

เหตุนั้น พระโบราณาจารย์จึงกล่าวไว้ (เป็นคาถา) ว่า

พระเถระเห็นฟันของหญิงนั้นแล้ว หวนระลึกถึง

* สุมณฺฑิตปสาธิตา มหาฎีกาแยกเป็น ๒ ศัพท์ และให้อรรถเป็น ๒ นัย นัยหนึ่งประดับ

กายด้วยเครื่องประดับต่าง ๆ อันเป็นอาหริมะ คือเป็นของนอกกาย นำเอาเข้ามาประดับ

(เช่นตุ้มหู แหวน) เรียกมัณฑนะ แต่งตัวเช่นอบกลิ่นเป็นต้น เรียกปสาธนะ อีกนัยหนึ่ง แต่ง

ด้วยเครื่องประดับเป็นปสาธนะ แต่งตัวเช่นแต้มปาก แต้มตา เป็นมัณฑนะ นัยหลังนี้ชอบด้วย

อาคตสถาน เพราะเครื่องประดับใหญ่ของท่านมหาอุบาสิกาวิสาขา ก็เรียกว่า มหาลดาปสาธนะ

ส่วนมัณฑนะ เป็นการแต่งร่างกายให้สวยขึ้น เช่นผัดหน้า แต่งคิ้ว ปาก เล็บ เป็นต้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 45

สัญญาเก่า* ท่านยืนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ได้บรรลุ

พระอรหัต.

ข้างฝ่ายสามีของนางเดินติดตามมา พบพระเถระเข้าจึงถามว่า

"ท่านผู้เจริญ ท่านเห็นหญิงบ้างหรือ ?" พระเถระกล่าว (เป็นคาถา)

กะเขาว่า

ฉันไม่ทราบว่าหญิงหรือชายเดินไปจากที่นี้

แต่ว่าร่างกระดูกนั่นกำลังเดินไปในทางใหญ่.

ในคำว่า ยตฺวาธิกรณเมนํ เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า ธรรม

ทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้นเหล่านั้น พึงไหลไปตาม คือพึงติดตาม

บุคคลนั้นผู้สำรวมจักขุนทรีย์ คือเป็นผู้มีจักษุทวารอันไม่ปิด ด้วย

บานประตูคือสติอยู่ เพราะเหตุใด คือเพราะเหตุแห่งการไม่สำรวม

จักขุนทรีย์อันใด ข้อว่า ย่อมปฏิบัติเพื่อกั้นจักขุนทรีย์นั้น ความว่า

ย่อมปฏิบัติเพื่อปิดจักขุนทรีย์นั้นด้วยบานประตูคือสติ ก็ภิกษุปฏิบัติ

อยู่อย่างนั้นนั่นแล ท่านกล่าวว่า ย่อมรักษาจักขุนทรีย์บ้าง ย่อมถึง

ความสำรวมในจักขุนทรีย์บ้าง.

ในคำว่า ถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์นั้น พึงทราบว่า อันที่

จริง ความสำรวมหรือไม่สำรวมก็ตาม ในจักขุนทรีย์หามีไม่ เพราะ

สติก็ดี ความหลงลืมสติก็ดี มิได้อาศัยจักษุประสาทเกิดขึ้น อนึ่ง ใน

* มหาฎีกาว่า พระเถระท่านได้เจริญอัฏฐิกัมมัฏฐานอยู่ก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น พอเห็น

ฟันของหญิงนั้น อัฏฐิกสัญญาก็เกิดขึ้นทันที และเพราะความที่ท่านชำนาญสัญญานั้น ร่างของหญิง

นั้นเลยปรากฏแก่ท่านเป็นร่างกระดูกไปทั้งร่าง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 46

เวลาที่รูปารมณ์มาสู่คลองจักษุ เมื่อภวังคจิตเกิดดับไปสองขณะ แล้ว

มโนธาตุอันเป็นกิริยาให้สำเร็จอาวัชชนกิจ (กิจคือการนึกหน่วงอารมณ์)

เกิดขึ้นแล้วดับไป แต่นั้นจักขุวิญญาณให้สำเร็จทัสสนกิจ (คือกิจการ

เห็น) เกิดขึ้นแล้วดับไป ต่อนั้นมโนธาตุอันเป็นวิบากให้สำเร็จ

สัมปฏิจฉันนกิจ (กิจคือการรับเอา) เกิดขึ้นแล้วดับไป ทีนั้นมโน-

วิญญาณธาตุซึ่งเป็นอเหตุกวิบากให้สำเร็จสันตีรณกิจ (กิจคือการตรึก

ตรอง) เกิดขึ้นแล้วดับไป ครั้นแล้วมโนวิญญาณธาตุซึ่งเป็นอเหตุก-

กิริยาให้สำเร็จโวฏฐัพพนกิจ (กิจคือการกำหนดเอา) เกิดขึ้นแล้วดับไป

ในลำดับนั้นชวนจิตจึงแล่นไป ความสำรวมหรือความไม่สำรวมก็ตาม

ในสมัยทั้งหลายแม้นั้น คือในภวังคสมัยก็ไม่มี ในบรรดาสมัยแห่ง

วิถีจิตมีอาวัชชนะเป็นต้นสมัยใดสมัยหนึ่งก็ไม่มีเลย แต่ทว่า ในขณะ

แห่งชวนจิต ถ้าความทุศีลก็ดี ความหลงลืมสติก็ดี ความไม่รู้ก็ดี

ความไม่อดทนก็ดี ความเกียจคร้านก็ดี เกิดขึ้นไซร้ ความไม่สำรวม

ก็มีขึ้น ก็ความไม่สำรวมที่มีขึ้นอย่างนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เพราะเหตุใร ? เพราะเหตุว่าเมื่อความ

ไม่สำรวมนั้นมีอยู่ แม้ทวารก็เป็นอันไม่ได้คุ้มครอง แม้ภวังคจิต

แม้วิถีจิตมีอาวัชชนะเป็นต้น ก็เป็นอันไม่ได้คุ้มครอง (ไปตามกัน)

เปรียบเหมือนอะไร ? เปรียบเหมือนเมื่อประตูพระนครทั้ง ๔ ด้าน อัน

บุคคลไม่ระวังแล้ว แม้ถึงภายในเรือน ซุ้มประตูและห้องเป็นต้น อัน

บุคคลระวังดีแล้ว ถึงอย่างนั้นสิ่งของภายในพระนคร ก็ชื่อ

ว่าเป็นอันไม่ได้รักษา ไม่ได้คุ้มครองอยู่นั่นเอง เพราะพวกโจรพึงเข้า

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 47

ไปทางประตูพระนครแล้ว ทำสิ่งที่ตนต้องการได้ ฉันใด เมื่อความ

ทุศีลเป็นต้นเกิดขึ้นในชวนจิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นความไม่สำรวม

นั้นมีอยู่ แม้ทวารก็ชื่อว่าเป็นอันไม่ได้คุ้มครอง ถึงภวังคจิต ถึงวิถีจิต

มีอาวัชชนะเป็นต้น ก็ชื่อว่าไม่ได้คุ้มครอง แต่เมื่อสังวรมีสีลสังวร

เป็นต้นเกิดขึ้นในชวนจิตนั้นแล้ว แม้ทวารก็เป็นอันได้คุ้มครอง ถึง

ภวังคจิต ถึงวิถีจิตมีอาวัชชนะเป็นต้น ก็เป็นอันได้คุ้มครองแล้ว เปรียบ

เหมือนอะไร ? เปรียบเหมือนเมื่อประตูพระนครอันบุคคลระวังดีแล้ว

ถึงแม้ภายในเรือนเป็นต้นเขาไม่ระวัง ถึงอย่างนั้นสิ่งของทั้งหมดใน

ภายในพระนคร ก็ชื่อว่าเป็นอันรักษาคุ้มครองดีแล้วทั้งนั้น เพราะเมื่อ

ประตูพระนครปิดแล้ว พวกโจรก็ไม่มีช่องทางที่จะเข้าไปได้ ฉันใด

เมื่อสังวรมีสีลสังวรเป็นต้นเกิดขึ้นในชวนจิต ก็ฉันนั้นเหมืนกัน แม้

ทวารก็เป็นอันคุ้มครองแล้ว ถึงภวังคจิต ถึงวิถีจิตมีอาวัชชนะเป็นต้น

ก็เป็นอันคุ้มครองแล้ว เพราะฉะนั้น ความสำรวมแม้เกิดขึ้นอยู่ใน

ขณะแห่งชวนะ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ความสำรวมในจักขุนทรีย์

นัยแม้ในข้อว่า ฟังเสียงด้วยหูเป็นต้น ก็ดุจนัยนี้เหมือนกัน ศีลที่

บรรยายมาอย่างนี้นี่ บัณฑิตพึงทราบโดยสังเขปว่า ชื่อว่าอินทรียสังวร-

ศีล อันมีความเว้นจากการถือเอานิมิตที่กิเลสติดตามเป็นอาทิในรูป

เป็นต้นเป็นลักษณะ.

[ อาชีวปาริสุทธิศีล ]

บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในอาชีวปาริสุทธิศีล ซึ่งกล่าวไว้ใน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 48

ลำดับแห่งอิทรียสังวรศีลต่อไป คำว่า "สิกขาบท ๖ ที่พระผู้มีพระ-

ภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นตัวการณ์"

ความว่า สิกขาบท ๖ ที่พระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติไว้อย่างนี้คือ "เพราะ

อาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นตัวการณ์ ภิกษุมีความปรารถนาลามก

อันความอยากครอบงำแล้ว พูดอวดอุตตริมนุสสธรรมอันไม่มีไม่เป็น

(ในตน) ต้องอาบัติปาราชิก เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะ

เป็นตัวการณ์ ภิกษุถึงความเป็นผู้ชักสื่อ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส เพราะ

อาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นตัวการณ์ ภิกษุพูดว่า "ภิกษุใด

อยู่ในวิหารของท่าน ภิกษุนั้นเป็นพระอรหันต์" ดังนี้ เมื่อเธอ

ปฏิญญาอยู่ ต้องอาบัติถุลลัจจัย เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะ

เป็นตัวการณ์ ภิกษุไม่เป็นไข้ ขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตน

ฉัน ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็น

ตัวการณ์ ภิกษุณีไม่เป็นไข้ ขอโภชนะอันประณีตเพื่อประโยชน์แก่ตน

ฉัน ต้องปาฏิเทสนียะ เพราะอาชีวะเป็นเหตุ เพราะอาชีวะเป็นตัว

การณ์ ภิกษุไม่เป็นไข้ ขอแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนฉัน

ต้องทุกกฎ" ดังนี้ เหล่านั้นใด (หมายเอา) สิกขาบท ๖ เหล่านี้.

ในคำทั้งหลายมีคำว่า ล่อลวง (กุหนา) เป็นต้น มีพระบาลี

ดังต่อไปนี้ :-

บรรดากิริยาเหล่านั้น ล่อลวงเป็นไฉน ? การเสแสร้งทำหน้าสยิ้ว

แสร้งทำหน้าเบ้ ล่อลวงเขาให้งงงวย ด้วยวิธีลวง กล่าวคือการแสร้ง

ปฏิเสธปัจจัยก็ดี ด้วยการพูดเลียบเคียงก็ดี การแสร้งวางท่าตั้งท่าแต่ง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 49

ท่า_______อิริยาบถให้งดงามก็ดี ของภิกษุผู้เห็นแก่ลาภสักการะและความสรร-

เสริญ มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำแล้ว นี้เรียกว่า

"ล่อลวง."*

บรรดากิริยาเหล่านั้น ป้อยอเป็นไฉน ? การพูดทักเขาก่อน

พูดโอ่ พูดเอาใจเขา พูดยกยอเขา พูดผูกพันเขา พูดคาดคั้นเขา พูด

ประจบเขา (พูด) ลดตัว พูด (เล่นปนจริง) เป็นแกงถั่ว (พูด

ประจ๋อประแจ๋) เป็นพี่เลี้ยงเด็ก อันใด ของภิกษุผู้เห็นแก่ลาภสักการะ

และความสรรเสริญ มีความปรารถนาลามก ถูกความอยากครอบงำ

แล้ว นี้เรียกว่า "ป้อยอ."

บรรดากิริยาเหล่านั้น ความเป็นผู้ทำใบ้เป็นไฉน ? การทำ

บุ้ยใบ้ บอกใบ้ พูดเคาะ พูดแคะไค้ พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม

* ตามมหานิเทศว่า กุหนวัตถุ (วิธีล่อลวง) มี ๓ คือ ๑. แสร้งปฏิเสธปัจจัย ๒. พูด

เลียบเคียง ๓. แสดงอิริยาบถให้น่าเลื่อมใส ในนิเทศแห่งกุหนานี้ ท่านก็กล่าวกุหนวัตถุไว้

ครบทั้ง ๓ นั้น มี "วา" นิบาตกำกับอยู่ด้วย แต่ในทางไวยากรณ์ ท่านทำรูปศัพท์ไว้ไม่เสมอกัน

คือกุหนวัตถุที่ ๑ ที่ ๒ ทำเป็นตติยาวิภัติ ส่วนกุหนวัตถุที่ ๓ เป็นปฐมาวิภัติ ถ้าจับไม่มั่นก็ชวนให้

แปลเขวไป ได้ยึดกุหนวัตถุ ๓ เป็นหลัก แปลไว้ตามนั้น โปรดพิจารณาให้ดีเถิด

อนึ่ง กุหนวัตถุที่ ๑ ตามคัมภีร์ของเรา (ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๘๒) เป็น ปจฺจยปฏิเสวน

ทั้งนั้น แต่คัมภีร์ของสีหลเป็น ปจฺจยปฏิเสธน พิจารณาดูความในมหานิเทศตลอดแล้ว เห็นว่า.....

ปฏิเสธน ถูก ท่านกล่าวไว้ชัดว่า ทายกนิมนต์รับปัจจัย ภิกษุก็อยากได้ แต่แสร้งปฏิเสธ คือไม่รับ

เพื่อให้เขาเห็นว่าเป็นผู้มักน้อย จะได้เกิดศรัทธาถวายของดี ๆ มาก ๆ ขึ้น และอ้อนวอนขอให้รับ

ให้จงได้ ในที่สุดก็รับ โดยแสร้งแสดงว่า เพื่ออนุเคราะห์ให้เขาได้บุญ แล้วต่อไปถวาย

เป็น

เล่มเกวียน ๆ ก็รับ ฯ ล ฯ ดังนี้ ในที่นี้จึงแปลเป็น "ปฏิเสธปัจจัย" ทุกแห่ง แต่เพราะมิใช่

ปฏิเสธจริง จึงเติมคำว่า แสร้ง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 50

แก่ชนเหล่าอื่นอันใด แห่งภิกษุผู้เห็นแก่ลาภสักการะและความสรรเสริญ

มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำแล้ว นี้เรียกว่า "ความ

เป็นผู้ทำใบ้."

บรรดากิริยาเหล่านั้น บีบบีงคับ (นิปฺเปสิกตา) เป็นไฉน ?

การด่าเขา การพูดข่มเขา การพูดติเขา พูดขับเขา พูดไล่เขา พูด

เย้ยเขา พูดหยันเขา พูดเหยียดเขา พูดหยามเขา พูดโพทะนา

เขา พูดขู่เข็ญเขา แห่งภิกษุผู้เห็นแก่ลาภสักการะและความสรรเสริญ

มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำ นี้เรียกว่า "บีบ

บังคับ."

บรรดากิริยาเหล่านั้น การหาลาภด้วยลาภเป็นไฉน ? ภิกษุ

เห็นแก่ลาภสักการะและความสรรเสริญ มีความปรารถนาลามก อัน

ความอยากครอบงำ ย่อมนำอามิสที่ตนได้แต่เรือนนี้ไปที่เรือนโน้น

หรือนำอามิสที่ตนได้ในที่โน้นมาในที่นี้ การใฝ่หา เสาะหา แสวงหา

อามิสด้วยอามิสเห็นปานนี้ นี้เรียกว่า "การหาลาภด้วยลาภ*."

* อภิ. วิ. ๓๕/๔๗๕. บาปธรรม ๕ ประการ คือ กุหนา ลปนา เนมิตฺติกตา นิปฺเปสิกตา

ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตา มีจุดประสงค์อย่างเดียวกัน คือให้ได้ซึ่งปัจจัย แต่โดยวิธีต่างกัน

คือกุหนา ลวงให้เขาหลงศรัทธาให้ปัจจัย ลปนา ใช้เล่ห์ลิ้นให้เขารักเขาสงสารให้ปัจจัย เนมิตฺติกตา

ใช้กิริยาวาจาบุ้ยใบ้เคาะแคะเขาจนเขาให้ นิปฺเปสิตา ทำหรือพูดให้เขากลัว ต้องยอมให้ ลาเภน

ลาภํ นิชิคึสนตา ได้อะไรเอามาฝากเขา ทำให้เขาเกรงใจต้องให้ตอบแทน

ปรปิฏฐิมํสิกตา เป็นอาการอย่างหนึ่งในหัวข้อ นิปฺเปสิกตา ข้าพเจ้าแปลเอาความว่าขู่เข็ญเขา

ในวิสุทธิมรรคนี้ท่านแก้อรรถบทนี้ไว้ว่า ความที่พูดดีต่อหน้าเขาแล้วลับหลังตั้งติเตียนเขา กิริยา

อย่างนี้เป็นเหมือนกับคนไม่สู้เขาซึ่งหน้า ลอบกัดเนื้อหลังข้างหลังเขา (ปรมฺมุขานํ ปิฏฺฐิขาทนํ)

คือท่านแก้ ปร เป็น ปรมฺมุข ตามนี้ดูทีจะต้องแปลว่าลอบกัด แต่ในมหาฏีกาแก้ไว้ว่า ปเรสํ

ปิฏฺฐิมํสํ ขาทนสีโล ปรปิฏฺฐิมํสิโก ตสฺส ภาโว ปรปิฏฺฐิมํสิกตา - ผู้มีปกติกัดเนื้อหลังของคนอื่น

นัยนี้ ปร คงเป็น ปร (คือคนอื่น) ตามนี้น่าจะได้กับคำพังเพยไทยว่า 'หากินบนหลังคน' เห็นเข้าที

จึงแปลเอาความว่าขู่เข็ญเขา.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 51

ก็อรรถาธิบายแห่งพระบาลีนี้พึงทราบดังต่อไปนี้ :-

[ กุหนานิเทศ ]

พึงทราบอรรถาธิบายในกุหนานิเทศก่อน ข้อว่าเห็นแก่ลาภ

สักการะและความสรรเสริญ ความว่า มุ่ง คือปรารถนาลาภด้วย

สักการะด้วย ชื่อเสียงด้วย บทว่า มีความปรารถนาลามก คือมีความ

ต้องการจะแสดงคุณอันไม่มี (ในตน) เพราะเหตุที่กุหนวัตถุ ๓ อย่าง

มาในมหานิเทศ ด้วยอำนาจการแสร้งปฏิเสธปัจจัย การพูดเลียบเคียง

และอาศัยอิริยาบถ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะแสดงกุหนวัตถุทั้ง ๓ อย่าง

นั้น ต่อไปนี้ท่านจึงเริ่มคำว่า ปจฺจยปฏิเสธเนน วา ดังนี้เป็นอาทิ

ในกุหนวัตถุทั้ง ๓ อย่างนั้น การทำให้เขางงงวยด้วยการที่เมื่อเขา

นิมนต์ด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น (ตนเอง) ก็เป็นผู้มีความต้องการด้วย

ปัจจัยนั้นแท้ ๆ แต่อาศัยความที่ปรารถนาลามก แสร้งห้ามเสียก็ดี

ด้วยการที่รู้ (ว่า) คฤหบดี (ทายก) เหล่านั้นมีศรัทธามั่นในตัว (ของ

เธอ) แล้ว พอเขาวอนว่า "พระคุณเจ้าช่างเป็นผู้มักน้อยเสียจริง

ไม่ต้องการรับอะไร ๆ เลย จะเป็นอันพวกข้าพเจ้าได้ดีเชียวละ หาก

พระคุณเจ้าจะพึงรับอะไร ๆ สักหน่อยหนึ่ง" ดังนี้แล้ว น้อมปัจจัยมีจีวร

เป็นต้นที่ประณีต ๆ เข้าไป (ถวาย) ด้วยอุบายวิธีต่าง ๆ อีก (เธอ)

แสร้งทำให้ปรากฏเป็นว่าใคร่จะอนุเคราะห์เขาเท่านั้น แล้วรับก็ดี เป็น

เหตุให้ต่อนั้นไป (เขา) น้อมเข้ามา (ถวาย) กระทั่งเป็นเล่มเกวียน ๆ

(ดังนี้) พึงทราบว่า (นี่เป็น) กุหนวัตถุ ที่นับว่าการแสร้งปฏิเสธ

ปัจจัย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 52

[ กุหนวัตถุเกี่ยวด้วยปัจจัย ]

จริงอยู่ แม้ในมหานิเทศท่านก็ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า "กุหนวัตถุที่

นับว่าการแสร้งปฏิเสธปัจจัยเป็นไฉน ? คฤหบดีทั้งหลายนิมนต์ภิกษุ

ในพระศาสนานี้ ด้วยจีวรบิณฑบาตเสนาสนะคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร

ทั้งหลาย เธอมีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำแล้ว

เป็นผู้มีความต้องการอยู่ แสร้งบอกคืนจีวร แสร้งบอกคืนบิณฑบาต

เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร เพราะอาศัยความใคร่จะให้ได้จีวร

ฯ ล ฯ เภสัชชบริขารมากขึ้น เธอกล่าวอย่างนี้ว่า "ประโยชน์อะไร

ของสมณะด้วยจีวรที่มีค่ามาก ข้อที่สมณะพึงเลือกหาผ้าที่เขาทิ้งแล้ว

จากป่าช้าบ้าง จากกองหยากเยื่อบ้าง จากตลาดบ้าง มาทำเป็นผ้า

สังฆาฏิครอง นั่นจึงควร ประโยชน์อะไรของสมณะด้วยบิณฑบาตที่

มีค่ามาก ข้อที่สมณะพึงเลี้ยงชีวิตด้วยก้อนข้าวที่ได้มาด้วยปลีแข้ง

โดยเที่ยวแสวงหาบิณฑบาตตามมีตามได้ นั่นจึงควร ประโยชน์อะไร

ของสมณะด้วยเสนาสนะที่มีค่ามาก ข้อที่สมณะพึงเป็นผู้อยู่ตามโคน

ไม้ หรืออยู่ในอัพโภกาส นั่นจึงควร ประโยชน์อะไรของสมณะด้วย

คิลานปัจจัยเภสัชชบริขารที่มีค่ามาก ข้อที่สมณะพึงทำน้ำยาด้วยน้ำมูตร

เน่าหรือด้วยชิ้นสมอ นั่นจึงควร" เพราะอาศัยเหตุนั้น เธอจึงแสร้ง

ครองจีวรที่ปอน แสร้งฉันบิณฑบาตที่ทราม แสร้งเสพเสนาสนะที่คร่ำ

แสร้งเสพคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารที่เลว คฤหบดีทั้งหลายเข้าใจเธอ

อย่างนี้ว่า "สมณะรูปนี้เป็นผู้มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่ระคนด้วยหมู่

ปรารภความเพียร มีปกติกล่าวะรรมขจัดกิเลส" ดังนี้ ย่อมนิมนต์เธอ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 53

ด้วยจีวร ฯ ล ฯ เภสัชชบริขารยิ่ง ๆ ขึ้น เธอแสร้งกล่าวอย่างนี้ว่า

"เพราะความพร้อมหน้าแห่งวัตถุ ๓ กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมได้บุญ

คือ เพราะความหน้างแห่งศรัทธา กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมได้บุญ

มาก เพราะความพร้อมหน้าแห่งไทยธรรม ฯ ล ฯ แห่งทักขิไณยบุคคล

ทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีศรัทธาย่อมได้บุญมาก* ศรัทธานี้ของท่านทั้งหลาย

มีอยู่แท้ด้วย ไทยธรรมก็มีพร้อมอยู่ด้วย ปฏิคาหกคืออาตมาก็มีอยู่ด้วย

ถ้าอาตมาจักไม่รับไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจักเป็นผู้คลาด

จากบุญไป อาตมาไม่มีความต้องการด้วยของนี้เลย แต่อาตมารับ

เพื่ออนุเคราะห์ท่านทั้งหลายเท่านั้น" ดังนี้ เพราะอาศัยเหตุนั้น เธอ

ก็รับจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชชบริขารแม้มาก ๆ

ความแสร้งทำหน้าสยิ้ว แสร้งทำหน้าเบ้ ล่อลวงเขาให้งงงวย เห็น

ปานนี้อันใด นี้ท่านเรียกว่า กุหนวัตถุที่นับว่าแสร้งปฏิเสธปัจจัย แล.

[ กุหนวัตถุเกี่ยวด้วยการพูดเลียบเคียง ]

ก็การทำให้เขางงงวยด้วยประการนั้น ๆ ด้วยวาจาแสดงการบรรลุ

อุตริมนุสสธรรม แห่งภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกนั่นแล พึงทราบ

ว่า เป็นกุหนวัตถุที่นับว่าการพูดเลียบเคียง เหมือนอย่างที่ท่านกล่าว

ไว้ว่า "ในวัตถุเหล่านั้น กุหนวัตถุที่นับว่าการพูดเลียบเคียงเป็นไฉน ?

ภิกษุลางรูปในพระศาสนานี้ มีความปรารถนาลามก อันความอยาก

ครอบงำ มีประสงค์จะให้ยกย่อง คิดว่า 'ชนจักยกย่องเราด้วยอาการ

* นี้กล่าวตามนัยพระบาลีติกังคุตตร หน้า ๑๙๐ สูตรที่ (๔๘๐) ๔๑.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 54

อย่างนี้' แล้วกล่าวาจาอิงอารยธรรม (คือ) พูดว่า "ภิกษุใดครองจีวร

เช่นนี้ ภิกษุนั้นเป็นสมณะมเหศักดิ์" กล่าวว่า "ภิกษุใดใช้บาตร

โอโลหะ กระบอกกรองน้ำ ผ้ากรองน้ำ กุญแจ ประคด รองเท้า

เช่นนี้ ๆ ภิกษุนั้นเป็นสมณะมเหสักข์" พูดว่า "พระอุปัชฌายะ พระ

อาจารย์ ภิกษุร่วมอุปัชฌายะ ภิกษุร่วมอาจารย์ ภิกษุผู้เป็นมิตร

ภิกษุผู้เป็นเกลอ ภิกษุผู้ชอบพอกัน ภิกษุผู้สหาย ของภิกษุใด เป็น

อย่างนี้ ๅ ภิกษุใดอยู่ในวิหาร โรงยาว ปราสาท เรือนโล้น คูหา

ที่เร้น กระท่อม เรือนยอด ป้อม โรงกลม ศาลายาว โรงประชุม

มณฑป โคนไม้ อย่างนี้ ๆ ภิกษุนั้นเป็นสมณะมเหสักข์" มิฉะนั้น

เธอแสดงอาการที่น่าเกลียดหนักเข้า หน้าด้านเข้า ลวงเขามากเข้า

พูดป้อยอช่ำเข้า ก็เสนอหน้าตัวเอง กล่าวถ้อยคำที่ลึกลับซับซ้อนซ่อน

เงื่อน เกี่ยวด้วยโลกุตตรธรรมและสุญญตา (พาดพิงตน) เช่นว่า

"สมณะผู้นี้ได้วิหารสมาบัติอันละเอียดเหล่านี้อย่างนี้ ๆ" การแสร้งทำ

หน้าสยิ้ว ทำหน้าเบ้ ล่อลวงให้เขางงงวยเช่นนี้อันใด นี้ท่านเรียกว่า

กุหนวัตถุที่นับว่าการพูดเลียบเคียง."

[ กุหนวัตถุเกี่ยวด้วยอิริยาบถ ]

ส่วนว่า การลวงเขาด้วยอิริยาบถ ซึ่งทำด้วยประสงค์จะให้เขา

ยกย่อง แห่งภิกษุผู้เป็นคนมีความปรารถนาลามกนั่นแล พึงทราบ

ว่า เป็นกุหนวัตถุอาศัยอิริยาบถ ดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า

"กุหนวัตถุที่นับว่าการวางท่าอิริยาบถ เป็นไฉน ? ภิกษุลางรูปใน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 55

พระศาสนานี้ มีความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำแล้ว

มีความประสงค์จะให้เขายกย่อง คิดว่า "ชนจักยกย่องเราด้วย

อาการอย่างนี้" แล้วแสร้งบรรจงเดิน บรรจงยืน บรรจงนั่ง บรรจง

นอน ตั้งท่าเดิน ตั้งท่ายืน ตั้งท่านั่ง ตั้งท่านอน ทำดังว่าเข้าสมาธิ

เดิน ดังว่าเข้าสมาธิยืน ดังว่าเข้าสมาธินั่ง ดังว่าเข้าสมาธินอน และ

เป็นผู้มักแสร้งเข้าฌานให้คนเห็น การวางท่า ตั้งท่า แต่งท่า

อิริยาบถ การแสร้งทำหน้าสยิ้ว ทำหน้าเบ้ ล่อลวงเขาให้งงงวย

เช่นนี้อันใด นี้เรียกว่า กุหนวัตถุที่นับว่าการวางอิริยาบถ."

ในบาลีแห่งกุหนานั้น บทว่า ปจฺจยปฏิเสธนสงฺขาเตน ความว่า

(ด้วยกุหนวัตถุ) อันบัณฑิตนับพร้อมอย่างนี้ ว่าการแสร้งปฏิเสธ

ปัจจัย หรือว่าด้วยการแสร้งปฏิเสธปัจจัยอันบัณฑิตกล่าวเรียก บทว่า

พูดเลียบเคียง ได้แก่พูดเฉียด (วัตถุที่ประสงค์) บทว่า อิริยาบถ

ประสงค์เอาอิริยาบถทั้ง ๔ บทว่า อฏฺฐปนา แปลว่า การตั้ง (ท่า)

ไว้ก่อน หรือการตั้ง (ท่า) โดยเอื้อเฟื้อ บทว่า ฐปนา คือการ

ที่ตั้ง (ท่า) บทว่า สณฺฐปนา คือการจัดแต่ง อธิบายว่า การทำ

ภาวะอันว่าเลื่อมใส บทว่า ภากุฏิกา คือการทำหน้าสยิ้ว อธิบายว่า

ทำหน้าย่น โดยแสดงภาวะของผู้ตั้งอยู่ในความเพียรอย่างเคร่งครัด

การทำหน้าสยิ้ว เป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่า

ภากุฏิก (ผู้มีการทำหน้าสยิ้วเป็นปกติ) ความเป็นแห่งภากุฏิก ชื่อว่า

ภากุฏิยํ (ความเป็นผู้มีการทำหน้าสยิ้วเป็นปกติ) บทว่า กุหนา

แปลว่าการลวง การประพฤติลวงออกไป ชื่อว่า กุหายนา ตวาม

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 56

เป็นแห่งบุคคลผู้ลวง ชื่อว่า กุหิตตฺตํ.

[ ลปนานิเทศ ]

พึงทราบอรรถาธิบายในลปนานิเทศต่อไป การที่ภิกษุเห็นคน

มาสู่วิหาร แล้วพูดขึ้นก่อนว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายมาเพื่อ

ต้องการอะไร จะนิมนต์ภิกษุหรือ ถ้าอย่างนั้น เชิญกลับเถิด อาตมา

จะพาภิกษุไปภายหลัง" ดังนี้ชื่อว่า อลปนา (ทัก) อีกนัยหนึ่ง

การที่ภิกษุเสนอตนเข้าไป พูดแบบชักเข้าหาตนว่า "อาตมาชื่อดิส

พระราชาทรงเลื่อมใสในอาตมา ราชมหาอำมาตย์โน้น ๆ ก็เลื่อมใส

ในอาตมา" อย่างนี้ก็ชื่อว่า อาลนปา (เสนอตัว) การที่ภิกษุ

ถูกถามแล้วพูดอย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น ชื่อว่า ลปนา (โอ่) การที่

ภิกษุกลัวพ่อเจ้าเรือนและแม่เจ้าเรือนทั้งหลายจะหน่ายแหนง พูด

อ่อนน้อมยอมให้โอกาสเขา ชื่อว่า สลฺลปนา (พูดเอาใจ) การพูด

ทำให้เขาสูงขึ้น (กว่าพื้นเพที่เขาเป็นอยู่) ว่า "ท่านกุฎุมพีใหญ่

ท่านนายเรือใหญ่ ท่านทานบดีใหญ่" ดังนี้ ชื่อว่า อุลฺลปนา

(พูดยก) การพูดทำให้เขาสูงไปเสียทุกอย่าง ชื่อว่า สมุลฺลปนา

(พูดยอ) การผูก คือมัดเขาด้วยวาจาว่า "ดูกรอุบาสกอุบาสิกา

ทั้งหลาย เมื่อก่อน ในกาลเช่นนี้ พวกท่านย่อมให้นวทาน* บัดนี้

ไม่ให้ดอกหรือ" ดังนี้ หนักเข้าจนพวกเขารับปากว่า "ท่านเจ้าข้า

พวกข้าพเจ้าจักให้ (เหมือนกัน) แต่บัดนี้ยังไม่ได้โอกาส" ดังนี้

* นวทาน การให้ของที่ผลิตใหม่ เช่นข้าวใหม่ ผลไม้สุกใหม่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 57

เป็นต้น ชื่อว่า อุนฺนหนา (พูดผูก) อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเห็นเขา

ถืออ้อยแล้ว ถามว่า "อุบาสกได้อ้อยมาแต่ไหน" เขาตอบว่า "แต่

ไร่อ้อย เจ้าข้า" ภิกษุถามว่า "อ้อยไร่นั้นหวานไหม" เขาตอบว่า

"เคี้ยวดูจึงจะรู้เจ้าข้า" ภิกษุจึงพูดว่า "อุบาสก อันจะพูดว่า ท่านจงให้

อ้อย (แก่อาตมา) ดังนี้ หาควรแก่ภิกษุไม่" ถ้อยคำผูกมัดของภิกษุผู้

แม้ (พูด) แก้ไปเช่นนี้อันใด ถ้อยคำนั้นก็ชื่อว่า อุนฺนหนา การพูด

ผูกแล้ว ๆ เล่า ๆ ทุกท่าทางไป ชื่อว่า สมุนฺนหนา (พูดพัน)

บทว่า อุกฺกาปนา อธิบายว่า การพูดปั้นขึ้นว่า "ตระกูลนี้รู้จักฉัน

ผู้เดียว ถ้าหากไทยธรรมเกิดขึ้นในตระกูลนี้ เขาย่อมจะให้แก่ฉัน

ผู้เดียว" อย่างนี้เรียกว่า อุกฺกปนา (พูดคาด) อธิบายว่า พูดจี้ ก็

ในอธิบายนี้ บัณฑิตควรเล่าเรื่องนางเตลกันทริกา (มาสาธก)*

การพูดคาดเขาไปเสียทุกอย่าง ชื่อว่า สมุกฺกาปนา (พูดคั้น)

การพูดพร่ำทำให้เขารักไปท่าเดียว ไม่ต้องแลเหลียวว่าควรแก่สัจจะ

หรือควรแก่ธรรมะ (หรือไม่) ชื่อว่า อนุปฺปิยภาณิตา (ความเป็น

ผู้พูดประจบ) ความประพฤติตนต่ำ คือความประพฤติวางตนไว้ต่ำ ๆ

ชื่อว่า จาฏุกมฺยตา (ลดตัว) ความเป็นผู้เป็นเช่นกับแกงถั่ว ชื่อว่า

มุคฺคสูปตา เหมือนอย่างถั่ว เมื่อต้มมันไป มันย่อม (มีที่) ไม่สุก

บ้างเล็กน้อย นอกนั้นสุก ฉันใด ในคำพูดของบุคคลใด คำจริงมีเพียง

เลํกน้อย นอกนั้นเป็นคำพล่อย ๆ (ทั้งสิ้น) ก็ฉันนั้น บุคคลนี้ท่าน

เรียกว่า มุคฺคสูป (คนเหมือนแกงถั่ว) ภาวะแห่งคน มุคฺคสูป

* พึงดูเรื่องนี้ในมหาฎีกา ๑/๘๑

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 58

นั้น ชื่อว่า มุคฺคสูปตา ความเป็นพี่เลี้ยง ชื่อว่า ปาริภฏฺยตา

อธิบายว่า ก็ภิกษุใดเลี้ยงดู คืออุ้มชูเด็กในสกุล ด้วยสะเอวบ้าง ด้วย

คอบ้าง ราวกะหญิงพี่เลี้ยงเด็ก การกระทำของภิกษุผู้เลี้ยงเด็กนั้น

ชื่อว่า ปาริภฏฺย ความเป็นแห่งปาริภฏฺย ชื่อว่า ปาริภฏฺยตา ฉะนี้.

[ เนมิตติกตานิเทศ ]

พึงทราบอรรถาธิบายในเนมิตติกตานิเทศต่อไป กายกรรมและ

วจีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง อันยังความหมายรู้ในอันให้ปัจจัย (แก่ตน)

ให้เกิดแก่คนอื่น ๆ ชื่อว่า นิมิตฺตํ (บุ้ยใบ้) การที่ภิกษุเห็นเขาถือ

ขาทนียะเดินไป จึงทำนิมิตโดยนัยว่า "ท่านทั้งหลายได้ของเคี้ยว

อะไรมา" ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า นิมิตฺตกมฺมํ (บอกใบ้) การพูด

เกี่ยวด้วยปัจจัย ชื่อว่า โอภาโส (พูดเคาะ) การที่ภิกษุเห็นเด็ก

เลี้ยงโคแล้วแสร้งถามว่า "ลูกโคเหล่านี้เป็นลูกโคนมหรือลูกโคเปรียง"

เมื่อเขาตอบว่า "ลูกโคนมเจ้าข้า" แล้วทำโอภาสมีอันพูดแคะได้โดย

นัยว่า "ไม่ใช่ลูกโคนมกระมัง ถ้าเป็นลูกโคนม พวกภิกษุคงได้นมสด

บ้าง" ดังนี้เป็นต้น จนเด็กเหล่านั้นต้องไปบอกบิดามารดาให้ถวายนมสด

(แก่เธอ) เป็นอาทิ ชื่อว่า โอภาสกมฺมํ (พูดแคะได้) การพูด

เฉียด (วัตถุที่ประสงค์) ชื่อว่า สามนฺตชปฺปา (การพูดเลียบเคียง)

ก็ในบทนี้ควรจะเล่าเรื่องภิกษุชีต้น (มาสาธก)

ได้ยินว่า ภิกษุชีต้นใคร่จะฉันอาหาร จึงเข้าไปสู่เรือน (ของ

อุปฐายิกา) แล้วนั่งลง หญิงแม่เรือนเห็นภิกษุนั้นแล้ว ไม่ยาก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 59

จะให้ จึงเสพูดว่า "ข้าวสารไม่มี" ทำทีจะไปหาข้าวสาร ไปสู่เรือน

ของคนที่คุ้นเคยกันเสีย ภิกษุเข้าไปในห้องมองดูไป พบท่อนอ้อย

ที่ซอกประตู เห็นน้ำอ้อยงบในภาชนะ เห็นปลาแห้งในตระกร้า เห็น

ข้าสารในหม้อ เห็นเรียงในกระออมแล้วออกมานั่งอยู่ หญิง

แม่เรือน (กลับ) มาถึง แสร้งบอกว่าไม่ได้ข้าวสาร ภิกษุก็พูดขึ้นว่า

"อุบาสิกา ฉันเห็นลางก่อนแล้ว รู้ว่าวันนี้ภิกษาจักไม่สำเร็จ" หญิง

แม่เรือนถามว่า "ลางอะไร เจ้าข้า" ภิกษุว่า "ฉันเห็นงูคล้าย

ท่อนอ้อยที่เก็บไว้ซอกประตู คิดจะตีมัน มองดูไปก็เห็นพังพานซึ่ง

คล้ายกับปลาแห้งที่เก็บไว้ในตะกร้า อันงูนั้นมันถูกประหารด้วยก้อนหิน

และก้อนดิน ซึ่งคล้ายก้อนน้ำอ้อยงบที่วางไว้ในภาชนะ ทำ (แผ่) ขึ้น

เมื่อมันจะกัดก้อนดินนั้น ก็เห็นเขี้ยวของมันคล้ายเมล็ดข้าสารในหม้อ

พอเคืองจัด (ก็เห็น) น้ำลายเจือด้วยพิษที่ออกจากปากของมัน

คล้ายกับเปรียงที่ใส่ไว้ในกระออม" หญิงแม่เรือนนั้นเห็นว่าไม่อาจ

จะลวงคนหัวโล้นได้ จึงถวายอ้อยแล้วหุงข้าวถวายพร้อมกับเปรียง

น้ำอ้อยงบและปลา ฉะนี้แล การพูดเฉียดอย่างนี้ พึงทราบว่า สามนฺต-

ชปฺปา (พูดเลียบเคียง) พูดล้อมไปล้อมมาเอาจนได้ปัจจัยนั้น ชื่อว่า

"ปริกถา" (พูดหว่านล้อม).

[ นิปเปสิกตานิเทศ ]

พึงทราบอรรถาธิบายในนิปเปสิกตานิเทศต่อไป บทว่า อกฺ-

โกสนา ได้แก่การด่าด้วยวัตถุสำหรับด่า ๑๐ อย่าง บทว่า วมฺภนา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 60

ได้แก่พูดข่ม บทว่า ครหนา ได้แก่การพูดใส่ร้ายเขา โดยนัยว่า เขา

เป็นคนไม่มีศรัทธา เป็นคนไม่เลื่อมใส เป็นต้น บทว่า อุกฺเขปนา

คือขับเขาด้วยวาจา "ท่านอย่าพูดอย่างนี้ในที่นี้" การขับเขาอ้างเรื่อง

อ้างเหตุทุก ๆ อย่าง ชื่อว่า สมุกฺเขปฺนา (การพูดไล่เขา) อีกอย่างหนึ่ง

การที่เห็นเขาไม่ให้แล้วแสร้งพูดยกเขาว่า "โอ ท่านทานบดี" ดังนี้

ชื่อว่า อุกฺเขปนา (ประชด) ยกหนักขึ้นไปว่า "โอ ท่านมหาทานบดี"

ดังนี้ ชื่อว่า สมุกฺเขปนา บทว่า ขีปนา คือพูดเย้ย อย่างนี้ว่า "นี่

อย่างไร ชีวิตของผู้บริโภคผักละ" บทว่า สงฺขิปนา คือพูดเย้ยให้

วิเศษยิ่งขึ้นอย่างนี้ว่า "ท่านทั้งหลายจะเรียกท่านผู้นี้ซึ่งให้คำว่าไม่มี แก่

ชนทั้งปวงตลอดกาลเป็นนิตย์ ว่าไม่ใช่ทายกได้อย่างไร" บทว่า ปาปนา

ได้แก่เหยียดเขาว่าไม่ใช่ทายก หรือกดเขาให้เสียหาย การพูดเหยียด

เขาไปหมดทุกอย่าง ชื่อว่า สมฺปาปนา (หยาม) บทว่า อวณฺณ-

หาริกา ความว่า การนำความเสียหายจากเรือน (นี้) ไปสู่เรือน

(โน้น) จากบ้าน (นี้) ไปสู่บ้าน (โน้น) จากชนบท (นี้) ไปสู่

ชนบท (โน้น) ด้วยคิดว่า "เขาจะต้องให้ (ปัจจัย) แก่เรา เพราะกลัว

ความเสียหายอย่างนี้" บทว่า ปรปิฏฺฐมํสิกตา ได้แก่ความเป็นผู้พูด

คำหวานต่อหน้า พูดนินทาลับหลัง ก็ความเป็นเช่นนั้น เป็นดุจการที่

เมื่อบุคคลไม่อาจสู้หน้าเขา กัดเนื้อหลังเขาข้างหลัง เพราะเหตุนั้น จึง

เรียกว่า ปรปิฏฺฐิมํสิกตา คำว่า อยํ วุจฺจติ นิปฺเปสิกตา ความว่า

กิริยามีการด่าเป็นอาทินี้นั้น ท่านกล่าวว่า ชื่อว่า นิปฺเปสิกตา เพราะ

กวาดล้างความดีของคนอื่นให้เสียไป ราวกะกวาดด้วยไม้กราดซี่ไม้ไผ่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 61

อีกนัยหนึ่ง เพราะเป็นการบดป่นความดีของคนอื่นแสวงหาลาภ เหมือน

บดคันธชาตหาของหอมฉะนั้น.

[ ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตานิเทศ ]

พึงทราบอรรถาธิบายในนิเทศแห่ง ลาเภน ลาภํ นิชิคึสนตา

ต่อไป การแสวงหา ชื่อว่า นิชิคึสนตา คำว่า อิโต ลทฺธํ คือได้

แต่เรือนนี้ บทว่า อมุตฺร คือที่เรือนโน้น บทว่า เอฏฺฐิ ได้แก่

ความใฝ่หา บทว่า คเวฏฺฐิ ได้แก่การเสาะหา บทว่า ปริเยฏฺฐิ

ได้แก่การแสวงหา ก็ในนิเทศนี้ บัณฑิตพึงกล่าวเรื่องของภิกษุผู้ให้

ภิกษาที่ได้ ๆ ตั้งแต่แรกแก่กุลทารกในสกุลนั้น ๆ (แล้วได้ปัจจัย

ตอบแทนเรื่อยมา) ในที่สุดได้ขีรยาคูไป (เป็นนิทัสนะ) บทว่า

เอสนา เป็นต้น เป็นไวพจน์ของบทว่า เอฏฺฐิ เป็นต้นนั่นเอง เพราะ

เหตุนั้น พึงทราบโยชนาในบทเหล่านี้ว่า บทว่า เอฏฺฐิ คือ เอสนา

บทว่า คเวฏฺฐิ ก็คือ คเวสนา บทว่า ปริเยฏฺฐิ ก็คือ ปริเยสนา

ดังนี้

ความที่กล่าวมานี้เป็นอรรถาธิบายแห่งบาปธรรมทั้งหลายมีกุหนา

เป็นต้น.

บัดนี้พึงทราบว่า ในคำว่า เอวมาทีนญฺจ ปาปธมฺมานํ นั้น

ถือเอาบาปธรรมเป็นอเนก ที่ตรัสไว้ในพรหมชาลสูตร โดยนัยว่า

"อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่าสมณพราหมณ์ผู้เจริญพวกหนึ่ง

บริโภคโภชนะที่ทายกถวายด้วยศรัทธาแล้ว ย่อมเลี้ยงชีวิตโดย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 62

มิจฉาชีพ ด้วยติรัจฉานวิชาเช่นนี้ ติรัจฉานวิชานี้คืออะไรบ้าง

ติรัจฉานวิชาคือ องฺคํ วิชาทำนายอังคาพยพ นิมิตฺตํ วิชาทำนายลาง

อุปฺปาตํ ทำนายอุบาต สุปินํ ทำนายฝัน ลกฺขณํ ทำนายลักษณะ

มูสิกจฺฉินฺนํ ทำนายรอยหนูกัดผ้า อคฺคิโหมํ วิธีบูชาเพลิง ทพฺพิ-

โหมํ วิธีบังหวนควัน" ดังนี้เป็นต้นด้วย.

มิจฉาชีวะที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งการละเมิดสิกขาบท ๖ ที่ทรง

บัญญัติเพราะอาชีพเป็นเหตุเหล่านี้ก็ดี ด้วยอำนาจแห่งบาปธรรมทั้ง

หลายมีอาทิอย่างนี้ คือการลวง การป้อยอ การขู่เข็ญ และการแสวง

หาลาภด้วยลาภเหล่านี้ก็ดีอันใด การงดเว้นจากมิจฉาชีวะทุกประการ

นั้นใด อันนี้ชื่อว่า อาชีวปาริสุทธิศีล ฉะนี้แล.

ความแห่งคำในคำว่า อาชีวปาริสุทธิศีลนั้น ดังนี้ ชนทั้งหลาย

ย่อมอาศัยสิ่งนั้นเป็นอยู่ เหตุนั้น สิ่งนั้นจึงชื่อว่าอาชีวะ สิ่งนั้นได้แก่

อะไร ? สิ่งนั้นได้แก่ความพยายามในการแสวงหาปัจจัย ความหมดจด

ชื่อว่าปาริสุทธิ ความหมดจดแห่งอาชีวะ ชื่อว่าอาชีวปาริสุทธิ.

[ ปัจจยสันนิสิตศีล ]

ส่วนปัจจยสันนิสิตศีล ที่กล่าวไว้ในลำดับแห่งอาชีวปาริสุทธิศีล

นั้นใด พึงทราบอรรถาธิบายในปัจจยนิสิตศีลนั้น ดังต่อไปนี้ : -

[ แก้บทจีวร ]

คำว่า พิจารณาโดยแยบคาย ความว่า พิจารณา คือรู้

เล็งเห็น โดยอุบาย คือโดย (ถูก) ทาง แท้จริง การเล็งเห็น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 63

ซึ่งกล่าวไว้โดยนัยว่า เพื่อบำบัดความหนาว เป็นต้นนั่นเอง บัณฑิต

พึงทราบว่า ชื่อว่า พิจารณาโดยแยบคาย ในที่นี้ ในบท

เหล่านั้น บทว่า จีวร ได้แก่บรรดาผ้ามีอันตรวาสกเป็นต้น ผืนใด

ผืนหนึ่ง บทว่า เสพเฉพาะ คือใช้สอย ได้แก่นุ่งหรือห่ม คำว่า

ยาวเทว เป็นคำนิยมกำหนดเขตแดนแห่งประโยชน์ จริงอยู่ ประโยชน์

ในการใช้จีวรของพระโยคีก็มีเท่านี้เอง นี้คืออะไร คือประโยชน์ว่า

เพื่อจะบำบัดหนาวเป็นต้น หายิ่งไปกว่านี้ไม่ คำว่าความหนาว ได้แก่

ความหนาวอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งความกำเริบแห่งธาตุภายในก็ดี ด้วย

อำนาจความแปรเปลี่ยนแห่งฤดูภายนอกก็ดี อย่างใดอย่างหนึ่ง บทว่า

ปฏิฆาตาย แปลว่า เพื่อบำบัด คือเพื่อบรรเทาเสียซึ่งความหนาว

นั้น อย่างที่มันจะไม่ยังอาพาธให้เกิดขึ้นในสรีระได้ เพราะว่าเมื่อสรีระ

ถูกความหนาวเบียนเอาแล้ว ภิกษุมีจิตกระสับกระส่าย ย่อมไม่อาจ

จะตั้งความเพียรโดยแยบคายได้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง

ได้ทรงอนุญาตว่า พึงใช้จีวรเพื่อบำบัดความหนาวได้ นัยนี้พึงทราบ

ในประโยชน์ที่เหลือทั้งปวง เพราะในอธิการนี้ได้กล่าวไว้สิ้นเชิงแล้ว

บทว่า ความร้อน คือความร้อนแห่งไฟ บัณฑิตพึงทราบแดนเกิด

แห่งความร้อนนั้น ในเพราะไฟป่าเป็นต้น.

ส่วนในประชุมบทว่า ฑํสมกสวาตาตปสิรึสปสมฺผสฺสานํ นั้น

พึงทราบอรรถาธิบายดังต่อไปนี้ บทว่า ฑํสา แปลว่าเลือบ บาง

อาจารย์ว่า แมลงวันหัวเขียวก็มี บทว่า มกสา แปลว่ายุงนั่นเอง

บทว่า วาตา ได้แก่ลมทั้งหลาย อันต่างโดยเป็นลมเจือฝุ่นและลม

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 64

ไม่เจือฝุ่นเป็นต้น บทว่า อาตโป คือแดด สัตว์ที่เสือกคลานไป

ทุกชนิด ชื่อว่า สิรึสป ได้แก่สัตว์จำพวกตัวยาวมีงูเป็นต้น สัมผัส

ของสัตว์เหล่านั้นมี ๒ อย่าง คือ สัมผัสด้วยอาการกัดเอา ๑ สัมผัสด้วย

การถูกต้องเอา ๑ สัมผัส ๒ อย่างนั้น หาเบียดเบียนภิกษุผู้ห่มจีวร

นั่งอยู่ได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ในที่เช่นนั้น ภิกษุจึงเสพจีวรเพื่อประ-

โยชน์แก่การบำบัดสัมผัสเหล่านั้น การกล่าวคำว่า ยาวเทว นี้อีก

ก็เพื่อแสดงการกำหนดเขตแดนแห่งประโยชน์ที่แน่ แท้จริงการปกปิด

อวัยวะที่ยังความละอายให้กำเริบ เป็นประโยชน์ประจำ ประโยชน์

นอกนี้ย่อมมีในกาลลางครั้งลางคราว คำว่า หิริโกปินํ ในบท

หิริโกปินปฏิจฺฉาทนตฺถํ นั้น หมายเอาที่แคบ ๆ นั้น จริงอยู่ เมื่อ

อวัยวะใด ๆ อันบุคคลเปิดเข้า ความละอายย่อมกำเริบ คือย่อม

เสียไป อวัยวะนั้น ๆ ท่านเรียกว่า หิริโกปินะ เพราะเป็นที่ยังความ

ละอายให้กำเริบ ความแห่งบทนั้นว่า เพื่อปกปิดเสียซึ่งอวัยวะหิริ-

โกปินะนั้นแล เพราะเหตุนั้น (ปาฐะจึงควรเป็น) หิริโกปินปฏิจฺ-

ฉาทนตฺถํ (แต่) ปาฐะว่า หิริโกปินํ ปฏิฉาทนตฺถํ ก็มี.

[ แก้บทบิณฑบาต ]

บทว่า บิณฑบาต ได้แก่อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาหาร

อย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า บิณฑบาต เพราะอาหารนั้นตกลงใน

บาตรของภิกษุโดยการภิกขาจาร อีกนัยหนึ่ง ความตกลงแห่งก้อนข้าว

ทั้งหลาย อธิบายว่าความประชุมกัน ความรวมกันแห่งภิกษาทั้งหลาย

ที่ภิกษุได้แล้วในที่นั้น ๆ ชื่อว่า บิณฑบาต บทว่า เนว ทวาย คือ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 65

เพื่อทวะ อธิบายว่า มุ่งจะเล่นเช่นดังทารกทั้งหลายมีคามทารกเป็นต้น

หามิได้ บทว่า น มทาย คือเพื่อทมะ อธิบายว่า มุ่งมัวเมาใน

กำลังกาย และมุ่งมัวเมาในความเป็นผู้ชาย๑ เช่นดังพวกนักมวยเป็นต้น

หามิได้ บทว่า น มณฺฑนาย คือเพื่อมัณฑนะ อธิบายว่า

มุ่งทำภาวะคือการทำอวัยวะใหญ่น้อยให้อิ่มเอิบ เช่นดังหญิงชาววัง และ

หญิงแพศยาเป็นต้นหามิได้ บทว่า น วิภูสนาย คือเพื่อวิภูสนะ

อธิบายว่า มุ่งความมีฉวีวรรณสดใส เช่นดังตัวละครและตัวระบำเป็นต้น

หามิได้.๒

อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบว่าใน ๔ บทนั้น บทว่า เนว ทวาย นั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเพื่อละความเป็นอุปนิสัยแห่งโมหะ บทว่า น

มทาย นั้น ตรัสเพื่อละความเป็นอุปนิสัยแห่งโทสะ สองบทว่า น

มณฺฑนาย น วิภูสนาย นั้น ตรัสเพื่อละความเป็นอุปนิสัยแห่งราคะ

อนึ่ง สองบทว่า เนว ทวาย น มทาย นี้ ตรัสเพื่อกันความ

๑. โปริสมท มหาฎีกาแก้ว่า ได้แก่ปุริสมานะ คือถือตัวว่าเป็นลูกผู้ชาย ลางอาจารย์ว่าได้แก่

ราคะอันอาศัยความสามารถในการเสพอสัทธรรมนั่นเอง เรียกว่า โปริสมทะ.

๒. ตอนแก้ เนว ทวาย ฯ เป ฯ นี้ ท่านแก้รูปเดียวกันทุกบท คือ ทวาย เป็น ทวตฺถํ, มทาย

เป็น มทตฺถํ, มณฺฑนาย เป็นมณฺฑนตฺถํ, วิภูสนาย เป็น วิภูสนตฺถํ. แล้วก็มีไขด้วยประโยค

วุตฺตํ โหติ ทุกบท ไขนั้นเห็นได้ว่าไขบททั้ง ๔ โดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อแปลบททั้ง ๔ แล้ว ก็จะต้อง

แปลคำไขต่อทันที คือท่านต้องการขยายความเฉพาะบทที่ประสงค์ แปลบทนั้นแล้วก็แปล วุตฺตํ

โหติ เลย เสร็จแล้วจึงมาเรื่องที่เกี่ยวกับบทนั้นทีหลัง.

มหาฎีกาท่านแก้เห็นได้ว่า บทตั้งกับคำไขอยู่ในประโยคเดียวกัน ดังนี้ สหสา กิริยาปิ

ทวาติ วุจฺจติ ตโต วิเสสนตฺถํ ทวตฺถํ กีฬานิมิตฺตนฺติ วุตฺตํ โหตีติ อาห แปลว่า แม้กิริยาลุกลน

ก็เรียกว่า ทวะ เพื่อจะให้ต่างกัน ท่านจึงกล่าวว่า เพื่อทวะ อธิบายว่า มุ่งจะเล่น ดังนี้.

ในที่นี้แปลตามมหาฎีกา ด้วยเห็นว่าชอบด้วยหลักไวยากรณ์และสัมพันธ์.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 66

เกิดขึ้นแห่งสังโยชน์สำหรับตน สองบทว่า น มณฺฑนาย น วิภูสนาย

นี้ ตรัสเพื่อกันความเกิดขึ้นแห่งสังโยชน์สำหรับคนอื่นด้วย อนึ่ง การ

ละอโยนิโสปฏิบัติ และกามสุขัลลิกานุโยค ก็เป็นอันตรัสด้วยบททั้ง ๔

นั้นด้วย.

บทว่า ยาวเทว มีอธิบายดังกล่าวแล้วนั้นแล บทว่า อิมสฺส

กายสฺส คือแห่งรูปกายอันประกอบด้วยมหาภูต ๔ นี้ บทว่า  ิติยา

คือเพื่อตั้งอยู่โดยต่อเนื่องกันไป บทว่า ยาปนาย คือเพื่อความไม่

ขาดสายแห่งความเป็นไป หรือเพื่อตั้งอยู่ตลอดกาลนาน จริงอยู่ ภิกษุ

นี้ย่อมเสพบิณฑบาตเพื่อความตั้งอยู่แห่งกาย และเพื่อความเป็นไปได้

เหมือนเจ้าของเรือนชำรุดค้ำเรือน และเหมือนพ่อค้าเกวียนหยอดเพลา

เกวียนฉะนั้น หาใช่เพื่อเล่น เพื่อเมา เพื่อตกแต่งและประเทืองผิวไม่

อีกนัยหนึ่ง พึงทราบว่า คำว่า  ิติ นี้ เป็นชื่อของชีวิตินทรีย์

เพราะเหตุนั้น ด้วยคำว่า อิมสฺส กายสฺส  ิติยา ยาปนาย เพียง

เท่านี้ จึงมีคำอธิบายว่า "เพื่อยังชีวิตินทรีย์แห่งกายนี้ให้เป็นไป"

ดังนี้ก็ได้.

บทว่า วิหึสุปรติยา มีวินิจฉัยว่า ความหิว ชื่อวิหึสา เพราะ

อรรถว่าทำให้ป่วย แท้จริง ภิกษุนี้เสพบิณฑบาตเพื่อระงับความหิวนั้น

เหมืนคนเป็นแผลทายารักษาแผล และคนไข้ ในเมื่อเกิดอาการร้อน

และหนาวเป็นต้น ก็กินยาแก้อาการฉะนั้น บทว่า พฺรหฺมจริยา-

นุคฺคหาย คือเพื่ออนุเคราะห์สาสนพรหมจรรย์ทั้งสิ้น และมรรค

พรหมจรรย์ด้วย จริงอยู่ ภิกษุนี้ เมื่ออาศัยกำลังกาย (อันเกิดมี)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 67

เพราะการเสพบิณฑบาตเป็นปัจจัย ปฏิบัติไปเพื่อข้ามภพกันดาร โดย

ประกอบเนือง ๆ ในสิกขา ๓ ชื่อว่าย่อมเสพ (บิณฑบาต) เพื่อ

อนุเคราะห์พรหมจรรย์ เสมือน (คู่ภริยาสามี) ผู้มีความต้องการข้าม

ทางกันดาร (จำใจ) บริโภคเนื้อบุตร เสมือนคนผู้ต้องการข้ามแม่น้ำ

อาศัยแพ และเสมือนคนผู้ต้องการข้ามทะเลอาศัยเรือ ฉะนั้น.

ข้อว่า อิติ ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหงฺขามิ นวญฺจ เวทนํ น

อุปฺปาเทสฺสามิ มีอรรถธิบายว่า "ภิกษุคิดว่า 'ด้วยประการนี้ คือ

ด้วยการเสพบิณฑบาตนี้ เราจักกำจัดเวทนาคือความหิวแต่เก่าก่อนเสีย

ได้ด้วย จักยังไม่เวทนาใหม่ อันมีการบริโภคเกินประมาณเป็นปัจจัย

ให้เกิดขึ้น เหมือนดังพราหมณ์อาหรหัตถกะ พราหมณ์อลังสาฏกะ

พราหมณ์ตัตถวัฏฏกะ พราหมณ์กากมาสกะ พราหมณ์ภุตตวมิตกะ

คนใดคนหนึ่งด้วย๑ ดังนี้ เสพ (บิณฑบาต) ดังคนไข้เสพเภสัช

๑. มหาฎีกาว่า ชื่อพราหมณ์ ๕ คนนี้ ไม่ใช่ชื่อตัว เป็นฉายา พราหมณ์ ๕ ล้วนแต่

เป็นคนกินจุเกินประมาณทั้งนั้น

คนหนึ่ง กินมากจนลุกไม่ไหว ต้องให้คนอื่นช่วยฉุดมือจึงลุกขึ้นได้ คำขอร้องให้ช่วยฉุดมือนี้ว่า

"อาหร หตฺถํ" เพราะฉะนั้น พราหมณ์ผู้นี้จึงได้ฉายาว่า "อาหรหัตถกะ" (ตาพราหมณ์

"ฉุดมือที")

คนหนึ่ง กินแล้วลุกขึ้นเองได้ แต่ว่าท้องกางเกินขนาด ไม่อาจนุ่งผ้าได้ (เพราะมือโอบท้อง

ตัวไม่หุ้ม) จึงได้ฉายาว่า "อลังสาฏกะ" (ตาพราหมณ์ "อย่าผ้า")

คนหนึ่ง กินแล้วลุกไม่ไหว เลยนอนกลิ้งเกลือกอยู่กับที่กินนั่นเอง จึงได้ฉายาว่า "ตัตถวัฏฏกะ"

(ตาพราหมณ์ "กลิ้งอยู่กับที่")

คนหนึ่ง กินจนคุงปาก อ้าปากให้กาจิกอาหารกินจากช่องปากได้ จึงได้ฉายา "กากมาสกะ"

(ตาพราหมณ์ "กินเผื่อกา")

คนหนึ่ง กินจนอุบไม่ไหว ต้องคาย คืออ้วกออกมา ในที่นั่งกินนั่นเอง จึงได้ฉายาว่า

"ภุตตวมิตกะ" (ตาพราหมณ์ "คายข้าว")

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 68

ฉะนั้น" ดังนี้นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง พึงทราบอรรถาธิบายในข้อนี้ว่า

"เวทนาใดที่ท่านเรียกว่าเวทนาเก่า เพราะอาศัยการบริโภคของอันไม่

เป็นสัปปายะและบริโภคเกินประมาณในปัจจุบันเกิดขึ้น ด้วยอำนาจกรรม

เก่าเป็นปัจจัย เราเมื่อยังปัจจัยแห่งเวทนาเก่านั้นให้เสื่อมไปด้วยบริโภค

อาหารที่เป็นสัปปายะและบริโภคพอประมาณ ชื่อว่าย่อมกำจัดเวทนาเก่า

นั้นเสียได้ด้วย และเวทนาใดที่เรียกว่า เวทนาใหม่ เพราะอาศัยก่อ

กรรม คือการบริโภคที่ไม่ชอบ ซึ่งตนกระทำในบัดนี้ เกิดขึ้นต่อ

ไป เราเมื่อไม่ให้มูลแห่งเวทนาใหม่นั้นเกิดขึ้น ด้วยอำนาจ

แห่งการบริโภคชอบ ชื่อว่าจักไม่ยังเวทนาใหม่นั้นให้เกิดขึ้นด้วย"

ดังนี้ก็ได้.

ก็แล การถือความบริโภคชอบ การละอัตตกิลมถานุโยค และ

การไม่ละเลยสุขอันชอบธรรม (๓ ประการนี้) พึงทราบว่า เป็นอัน

ทรงแสดงครบแล้ว ด้วยปาฐะเพียง ๒ ข้อนี้.*

ข้อว่า ยาตฺรา จ เม ภวิสฺสติ ความว่า ภิกษุคิดว่า 'ด้วย

การบริโภคพอประมาณ ความเป็นไป กล่าวคือความดำเนินไปตลอด

กาลนาน เพราะความไม่มีอันตรายที่จะเข้ามาตัดรอนชีวิตินทรีย์ หรือ

จะบั่นทอนอิริยาบถ จักมีแก่เรา อนึ่งว่า จักมีแก่ร่างกายของเราที่มี

ความเป็นไปเนื่องด้วยปัจจัยนี้ด้วย' ดังนี้แล้วเสพ (บิณฑบาต)

เหมือนคนมีโรคเรื้อรังเสพยาแก้โรคฉะนั้น สองบทว่า อนวชฺ-

* คือ ปุราณญฺจ เวทนํ ปฏิหงฺขามิ ข้อ ๑ นวญฺจ เวทนํ น อุปฺปาเทสฺสามิ ข้อ ๑ บ้าง

ก็รวมเอา วิหึสุปรติยา และ พฺรหฺมจริยานุคฺคหาย เข้าด้วยกันเป็น ๔ ข้อ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 69

ชตา จ ผาสุวิหาโร จ ความว่า ภิกษุคิดว่า 'ความหาโทษมิได้

จักมีแก่เรา ด้วยเว้นการแสวงหา การรับ และการบริโภคที่มิชอบเสีย

และความอยู่ผาสุกจักมีแก่เราด้วยบริโภคพอประมาณ' ดังนี้ นัยหนึ่ง

ว่า "ความหาโทษมิได้ โดยไม่มีโทษต่าง ๆ เช่นความกระสัน

ความคร้าน ความอืดอาด ความถูกผู้รู้ติเตียนเป็นต้น เพราะบริโภคของ

ที่ไม่เป็นสัปปายะและบริโภคเกินประมาณเป็นปัจจัย จักมีแก่เรา และ

ความผาสุกโดยมีร่างกายแข็งแรง เพราะบริโภคอาหารที่เป็นสัปปายะ

และบริโภคพอประมาณเป็นปัจจัย จักมีแก่เรา" ดังนี้บ้าง นัยหนึ่งว่า

"ความหาโทษมิได้โดยละสุขในการนอน สุขในการเอกเขนก สุขใน

การหลับเสียได้ จักมีแก่เรา ด้วยเว้นบริโภคอาหารตามที่ต้องการจน

เต็มท้อง และความผาสุก โดยอิริยาบถ ๔ ดำเนินไปสมประกอบ

จักมีแก่เรา ด้วยบริโภคอาหารให้หย่อนไว้สัก ๔ - ๕ คำ" ดังนี้บ้าง

แล้วการเสพ (บิณฑบาต) สมดังคำประพันธ์ที่กล่าวไว้ว่า

โยคาวจรภิกษุพึงเลิกบริโภค (ก่อนจะอิ่ม)

๔ - ๕ คำ แล้วดื่มน้ำ การบริโภคเพียงเท่านี้

ก็พอแล้วเพื่อความอยู่ผาสุก แห่งภิกษุผู้มีตน

ส่งไปแล้ว (คือไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต) ดังนี้.

การกำหนดถือเอาประโยชน์ และข้อปฏิบัติสายกลาง พึงทราบ

ว่าเป็นอันทรงแสดงแล้วด้วยปาฐะเพียง ๓ บทนี้ (มีบทว่า ยาตรา

เป็นอาทิ)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 70

[ แก้บทเสนาสนะ ]

บทว่า เสนาสนะ หมายเอาทั้งที่นอนและที่นั่ง ก็ภิกษุนอน

ในที่ใด ๆ จะเป็นวิหารหรือโรงเรือนต่าง ๆ มีเพิงเป็นต้นก็ตาม

ที่นั้น ๆ ชื่อว่าเสนาสนะ ภิกษุย่อมนั่ง คือย่อมนั่งพักอยู่ในที่ใด ๆ (ดัง

กล่าวแล้ว) ที่นั้น ๆ ชื่อว่าอาสนะ รวมสองคำนั้นเข้าด้วยกันเรียกว่า

"เสนาสนะ" สองบทว่า อุตุปริสฺสยวิโนทนํ ปฏิสลฺลานารามตฺถํ

อธิบายว่า "ฤดูนั่นเอง ชื่อ อุตุปริสฺสย (อันตรายคือฤดู) เพราะ

อรรถว่าเบียดเบียน" ความแห่งสองบทนั้นว่า "เพื่อบรรเทาอุตุปริสสยะ

ด้วย เพื่อสำราญในการเร้นอยู่ด้วย" มีคำขยายความว่า "ฤดูใดไม่

เป็นสัปปายะ ทำความอาพาธแห่งสรีระ และความกระสับกระส่ายแห่ง

จิต เป็นสิ่งพึงบรรเทาเสียได้ด้วยการเสพเสนาสนะ เพื่อบรรเทาฤดูนั้น

และเพื่อเอกีภาวสุขด้วย"* แท้จริง การบรรเทาอุตุปริสสยะก็ได้ตรัสไว้

แล้วด้วยบาลีข้างต้นมีคำว่า "สีตสฺส ปฏิฆาตาย" เป็นอาทินั้นโดยแท้

ถึงอย่างนั้น พึงทราบว่า ตรัสคำนี้ไว้ในตอนท้ายนี้อีก (ด้วย) ทรงมุ่ง

หมาย (ให้ทราบว่า) การบรรเทาอุตุปริสสยะเป็นประโยชน์ประจำ

เช่นเดียวกับคำที่กล่าวไว้ในตอนเสพจีวรว่า "การปกปิดอวัยวะที่ยัง

* อุตุปริสฺสย นั้น เราเคยแปลกันว่า "อันตรายเกิดแต่ฤดู" แต่ตามนัยที่ท่านแก้นี้ ดูที

จะต้องแปลว่า "อันตรายคือฤดู"

บท ปฏิสลฺลานารามตฺถํ นั้น แปลกันมัว ๆ มานานแล้ว ท่านแก้เป็น เอกีภาวสุขตฺถํ วิเศษแท้

คือแก้ ปฏิสลฺลาน (เร้นอยู่) เป็น เอกีภาวะ (ผู้อยู่เดียว) ส่วนอารามะ (ยินดี) แก้เป็น

สุข สมควรแก่พยัญชนะและอัตถะทุกอย่าง ในที่นี้มีถือเอานัยนั้นแปล ปฏิสลฺลนาราม ว่า

"สำราญในการเร้นอยู่" เป็นอันพ้นแก่งไปที.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 71

ความละอายให้กำเริบ เป็นประโยชน์ประจำ ประโยชน์นอกนี้ย่อมมีใน

กาลลางครั้งลางคราว" ฉะนั้น.

อีกนัยหนึ่ง ฤดูมีประการดังกล่าวแล้วนี้ คงเป็นอุตุ (ส่วนหนึ่ง)

ส่วนปริสฺสย (เป็นอีกส่วนหนึ่ง) มี ๒ อย่างคือ ปากฏปริสฺสย

อันตรายเปิดเผย ๑ ปฏิจฺฉนฺนปริสฺสย อันตรายปกปิด ๑

ในอันตราย ๒ อย่างนั้น อันตรายเปิดเผย ได้แก่สัตว์ทั้งหลาย

มีสีหะและเสือเป็นต้น อันตรายปกปิด ได้แก่กิเลสทั้งหลายมีราคะ

และโทสะเป็นต้น อันตรายเหล่านั้นย่อมทำความอาพาธให้ เหตุไม่มี

ที่คุ้มตัวก็ดี เหตุ (มองไป) เห็นรูปที่เป็นอสัปปายะเข้าเป็นต้นก็ดี

ไม่ได้ในเสนาสนะใด๑ ภิกษุเมื่อรู้อย่างนั้นแล้วพิจารณาเสพเสนาสนะ

นั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า "พิจารณาโดยแยบคายแล้วเสพเสนาสนะ ฯ ล ฯ

เพื่อบรรเทาฤดูและอันตราย" ดังนี้.

[ แก้บทคิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ]

ในบทว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ นี้ มีวินิจฉัยว่า เภสัช

ชื่อว่าปัจจัย เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องต่อต้านโรค หมายความว่า

เป็นเครื่องปราบโรค คำว่าปัจจัยนี้ เป็นชื่อของเภสัชซึ่งเป็นสัปปายะ

๑. ประโยคนี้ปฏิเสธซ้อน ต้องอ่านให้ดี จึงจะจับความได้ ความก็คือว่า ปริสยะทั้งสอง

อย่างนั้นจะทำอันตรายแก่ภิกษุได้ ก็เมื่อภิกษุไม่มีที่คุ้มตัว คือไม่มีเสนาสนะอยู่ เช่นอยู่กลางแจ้ง

หรืออยู่โคนไม้ สัตว์ร้ายอาจทำอันตรายได้ และอยู่โล่ง ๆ เช่นนั้นอาจมองเห็นรูปที่ไม่เป็นสัปปายะ

เข้า อันตรายปกปิดคือกิเลสก็จะเกิดขึ้น ถ้าได้อยู่เสนาสนะเป็นที่คุ้มตัวแล้ว ก็บรรเทาอันตราย

ทั้ง ๒ อย่างนั้นได้ ท่านจึงว่า "อันตรายเหล่านั้นย่อมทำความอาพาธให้.... ไม่ได้.....

นัยหลังนี้ อุตุปริสฺสย ให้แปลว่า ฤดูและอันตราย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 72

อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ชื่อว่าเภสัช เหตุว่าเป็นสิ่งที่หมอพึงทำ (ปรุง)

เพราะเป็นสิ่งที่หมออำนวยให้ เภสัช คือปัจจัยแห่งคนไข้ ชื่อว่า

คิลานปัจจยเภสัช หมายถึงสิ่งที่หมอทำ เป็นสัปปายะแก่คนไข้

อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่นน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น.

ก็บริวาร (เครื่องแวดล้อม) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าบริขาร

ในบาลีว่า "พระนครเป็นสถานอันเขาล้อมดีแล้ว ด้วยนครบริขาร ๗๑"

เป็นต้น อลังการ (เครื่องประดับ) ก็ตรัสว่าบริขาร ในบาลีว่า

"รถมีศีลเป็นบริขาร มีฌานเป็นเพลา มีความเพียรเป็นล้อ๒" เป็นต้น

สัมภาระ (เครื่องค้ำจุน) ก็ตรัสว่าบริขาร ในบาลีมีว่า "ชีวิตบริขาร

เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรพชิตหามาโดยชอบ" เป็นต้น๓ ก็ใน

บทว่า คิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาร นี้ ย่อมควรทั้งสัมภาระ ทั้งบริวาร

จริงอยู่ คิลานปัจจยเภสัชนั้น ชื่อว่า เป็นเครื่องล้อมกั้นแห่งชีวิตก็ได้

เพราะเป็นเครื่องรักษา (ชีวิต) ไว้ ไม่ให้ช่องแก่อาพาธอันจะทำให้

๑. องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๐๗. สตฺตหิ นครปริกฺขาเรหิ - ด้วยนครบริขาร ๗ - นี้ ลางท่านก็หมาย

เอากำแพง ๗ ชั้น แต่ในมหาฎีกาว่า ลางอาจารย์หมายเอาเครื่องล้อมรักษาเมือง ๗ อย่าง และ

จำแนกไว้ดังนี้ ตฏอุปริกฺเขโป มูลดิน ปริขา คูเมือง อุทฺปาโป เชิงเทิน ปากาโร กำแพง

เอสิกา เสาระเนียด ปลิฆา ลิ่มสลัก ปาการปตฺถณฺฑิลํ หอรบ ?

"สตฺตหิ นครปริกฺขาเรหิ" มีแสดงไว้ในพระบาลีทั้ง ๗ อย่างคือ เอสิกา ปริขา อนุปริยายปโถ

พหํ อาวุธํ พหุ พลกาโย โทวาริโก ปากาโร นี้แล นครปริกฺขาร "เครื่องแวดล้อมนคร" จะ

แปลตามมหาฎีกาว่า 'เครื่องล้อมรักษานคร" - นครํ ปริวาเรตฺวา รกฺขนเกหิ ก็จะได้ อนึ่ง จะถือ

ตามมติอรรถกถาก็ไม่ได้ เพราะท่านแก้ไว้ว่า นคราลงฺกาเรหิ อลงฺกตํ คือ "เครื่องประดับสำหรับ

นคร" ในที่นี้ ปริกฺขาร หมายเอา ปริวาร เพราะที่หมายเอา อลงฺการ ก็มีอยู่ต่อไป จึงต้อง

แปลเป็น "ปริวาร" ตามที่ประสงค์.

๒. สํ. มหาวาร. ๑๙/๗.

๓. ม. มู. ๑๒/๑๐๙.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 73

เสียชีวิตเกิดขึ้นได้ ชื่อว่า เป็นเครื่องค้ำจุนแห่งชีวิตก็ได้ เพราะเป็น

เครื่องบันดาลชีวิตให้ยั่งยืน เพราะฉะนั้น คิลานปัจจยเภสัชนั้น จึง

ตรัสเรียกว่า "บริขาร".

ดังนี้ (บทนี้จึงทำวิเคราะห์ได้ว่า) คิลานปจฺจยเภสชฺชญฺจ ตํ

ปริกฺขาโร จาติ คิลนปจฺจยเภสชฺชปริกฺขาโร (บริขารคือเภสัช

อันเป็นเครื่องปราบโรคแห่งคนไข้) ความแห่งปาฐะนั้นว่า . . . ซึ่ง

คิลานปัจจัยเภสัชบริขารนั้น อธิบายว่า "ซึ่งเครื่องค้ำจุนแห่งชีวิต

มีน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้นที่หมออำนวยให้ เป็นที่สบายแห่งคนไข้

อย่างใดอย่างหนึ่ง" บทว่า อุปฺปนานํ แปลว่าเกิดแล้ว เป็นแล้ว

ก่อขึ้นแล้ว ในบทว่า เวยฺยาพาธิกานํ นี้ ความกำเริบแห่งธาตุ ชื่อ

พยาพาธ ส่วนโรคต่าง ๆ มีโรคเรื้อน ฝี และพุพองเป็นต้น ซึ่งมีความ

กำเริบแห่งธาตุนั้นเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่า เวยฺยาพาธิก เพราะเกิดแต่

พยาพาธ บทว่า เวทนา ได้แก่ทุกขเวทนา คือเวทนาซึ่งเป็นวิบาก

แห่งอกุศล ความก็คือ (เพื่อบำบัดเสีย) ซึ่งเวทนาเนื่องด้วยโรคอันเกิด

แต่พยาพาธเหล่านั้น บทว่า อพฺยาปชฺฌปรมตาย หมายความว่า

เพื่อความไม่มีทุกข์เป็นอย่างยิ่ง อธิบายว่า เพียงที่ทุกข์นั้นเสื่อมหมดไป.

ศีล อันมีการพิจารณาโดยแยบคายก่อนแล้วจึงบริโภคปัจจัยเป็น

ลักษณะนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ชื่อปัจจยสันนิสิตศีล โดยสังเขป ด้วย

ประการฉะนี้ ส่วนอรรถแห่งคำในคำว่า ปัจจยสันนิสิตะ นี้ พึง

ทราบดังนี้ ก็เครื่องอาศัยมีจีวรเป็นต้น ท่านเรียกว่าปัจจัย เพราะเป็น

ที่สัตว์ทั้งหลายอาศัย คือใช้บริโภค จึงไปได้ คือจึงดำเนินไปได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 74

หมายความว่าจึงเป็นไปได้ ศีลนี้อิงอาศัยปัจจัยเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น

จึงชื่อว่าปัจจยสันนิสิตะ.

[ สาธนะ เหตุให้สำเร็จศีล ]

พึงทราบสาธนะ (เหตุให้สำเร็จ) ในศีล ๕ อย่างนี้ ดังนี้

ปาฏิโมกขสังวร ภิกษุพึงให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เพราะปาฏิโมกข-

สังวรศีลนั้น เป็นสัทธาสาธนะ (มีศรัทธาเป็นเหตุให้สำเร็จ) เหตุที่

การบัญญัติสิกขาบทเป็นการล่วงวิสัยของพระสาวก จริงอยู่ การตรัส

ห้ามเสียซึ่งการทูลขอให้ทรงบัญญัติสิกขาบท เป็นนิทัศนะในข้อนี้ได้

อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น ภิกษุสมาทานสิกขาบท

ตามที่ทรงบัญญัติไว้ให้สิ้นเชิงด้วยศรัทธาแล้ว ไม่ทำความอาลัยแม้

ในชีวิต จะพึงทำให้ถึงพร้อมได้อย่างดี สมคำที่ตรัสไว้ว่า

"ภิกษุทั้งหลายผู้จะตามรักษาศีล จงเป็นผู้มี

ศีลที่เป็นที่รักด้วยดี มีความเคารพ (ในศีล)

ทุกเมื่อไป ดุจนกต้อยติวิดรักษาฟอง จามรี

รักษาขนหาง มารดารักษาบุตรที่รักคนเดียว

คนตาเดียงรักษานัยน์ตา (ที่เหลืออยู่) ข้างเดียว

ฉะนั้น"

และตรัสไว้ (ในที่อื่น) อีกว่า "มหาสมุทรมีความยั้งอยู่เป็น

ธรรมดาไม่ล้นฝั่งฉันใด ดูกรปหาราทะ สาวกทั้งหลายองเราก็ฉันนั้น

เหมือนกัน ย่อมไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติแสาวกทั้งหลาย แม้

เพราะเหตุแห่งชีวิต"๑ ก็แลในความข้อนี้พึงทราบเรื่องพระเถระทั้ง

๑. องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๒๐๓.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 75

หลาย ที่ถูกโจรมัดไว้ในดง (เป็นนิทัศนะ)

ได้ยินว่า โจรทั้งหลายมัดพระเถระ (รูปหนึ่ง) ด้วยเถาหญ้านาง

(ทิ้ง) ให้นอนในดงมหาวัตตนี พระเถระนอนอยู่อย่างไรนั่นแหละ

เจริญวิปัสสนาตลอด ๗ วัน ได้บรรลุอนาคามิผลแล้วถึงมรณภาพใน

ที่นั้นเอง ไปเกิดในพรหมโลก (อีกเรื่องหนึ่ง) พวกโจรมัดพระเถระ

อีกรูปหนึ่งด้วยเถาหัวด้วน (ทิ้ง) ให้นอนอยู่ในตัมพปัณณิทวีป พระ

เถระนั้นเมื่อไฟป่าไหม้ลามมาก็หาเด็ดเถาวัลย์ไม่ เริ่มตั้งวิปัสสนาจน

สำเร็จเป็นพระอรหันต์สมสีสี ปรินิพพานไป พระอภัยเถระผู้เป็น

ทีฆภาณกะ (กล่าวคัมภีร์ทีฆนิกาย) เดินทางไปพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐

ได้พบเข้า จึงให้ทำฌาปนกิจสรีระของพระเถระแล้ว ให้ก่อพระเจดีย์

(บรรจุอัฐ) ไว้. เพราะเหตุนั้น กุลบุตรผู้มีศรัทธาแม้อื่น

เมื่อจะยังพระปาฏิโมกข์ให้หมดจด แม้จะพึงสละ

ชีวิต ก็ไม่พึงทำลายสีลสังวรที่พระโลกนาถเจ้า

ทรงบัญญัติไว้.

เหมือนอย่างว่า ปาฏิโมกขสังวร ภิกษุพึงให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา

ฉันใด อินทรียืสังวรก็พึงให้ถึงพร้อมด้วยสติฉันนั้น เพราะว่าอินทรีย-

สังวรศีลนั้น เป็นสติสาธนะ (มีสติเป็นเหตุให้สำเร็จ) เหตุที่อินทรีย์

ทั้งหลายที่ตั้งมั่นแล้วด้วยสติ ไม่เป็นช่องที่โทษทั้งหลายมีอภิชฌา

เป็นต้น จะพึงไหลเข้ามาได้ เพราะเหตุนั้น อินทรียสังวรนั้นอันพระ

โยคีผู้เมื่ออนุสรณ์ถึง (พระธรรมเทศนา) อาทิตตปริยาย โดยนัยว่า

"ภิกษุทั้งหลาย จักขุนทรีย์ถูกทิ่มเอาด้วยซี่เหล็กอันเผาไฟจนร้อนโชน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 76

เป็นแสงช่วง ยังประเสริฐกว่า ส่วนการถือเอาโดยอนุพยัญชนะ

ถือเอาโดยนิมิต ในรูปทั้งหลายอันจะพึงรู้ด้วยจักษุ ไม่ประเสริฐเลย"

ดังนี้ เป็นต้นแล้ว เมื่อวิญญาณเป็นไปแล้วทางทวารมีจักขุทวารเป็น

อาทิ ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น หักห้ามความถือมีถือเอาโดย

นิมิตเป็นต้น อันเป็นทางที่โทษทั้งหลาย มีอภิชฌาเป็นต้น จะพึงไหล

เข้ามาเสียได้ ด้วยสติอันไม่หลงลืม (นั้นแหละ) จะพึงทำให้ถึงพร้อม

ได้อย่างดี.

ก็แล เมื่ออินทรียสังวรนั้น ภิกษุไม่ทำให้ถึงพร้อมอย่างนี้แล้ว

แม้ศีลปาฏิโมกข์ก็ย่อมไม่ยั่งไม่ยืนอยู่ได้ เปรียบเหมือนข้าวกล้าที่มิได้

ทำรั้วล้อม ก็ไม่ยืนอยู่ได้ ฉะนั้น อนึ่ง ภิกษุผู้ไม่ทำอินทรียสังวรให้

ถึงพร้อมนี้ ย่อมจะถูกโจรคือกิเลสทั้งหลายทำร้ายเอาได้ ดุจบ้านที่เปิด

ประตูไว้ ก็ถูกโจรทำลายเอาได้ฉะนั้น อีกประการหนึ่ง ราคะย่อมรั่ว

เข้าจิตของเธอได้ เหมือนฝนรั่วรดเรือนที่มุงไว้ไม่ดีฉะนั้น สมด้วย

พระพุทธภาษิตว่า

"ภิกษุพึงรักษาอินทรีย์๒ ในเพราะรูป เสียง

รส กลิ่น และผัสสะทั้งหลาย เพราะว่า

ทวารทั้งหลาย ที่เปิดไว้ไม่รักษานั้น ย่อมทำ

ร้ายเอา (ผู้ไม่รักษา) เหมือนโจรทำลาย

๑. สํ. สฬายตน. ๑๘/๑๒๐. ๒. ในวิสุทธิมรรคที่เป็นต้นฉบับแปลนี้ว่า รกฺขนตินฺทฺริยํ ฉบับยุโรป

เป็น รกฺข อินทฺริยํ แต่ว่ามหาฎีกาท่านแก้ไว้ดังนี้ รูเปสูติ รูปเหตุ รูปนิมิตฺตํ อุปฺปชฺชนกอนตฺถโต

รกฺเข อินฺทฺริยนฺติ สมฺพนฺโธ ในที่นี้แปลตามมหาฎีกา.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 77

บ้าน (ที่ปิดประตูไว้) ฉะนั้น.

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีได้ ฉันใด

ราคะก็ย่อมรั่วเข้าจิตที่มิได้อบรมได้ ฉันนั้น."๑

แต่เมื่ออินทรียสังวรนั้น อันภิกษุทำให้ถึงพร้อมแล้ว แม้ศีล

ปาฏิโมกข์ก็ย่อมยั่งยืน เหมือนข้าวกล้าที่มีรั้วล้อมไว้ดี ย่อมยืนอยู่ได้

ฉะนั้น อนึ่ง ภิกษุผู้ทำอินทรียสังวรให้พร้อมนี้ โจรคือกิเลสทั้งหลาย

ย่อมทำร้ายไม่ได้ เหมือนบ้านที่ประตูปิดดีแล้ว พวกโจรทำลายไม่ได้

ฉะนั้น อีกประการหนึ่ง ราคะย่อมรั่วเข้าจิตของเธอไม่ได้ เหมือน

ฝนรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉะนั้น สมด้วยพระพุทธพจน์ว่า

ภิกษุพึงรักษาอินทรีย์ ในเพราะรูป เสียง รส

กลิ่น และผัสสะทั้งหลาย เพราะว่าทวาร

ทั้งหลายที่ปิดแล้วระวังดีแล้วนั้น หาทำร้าย

(ผู้ระวัง) ไม่ เหมือนพวกโจรทำลายบ้าน

ที่ประตูปิดแล้วไม่ได้ ฉะนั้น.

ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงดีแล้วไม่ได้ ฉันใด

ราคะย่อมรั่วเข้าจิตที่อบรมดีแล้วไม่ได้ ฉันนั้น.

ก็เทศนานี้เป็นเทศนาอันอุกฤษฏ์ยิ่ง๒.

อันจิตนี้เป็นธรรมชาติเปลี่ยนเร็ว เพราะฉะนั้น อินทรียสังวร

๑. ขุ. ธ. ๒๕/๑๖.

๒. เพราะว่าแสดงถึงที่สุด คือถึงกิเลสไม่เกิดหมดทีเดียว จึงเรียกว่า เทศนาอย่าง

อุกฤษฏ์ยิ่ง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 78

(นั้น) ภิกษุจำต้องบรรเทาราคะที่เกิดขึ้น ด้วยมนสิการอสุภกรรมฐาน

แล้วจึงทำให้ถึงพร้อมได้ เหมืนพระวังคีสเถระผู้บวชใหม่ฉะนั้น.

[ เรื่องพระวังคีสเถระ ]

ได้ยินว่า เมื่อพระเถระบวชแล้วไม่นาน (ตามพระอานนทเถระ)

ไปเที่ยวบิณฑบาต ราคะเกิดขึ้นเพราะเห็นหญิงคนหนึ่งเข้า ท่านจึง

เรียนพระอานนทเถระว่า

ข้าแต่ท่านผู้โคตมโคตร ข้าพเจ้าถูกกามราคะเผาเอา

จิตของข้าพเจ้ารุ่มร้อน สาธุ ขอพระคุณเจ้า

ได้กรุณาบอกอุบายดับร้อนด้วยเถิด.

พระเถระจึงบอกว่า

จิตของท่านรุ่มร้อน เพราะแส่สำคัญผิดไป ท่าน

จงเว้นสุภนิมิตอันเป็นทางเกิดราคะเสีย จงอบรมจิต

ให้ตั้งมั่นแน่วแน่ด้วยอสุภสัญญา จง (พิจารณา)

เห็นสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นอื่น (ไม่คงที่)

โดยความเป็นทุกข์ และโดยความเป็น

สภาพมิใช่ตน ยังราคะใหญ่ให้ดับเสียจงได้

อย่าร้อนอีกต่อไปเลย*

พระ (วังคีส) เถระ ต่อบรรเทาราคะได้แล้ว จึงเที่ยวบิณฑ-

บาต (ต่อไป)

* สํ. ม. ๑๕/๒๗๗.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 79

อนึ่ง อันภิกษุผู้บำเพ็ญอินทรียสังวร พึงเป็นเช่นพระจิตตคุตต-

เถระ ผู้อยู่ในถ้ำใหญ่ ชื่อกุรัณฑกะ และพระมหามิตตเถระผู้อยู่ใน

มหาวิหารชื่อโจรกะ.

[ เรื่องพระจิตตคุตตเถระ ]

ได้ยินว่า ในถ้ำใหญ่กุรัณฑกะ มีจิตรกรรมเรื่องอภิเนษกรมณ์

แห่งพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์ เป็นที่น่าพึงใจ ภิกษุหลายรูปเดินเที่ยว

ดูเสนาสนะ เห็นจิตรกรรม (น้นั ) เข้า ก็กล่าว (ชมกะพระเถระ)

ว่า "จิตรกรรม (นั้น) น่ารื่นรมย์ใจ" พระเถระกล่าวว่า "อาวุโส

ทั้งหลาย เมื่อเราอยู่ในถ้ำมากว่า ๖๐ ปี เรายังหารู้ไม่ว่าจิตรกรรม

มีหรือไม่มีเลย วันนี้ อาศัยท่านทั้งหลายผู้ใช้ตา จึงรู้เดี๋ยวนี้เอง"

นัยว่า พระเถระอยู่มานานถึงเท่านี้ ยังไม่เคยเหลือบแหงนดูถ้ำเลย.

อนึ่ง ที่ใกล้ประตูถ้ำของท่าน มีไม้กากะทิงอยู่ต้นหนึ่งด้วย แม้ไม้ต้นนั้น

พระเถระก็ไม่เคยแหงนดูเบื้องบนเลย ต่อได้เห็นเกสรร่วงลงมาที่พื้นดิน

ตามฤดูปี จึงรู้ว่ามันมีดอก พระราชาได้ทรงสดับคุณสมบัติของพระเถระ

มีพระประสงค์จะนมัสการ ทรงส่ง (ราชบุรุษไปนิมนต์) ถึง ๓ ครั้ง

เมื่อพระเถระไม่มา จึงตรัสสั่งให้รัดถันของพวกหญิงลูกอ่อนในหมู่บ้าน

นั้นแล้วให้ประทับตราพระราชลัญจกร (ที่รัดผ้าถัน) มีพระราชโองการ

ไว้ว่า "พวกทารกอย่าได้ (ดื่ม) น้ำนม ตลอดเวลาที่พระเถระยัง

ไม่มา" พระเถระจึงยอมไปสู่มหาคาม เพราะความเอ็นดูพวกทารก

พระราชาทรงสดับ (ข่าวนั้น) แล้ว ตรัสสั่ง (ราชบุรุษ) ว่า

แน่ะพนาย ท่านทั้งหลายจงไปนิมนต์พระเถระเข้ามา เราจักรับศีล"

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 80

แล้วโปรดให้นำเข้าไปถึงพระราชวังชั้นใน ทรงนมัสการพระเถระ ทรง

อังคาสแล้วตรัสว่า "ท่านผู้เจริญ วันนี้ยังไม่มีโอกาส พรุ่งนี้ข้าพเจ้า

จึงจักรับศีล" ดังนี้ ทรงถือบาตรของพระเถระเสด็จตามส่งหน่อยหนึ่ง

พร้อมด้วยพระเทวี ทรงนมัสการแล้วก็เสด็จกลับ พระราชาหรือพระ

เทวีจะนมัสการก็ตาม พระเถระก็กล่าวถวายพระพร (อยู่คำเดียว)

ว่า "สุขี โหตุ มหาราชา ขอพระมหาราชเจ้าจงทรงมีความสุข"

๗ วันล่วงไปด้วยอาการอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลายเรียนถามท่านว่า

"ท่านผู้เจริญ ไฉนเมื่อพระราชาทรงนมัสการก็ดี พระเทวีทรงนมัส-

การก็ดี ท่านจึงกล่าวถวายพระพร (เหมือนกัน) อย่างนี้ว่า "สุขี

โหตุ มหาราชา" พระเถระตอบว่า "อาวุโสทั้งหลาย เราไม่ได้ทำ

ความกำหนดว่าพระราชาหรือพระเทวีดอก" ครั้นล่วง ๗ วัน พระราชา

ทรงโปรดปล่อย ด้วยทรงเห็นว่า การอยู่ในที่นี้ของพระเถระเป็นการ

ลำบาก ดังนี้ จึงได้ (กลับ) ไปถ้ำใหญ่กุรัณฑกะ แล้วขึ้นสู่ที่จงกรม

ในตอนกลางคืน เทวดาผู้สิงอยู่ในต้นกากะทิง ช่วยยืนถือประทีปมีด้าม

(ส่องให้) ครั้งนั้น กรรมฐานของท่าน ได้ปรากฏบริสุทธิ์อย่างยิ่ง

พระเถระชุ่มชื่นใจอยู่ว่า "อย่างไรหนอ วันนี้กรรมฐานของเราจึงกระจ่าง

ยิ่งนัก" บันดาลให้ภูเขา (ลูกนั้นเกิดเสียง) เลื่อนลั่นไปทั้งลูก

ได้บรรลุพระอรหัตในระหว่างมัชฌิมยาม เพราะเหตุนั้น แม้กุลบุตร

อื่นผู้ใคร่ประโยชน์

ไม่พึงเป็นผู้มีนัยน์ตาล่อกแล่ก เหมือนลิงในป่า

เหมือนเนื้อตื่นในดง และเหมือนเด็กอ่อน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 81

สะดุ้งกลัว พึงทอดจักษุ แลดูชั่วแอก อย่า

พึงไปสู่อำนาจขิงจิตที่หลุกหลิกเหมือนลิงป่า.

[ พระมหามิตตเถระ ]

ฝ่ายหนึ่ง โรคฝีมีพิษเกิดขึ้นแก่โยมหญิงของพระมหามิตตเถระ

แม้ธิดาของนางก็บวชในสำนักภิกษุณี นางจึงกล่าวกะภิกษุณีธิดานั้นว่า

"ไปเถิด แม่คุณ เธอจงไปสู่สำนักพี่ชาย บอกความที่โยมไม่สบาย

แล้วนำยามาเถิด" ภิกษุณีนั้นไปบอกแล้ว พระเถระกล่าวว่า "ฉัน

ไม่รู้จะเก็บยาต่าง ๆ มียารากไม้เป็นต้นมาต้มเป็นยาให้ดอก แต่จัก

บอกยาแก่เธอ (ดังนี้ อหํ ยโต ปพฺพชิ ฯ เป ฯ มาตุยา เม ผาสุ

โหตุ) 'เรา จำเดิมแก่กาลที่บวชแล้ว ไม่เคยมีจิตสหรคตด้วยโลภ

แล้วทำลายอินทรีย์ทั้งหลาย แลดูรูปที่เป็นวิสภาคเลย ด้วยคำสัตย์นี้ ขอ

ความผาสุกจงมีแก่โยมหญิงของเราเถิด' เธอ (กลับ) ไปเถิด จง

ว่าคำ (อหํ ยโต ฯ เป ฯ) ที่เรากล่าวแล้วนี้ลูบสรีระของอุบาสิกาเถิด"

ภิกษุณีนั้น (กลับ) ไปแจ้งเนื้อความนั้นแล้ว ได้กระทำตามสั่ง

ทันใดนั้นเอง ฝีของอุบาสิกาก็ฝ่อหายไป เหมือนฟองน้ำแตกหายไป

ฉะนั้น นางลุกขึ้นแล้วเปล่งวาจาแสดงความชื่นบานออกมาว่า "ถ้า

พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ไซร้ ไฉนพระองค์จะไม่พึง

ทรงลูบศีรษะของภิกษุผู้เช่นดังบุตรของเรา ด้วยพระหัตถ์อันมีลาย

วิจิตรเล่า" ดังนี้. เหตุนั้น

แม้บุคคลอื่น ผู้มีความสำคัญว่า (ตน)

เป็นลูกสกุล ได้บวชในพระศาสนาแล้ว

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 82

พึงตั้งอยู่ในอินทรียสังวรอันประเสริฐ ดัง

พระมิตตเถระ เทอญ. ฺ

เหมือนอย่างว่า อินทรียสังวรอันภิกษุพึงให้ถึงพร้อมด้วยสติฉันใด

อาชีวปาริสุทธิก็พึงให้ถึงพร้อมด้วยความเพียรฉันนั้น เพราะอาชีวปาริ-

สุทธินั้น เป็นวิริยสาธนะ (มีวิริยะเป็นเหตุให้สำเร็จ) เหตุว่าความ

เพียรที่ปรารภแล้วโดยชอบ เป็นเหตุให้มีการละมิจฉาอาชีวะ เหตุนั้น

อาชีวปาริสุทธินี้ ภิกษุผู้ละอเนสนาการแสวงหาไม่สมควรเสียแล้ว

เสพแต่ปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์ เว้นปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยไม่บริสุทธิ์

อันเป็นเหมือนอสรพิษเสีย พึงทำให้ถึงพร้อมได้ ด้วยการแสวงหา

โดยชอบ มีการเที่ยวบิณฑบาตเป็นต้น ด้วยความเพียร.

ในปัจจัย ๒ อย่าง (คือปาริสุทธุปปาทปัจจัย และอปริสุทธุป-

ปาทปัจจัย) นั้น สำหรับภิกษุผู้ไม่ได้ถือธุดงค์ ปัจจัยที่เกิดแต่

สงฆ์หรือแต่คณะก็ดี แต่สำนักของคฤหัสถ์ผู้เลื่อมใสด้วยคุณทั้งหลาย

ของเธอมีการแสดงธรรมเป็นต้นก็ดี ชื่อว่าปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์

ส่วนปัจจัยที่เกิดขึ้นด้วยวัตรมีการเที่ยวบิณฑบาตเป็นต้น ชื่อว่าเกิดขึ้น

โดยบริสุทธิ์อย่างยิ่งทีเดียว สำหรับภิกษุผู้ถือธุดงค์ ปัจจัยที่เกิดขึ้น

ด้วยวัตรมีการเที่ยวบิณฑบาตเป็นต้น และเกิดแต่สำนักของคฤหัสถ์ผู้

เลื่อมใสในธุดงคคุณของเธอ โดยอนุโลมแก่ธุดงคนิยม ชื่อว่า ปัจจัย

ที่เกิดขึ้นโดยบริสุทธิ์ อนึ่ง การสมาทานธุดงค์ของเธอผู้เมื่อยาสมอ

(ดองน้ำมูตร) เน่า และมธุรเภสัช ๔ เกิดขึ้น (ได้มา) เพื่อใช้ระงับ

พยาธิอย่างหนึ่ง คิดว่า "เพื่อนพรหมจารีอื่น ๆ จะต้องฉันจตุมธุร-

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 83

เภสัช (เป็นแน่)" ดังนี้แล้ว (ตัวเอง) ฉันแต่ชิ้นสมอเท่านั้น

(เช่นนี้) เป็นการชอบแท้ อันภิกษุเช่นนี้ท่านเรียกว่า อริยวํสิกภิกฺขุ

(ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์)* ชั้นอุดม.

ก็แลปัจจัยทั้งหลาย มีจีวรเป็นต้นนั้นใด บรรดาปัจจัยเหล่านั้น

ในจีวรและบิณฑบาต นิมิต (พูดใบ้) โอภาส (พูดเคาะ) ปริกถา

(พูดหว่านล้อม) วิญญัติ (ขอตรง ๆ) ย่อมไม่สมควรแก่ภิกษุทุกรูป

ผู้จะทำอาชีวะให้หมดจด แต่ในเสนาสนะ นิมิต โอภาส และปริกถา

ก็ควร สำหรับภิกษุผู้ไม่ได้ถือธุดงค์.

ในอาการเหล่านั้น การที่เมื่อภิกษุกระทำกิจมีบริกรรมพื้นที่

เป็นต้น เพื่อ (ปลูก) เสนาสนะอยู่ ครั้นคฤหัสถ์ทั้งหลายถามว่า "ท่าน

ผู้เจริญ ท่านทำอะไร ใครให้ทำ" แล้วกล่าวตอบว่า "ไม่มีใคร ๆ

ให้ทำดอก" ดังนี้ ก็หรือว่านิมิตตกรรม (การทำใบ้) รูปนั้น อย่าง

อื่นอีก ชื่อว่านิมิต (ใบ้) การที่เมื่อภิกษุถามว่า "อุบาสกอุบาสิกา

ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอยู่เรือนอะไร" ครั้นเขาตอบว่า "(อยู่)

ปราสาท เจ้าข้า" แล้วพูดว่า "อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย ก็แต่

ปราสาทย่อมไม่สมควรแก่ภิกษุทั้งหลาย" ดังนี้ ก็หรือโอภาสกรรม

(การพูดแคะ) รูปนั้น อย่างอื่นอีก ชื่อว่า โอภาส (เคาะ) การที่

ภิกษุพูดว่า "เสนาสนะของภิกษุคับแคบ" ดังนี้ ก็หรือว่าการ

* ที่แปลว่าอริยวํสิกเช่นนี้ แปลโดยนัยแห่งพระบาลีในอริยวํสิกสูตร จตุกังคุตตตรว่า....อคฺคญเญ

อริยวํเส  ิโต แต่ในมหาฎีกาแก้ของท่านไว้ว่า อริยวํโส เอตสฺส อตฺถิ อริยวํเส วา

นิยุตฺโตติ อริยวํสิโก (ผู้มีอริยวงศ์ หรือผู้ประกอบในอริยวงศ์).

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 84

พูดอ้อมไปรูปนั้นอย่างอื่นอีก ชื่อว่า ปริกถา (พูดหว่านล้อม).

ในเภสัช อาการทั้งหมดย่อมควร แต่เภสัชที่เกิดขึ้น (ด้วย

อาการมีนิมิตเป็นต้น) อย่างนั้น ภิกษุจะฉันเมื่อโรคหายแล้ว ไม่ควร

ในเรื่องเภสัช (ที่เกิดขึ้นอย่างนั้น) นั้น พระวินัยธรทั้งหลายกล่าวว่า

"ช่อง (ที่จะฉันยาได้) พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานไว้ให้แล้ว

เพราะเหตุนั้น จึงควร" ส่วนอาจารย์ฝ่ายพระสูตรกล่าวอย่างนี้ว่า

"ไม่เป็นอาบัติก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้นมันก็ทำอาชีวะให้กำเริบ เหตุนั้นจึง

ไม่ควร" ภิกษุใดไม่ทำนิมิต โอภาส ปริกถา และวิญญัติ แม้ที่

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต อาศัยคุณมีความมักน้อยเป็นต้นนั่นแล

แม้เมื่อความจะสิ้นชีวิตปรากฏเฉพาะหน้า ก็ยังเสพเฉพาะปัจจัยที่

เกิดขึ้นเว้นจากกรรมที่เป็นเหตุทำอาชีวะให้กำเริบ มีโอภาสเป็นต้น

ภิกษุนี้ท่านเรียกว่า "ผู้มีความประพฤติเป็นบรมสัลเลขะ" เหมือน

พระเถระสารีบุตรฉะนั้น.

[ พระสารีบุตรอาพาธ ]

ได้ยินว่า ในสมัยหนึ่งท่านองค์นั้นจะเพิ่มพูนปวิเวก จึง (ไป)

อยู่ในป่าแห่งใดแห่งหนึ่งกับพระมหาโมคคัลลานเถระ อยู่มาวันหนึ่ง

อาพาธเพราะลมในท้องเกิดขึ้น ยังทุกข์หนักให้เกิดแก่ท่าน พระมหา-

โมคคัลลานเถระไปสู่ที่อุปัฏฐากท่านในตอนเย็น เห็นพระเถระนอนอยู่

ถาม (ทราบ) ความเป็นไปนั้นแล้ว ถามว่า "อาวุโส ในกาลก่อน

ความผาสุกได้มีแก่ท่านด้วยสิ่งอะไร ?" พระเถระกล่าวว่า "อาวุโส

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 85

ครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ โยมหญิงของข้าพเจ้า ได้ให้ข้าวปายาสหุงด้วย

น้ำนมสดล้วน ๆ ปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวด ความผาสุก

ได้มีแก่ข้าพเจ้าด้วยปายาสนั้น" ฝ่ายท่าน (พระมหาโมคคัลลานะ"

นั้นจึงกล่าวว่า "อาวุโส เอาเถิด หากบุญของข้าพเจ้าหรือของท่านมีอยู่

ถ้ากระไร พรุ่งนี้เราคงจักได้" กล่าวถึงเทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้ทางท้าย

ที่จงกรม ได้ยินคำพูดนี้ของท่านทั้งสอง จึงคิดว่า "เราจะต้องช่วย

ให้ข้าวปายาสเกิดแก่พระคุณเจ้าในวันพรุ่งนี้ (ให้จงได้)" จึงไปสู่

ตระกูลอุปัฏฐากของพระเถระในทันใดนั้น เข้าสิงกายบุตรคนใหญ่

แสร้งบันดาลอาการเจ็บให้เกิดขึ้น ครั้นแล้ว เทวดานั้นจึงออกปาก

กะพวกญาติที่มาประชุมกันหมายจะเยียวยาคนเจ็บนั้นว่า "ถ้าสูเจ้าจัด

ทำข้าวปายาสชื่ออย่างนี้ถวายพระเถระในวันพรุ่งนี้ได้ ข้าจึงจะปล่อย"

ญาติเหล่านั้นกล่าวว่า "ถึงท่านไม่บอก พวกข้าพเจ้าก็ถวายภิกษาแก่

พระเถระทั้งหลายเป็นประจำอยู่แล้ว" ดังนี้ ในวันรุ่งขึ้นได้ช่วยกันจัด

ทำข้าวปายาสอย่างนั้นเตรียมไว้ พระมหาโมคคัลานเถระมา (ที่พระ

สารีบุตร) แต่เช้า กล่าวว่า "อาวุโส ท่านจงอยู่ที่นี่จนกว่าข้าพเจ้า

ไปบิณฑบาตกลับมา" แล้วเข้าไปสู่บ้าน คนเหล่านั้นออกไปต้อนรับ

ท่าน รับบาตรของพระเถระมาบรรจุข้าวปายาสชนิดดังกล่าวจนเต็ม

ถวาย พระเถระแสดงอาการจะ (กลับ) ไป คนเหล่านั้นจึงกล่าวว่า

"ท่านผู้เจริญ นิมนต์ฉันเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายจักถวายท่านอีก

(บาตรหนึ่ง)" ยังพระเถระให้ฉันเสร็จแล้ว ได้ถวาย (ข้าวปายาส)

เต็มบาตรอีก (บาตรหนึ่ง) พระเถระมาถึงแล้วน้อมเข้าไปถวาย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 86

กล่าวว่า "อาวุโสสารีบุตร นิมนต์ท่านฉันเถิด" ฝ่ายพระเถระเห็น

ข้าวปายาสนั้นแล้ว คิด (แคลงใจ) ไปว่า "ข้าวปายาสน่าพึงใจยิ่ง

(นี้) เกิดขึ้นอย่างไรหนอ" ก็ได้เห็นมูลที่เกิดขึ้นแห่งข้าวปายาส

นั้น* จึงกล่าวว่า "นำไปเสีย อาวุโสโมคคัลลานะ บิณฑบาต (นี้)

ไม่ควรบริโภค" ฝ่ายท่าน (พระมหาโมคคัลลานะ) นั้น ไม่ให้แม้

แต่จิต (คิดโทมนัส) เกิดขึ้นว่า "เขาไม่ฉันบิณฑบาตซึ่งคนเช่น

เรานำมาให้เชียวนะ" โดยคำ (สั่งของพระสารีบุตร) คำเดียวเท่านั้น

ก็จับขอบปากบาตร (นำออกไป) คว่ำเสียในส่วนที่สุดข้างหนึ่ง

พร้อมกับที่ข้าวปายาส (ลงไป) กองที่พื้นดิน อาพาธของพระเถระ

ก็หาย จำเดิมแต่นั้นมาตลอด ๔๕ ปี อาพาธเช่นนั้นไม่เกิดขึ้นอีกเลย

ลำดับนั้นพระสารีบุตร จึงกล่าวกะพระมหาโมคคัลลานะว่า "อาวุโส

ข้าวปายาสที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยวจีวิญญัติ เป็นของไม่ควรจะบริโภค

แม้เมื่อ (หิวจน) ไส้ออกมาเที่ยว (หาของกิน) อยู่ตามพื้นดิน

(ก็ตามที) และได้เปล่งอุทานนี้ว่า

* มูลที่เกิดข้าวปายาสนั้น หมายถึงการเปล่งวาจาของท่านเอง บอกพระมหาโมคคัลลานะว่า

เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ เวลาท่านอาพาธอย่างนี้ โยมหญิงเคยหุงข้าวปายาส ด้วยน้ำนมไม่ปนน้ำ

ปรุงด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด ให้รับประทานจึงหาย ดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว

กะพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อหายเจ็บแล้วว่า ข้าวปายาสที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยวจีวิญญัติ เป็นของ

ไม่ควรจะบริโภค

มหาฎีกาไขความต่อไปว่า ความจริง เมื่อท่านเล่าความที่เคยเป็นมาให้พระมหาโมคคัลลานะ

ทราบนั้นจะได้เกิดจิตคิดมุ่งให้เป็นนิมิตโอภาสอันใดก็หามิได้ แต่ว่าที่ท่านปฏิเสธข้าวปายาสเสียนั้น

ด้วยเห็นอำนาจประโยชน์ ๒ ประการ คือเห็นว่า คนปุถุชนลางพวกที่ไม่รู้อัชฌาสัยของท่าน

อาจสำคัญผิดไปเช่นนั้นได้ประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง เพื่อนพรหมจารีในกาลภายหน้า อาจ

ถือ

เป็นเยี่ยงอย่างว่าท่านเคยประพฤติอย่างนั้น ก็จะประพฤติตามบ้าง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 87

"ถ้าเราพึงเป็นผู้บริโภคข้าวมธุปายาส ที่

เกิดขึ้นเพราะเผยวาจาเป็นวจีวิญญัติไซร้

อาชีวะของเราก็จะพึงถูกติเตียน แม้ ว่า

ขนดไส้ของเรา จะพึงออกไปเที่ยวอยู่ข้าง

นอก เราก็ไม่พึงทำลายอาชีวะเป็นเด็ดขาด

แม้ต้องสละชีวิต (ก็ตาม) เราคุมจิตของ

ตนได้ เราเว้นการแสวงหาไม่ควร ไม่ทำ

อเนสนาที่พระพุทธเจ้าทรงเกลียดเลย"* ดังนี้.

* ในคาถานี้มีเรื่องที่น่าจะพูดกันอยู่หลายข้อดังนี้

ก. ในบท สาชีโว มหาฎีกาท่านตัดเป็น ส - อาชีโว และแก้ว่า ส ได้แก่ อสฺส

(พึงเป็น) ลบ อ เสีย เช่นในคำว่า เอวํส เต เป็นต้น

ข. คำว่า ไส้ ในประโยคเราใช้ อนฺต ในคาถาใช้ อนฺตคุณ ถ้าจะแปลไปตามที่ซึมซาบ

ว่า "ไส้ใหญ่" ที แล้วก็ "ไส้น้อย" ที ก็ดูเป็นพูดไม่คิดเสียเลย คนเดียวพูดความอย่างเดียว

จะพูดอย่างนั้นกระไรได้ มหาฎีกาท่านคงเห็นอย่างนี้ จึงแก้ อนฺตคุณํ เป็น อนฺตโภโค (ขนดไส้)

ซึ่งก็บ่งความว่าทั้ง ๒ ศัพท์มีความหมายว่า "ไส้" ก็แล้วกัน อย่าไปแยกเป็นไส้ใหญ่ไส้น้อยแลย

ค. คำว่า "ไส้ อก" นั่นเป็นสำนวนอย่างหนึ่ง มหาฏีกาแก้รัว ๆ อย่างไรอยู่ดูจะเป็น

ว่า คนที่กินของไม่ควรเข้าไปนั่นแหละ เขาเรียกว่าคนไส้ออก (มาเที่ยวหากินของอันไม่ควร)

ข้างนอก (?) ทางความเข้าใจว่าน่าจะหมายถึง "หิวเหลือเกิน" ครั้งใดครั้งหนึ่งคนจะเข้าใจว่า

ความอิ่ม ความหิว เป็นเรื่องขอองไส้ ถ้าหิวจัด ๆ คนไม่กินอะไรเข้าไป ไส้มันจะออกมาหากิน

ของมันเอง เพราะมันทนความหิวไม่ไหว เพราะฉะนั้น ถ้าพูดเป็นสำนวนสั้น ๆ ก็ว่า "หิวจนไส้

ออก" ชอบกล ที่มาคล้ายคลึงกับสำนวนไทยที่ว่า "หิวไส้แทบขาด" อดจนไส้กิ่ว - ไส้แห้ง"

ต่างกันตรงที่ว่าไส้ไทยยอมหิวอยู่แต่ในท้อง แม้กระทั่งแห้งกิ่วแทบขาดก็ตาม ส่วนไส้ชาวฃมพูทวีป

ไม่ยอมอดอยู่ในท้อง ถ้าหิวเต็มที่ เป็นออกมาหากินข้างนอก !

ฆ. อาราเธมิ มหาฎีกาท่านแก้เป็น วเส วตฺเตมิ จึงถือเอานัยแปลว่า คุม.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 88

คุมพวิหาร ก็ควรเล่าไว้ในที่นี้*

นักพรตผู้บวชด้วยศรัทธา มีปัญญาพิจารณา

เห็นผลโดยประจักษ์ ไม่ให้แม้แต่ความคิด

ในการแสวงหาไม่ควรด้วยประการทั้งปวง

เกิดขึ้น พึงทำอาชีวะให้หมดจดได้

ด้วยประการฉะนี้แล.

เหมือนอย่างว่า อาชีวปาริสุทธิ อันภิกษุพึงให้ถึงพร้อมด้วย

ความเพียร ฉันใด ปัจจัยสันนิสิตศีลก็พึงให้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ฉันนั้น

เพราะปัจจัยสันนิสิตศีลนั้น เป็นปัญญาสาธนะ (มีปัญญาเป็นเหตุให้

สำเร็จ) เหตุว่าบุคคลผู้มีปัญญาเป็นผู้สามารถเห็นโทษและอานิสงส์

ในการบริโภคปัจจัยทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ปัจจยสันนิสิตศีลนั้น

ภิกษุผู้ละความกำหนัดในปัจจัยแล้ว พิจารณาด้วยปัญญาโดยวิธีตามที่

กล่าวแล้ว จึงบริโภคปัจจัยที่เกิดขึ้นโดยธรรมโดยสมควร (นั่นแหละ)

พึงทำให้ถึงพร้อมได้.

ในปัจจยสันนิสิตศีลนั้น การพิจารณามี ๒ คือ พิจารณาในเวลา

ได้ปัจจัยทั้งหลาย ๑ พิจารณาในเวลาบริโภคปัจจัยทั้งหลาย ๑ ที่จริง

* มหาฎีกาได้เรื่องมาเล่าไว้ว่า คราวหนึ่งเกิดทุพภิกขภัย พระเถระองค์นี้เดินทางไปอดอาหาร

ประกอบกับเมื่อยล้าในการเดินทาง เลยหมดแรง ลงนอนใต้ต้นมะม่วง ซึ่งกำลังมีผล ผลมะม่ว

สุกหล่นอยู่เกลื่อน (ก็ไม่หยิบฉัน) มีอุบาสกผู้เฒ่าคนหนึ่งมาพบเข้าทำอัมพบาน (น้ำมะม่วงคั้น)

ถวายให้ดื่ม แล้วยกขึ้นหลังไปส่งถึงที่อยู่ ระหว่างทางเถระสอนต้นตัวว่า 'ท่านผู้เฒ่านี้ ไม่ใช ่

พ่อไม่ใช่แม่ของเจ้า ไม่ใช่ญาติไม่ใช่เผ่าพันธุ์ ของเจ้าทั้งนั้น ท่านทำกิจถึงเช่นนี้ให้เจ้าก็เพราะเหตุ

ที่เจ้าเป็นผู้มีศีลเท่านั้นดอก' แล้วเจริญวิปัสสนาจนได้พระอรหัตผลตามทาง ทั้งที่อยู่บนหลังอุบาสกก

ผู้เฒ่านั่นเอง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 89

การบริโภคของภิกษุผู้บริโภคปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้น ที่พิจารณา

โดยเป็นธาตุ หรือโดยเป็นปฏิกูล แม้ในเวลาได้มาแล้วเก็บไว้ ต่อ

จากเวลาได้นั้นไป ก็หาโทษมิได้เลย แม้ในเวลาบริโภค๑

(ต่อไป) นี้เป็นวินิจฉัยที่ทำความตกลง (ไม่มีสงสัย) ในการ

พิจารณาเวลาบริโภคปัจจัยนั้น

ก็การบริโภค มี ๔ คือ

ไถยบริโภค (บริโภคอย่างขโมย)

อิณบริโภค (บริโภคอย่างเป็นหนี้)

ทายัชชบนิโภค (บริโภคอย่างเป็นผู้รับมรดก)

สามีบริโภค (บริโภคอย่างเป็นเจ้าของ)

ในบริโภค ๔ อย่างนั้น การบริโภคของภิกษุทุศีล ผู้นั่งบริโภค

อยู่แม้ในท่ามกลางสงฆ์ ชื่อว่าไถยบริโภค การบริโภคปัจจัยอันตน

มิได้พิจาณา ของภิกษุผู้มีศีล ชื่อว่าอิณบริโภค๒ เพราะเหตุนั้น

๑. ในมหาฎีกาแสดงอุปมาว่า อธิฏฺฐหิตฺวา ฐปิตปตฺตจีวรานํ วิย (เหมือนการบริโภคบาตรและ

จีวรที่อธิษฐานแล้วเก็บไว้ฉะนั้น).

๒. มหาฎีกาขยายความ ไถยบริโภค และ อิณบริโภค ไว้ว่า อันปัจจัยทั้งหลายนั้น

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตไว้ เพื่อภิกษุผู้ศีลในศาสนาของพระองค์หาใช่ทรงอนุญาตเพื่อ

คนทุศีลไม่ ฝ่ายทายกเล่า เขาบริจาคปัจจัย ก็เพื่อท่านผู้มีศีลเหมือนกัน หาใช่บริจาคเพื่อคน

ทุศีลด้วยไม่ ทั้งนี้ เพราะเขาหวังให้การกุศลของเขามีผลมาก ก็เพราะพีะศาสดามิได้ทรงอนุญาต

ทายกก็มิได้บริจาคให้ ดังนี้ การบริโภคของภิกษุทุศีล จึงเป็นบริโภคโดยกิริยาแห่งขโมย คือ

บริโภคของที่เขาไม่ให้ เรียกว่า ไถยบรโภค

ส่วนภิกษุมีศีล แต่บริโภคปัจจัยมิได้พิจารณานั้น ทำให้ทักขิณาขาดความถึงพร้อมไป

ไม่เป็นอุภโตวิสุทธิ เพราะไม่วิสุทธิฝ่ายปฏิคาหก กรบริโภคของเธอจึงเป็นเหมือนหนี้เขา

บริโภค หมายความว่า เป็นหนี้ทักขิณาวิสุทธินั่นเอง เรียกว่า อิณบริโภค.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 90

จีวร ภิกษุพึงพิจารณาทุกคราวที่บริโภค บิณฑบาต พึงพิจารณา

ทุกคำกลืน เมื่อไม่อาจอย่างนั้น พึงพิจารณาในกาลก่อนฉัน ภาย

หลังฉัน ในยามต้น ยามกลาง ยามสุดท้าย (เวลาใดเวลาหนึ่ง)

ถ้าเมื่อภิกษุนั้นไม่พิจารณาเสียเลยจนอรุณขึ้น เธอย่อมตั้งอยู่ในฐาน

อิณบริโภค แม้เสนาสนะเล่าก็พึงพิจารณาทุกคราวที่ใช้สอย ความ

มีสติกำกับ ทั้งในขณะรับ ทั้งในขณะบริโภคเภสัช ย่อมควร แม้

เช่นนั้น เมื่อภิกษุทำสติในเวลารับแล้ว ไม่ได้ทำในเวลาบริโภคเท่านั้น

เป็นอาบัติ แต่ไม่ได้ทำสติในเวลารับ ไปทำในเวลาบริโภค หาเป็น

อาบัติไม่

ก็สุทธิมี ๔ อย่าง คือ

เทสนาสุทธิ (หมดจดด้วยการแสดง)

สังวรสุทธิ (หมดจดด้วยสังวร)

ปริเยฏฐิสุทธิ (หมดจดด้วยการแสวงหา)

ปัจจเวกขณสุทธิ (หมดจดด้วยการพิจารณา)

ในสุทธิ ๔ อย่างนั้น ปาฏิโมกขสังวรศีล ชื่อเทสนาสุทธิ เหตุ

่ว่าปาฏิโมกขสังวรศีลนั้น ท่านเรียกว่าเทสนาสุทธิ เพราะหมดจด

ด้วยการแสดง อินทรียสังวรศีล ชื่อว่าสังวรสุทธิ เหตุว่าอินทรีย-

สังวรศีลนั้น ท่านเรียกว่าสังวรสุทธิ เพราะหมดจดด้วยสังวร โดย

ตั้งใจว่า "เราจักไม่ทำอย่างนี้อีก" อาชีวปาริสุทธิศีล ชื่อว่าปริเยฏฐิ-

สุทธิ เหตุว่าอาชีวปาริสุทธิศีลนั้น ท่านเรียกว่าปริเยฏฐิสุทธิ เพราะ

หมดจดด้วยการแสวงหา แห่งภิกษุผู้ละอเนสนา ยังปัจจัยให้เกิดขึ้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 91

โดยธรรมโดยชอบอยู่ ปัจจยบริโภคสันนิสิตศีล ชื่อปัจจเวกขณสุทธิ

เหตุว่าปัจจยบริโภคสันนิสิตศีลนั้น ท่านเรียกว่าปัจจเวกขณสุทธิ

เพราะหมดจดด้วยการพิจารณามีประการดังกล่าวแล้ว เหตุนั้นข้าพเจ้า

จึงกล่าวว่า "แต่ไม่ได้ทำสติในเวลารับ ไปทำในเวลาบริโภค หาเป็น

อาบัติไม่ " ดังนี้.

การบริโภคปัจจัยของพระเสขะ ๗ จำพวก ชื่อว่าทายัชชบริโภค

เพราะว่าพระเสขะ ๗ จำพวกนั้น นับว่าเป็นบุตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า

เหตุนั้นท่านจึงเป็นทายาทแห่งปัจจัยทั้งหลาย อันเป็นสมบัติของพระบิดา

บริโภคปัจจัยเหล่านั้น ถามว่า "ก็ท่านเหล่านั้นบริโภคปัจจัยของพระผู้

มีพระภาคเจ้าหรือ หรือว่าบริโภคปัจจัยของพวกคฤหัสถ์ ? " แก้ว่า

"ปัจจัยทั้งหลายแม้เป็นของคฤหัสถ์ถวาย แต่ก็นับเป็นของพระผู้มีพระ

ภาคเจ้าได้ เพราะเป็นของที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต เหตุนั้น

พระเสขะทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านบริโภคปัจจัยของพระผู้มีพระ

ภาคเจ้า" จริงอยู่ ธรรมทายาทสูตรเป็นเครื่องสาธกในความข้อนี้ การ

บริโภคของพระขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่าสามีบริโภค เหตุว่าพระ-

ขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นเจ้าของบริโภค เพราะล่วงความเป็นทาส

แห่งตัณหาเสียแล้ว.

ในบริโภคเหล่านี้ สามีบริโภค ๑ ทายัชชบริโภค ๑ ย่อมควร

แก่บรรพชิตทุกจำพวก ส่วนอิณบริโภค ย่อมไม่ควร (แก่บรรพชิต

ทั้งปวง) ในไถยบริโภค ไม่มีคำจะพูดถึงเสียเลย ก็การบริโภคปัจจัย

ที่ตนพิจารณาแล้วของภิกษุผู้มีศีลนั้นอันใด การบริโภคอันนั้น ชื่อว่า

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 92

เป็นการบริโภคโดยความไม่มีหนี้ เพราะความเป็นข้าศึกต่ออิณบริโภค

ก็ได้ หรือจะสงเคราะห์เข้าในทายัชชบริโภคก็ได้เหมือนกัน เพราะ

แม้คนผู้มีศีลก็เรียกว่าเสขะได้ เหตุประกอบพร้อมด้วยสิกขา (คือศีล)

นี้ ก็แลในบริโภคเหล่านี้ เพราะเหตุที่สามีบริโภคเป็นเลิศ เหตุนั้น

ปัจจยสันนิสิตศีล ภิกษุเมื่อปรารถนาสามีบริโภคนั้น พิจารณาด้วย

ปัจจเวกขณะมีประการดังกล่าวแล้วบริโภคอยู่ (นั้นแล) พึงทำให้ถึง

พร้อมได้.

อันภิกษุผู้ทำอยู่อย่างนี้ ย่อมชื่อว่าเป็นกิจจการี จริงอยู่ แม้คำนี้

ท่านก็ได้กล่าวไว้ว่า

"สาวกผู้มีปัญญาดี๑ ได้ฟังธรรมอันพระสุคตเจ้า

ทรงแสดงแล้ว พึงพิจารณาก่อนแล้วจึงเสพ

ก้อนข้าว ที่อยู่ และที่นอน ที่นั่ง น้ำสำหรับซัก

ฟอกธุลีในผ้าสังฆาฏิ๒ เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุ

จึงเป็นผู้ไม่ติดอยู่ในสิ่งเหล่านี้ คือในก้อนข้าว

ในที่นอน ที่นั่ง และในน้ำสำหรับซักฟองธุลีในผ้า

๑. วรปญฺญสาวโก มหาฎีกาแนะให้แปลว่า สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีปัญญาอัน

ประเสริฐ เห็นไม่จำเป็นจะแปลเช่นนั้น.

๒. อาปญฺจ สงฺฆาฏิรชูปวาหนํ ในมหาฎีกาแก้ไว้ว่า อาปนฺติ อุทกํ สงฺฆาฏิรชูปวาหนนฺติ

ปํสุมลาทิโน สงฺฆาฏิคตรชสฺส โธวนํ น่าคิดว่า น้ำสำหรับสุผ้า นับเข้าในปัจจัยข้อไหน จึงจะต้อง

พิจารณาก่อนเสพ และไฉนจึงไม่ให้พิจารณาตัวผ้า กลับให้พิจารณาเครื่องสุเครื่องซักเล่า

มหาฎีกาจารย์ก็คงรู้สึกอย่างนี้ ท่านจึงกล่าวในตอนแก้บท สงฺขาย ว่า ก็คือพิจารณาปัจจัย ๔

นั่นเอง บท ปิณฺฑํ ได้แก่บิณฑบาต วิหารํ กับ สยนาสนํ ได้แก่เสนาสนะ อาปํ ได้แก่คิลานปัจจัย

สงฺฆาฏิ ก็หมายถึงจีวรนั่นเอง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 93

สังฆาฏิ เหมือนหยาดน้ำไม่ติดอยู่ในใบบัวฉะนั้น๑

เธอได้อาหาร โดยการอนุเคราะห์แด่ชนอื่นตามกาล

แล้ว พึงตั้ง (สติ) มั่นเนืองนิตย์ รู้ประมาณ

ในของเคี้ยว ในของฉัน และในของลิ้มทั้งหลาย

เหมือน (คนเป็นแผล) รู้ประมาณในการพอกยา

รักษาแผล ฉะนั้น ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่สยบ ฉัน

อาหารแต่พอยังร่างกายให้เป็นไปได้ เหมือน

(ภริยาสามี) กินเนื้อบุตรในทางกันดาร (เพื่อ

ให้รอดตายผ่านทางกันดารไปได้เท่านั้น) เหมือน

(พ่อค้าเกวียน) หยอดน้ำมันเพลา (เกวียน เพื่อ

ให้เกวียนไปถึงที่หมายได้เท่านั้น) ฉะนั้น" ดังนี้.

ก็ในความเป็นผู้ทำปัจจยสันนิสิตศีลนี้ให้บริบูรณ์ ควรเล่าเรื่อง

สังฆรักขิตสามเณรผู้หลาน๒ (เป็นอุทาหรณ์) เพราะสามเณรนั้น

พิจารณาโดยชอบแล้วจึงบริโภค ดังเธอกล่าว (ประวัติของตน) ไว้ว่า

"พระอุปัชฌายะกล่าวกะข้าพเจ้าผู้กำลังบริโภค

ข้าวสาลีอันเย็นสนิทว่า 'แน่ะสามเณร เจ้าอย่า

เป็นผู้ไม่สำรวม เผาลิ้น (ตัวเอง) เลย' ข้าพเจ้า

ฟังคำของพระอุปัชฌายะแล้ว ได้ความสังเวชใน

๑. ขุ. สุ. ๒๕/๔๐๒.

๒. เพราะสามเณรองค์นี้ มีชื่อย่างเดียวกับพระสังฆรักขิตเถระผู้เป็นลุง เมื่อพูดถึงเธอจึงต้องเติม

คำ ภาคิเนยฺย (ผู้หลาน) ประกอบไว้ด้วย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 94

กาลนั้น ข้าพเจ้านั่ง ณ อาสนะอันเดียว ได้บรรลุ

พระอรหัต ข้าพเจ้านั้นมีความดำริเต็มเปี่ยมแล้ว

เหมือนดวงจันทร์ในวัน (ขึ้น) ๑๕ (ค่ำ) ฉะนั้น

เป็นผู้มีอาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี"

ดังนี้ เหตุนั้น แม้กุลบุตรอื่น เมื่อปรารถนาความ

สิ้นทุกข์ พึงพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงเสพ

ปัจจัยทั้งหลาย เทอญ.

ศีลเป็น ๔ อย่าง โดยจัดเป็นปาริสุทธิศีล มีปาฏิโมกขสังวรศีล

เป็นต้น พึงทราบด้วยประการดังกล่าวมาฉะนี้.

[ ปัญจกศีล ( ศีลหมวด ๕ ) ที่ ๑ ]

อรรถาธิบายในปัญจกะที่ ๑ แห่งศีลส่วนที่เป็น ๕ อย่าง บัณฑิต

พึงทราบโดยเป็นศีลของอนุปสัมบันเป็นต้น จริงอยู่ คำต่อไปนี้พระ

ธรรมเสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาว่า ปริยันตปาริ-

สุทธิศีลเป็นไฉน ? ศีลของอนุปสัมบันทั้งหลายผู้มีสิกขาบทมีที่สุด นี้

ชื่อว่า ปริยันตปาริสุทธิศีล อปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ? ศีลของ

อุปสัมบันทั้งหลายผู้มีสิกขาบทหามิได้ นี้ชื่อว่า อปริยันตปาริสุทธิ-

ศีล ปริปุณณปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ? ศีลของกัลยาณปุถุชนผู้ประกอบ

ในกุศลธรรม กระทำให้บริบูรณ์จนจดชายแดนพระเสขะ ไม่ไยดีใน

ร่างกายและชีวิต ยอมสละชีวิตได้ นี้ชื่อว่า ปริปุณณปาริสุทธิศีล

อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ? ศีลของพระเสขะ ๗ จำพวก นี้ชื่อว่า

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 95

อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ? ศีลของ

พระขีณาสพทั้งหลาย ผู้สาวกของพระตถาคต ศีลของพระปัจเจกพุทธ

ทั้งหลาย ศีลของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย นี้ชื่อว่า

ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล (ศีลอันมีความบริสุทธิ์ด้วยความระงับไปแห่ง

กิเลส)

ในศีลเหล่านั้น ศีลของอนุปสัมบัน พึงทราบว่าเป็นปริยันต-

ปาริสุทธิศีล เพราะมีที่สุด (แห่งจำนวน) ด้วยอำนาจแห่งการนับศีล

ของอุปสัมบันทั้งหลาย แม้เป็นศีลมีที่สุด ด้วยอำนาจแห่งการนับ (ดัง

ท่านผูกเป็นคาถาไว้) ว่า

"สิกขาบททั้งหลายที่เป็นเครื่องสังวร และเป็น

วินัยเหล่านี้มี (จำนวนนับได้ถึง) เก้าพันโกฏิข้อ

กับแปดสิบร้อยโกฏิข้อ กับอีกห้าสิบแสนข้อ และ

อื่น ๆ อีกสามสิบหกข้อ (รวมเป็นหนึ่งหมื่นเจ็ด

พันโกฏิห้าล้านสามสิบหกข้อ) อันพระสัมพุทธ-

เจ้าทรงประกาศแล้ว (แต่) ในคัมภีร์วินัยท่าน

นิเทศไว้โดยมุข คือ เปยยาล"

ดังนี้ก็ดี (แต่) บัณฑิตก็พึงทราบว่าเป็นอปริยันตปาริสุทธิศีล เพราะ

มุ่งเอาภาวะคือการสมาทานโดยเป็นอนวเสสสีล (ศีลไม่มีส่วนเหลือ)

และความเป็นศีลมิใช่ศีลมีความเห็นแก่ลาภ ยศ ญาติ อวัยวะ และ

* ขุ ป. ๓ /๖๑.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 96

ชีวิตเป็นที่สุด เหมือนศีลของพระมหาติสสเถระผู้ฉันมะม่วง ซึ่งพำนัก

อยู่ที่จีวรคุมพพวิหารฉะนั้น จริงอย่างนั้น ท่านผู้มีอายุนั้นไม่ละอยู่ซึ่ง

สัปปุริสานุสสติ (ความตามระลึกถึงสัตบุรุษ) นี้ว่า

"นรชนพึงสละทรัพย์ เพราะเหตุแห่งอวัยวะอัน

ประเสริฐกว่า เมื่อจะรักษาชีวิต พึงสละอวัยวะเสีย

เมื่อระลึกถึงธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ และแม้

ทั้งชีวิตเสียทั้งหมด"

ดังนี้ แม้เมื่อความสงสัยในชีวิตมีอยู่ ก็ไม่ล่วงสิกขาบท อาศัยอปริยันต-

ปาริสุทธิศีลนั้นแล อยู่บนหลังของอุบาสกนั่นเอง ได้บรรลุพระอรหัต

ดังท่านกล่าว (ประวัติ) ไว้ว่า

(พระมหาเถระให้โอวาทตนว่า) "อุบาสกนี้มิใช่บิดา

ทั้งไม่ใชม่ ารดา ไม่ใช่ญาติ ทั้งไม่ใช่เผ่าพันธ์ขุ อง

เจ้า เขาทำกิจเช่นนี้ให้ ก็เพราะเหตุแห่งเจ้าเป็นผู้

มีศีล" (ดังนี้แล้ว) ยังความสังเวชให้เกิดแล้ว

พิจารณา (สังขาร) โดยแยบคาย ทั้งที่อยู่บน

หลังขอลอุบาสกนั้น ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว" ดังนี้.

ศีลของกัลยาณปุถุชนทั้งหลาย อันเว้นจากมลทิน แม้มาตรว่า

ความเกิดขึ้นแห่งจิต (คิดจะล่วง) เพราะเป็นศีลที่บริสุทธิ์ยิ่ง เหมือน

แก้วมณีแท้อันนายช่างเจียระไนดีแล้ว และเหมือนทองคำที่นายช่างทำ

บริกรรมดีแล้ว ตั้งแต่กาลที่อุปสมบทมา ย่อมเป็นปทัฏฐานแห่งพระ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 97

อรหัตโดยแท้ เหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่าปริปุณณปาริสุทธิศีล เหมือน

ศีลของพระมหาสังฆรักขิตเถระและพระภาคิเนยยสังฆรักขิตเถระฉะนั้น.

[ เรื่องพระมหาสังฆรักขิต ]

ได้ยินว่า พระภิกษุสงฆ์เรียนถามถึงการบรรลุโลกุตรธรรมกะ

พระมหาสังฆรักขิตเถระผู้มีพรรษา ๖๐ ล่วงแล้ว นอนอยู่บนเตียงเป็นที่

มรณะ พระเถระบอกว่า "โลกุตรธรรมของเราไม่มี" ครั้งนั้นภิกษุ

หนุ่มผู้อุปัฏฐากท่านเรียนว่า "ท่านผู้เจริญ คนทั้งหลายอยู่ในที่ประมาณ

๑๒ โยชน์โดยรอบ ประชุมกันด้วยคิดว่า 'พระคุณเจ้าปรินิพพาน'

ดังนี้ ความร้อนใจในภายหลังจะต้องมีแก่มหาชน เพราะการมรณภาพ

อย่างปุถุชนแห่งพระคุณเจ้า" พระเถระกล่าวว่า "อาวุโส เราไม่

เริ่มตั้งวิปัสสนา เพราะปรารถนาว่า 'จัก (รอ) พบพระผู้มีพระภาค

เมตเตยยะดอก' ถ้ากระนั้น เธอจงช่วยเราให้นั่งแล้วทำโอกาส (แก่

เรา)" ภิกษุหนุ่มนั้นช่วยพระเถระให้นั่งแล้วออกไปข้างนอก พระเถระ

ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมกับการออกไปแห่งภิกษุนั้นนั่นเอง จึงให้สัญญา

ด้วยการดีดนิ้วมือ พระสงฆ์มาประชุมกันแล้ว กราบเรียนว่า "ท่าน

ผู้เจริญ พระคุณเจ้ายังโลกุตรธรรมให้เกิด ในเวลาจวนมรณภาพ

เห็นปานนี้ ชื่อว่าได้กระทำกิจที่บุคคลทำได้ยาก" พระเถระกล่าวว่า

"อาวุโสทั้งหลาย นี่มิใช่กิจทำได้ยาก เออก็เราจักบอกกิจที่ทำยากแก่ท่าน

ทั้หลาย (คือ) อาวุโสทั้งหลาย เราระลึกถึงกรรมที่ได้กระทำด้วย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 98

ความไม่รู้ ด้วยไม่มีสติ ตั้งแต่กาลที่เราบวชแล้ว ไม่ได้เลย"*

แม้หลานของท่าน ก็ได้บรรลุพระอรหัตโดยทำนองนี้เหมือนกัน

ในกาลมีพรรษาได้ ๕๐ แล.

บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับน้อย ทั้งไม่มั่นคง

ในศีลทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายย่อมติบุคคลนั้น

ทั้ง ๒ ทาง คือทั้งทางศีลและทางสุตะ

บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับน้อย แต่เป็นผู้

มั่นคงในศีลทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลาย ย่อม

สรรเสริญบุคคลนั้นทางศีล (แต่) สุตะของเขา

ใช้ไม่ได้

บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับมาก แต่ไม่มั่นคง

ในศีลทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมติบุคคลนั้น

ทั้งทางศีล (แต่) สุตะของเขาใช้ได้

บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับมาก ทั้งมั่นคงใน

ศีลทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคล

นั้นทั้ง ๒ ทาง คือทั้งทางศีลและทางสุตะ

ใครจะควรติบุคคลผู้เป็นพุทธสาวก ได้สดับ

มาก ทรงธรรม มีปัญญา ราวกะแท่งทองชมพูนุท

* น่าคิดว่า การที่ท่านได้อาศัยพระพุทธเจ้าองค์นี้ปฏิบัติธรรมมาจวนจะถึงอาสวักขัยอยู่รอมร่อ

แล้ว ยังปรารถนาจะรอไปพบพระเมตไตรยอยู่อีกนั้น ท่านได้กระทำไปด้วยความไม่รู้ และด้วย

ความไม่มีสติหรือเปล่า ?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 99

นั้นเล่า แม้เหล่าเทวดาก็ย่อมชม ถึงพรหมก็

สรรเสริญแล๑.

ส่วนศีลของพระเสขะทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอปรามัฏฐ-

ปาริสุทธิศีล เพราะเป็นศีลไม่ถูกแตะต้องด้วยอำนาจทิฏฐิ อีกอย่างหนึ่ง

ศีลที่ไม่ถูกแตะต้องด้วยอำนาจราคะ๒ ของปุถุชนทั้งหลายก็พึงทราบว่า

เป็นอปรามัฏฐปาริสุทธิศีล เหมือนศีลของพระติสสเถระผู้บุตรของ

กุฎุมพีฉะนั้น ท่านองค์นั้นประสงค์จะอาศัยศีลเห็นปานนั้น แล้วตั้งอยู่

ในพระอรหัต จึงกล่าวกะพวกไพรีทั้งหลายว่า

"เราทำลายขาทั้งสองข้าง ทำสัญญาแก่ท่าน

ทั้งหลาย เราเกลียดอายความตายอย่างคนมีราคะ

เราคิดอย่างนี้แล้ว จึงพิจารณา (สังขาร) โดย

แยบคาย ก็ได้บรรลุพระอรหัตเมื่ออรุณขึ้นพอดี๓"

๑. องฺ. จตุกฺก. ๒/๑๙.

๒. ภววเสน แต่ฉบับพม่าเป็น ราควเสน ในมหาฎีกาหน้า ๑๑๔ ข้อ ๕๙ ก็อย่างนั้น คำของ

พระติสสเถระในคาถาก็มี สราคมรณํ พิจารณาความก็น่าจะเป็นอย่างนั้นด้วย จึงตกลงแก้เป็น

ราควเสน.

๓. เรื่องพระติสสเถระนี้ พบเล่าไว้ในอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตรว่า ท่านละสมบัติออกบวชแล้ว

ไปอยู่ในป่า น้องสะใภ้จ้างพวกโจรให้ไปปลงชีวิตท่าน พวกโจรไปล้อมท่านไว้ ท่านถามทราบว่า

เขาจะมาปลงชีวิตท่าน ท่านจึงพูดขอชีวิตไว้สักคืนหนึ่ง โดยมีประกันว่าไม่หนี พวกโจรท้วงว่า

อยู่ในป่าเช่นนี้ จะไปหาประกันได้ที่ไหน พระเถระจึงคว้าเอาก้อนหินขนาดเขื่องก้อนหนึ่งใกล้ ๆ นั้น

ทุบขาตัวเองจนกระดูกขาแตกทั้ง ๒ ข้าง แล้วถามพวกโจรว่า "พอใจหรือยังล่ะ ประกันอย่างนี้"

พวกโจรเห็นเช่นนั้นก็ยอมทุเลาให้ท่าน พากันไปก่อไฟพักนอนอยู่ทางต้นที่จงกรม พระเถระ

ข่ม

ทุกขเวทนา พิจารณาดูศีลของตน เห็นศีลบริสุทธิ์ดีก็เกิดปปีติปราโมทย์ เจริญวิปัสสนาต่อไป ทำ

สมณธรรมอยู่ตลอดคืน พออรุณขึ้นก็ได้บรรลุพระอรหัต จึงเปล่งอุทานคาถานั้นขึ้น

ปาฐะในคาถาต่างกันบ้าง คือ สญฺญมิสฺสามิ ในอรรถกถาสติปัฏฐานเป็น สญฺญาสฺสามิ

ส่วน สมฺมสิตฺวาน โยนิโส ในอรรถกถาสติปัฏฐานเป็น ยถาภูตํ วิปสฺสยึ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 100

[ เรื่องพระเถระองค์หนึ่ง ]

พระมหาเถระอีกองค์หนึ่ง อาพาธหนักจนไม่อาจจะบริโภคอาหาร

ด้วยมือของตนได้ นอนกลิ้งเกลือกอยู่ในมูตรและคูถของตน ภิกษุหนุ่ม

รูปใดรูปหนึ่งเห็นท่านแล้วกล่าวขึ้นว่า "โอ ชีวิตสังขารทั้งหลายเป็น

ทุกข์" พระมหาเถระกล่าวกะเธอนั้นว่า "อาวุโส เราตายลงในบัดนี้

จะได้สวรรคสมบัติ ความสงสัยเรื่องนี้ไม่มีแก่เรา แต่ชื่อว่าสมบัติ

ที่ต้องทำลายศีลนี้แล้วจึงได้ ก็เป็นเช่นกับความเป็นคฤหัสถ์ที่ภิกษุบอก

คืนสิกขาแล้วได้มาฉะนั้น" ดังนี้แล้วคิดว่า "เราต้องตายไปกับศีล

ให้ได้"* นอนอยู่นั้นนั่นเอง พิจารณาโรคนั้นแหละ (เป็น

อารมณ์) บรรลุพระอรหัตแล้วพยากรณ์ (พระอรหัต) แก่ภิกษุสงฆ์

ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า

"เมื่อเราถูกพยาธิอย่างใดอย่างหนึ่งต้องเอาแล้ว

โรครันทำให้ลำบาก อาการทรุดหนัก กเลวระนี้

เหี่ยวแห้งลงโดยเร็ว เหมือนดอกไม้ที่เขาทิ้งไว้ที่

ฝุ่นกลางแดด พลันเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น กเลวระนี้

ไม่น่าพึงพอใจ คนพาลกลับนับเอาว่าเป็นของน่า

พึงพอใจ กเลวระนี้ไม่สะอาด คนพาลกลับว่า

* ตรงนี้มหาฎีกาท่านให้ความกระจ่างไว้ดีอย่างยิ่งว่า เมื่อจะตายกับศีลให้เด็ดขาดก็ต้องตายแล้ว

ไม่เกิดอีก ถ้ายังมีภพชาติไปเกิดใหม่ ศีลก็ขาดตอน คล้ายกับลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ไปฉะนั้น

เพราะฉะนั้น ต้องทำให้สิ้นภพสิ้นชาติเสียก่อนจะดับขันธ์ จึงจะได้ตายไปกับศีลนั้นเป็นเด็ดขาด

ไม่มีขาดตอน.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 101

เอาว่าเป็นของสะอาด กเลวระนี้เต็มด้วยซากต่าง ๆ

แต่กลับ (ปรากฏ) เป็นรูปน่าพึงใจสำหรับคนผู้

ไม่เห็น (ตามเป็นจริง) ขอติกายอันอาดูรเน่าเหม็น

สกปรก มีอันจะต้องเจ็บอยู่เสมอนี้ ที่หมู่สัตว์ผู้

ประมาทหลงงมอยู่ ทำหนทางแห่งการเข้าถึงสุคติ

ให้เสื่อมเสียไป" ดังนี้.

ส่วนศีลของท่านผู้สิ้นกิเลสมีพระอรหันต์เป็นต้น พึงทราบว่าเป็น

ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล เพราะเป็นศีลที่บริสุทธิ์ด้วยความระงับแห่ง

กิเลสเครื่องกระวนกระวายทั้งปวง ศีลเป็น ๕ อย่าง โดยจัดเป็นปาริสุทธิ-

ศีลมีปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นต้น สาธุชนพึงทราบด้วยประการดังกล่าว

มาฉะนี้.

[ ปัญจกะที่ ๒ ]

ในปัญจกศีลที่ ๒ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจคุณมีการ

ละเป็นต้น ซึ่งโทษทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นอาทิ จริงอยู่ พระธรรม-

เสนาบดีสารีบุตรกล่าวไว้ในคัมภีร์ปฏิสัมภิทาว่า "ศีล ๕ คือ การละ

ปาณาติบาตเป็นศีล ความงดเว้น (จากปาณาติบาต) ก็เป็นศีล เจตนา

(ละเว้นปาณาติบาต) ก็เป็นศีล ความสำรวม (จากปาณาติบาต)

ก็เป็นศีล ความไม่ละเมิด (ปาณาติบาต) ก็เป็นศีล

การละ ความงดเว้น เจตนา ความสำรวม ความไม่ละเมิด

อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 102

สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฏฐิ (แต่ละอย่าง ๆ) เป็นศีล.

การละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ละพยาบาทด้วยอพยาบาท (คือ

เมตตา) ละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา ละอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้ง-

ซ่าน (คือเอกัคคตา ?) ละวิกิจฉาด้วยธัมมววัฏฐาน (ความปลงใจ

ในธรรม) ละอวิชชาด้วยญาณ ละอรติด้วยปราโมทย์ ละนิวรณด้วย

ปฐมฌาน ละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ละปีติด้วยตติยฌาน ละสุข

และทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา

ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ละอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญา-

ณัญจายตนสมาบัติ ละวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตน-

สมาบัติ ละอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ

ละนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา ละสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา

ละอัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสสนา ละนันทิ ด้วยนิพพิทานุปัสสนา

(อนุปัสสนาที่เป็นไปด้วยอาการหน่ายในสังขาร) ละราคะ ด้วยวิราคา-

นุปัสสนา (อนุปัสสนาที่เป็นไปด้วยอาการคลายกำหนัด) ละสมุทัย

ด้วยนิโรธานุปัสสนา (ดูสังขารด้านดับ) ละความไม่อยากพ้น ด้วย

มุญจิตุกามยตานุปัสสนา ละความถือเอาไว้ ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา

(อนุปัสสนาที่เป็นไปด้วยอาการสละสังขาร) ละฆนสัญญา (ความ

หมายว่าเป็นก้อน) ด้วยขยานุปัสสนา (ดูสังขารด้านสิ้นไป) ละความ

ประมวลเอาไว้ ด้วยวยานุปัสสนา (ดูสังขารด้านเสื่อม) ละธุวสัญญา

(ความหมายว่ายั่งยืน) ด้วยวิปริณามานุปัสสนา (ดูสังขารด้านแปร-

ปรวน) ละกิเลสอันเป็นนิมิต ด้วยอนิมิตตานุปัสสนา ละกิเลสอัน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 103

เป็นที่ตั้ง ด้วยอัปปณิหิตานุปัสสนา ละอภินิเวส (ความปักใจมั่น๑)

ด้วยสุญญตานุปัสสนา๒ ละความปักใจมั่นในอันถือเอาว่าเป้นสาระ (ใน

สิ่งมิใช่สาระ๓) ด้วยอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา๔ (การเห็นแจ้งธรรมด้วย

อธิปัญญา) ละความปักใจมั่นด้วยอำนาจความงมงาย๕ ด้วยยถาภูตญาณ-

ทัสสนะ ละความปักใจมั่นด้วยอำนาจอาลัย ด้วยอาทีนวานุปัสสนา

ละความไม่พิจารณา (หาทางพ้น) ด้วยปฏิสังขานุปัสสนา ละความ

ปักใจมั่นด้วยอำนาจสังโยค ด้วยวิวัฏฏานุปัสสนา๖ ละกิเลสทั้งหลาย

อันมีที่ตั้งร่วมกันกับทิฏฐิ ด้วยโสดาปัตติมรรค๗ ละกิเลสอย่างหยาบ

ด้วยสกทาคามิมรรค ละกิเลสอย่างละเอียด ด้วยอนาคามิมรรค ละ

๑. อภินิเวส บทนี้ มหาฎีกาว่า ได้แก่อัตตานุทิฏฐิ.

๒. อนิมิตตานุปัสสนา อัปปณิหิตานุปัสสนา สุญญตานุปัสสนา ๓ นี้ ชื่อพ้องกับวิโมกข์ ๓ คือ

สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ เข้าใจว่าจะมีความหมายนัยเดียวกัน อนุปัสสนา

เป็นมรรค วิโมกข์ เป็นผล.

๓. อภินิเวส บทนี้ มหาฎีกาแก้เป็น วิปลาส.

๔. อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา คำนี้มีมาในสูตรที่ ๙๒ จตุกังคุตตร หน้า ๑๒๐ ปัณณาสกะ ๒

วรรค ๕ ว่า บุคคล ๔ จำพวก คือ ผู้ได้อัชฌัตตังเจโตสมถะ แต่ไม่ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา ก็มี

ผู้ได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา แต่ไม่ได้อัชฌัตตังเจโตสมถะก็มี ผู้ไม่ได้ทั้งสองอย่างก็มี ผู้ได้ทั้ง

สอง

อย่างก็มี.

๕. สัมโมหาภินิเวส มหาฎีกาว่า หมายเอาความปักใจเชื่อโดยความงมงาย เช่นว่า โลกนี้มีผู้สร้าง

และว่าบางท่านหมายเอาอุจเฉททิฏฐิ และสัสสตทิฏฐิ.

๖. มหาฎีกาว่า วิวัฏฏานุปัสสนานี้ ได้แก่สังขารุเบกขา และอนุโลมญาณ.

๗. การละทิฏฐิผิดเป็นกิจสำคัญแห่งโสดาปัตติมรรค แม้สังโยชน์ที่พระโสดาบันละได้ก็ขึ้นต้นด้วย

สักกายทิฏฐิ ตรงกันข้าม การประกอบด้วยทิฏฐิชอบ ที่ลงร่องกระแสแห่งพระนิพพาน เป็นเหตุให้

ได้นามว่าโสดาบัน ก็เป็นคุณสำคัญในความเป็นอริยบุคคลชั้นต้น จึงมีพระบาลีเรียกพระโสดาบันว่า

ทิฏฺฐิสมฺปนฺโน ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 104

สรรพกิเลส ด้วยอรหัตมรรค๑ (แต่ละอย่าง ๆ) เป็นศีล, ความ

งดเว้น เจตนา ความสำรวม ความไม่ละเมิด (โทษและคุณ

เหล่านั้นแต่ละอย่าง) เป็นศีล, ศีลเห็นปานนี้ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่

เดือดร้อนแห่งจิต เป็นไปเพื่อปราโมทย์ เป็นไปเพื่อปีติ เป็นไปเพื่อ

ปัสสัทธิ เป็นไปเพื่อโสมนัส เป็นไปเพื่อเสพให้ยิ่งขึ้น (ซึ่งสมาธิ) เป็น

ไปเพื่อธรรมอันเป็นเครื่องประดับ (แห่งสมาธิ) เป็นไปเพื่อธรรม

อันอุดหนุน (สมาธิ) เป็นไปเพื่อธรรมอันเป็นบริวาร (แห่งสมาธิ)

เป็นไปเพื่อความเต็มรอบ (แห่งสมาธิ) เป็นไปเพื่อความหน่ายโดย

ส่วนเดียว เพื่อสำรอกราคะ เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อ

ความรู้ยิ่ง เพื่อความรู้พร้อม เพื่อนิพพาน"๒ ดังนี้.

ก็แลธรรมใน ๕ ประการมีปหานะเป็นต้นนี้ ชื่อว่าธรรมอะไร ๆ

ที่จะเรียกว่าปหานะย่อมไม่มี เว้นแต่ธรรมคือความไม่เกิดขึ้นแห่งโทษ

มีปาณาติบาตเป็นต้น มีประการดังกล่าวแล้วอย่างเดียว๓ แต่เพราะว่า

การละนั้น ๆ นับได้ว่าเป็นการเข้าไปรับไว้ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง

๑. มหาฎีกาอธิบายว่า ที่ว่ากิเลสอย่างหยาบ อย่างละเอียด ในที่นี้ เพราะเทียบกันในระหว่างกิเลส

ที่มรรคด้วยกันจะพึงละ ไม่ได้หมายความทั่วไป ส่วนสรรพกิเลสที่อรหัตมรรคพึงละนั้น ก็หมายถึง

กิเลสที่ยังเหลืออยู่เท่านั้น เพราะไม่จำต้องละกิเลสที่มรรคต้น ๆ ละไปแล้วซ้ำอีก.

๒. ขุ. ป. ๓๑/๖๗.

๓. มหาฎีกาแก้ไว้ว่า "ปชหนํ อนุปฺปาทนิโรโธ ปหานํ ความละไป คือ ความดับไปไม่เกิดขึ้นอีก

ชื่อว่า ปหานะ" อธิบายว่า ธรรมคือความไม่เกิดขึ้นอีกแห่งโทษนั้น ๆ อย่างเดียวเท่านั้น เป็น

ความหมายแห่งปหานะ แต่ที่ในปฏิสัมภิทาท่านนับปหานะเป็นศีลด้วยนั้น เพราะอรรถาธิบาย ดัง

ต่อไปนั้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 105

อาศัยแห่งกุศลธรรมนั้น ๆ นับว่าเป็นการรวมเอาไว้ เพราะทำ

ความไม่กระจัดกระจาย (แห่งกุศลธรรมนั้น ๆ) เพราะเหตุนั้น ท่าน

จึงเรียกว่าศีล เพราะอรรถว่าเป็นรากฐาน กล่าวคือเป็นการเข้าไปรับ

ไว้และรวมเอาไว้ ดังกล่าวแล้วในเบื้องต้นนั่นแล ธรรม ๔ อย่างนอกนี้

ท่านกล่าวหมายเอาความเป็นไปเองแห่งใจ โดยเว้นจากโทษนั้น ๆ ด้วย

โดยสำรวมต่อโทษนั้น ๆ ด้วย โดยเจตนาสัมปยุตด้วยความเว้นและ

ความสำรวมทั้งสองนั้นด้วย โดยไม่ละเมิดแห่งบุคคลผู้ไม่ล่วงโทษนั้น ๆ

ด้วย* ส่วนอรรถว่าธรรม ๔ อย่างนั้นเป็นศีล ข้าพเจ้าแถลงไว้ข้างต้น

แล้วแล ศีลเป็น ๕ อย่าง โดยเป็นเป็นปัญจศีล มีปหานศีล เป็นต้น พึง

ทราบด้วยประการฉะนี้.

ก็แลการแก้ปัญหาเหล่านี้ คือ อะไรเป็นศีล ที่เรียกว่าศีล เพราะ

อรรถว่าอะไร อะไรเป็นลักษณะ เป็นรส เป็นเครื่องปรากฏและเป็น

ปทัฏฐานของศีลนั้น ศีลมีอานิสงส์อย่างไร และศีลนั้นมีกี่อย่าง จบลง

เพียงนี้แล.

[ ความเศร้าหมองและผ่องแผ้วแห่งศีล ]

ส่วนปัญหากรรมข้อที่ว่า อะไรเป็นความเศร้าหมอง และอะไร

เป็นความผ่องแผ้วแห่งศีลนั้น ข้าพเจ้าจะกล่าวแก้ในปัญหากรรมนั้น

ต่อไป ความที่ศีลขาดเป็นต้น ความเศร้าหมองแห่งศีล ความที่

* หมายความว่า เมื่อปหานะเป็นไปแล้ว ธรรมอีก ๔ อย่าง คือ ความเว้น ความสำรวม เจตนา

และความไม่ล่วงโทษนั้น ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นและเป็นไปเอง มหาฎีกาอธิบายว่า เอกฺกขเณปิ ลพฺภนฺติ

ธรรมเหล่านี้ย่อมมีในขณะ (จิต) เดียวกันก็ได้.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 106

ศีลไม่ขาดเป็นต้น เป็นความผ่องแผ้วแห่งศีล.

[ ความเศร้าหมองแห่งศีล ]

ก็แลความที่ศีลขาดเป็นต้นนั้น ท่านสงเคราะห์ด้วยความแตก

(แห่งศีล) ซึ่งมีลาภและยศเป็นต้นเป็นเหตุอย่าง ๑ ด้วยเมถุนสังโยค ๗

ประการอย่าง ๑

จริงอย่างนั้น สิกขาบทในส่วนเบื้องต้นหรือในส่วนเบื้องปลาย

ในกองอาบัติทั้ง ๗ ของภิกษุใด ทำลายแล้ว ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่า

เป็นศีลขาด เหมือนผ้าขาดที่ชายฉะนั้น ส่วนสิกขาบทของภิกษุใด

ทำลายในส่วนท่ามกลาง ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นศีลทะลุ เหมือนผ้า

เป็นช่องโหว่ตรงกลางผืนฉะนั้น สิกขาบทของภิกษุใดทำลายไปทีละ

๒ - ๓ สิกขาบทโดยลำดับ ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นศีลด่าง เหมือน

แม่โคตัวสีดำหรือแดงเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง มีสีตัดกับสีตัวผุดขึ้น

ที่หลังบ้าง ที่ท้องบ้างฉะนั้น สิกขาบทของภิกษุใดทำลายยิบยับไป

ศีลของภิกษุนั้นชื่อว่าพร้อย เหมือนแม่โคตัวลายไปด้วยจุดสีที่ตัดกับ

สีตัวยิบยับไปฉะนั้น* ความที่ศีลขาดเป็นต้น ด้วยความแตก (แห่งศีล)

*เรื่อง ขาด ทะลุ ด่าง พร้อย ที่ท่านอธิบายนี้ ได้ความว่าขาดทั้งนั้น ต่างกันด้วยอาการที่

ขาดเท่านั้น พิจารณาดูศัพท์แล้วเห็นว่าน่าจะเป็นโทษลดหลั่นกัน คือมีเจตนาล่วงศีลจนถึงที่สุด

เป็นขาด มีเจตนาล่วงศีล แต่พยายามไม่สำเร็จ เช่น ฆ่าเขา แต่เขาไม่ตาย เป็นทะลุ มีเจตนา

ล่วงศีล ตั้งท่าจะพยายามแล้วงดเสีย เช่น เงื้อมมือจะประหารแล้วงดได้ เป็นด่าง ไม่มีเจตนาล่วงศีล

เป็นแต่เจตนาตลกคะนอง หรือไม่เอื้อเฟื้อสำรวม ทำ พูดอะไรเฉียดความล่วงศีล จะว่าไม่เป็น

ความเสียทีเดียวก็ว่าไม่ได้ นับเป็นความเสียนิดหน่อย นี้เป็นพร้อย หรือมิฉะนั้น ล่วงถึงปาราชิก

เป็นขาด ล่วงสังฆาทิเสส เป็นทะลุ ล่วงปาจิตตีย์ เป็นด่าง ล่วงทุกกฏ ทุพภาสิต เป็นพร้อย

ดังนี้จะเข้าใจง่ายขึ้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 107

ซึ่งมีลาภเป็นต้นเหตุ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ก่อน.

[ เมถุนสังโยค ๗ ]

(ส่วนความที่ศีลขาดเป็นต้น) ด้วยอำนาจแห่งเมถุนสังโยค ๗

พึงทราบดังต่อไปนี้ จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ (ในเมถุน

สังโยคสูตรนั้น)ว่า

(๑) "ดูกรพราหมณ์ สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี ลางคนใน

โลกนี้ ปฏิญญา (ตนว่า) เป็นพรหมจารีจริง ๆ หาได้ร่วมประกอบ

กิริยาที่คนสองต่อสองจะพึงประกอบกันด้วยมาตุคามไม่เลย แต่ว่า

ยังยินดีการลูบไล้ การขัดสี การให้อาบน้ำ การนวดฟั้น แห่งมาตุคาม

เขายินดี ใคร่ใจ และถึงความปลื้มใจ ด้วยการบำเรอมีการลูบไล้

เป็นต้นนั้น ดูกรพราหมณ์ แม้ความยินดีการบำเรอแห่งมาตุคามนี้

นับเป็นความขาดก็ได้ ทะลุก็ได้ ด่างก็ได้ พร้อยก็ได้ แห่งพรหมจรรย์

ของสมณพราหมณ์นั้น ดูกรพราหมณ์ สมณพราหมณ์นี้เรากล่าวว่า

เขาประพฤติพรหมจรย์ไม่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยเมถุนสังโยค ย่อม

ไม่พ้นจากชาติชรามรณะ ฯ ล ฯ เราบอกได้ว่า เขาย่อมไม่พ้นไปจาก

ทุกข์ได้เลย.

(๒) ดูกรพราหมณ์ อีกข้อหนึ่ง สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี

ลางคนในโลกนี้ ปฏิญญา (ตนว่า) เป็นพรหมจารีจริง ๆ หาได้ร่วม

ประกอบกิริยาที่คนสองต่อสองจะพึงประกอบกันกับด้วยมาตุคามไม่เลย

ทั้งไม่ (ถึงกับ) ยินดีการลูบไล้ ฯ ล ฯ แห่งมาตุคาม แต่ว่ายังซิกซี้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 108

เล่นหัวสัพยอกกับมาตุคามอยู่ เขายินดีด้วยการซิกซี้เป็นต้นนั้น ฯ ล ฯ

เราบอกได้ว่า เขาย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย.

(๓) ดูกรพราหมณ์ อีกข้อหนึ่ง สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี

ลางคนในโลกนี้ ฯ ล ฯ หาได้ร่วมประกอบกิริยาที่คนสองต่อสองจะพึง

ประกอบกันกับด้วยมาตุคามไม่เลย ทั้งไม่ (ถึงกับ) ยินดีการลูบไล้

ฯ ล ฯ แห่งมาตุคาม ทั้งไม่ (ถึงกับ) ซิกซี้ เล่นหัว สัพยอกกับ

มาตุคาม แต่ว่ายังเพ่ง ยังจ้องดูตามาตุคามด้วยตา (ของตน) เขา

ยินดีด้วยการเพ่งดูนั้น ฯ ล ฯ เราบอกได้ว่า เขาย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์

ได้เลย.

(๔) ดูกรพราหมณ์ อีกข้อหนึ่ง สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี

ลางคนในโลกนี้ ฯ ล ฯ หาได้ร่วมประกอบกิริยาที่คนสองต่อสองจะพึง

ประกอบกันด้วยมาตุคามไม่เลย ทั้งไม่ (ถึงกับ) ยินดีการลูบไล้

ฯ ล ฯ แห่งมาตุคาม ทั้งไม่ (ถึงกับ) ดูตาแห่งมาตุคาม ฯ ล ฯ แต่ว่าฟังเสียงมาตุคาม

หัวเราะ

อยู่ก็ดี พูดอยู่ก็ดี ขับร้องอยู่ก็ดี ร้องไห้อยู่ก็ดี ข้างนอกฝา หรือ

ข้างนอกกำแพงก็ตาม เขายินดีด้วยเสียงนั้น ฯ ล ฯ เราบอกได้ว่า เขา

ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ได้เลย.

(๕) ดูกรพราหมณ์ อีกข้อหนึ่ง สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี

ลางคนในโลกนี้ ฯ ล ฯ หาได้ร่วมประกอบกิริยาที่คนสองต่อสองจะพึง

ประกอบกันด้วยมาตุคามไม่เลย ทั้งไม่ (ถึงกับ) ยินดีการลูบไล้

ฯ ล ฯ แห่งมาตุคาม ทั้งไม่ (ถึงกับ) ซิกซี้ ฯ ล ฯ กับมาตุคาม ทั้ง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 109

ไม่ (ถึงกับ) จ้องดูตาแห่งมาตุคาม ฯ ล ฯ ทั้งไม่ (ถึงกับ) ฟังเสียง

แห่งมาตุคาม ฯ ล ฯ ร้องไห้อยู่ก็ดี ฯ ล ฯ แต่ว่ายังตามนึกถึงการที่

เคยหัวเราะพูดจาเล่นหัวกับมาตุคาม ในกาลก่อน เขายินดีด้วยเรื่องเก่า

นั้น ฯ ล ฯ เราบอกได้ว่า เขาย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ได้เลย.

(๖) ดูกรพราหมณ์ อีกข้อหนึ่ง สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี

ลางคนในโลกนี้ ฯ ล ฯ หาได้ร่วมประกอบกิริยาที่คนสองต่อสองจะพึง

ประกอบกันด้วยมาตุคามไม่เลย ฯ ล ฯ ทั้งไม่ (ถึงกับ) ตามนึกถึง

การที่เคยหัวเราะพูดจาเล่นหัวกับมาตุคามในกาลก่อน แต่ว่าเขาเห็น

คฤหบดีก็ดี บุตรคฤหบดีก็ดี ผู้อิ่มเอิบพร้อมพรั่งด้วยกามคุณ ๕ บำเรอ

ตนอยู่ เขายินดีด้วยการบำเรอตนแห่งคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดีนั้น

ฯ ล ฯ เราบอกได้ว่า เขาย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ได้เลย.

(๗) ดูกรพราหมณ์ อีกข้อหนึ่ง สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี

ลางคนในโลกนี้ ฯ ล ฯ หาได้ร่วมประกอบกิริยาที่คนสองต่อสองจะพึง

ประกอบกันด้วยมาตุคามไม่เลย ฯ ล ฯ ทั้งไม่ (ถึงกับ) เห็นคฤหบดี

หรือบุตรคฤหบดี ฯ ล ฯ บำเรอตนอยู่ ฯ ล ฯ แต่ว่าประพฤติพรหมจรรย์

ปรารถนาเทวนิกายเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ด้วยหวังว่า เราจักได้เป็นเทพเจ้า

หรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีลนี้ ด้วยตบะนี้ หรือด้วยพรหมจรรย์นี้

ก็ดี เขายินดี ใคร่ใจ ถึงความปลื้มใจด้วยความเป็นเทวดานั้น ดูกร

พราหมณ์ แม้ความยินดีด้วยการเป็นเทวดานี้ นับเป็นขาดก็ได้ ทะลุ

ก็ได้ ด่างก็ได้ พร้อยก็ได้ แห่งพรหมจรรย์"* ฉะนี้.

* องฺ. สตฺตก. ๒๓/๕๖.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 110

ความที่ศีลเป็นศีลขาดเป็นต้น พึงทราบว่าท่านสงเคราะห์ด้วย

ความแตก (แห่งสิกขาบท) ซึ่งมีลาภเป็นต้นเหตุประการ ๑ ด้วย

เมถุนสังโยค ๗ ประการ ๑ ดังกล่าวมาฉะนี้.

[ ความผ่องแผ้วแห่งศีล ]

ส่วนความที่ศีลเป็นศีลไม่ขาดเป็นต้น ท่านสงเคราะห์ด้วยความไม่

แตกแห่งสิกขาบททั้งหลายโดยประการทั้งปวงประการ ๑ ด้วยการทำ

คืนซึ่งสิกขาบททั้งหลายที่พึงทำคืนได้อันแตกแล้วประการ ๑ ด้วยความ

ไม่มีเมถุนสังโยค ๗ ประการ ๑ ด้วยความดีอื่นอีก คือด้วยความไม่

เกิดขึ้นแห่งบาปธรรมทั้งหลายเช่น โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ

อิสสา มัจฉริยะ มายา สาเถยยะ ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ

มทะ ปมาทะ เป็นต้นประการ ๑ ด้วยความบังเกิดแห่งคุณทั้งหลาย

มีอัปปิจฉตา สันตุฏฐิตา และสัลเลขตาเป็นต้นประการ ๑

จริงอยู่ ศีลเหล่าใดแม้ไม่แตกเพื่อต้องการลาภเป็นต้นก็ดี แม้

แตกด้วยโทษคือความประมาทแต่ทำคืนแล้วก็ดี อันเมถุนสังโยคหรือ

บาปธรรมมีโกธะและอุปนาหะเป็นต้น ไม่เข้ามาทำลายเสียก็ดี ศีล

เหล่านั้นท่านเรียกว่าอขัณฑกะ (ไม่ขาด) อัจฉิททะ (ไม่ทะลุ) อสพละ

(ไม่ด่าง) อกัมมาสะ (ไม่พร้อย) โดยประการทั้งปวง และศีล

เหล่านั้นแหละ ชื่อว่าภุชิสสะ เพราะกระทำความเป็นไท ชื่อ

วิญญุปสัตถะ เพราะความเป็นศีลอันวิญญูสรรเสริญ ชื่ออปรามัฏฐะ

เพราะความเป็นศีลอันตัณหาไม่แตะต้อง และเป็นสมาธิสังวัตตนิกะ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 111

เพราะยังอุปจารสมาธิหรืออัปปนาสมาธิให้เป็นไปโดยง่าย ๆ เพราะ

เหตุนั้น ความเป็นศีลไม่ขาดเป็นต้นนี้ พึงทราบว่าเป็นความผ่องแผ้ว

แห่งศีลเหล่านั้น ก็แลความผ่องแผ้วนี้นั้น ย่อมสำเร็จด้วยอาการ ๒

คือ ด้วยการเห็นโทษแห่งสีลวิบัติ ๑ ด้วยการเห็นอานิสงส์แห่งสีล-

สมบัติ ๑

[ โทษแห่งสีลวิบัติ ]

ในอาการ ๒ อย่างนั้น โทษแห่งสีลวิบัติพึงเห็นตามนัยแห่งพระสูตร

อันมีคำขึ้นต้นว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย โทษแห่งสีลวิบัติของภิกษุผู้ทุศีล

๕ อย่างนี้"๑ ดังนี้นัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่งบุคคลผู้ทุศีล เพราะความ

ทุศีลเป็นต้นเหตุ ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

เป็นผู้ที่เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายไม่พึงพร่ำสอน ต้องทุกข์ใจในเพราะ

คำติเตียนความทุศีล (ของตน) ต้องร้อนใจในเพราะคำสรรเสริญ

(คนอื่น) ผู้มีศีลทั้งหลาย ก็แลเพราะความเป็นผู้ทุศีลนั้น เขาย่อม

เป็นผู้มีผิวพรรณหมอง อนึ่ง นับว่าเป็นผู้มีสัมผัสหยาบ เพราะนำ

อบายทุกข์มาให้แก่คนทั้งหลายที่เอาเยี่ยงอย่างเขาตลอดกาลนาน นับว่า

เป็นผู้มีราคาถูก เพราะทำความไม่มีผลมากแก่ทายกทั้งหลายผู้ที่ตน

รับไทยธรรม (ของเขา) มา ดุจผ้าป่านดิบซึ่งเป็นผ้ามีสีทราม สัมผัส

หยาบและราคาถูกฉะนั้น๒ เป็นคนชำระ (ให้บริสุทธิ์) ได้ยาก เหมือน

๑. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๘๑.

๒. ความที่เปรียบคนทุศีลด้วยผ้าป่านดิบมีโทษ ๓ ประการนี้ กล่าวตามนัยสูตรที่ (๕๓๙) ๑๐๐

ในติกังคุตตร หน้า ๓๑๗ คำ "สาณสาฏโก วิย" จึงเป็นอุปมาแห่งบททั้ง ๓ (คือ ทุพฺพณฺโณ

ทุกฺขสมฺผสฺโส อปฺปคฺโฆ).

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 112

หลุมคูถที่หมักหมมมานาน (ยากที่จะชำระให้สะอาด) ฉะนั้น เป็นผู้

คลาดจากประโยชน์ทั้งสอง เหมือนดุ้นฟืนเผาศพ (ที่ไฟไหม้ทั้งสอง

ข้าง ตรงกลางเปื้อนคูถ ใช้ประโยชน์ไม่ได้ทั้งในป่าและในบ้าน)

ฉะนั้น๑ แม้ปฏิญญาความเป็นภิกษุ ก็ไม่เป็นภิกษุอยู่นั่นเอง เหมือน

ลาที่เดินตามฝูงโค (แม้ร้องอย่างโค ก็ไม่เป็นโคอยู่นั่นเอง) ฉะนั้น

เป็นผู้หวาดอยู่เนืองนิตย์ เหมือนคนมีเวรต่อคนทั่วไป เป็นคนไม่ควร

อยู่ร่วมด้วย เหมือนซากศพ แม้ประกอบด้วยคุณมีสุตะเป็นต้น ก็

ไม่ควรแก่การบูชาของเพื่อนพรหมจารีทั้งหลาย เหมือนไฟในป่าช้า

ไม่ควรแก่การบูชาของพวกพราหมณ์ เป็นคนอาภัพในการบรรลุคุณวิเศษ

เหมือนคนตาบอดอาภัพในการเห็นรูป เป็นผู้ไร้ความหวังในพระสัท-

ธรรม เหมือนเด็กจัณฑาลไม่มีหวังในราชสมบัติ แม้สำคัญตนว่ามีสุข

ก็ชื่อว่าเป็นคนมีทุกข์อยู่นั่นเอง เพราะความเป็นผู้มีส่วนแห่งทุกข์ที่ตรัส

ไว้ในอัคคิขันธปริยาย.

จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นกรรมและวิบากชัด โดย

อาการทั้งปวง เมื่อจะทรงแสดงทุกข์อันเผ็ดร้อน มีความยินดีในสุข

ดังจะกล่าวเป็นปัจจัย ซึ่งด้วยเหตุเพียงแต่นึกถึง สามารถยังความร้อน

ไหม้แห่งหทัยให้เกิดขึ้น แล้วยังการกระอักโลหิตอุ่น ๆ๒ ให้เป็นไป แก่

คนทุศีลทั้งหลาย ผู้มีจิตกำหนัดด้วยยินดีความสุขในการบริโภคเบญจ-

กามคุณ และในสามีจิกรรม (ที่คนอื่นทำ) มีการไหว้ การแสดง

๑. ความข้อนี้ กล่าวตามนัยพระสูตรที่ (๙๕) จตุกังคุตตร หน้า ๑๒๔.

๒. ไทยพูดว่า เลือดสด ๆ ความก็ได้กัน เพราะว่าเลือดสด ๆ มันก็ย่อมอุ่น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 113

ความนับถือเป็นต้น จึงตรัส (อัคคิขันธปริยาย) ว่า

(๑) "ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเห็นหรือไม่ ซึ่งกองไฟใหญ่

อันไหม้ลุกเป็นเปลวโชติช่วงอยู่โน่น" ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "(เห็น)

อย่างนั้นพระเจ้าข้า" ตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญ

ความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่บุคคลพึงเข้าไปนั่งกอด หรือเข้าไปนอนกอด

ซึ่งกองไฟใหญ่อันลุกเป็นเปลวโชติช่วงอยู่โน่นก็ดี ข้อที่บุคคลพึงเข้า

ไปนั่งเคล้า หรือเข้าไปนอนเคล้าซึ่งนางกษัตริย์ นางพราหมณ์ หรือนาง

คฤหบดี ผู้มีฝ่ามือและฝ่าเท้านุ่มเหมือนปุยนุ่นก็ดี สองข้อนี้ข้อไหน

เล่าหนอประเสริฐกว่ากัน ?" ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า "ข้าแต่พระองค์

ผู้เจริญ ข้อที่บุคคลพึงเข้าไปนั่งเคล้าหรือเข้าไปนอนเคล้านางกษัตริย์

นางพราหมณ์ หรือนางคฤหบดี นั่นแหละประเสริฐกว่า ข้อที่บุคคล

พึงเข้าไปนั่งกอดหรือเข้าไปนอนกอดกองไฟใหญ่ ฯล ฯ โน่น เป็น

ทุกข์ พระเจ้าข้า" พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย

เราจะบอกท่านทั้งหลายให้ทราบ โดยข้อที่บุคคลพึงเข้าไปนั่งกอดหรือ

เข้าไปนอนกอดกองไฟใหญ่ ฯ ล ฯ โน่นนั่นแหละประเสริฐกว่า สำหรับ

ภิกษุผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีสมาจารไม่สะอาดที่พึงระลึกถึงด้วยความ

รังเกียจ มีการงานซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะแต่ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่

ใช่พรหมจารีแต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี เป็นคนในเน่า เปียกชื้น

รกเรื้อ (ด้วยกิเลส) ข้อนั้นเพราะเหตุไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะ

ภิกษุนั้นพึงถึงตายหรือทุกข์ปางตาย เพราะเหตุเข้าไปนั่งกอดหรือเข้าไป

นอนกอดกองไฟใหญ่นั้น (ก็จริง) แต่เพราะกายแตกตายไปจะพึงเข้า

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 114

ถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัยหามิได้เลย ภิกษุ

ทั้งหลาย ส่วนข้อที่บุคคลผู้ทุศีล มีธรรมลามก มีสมาจารไม่สะอาด

ที่พึงระลึกถึงด้วยความรังเกียจ มีการงานซ่อนเร้น ไม่ใช่สมณะ แต่

ปฏิญญาว่าเป็นสมณะ ไม่ใช่พรหมจารี แต่ปฏิญญาว่าเป็นพรหมจารี

เป็นคนเน่าใน เปียกชื้น รกเรื้อ (ด้วยกิเลส) นั้น พึงเข้าไปนั่งเคล้า

หรือเข้าไปนอนเคล้านางกษัตริย์ ฯ ล ฯ ภิกษุทั้งหลาย ก็ข้อนั้นย่อม

เป็นไปเพื่อมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์แก่เขาตลอดกาลนาน เพราะ

กายแตกตายไป เขาย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก" ดังนี้*

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงทุกข์มีการบริโภคกามคุณ ๕

อันเนื่องด้วยสตรีเป็นปัจจัย ด้วยอุปมากองเพลิงอย่างนี้แล้ว จึง

ทรงแสดงทุกข์ อันมีการอภิวาท การทำอัญชลี การบริโภคจีวร

บิณฑบาตเตียงตั่งและวิหารเป็นปัจจัย ด้วยอุปมาด้วยเชือกฟั่นด้วยขน

หางสัตว์ หอกอันคม แผ่นเหล็ก ก้อนเหล็ก เตียงเหล็กหรือตั่งเหล็ก

และหม้อเหล็กเหล่านี้ โดยทำนองเดียวกันนั้นว่า

(๒) ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนั้นอย่างไร

ข้อที่บุรุษมีกำลัง เอาเชือกที่ฟั่นด้วยขนหางสัตว์อย่างเขม็ง พันแข้ง

ทั้งสองแล้วชักสีไปมา เชือกนั้นพึงตัดผิวหนัง ครั้นตัดผิวหนังแล้ว

พึงตัดหนัง ครั้นตัดหนังแล้วพึงตัดเนื้อ ครั้นตัดเนื้อแล้วพึงตัดเส้นเอ็น

ครั้นตัดเส้นเอ็นแล้วพึงตัดกระดูก ครั้นตัดกระดูกแล้วพึงจดเยื่อใน

กระดูก (กับ) ข้อที่ภิกษุทุศีลพึงยินดีการอภิวาท ของกษัตริยมหาศาล

* องฺ. สตฺตก. ๒๓/๑๒๙.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 115

พราหมณมหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล อย่างไหนจะประเสริฐกว่า

เล่าหนอ ฯ ล ฯ

(๓) ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนั้นอย่างไร

ข้อที่บุรุษมีกำลังประหารเอาที่กลางอก ด้วยหอกอันคมที่ชะโลมด้วย

น้ำมัน (กับ) ข้อที่ภิกษุทุศีลพึงยินดีการทำอัญชลี ของกษัตริยมหาศาล

พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล อย่างไหนจะประเสริฐกว่า

เล่าหนอ ฯ ล ฯ

(๔) ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนั้นอย่างไร ข้อ

ที่บุรุษมีกำลัง เอาแผ่นเหล็กที่ร้อนแดงเป็นแสงช่วงเข้าหุ้มกาย (กับ)

ข้อที่ภิกษุทุศีลพึงบริโภคจีวรที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริยมหาศาล

ฯ ล ฯ อย่างไหนจะประเสริฐกว่าเล่าหนอ ฯ ล ฯ

(๕) ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนั้นอย่างไร

ข้อที่บุรุษมีกำลัง เอาคีมเหล็กที่ร้อนแรงเป็นแสงช่วง งัดปากแล้ว

ยัดก้อนโลหะที่ร้อนแดงเป็นแสงช่วงเข้าไปในปาก ก้อนโลหะร้อนนั้น

ไหม้ทั้งริมฝีปาก ทั้งปาก ทั้งลิ้น ทั้งลำคอ ทั้งท้อง พาเอาทั้งไส้ใหญ่

ทั้งไส้น้อยของเขาออกไปทางทวารส่วนภายใต้ (กับ) ข้อที่ภิกษุทุศีล

พึงบริโภคบิณฑบาตที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริย์มหาศาล ฯ ล ฯ

อย่างไหนจะประเสริฐกว่าเล่าหนอ ฯ ล ฯ

(๖) ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนั้นอย่างไร

ข้อที่บุรุษมีกำลัง จับที่ศีรษะก็ดี จับที่คอก็ดี (กด) ให้นั่งลงไปก็ดี

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 116

ให้นอนลงไปก็ดี ตรงเตียงเหล็กหรือตั่งเหล็กที่ร้อนแดงเป็นแสงช่วง

(กับ) ข้อที่ภิกษุทุศีลพึงบริโภคเตียงหรือตั่งที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของ

กษัตริยมหาศาล ฯ ล ฯ อย่างไหนจะประเสริฐกว่าเล่าหนอ ฯ ล ฯ

(๗) ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจะสำคัญความนั้นอย่างไร

ข้อที่บุรุษมีกำลัง พึงจับเท้าขึ้นศีรษะลง แล้วซัดลงไปในหม้อโลหะ

ที่ร้อนแดงเป็นแสงช่วง เขาถูกต้มเดือดพล่านเป็นฟอง ลางทีลอยขึ้น

ลางทีจมลงไป ลางทีลอยขวางไป อยู่ในหม้อโลหะนั้น (กับ) ข้อที่ภิกษุ

ทุศีลบริโภควิหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา ของกษัตริยมหาศาล ฯ ล ฯ

อย่างไหนประเสริฐกว่าเล่าหนอ ฯ ล ฯ เขาย่อมถึง ฯ ล ฯ" ดังนี้

เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบการเห็นโทษในเพราะสีลวิบัติ

ด้วยการพิจารณาโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า

"ความสุข ของคนผู้มีศีลอันทำลายแล้ว ไม่ละ

กามสุขอันมีผลเป็นทุกข์เผ็ดร้อนยิ่งกว่าทุกข์เพราะ

กอดกองไฟ จักมีแต่ไหน

สุขในอันยินดีการกราบไหว้ จักมีแก่คนมีสีล-

วิบัติ ผู้มีอันจะต้องรับทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์อันเกิดแต่

การสีด้วยเชือกขนหางสัตว์อันเหนียวไฉนเล่า

สุขในการยินดีอัญชลีกรรมแห่งคนผู้มีศรัทธา

ทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์อันประมาณยิ่งกว่า

ทุกข์อันเกิดแต่การประหารด้วยหอก จักมีแก่คนผู้

ไม่มีศีลกระไรได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 117

ความสุขในการบริโภคจีวรของคน (ทุศีล) ผู้

ไม่สำรวมแล้ว ผู้จะต้องเสวยสัมผัสแห่งแผ่นเหล็ก

อันร้อนในนรก สิ้นกาลนาน จักมีอะไร

บิณฑบาตแม้มีรสอร่อย ก็เปรียบด้วยยาพิษอัน

แรงกล้า สำหรับคนไม่มีศีลผู้จะต้องกลืนก้อนเหล็ก

อันร้อน สิ้นราตรีนาน

การบริโภคเตียงและตั่ง แม้เขาสมมติกันว่า

เป็นสุข แต่ก็เป็นทุกข์สำหรับคนไม่มีศีลผู้จะต้อง

ถูกทุกข์ (อันเกิดแต่การบริโภค) เตียงและตั่ง

เหล็กอันร้อนเบียดเบียนเอาตลอดกาลนาน

ความยินดีในการอยู่อาศัยในวิหารที่เขาให้ด้วย

ศรัทธาอะไร จักมีแก่คนทุศีลผู้จะต้องตกอยู่กลาง

หม้อเหล็กอันร้อน

พระผู้เป็นครูของโลก เมื่อจะทรงติคนทุศีล ตรัส

ว่า 'เป็นคนมีสมาจารที่พึงระลึกถึงด้วยความ

รังเกียจ ว่าเป็นคนรกเรื้อ (ด้วยหยากเยื่อคือกิเลส)

ว่าเป็นคนเปียกชื้น (ด้วยน้ำคือกิเลส) ว่าเป็นคน

ลามก และว่าเป็นคนเน่าใน' ดังนี้ น่าติชีวิตของ

คนทุศีลนั้น ผู้เป็นคนไม่มีปัญญา ทรงเพศสมณชน

แต่ไม่ใช่สมณะ นำตนซึ่งถูกก่นถูกขุดอยู่ไป

สัตบุรุษทั้งหลายผู้มีศีลในโลกนี้ ย่อมหลีกคน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 118

ทุศีลใดเสีย ดุจคนผู้รักสวยทั้งหลายหลีกคูถ หลีก

ซากศพ ชีวิตของคนทุศีลนั้น (จะมีประโยชน์)

อะไร

คนทุศีลนั้นเป็นผู้ไม่พ้นจากภัยทั้งปวง แต่เป็น

ผู้พ้นจากอธิคมสุข (สุขอันเกิดแต่มรรคผล) ทั้ง

หมด เขาปิดประตูสวรรค์เสียสนิท ขึ้นสู่ทางอบาย

ไปฉิบ

คนอื่น ใครเล่าจะเป็นวัตถุแห่งความสงสารของ

ชนผู้มักสงสาร เสมอด้วยคนทุศีล

โทษแห่งความเป็นผู้ทุศีลมีมากอย่างดังกล่าวมา

ฉะนี้"

การเห็นอานิสงส์ในสีลสมบัติ พึงทราบโดยนัยตรงกันข้ามจาก

ประการที่กล่าวแล้ว

อีกนัยหนึ่ง

ศีลของภิกษุใดหมดมลทินดี การทรงบาตร

และจีวรของภิกษุนั้น ย่อมเป็นที่น่าเลื่อมใส

บรรพชาของเธอก็มีผล

หทัยของภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ย่อมไม่หยั่ง

ลงสู่ภัยมีความติเตียนตนเองเป็นต้น ดุจพระ

อาทิตย์ไม่ลงสู่ความมืดฉะนั้น

ภิกษุเมื่องามในตโปวัน ย่อมงามด้วยความ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 119

ถึงพร้อมแห่งศีล ดุจพระจันทร์เมื่องามในท้องฟ้า

ย่อมงามด้วยความถึงพร้อมแห่งรัศมีฉะนั้น

แม้กลิ่นกายของภิกษุผู้มีศีล ยังทำความ

ชื่นบานแม้แก่เทวดาทั้งหลาย จะกล่าวไยในกลิ่น

ศีลเล่า กลิ่นแห่งศีลย่อมครอบงำสมบัติแห่งคันธ-

ชาติทั้งปวง ฟุ้งไปทั่วทศทิศมิได้ติดขัด

สักการะแม้น้อยอันทายกทำแล้วในท่านผู้มีศีล

ย่อมเป็นการมีผลมาก เพราะฉะนั้นผู้มีศีลจึงเป็น

ดุจภาชนะ (รองรับ) เครื่องบูชาและสักการะ

อาสวะทั้งหลายอันเป็นไปในทิฏฐิธรรม* ย่อม

ไม่เบียดเบียนท่านผู้มีศีล ผู้มีศีลย่อมขุดรากแห่ง

ทุกข์อันเป็นไปในสัมปรายภพเสียได้

สมบัติใดในมนุษย์ และสมบัติใดในเทวดา

สมบัติทั้งสองนั้น เมื่อผู้มีศีลถึงพร้อมปรารถนาอยู่

มิใช่เป็นสิ่งที่จะพึงได้ยากเลย อนึ่ง ใจของผู้มีศีล

ถึงพร้อม ย่อมแล่นไปสู่พระนิพพานสมบัติ อัน

เป็นสมบัติที่สงบระงับสุดยอดเป็นแท้

บัณฑิตพึงแสดงอานิสงส์อันมีอาการต่าง ๆ เป็น

อันมาก ในศีลซึ่งเป็นมูลแห่งสมบัติทั้งปวง ด้วย

ประการฉะนี้แล.

* ท่านหมายเอาความมัวหมองต่าง ๆ เช่นถูกจองจำทำโทษในปัจจุบันชาติ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 120

เพราะเมื่อแสดงอยู่อย่างนี้ จิตใจย่อมจะหวาดแต่สีลวิบัติแล้ว

น้อมไปสู่สีลสมบัติ เพราะฉะนั้น ภิกษุเห็นโทษแห่งสีลวิบัตินี้ และ

อานิสงส์แห่งสีลสมบัตินี้ ดังกล่าวแล้ว พึงยังศีลให้ผ่องแผ้วด้วยความ

เอื้อเฟื้อทุกประการ เทอญ.

ก็แลศีลในวิสุทธิมรรคที่ทรงแสดงด้วยมุขคือ ศีล สมาธิ ปัญญา

เป็นอันได้แสดงบริบูรณ์แล้ว ด้วยพระคาถา (บาทต้น) นี้ว่า สีเล

ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญฺ เพียงเท่านี้เป็นอันดับแรก

ปริเฉทที่ ๑ ชื่อสีลนิเทศ

ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน

ดั่งนี้

ธุดงคนิเทศ

เพราะเหตุที่พระโยคีผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว ควรทำการสมา-

ทานธุดงค์ (ต่อไป) ด้วยเมื่อทำอย่างนั้น ศีลของเธอมีมลทินอันล้าง

แล้วด้วยน้ำคือคุณมีความมักน้อย และความสันโดษ ความขัดเกลา

ความสงัด ความไม่สั่งสม (กองกิเลส) ความปรารภความเพียร

และความเป็นผู้เลี้ยงง่ายเป็นต้น ก็จักเป็นศีลบริสุทธิ์ดี และข้อวัตร

ทั้งหลายของเธอก็จักถึงพร้อมด้วย ผู้มีสมาจารทั้งปวงบริสุทธิ์ด้วยคุณ

คือศีลและพรตอันหาโทษมิได้ดังนี้แล้ว จักเป็นผู้ชื่อว่าตั้งอยู่ในอริยวงศ์

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 121

(ประเพณีของพระอริยเจ้า) ๓ ข้อ อันเป็นวงศ์เก่า ควรบรรลุอริยวงศ์

ข้อคำรบ ๔ กล่าวคือความเป็นผู้มีภาวนาเป็นที่มายินดีได้ เพราะ

เหตุนั้น เราจักเริ่มธุดงคกถา ณ บัดนี้ เพื่อยังคุณทั้งหลายมีความ

มักน้อยสันโดษเป็นอาทิ อันเป็นเหตุผ่องแผ้วแห่งศีลมีประการดังกล่าว

แล้วให้ถึงพร้อมต่อไป แท้จริง ธุดงค์ (ถึง) ๑๓ ข้อ พระผู้มี

พระภาคเจ้าได้ทรงอนุญาตไว้สำหรับกุลบุตรทั้งหลาย ผู้สละโลกามิสได้

ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิต ใคร่จะยังอนุโลมปฏิปทาให้สำเร็จถ่ายเดียว

ธุดงค์ ๑๓ นี้ คืออะไรบ้าง คือ

๑. ปังสุกูลลิกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีการทรงไว้ซึ่ลผ้าบังสุกุล

เป็นปกติ

๒. เตจีวริกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีการทรงไว้ซึ่งไตรจีวร

เป็นปกติ

๓. ปิณฑปาติกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีการเที่ยวไปบิณฑบาต

เป็นปกติ

๔. สปาทานจาริกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีการเที่ยวไปตามลำดับ

เรือนเป็นปกติ

๕. เอกาสนิกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีการฉัน ณ อาสนะเดียว

เป็นปกติ

๖. ปัตตปิณฑิกัง องค์แห่งภิกษุผู้มีอันถือเอาก้อนข้าวใน

บาตรเป็นปกติ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 122

๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้อันไม่ฉันปัจฉาภัตรเป็น

ปกติ

๘. อารัญญิกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในป่าเป็นปกติ

๙. รุกขมูลิกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่โคนไม้เป็นปกติ

๑๐. อัพโภกาสิกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในที่แจ้งเป็นปกติ

๑๑. โสสานิกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในป่าช้าเป็นปกติ

๑๒. ยถาสันถติกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในเสนาสนะตาม

ที่ท่านจัดให้เป็นปกติ

๑๓. เนสัชชิกังคะ องค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ด้วยความนั่งเป็น

ปกติ.

วินิจฉัยธุดงค์ในนั้น พึงทราบโดยอรรถ

(แห่งคำ) ๑ โดยปกิณณกะมีลักษณะเป็นต้น ๑

โดยการสมาทาน ๑ โดยวิธี (ปฏิบัติ) ๑ โดย

ประเภท ๑ โดยความแตกแยก ๑ โดยอานิสงส์

แห่งธุดงค์นั้น ๆ ๑ โดยกุสลติกะ ๑ โดย

จำแนกศัพท์ มีธุตศัพท์เป็นต้น ๑ โดยย่อและ

โดยพิสดารอีก ๑

[ วินิจฉัยโดยอรรถ ]

ในบททั้งหลายเหล่านั้น จะวินิจฉัยโดยอรรถก่อน ผ้าใดเป็นดุจ

กองฝุ่นในที่นั้น ๆ ด้วยอรรถว่าสูงขึ้น เพราะวางอยู่บนกองฝุ่น ในที่

ทั้งหลายมีตรอกและป่าช้าและกองหยากเยื่อเป็นต้นที่ใดที่หนึ่ง เพราะ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 123

ฉะนั้น ผ้านั้นจึงชื่อว่า ปังสุกูล (ผ้าดุจกองฝุ่น) อีกนัยหนึ่ง ผ้าชื่อว่า

ปังสุกูล เพราะไปสู่ภาวะแห่งผ้าอันบุคคลเกลียด อธิบายว่า ถึงความ

เป็นผ้าที่เขาเกลียด ดุจฝุ่น การทรงไว้ซึ่งผ้าปังสุกูลที่มีคำไขอันได้แล้ว

อย่างนั้น ชื่อ ปังสุกูล* ความทรงผ้าบังสุกุลเป็นปกติของภิกษุนั้น

เหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า ปังสุกูลิกะ องค์แห่งภิกษุปังสุกูลิกะ ชื่อว่า

ปังสุกูลิกังคะ. เหตุ ท่านเรียกว่า องค์. เพราะฉะนั้นพึงทราบว่า

คำว่า องค์ นั้น เป็นชื่อของการสมาทาน ซึ่งเป็นเหตุแห่งความเป็น

ปังสุกูลิกะแห่งภิกษุนั้น.

โดยนัยเดียวกันนี้ (การทรง) ไตรจีวร กล่าวคือ สังฆาฏิ

อุตตราสงค์ อันตราวาสก เป็นปกติแห่งภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นจึง

ชื่อว่าเตจีวริกะ องค์แห่งภิกษุเตจีวริกะ ชื่อว่า เตจีวริกังคะ.

ก็การตกแห่งก้อนอามิสกล่าวคือภิกษานั่นแล ชื่อว่าบิณฑบาต

อีกนัยหนึ่ง การตกลงแห่งก้อนข้าวอันชนเหล่าอื่นให้แล้วนั่นแล ชื่อว่า

บิณฑบาต มีคำอธิบายว่า การตกลงในบาตรแห่งก้อนข้าวที่คนอื่นให้.

ภิกษุใดแสวงหา คือ การเข้าไปสู่ตระกูลนั้น ๆ แสวงหาซึ่งบิณฑบาต

นั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นชื่อว่า ปิณฑปาติกะ (ผู้แสวงหาบิณฑบาต)

อีกอย่างหนึ่ง การตกไปเพื่อก้อนข้าวเป็นวัตรของภิกษุนั้น เหตุนั้น

ภิกษุนั้น ชื่อว่าปิณฑปาตี. คำว่าตกไป (ในที่นี้) หมายความว่า

เที่ยวไป. ปิณฑปาตีนั่นเอง ชื่อว่าปิณฑปาติกะ องค์แห่งภิกษุ

* มหาฎีกาว่า ปํสุกูลธารณํ เป็น ปํสุกูลํ ไปนั้น เพราะลบบทหลัง (คือ ธารณํ) และ

คำว่า ปํสุกูล แปลกันว่า "ผ้าดุจฝังฝุ่น" ก็มี.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 124

ปิณฑปาติกะ ชื่อว่า ปิณฑปาติกังคะ (องค์แห่งภิกษุผู้มีอันเที่ยวไป

เพื่อก้อนข้าวเป็นวัตร)

การขาดตอน เรียกว่า ทานะ ความปราศจากทานะ ชื่อว่า

อปทานะ อธิบายว่า ความไม่ขาดตอน การเที่ยวใดเป็นไปกับด้วย

อปทานะ การเที่ยวนั้น ชื่อว่า สปทานะ อธิบายว่า เที่ยวไปเว้น

จากการขาดตอน คือ เที่ยวไปตามลำดับเรือน ความเที่ยวเป็นไป

กับด้วยความปราศจากการขาดตอนนี้๑ เป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น

ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า สปทานจารี สปทานจารีนั่นแลเป็นสปทานจาริกะ

องค์แห่งภิกษุสปทานจาริกะนั้น ชื่อว่า สปทานจาริกังคะ.

การฉัน ณ อาสนะเดียว ชื่อ เอกาสนะ การฉัน ณ อาสนะ

เดียวนั้น เป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า เอกาสนิกะ

องค์แห่งภิกษุเอกาสนิกะนั้น ชื่อว่า เอกาสนิกังคะ.

ก้อนข้าวจำเพาะในบาตรใบเดียวแท้ ๆ เพราะห้ามในภาชนะที่ ๒

ชื่อว่า ปัตตปิณฑะ (การถือเอาปัตตปิณฑะนั้น ก็ชื่อว่าปัตตปิณฑะ)๒

เพราะบัดนี้๓ ทำความหมายแห่งปัตตปิณฑะ ใน (อรรถคือ) การถือ

เอาก้อนข้าวจำเพาะในบาตร การถือเอาก้อนข้าวจำเพาะในบาตร

เป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า ปัตตปิณฑิกะ (ผู้มีการ

๑. อิทํ เป็นวิเสสนะของศัพท์ประกอบ ตํุ ปัจจัย (ที่ใช้เป็นนาม) ก็ได  ?

๒. ความในวงเล็บนี้เติมลงไว้เพราะเข้าใจว่าปาฐะตก โดยเทียบกับตอนแก้ขลุปัจฉาภัตติกังคะ

ซึ่งท่านดำเนินความแบบเดียวกันคือ ตสฺส ปจฺฉาภตฺตสฺส โภชนํ ปจฺฉาภตฺตํ ตอนนี้ก็ควรจะมี

ปาฐะว่า ตสฺส ปตฺตปิณฺฑสฺส คหณํ ปตฺตปิณฺโฑ ความจึงต่อกันดี ดังแปลไว้นั้น.

๓. อิทานิ นี้ ขัดเชิงอยู่ ถ้าแก้เป็น ตสฺมึ เหมือนอย่างตอนล่างก็จะดี.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 125

ถือเอาก้อนข้าวในบาตรเป็นปกติ) องค์แห่งภิกษุปัตตปิณฑิกะนั้น ชื่อว่า

ปัตตปิณฑิกังคะ.

คำว่า ขลุ เป็นนิบาตในอรรถปฏิเสธ ภัตรที่ภิกษุเป็นผู้ห้าม (ภัตร)

แล้วได้มาในภายหลัง ชื่อว่า ปัจฉาภัตร การฉันปัจฉาภัตรนั้น ก็ชื่อว่า

ปัจฉาภัตร เพราะทำความหมายแห่งปัจฉาภัตร ใน (อรรถคือ) การฉัน

ปัจฉาภัตรนั้น การฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้น

จึงชื่อว่าปัจฉาภัตรติกะ (ผู้มีการฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติ) ภิกษุไม่เป็นผู้มี

การฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติ ชื่อว่า ขลุปัจฉาภัตรติกะ คำว่า ปัจฉาภัตรนี้

เป็นชื่อแห่งการฉันอติริตตะโภชนะ ที่ห้ามด้วยอำนาจการสมาทาน๑ แต่

ในอรรถกถา๒กล่าวว่า "นกตัวหนึ่ง ชื่อ ขลุ๓ นกนั้นคาบเอาผลไม้

(ผลหนึ่ง) ได้แล้ว ครั้นผลไม้นั้น (บังเอิญ) ตกไปเสีย ย่อมไม่

กินผลไม้อื่นอีก (ในวันนั้น) ภิกษุนี้ก็เป็นเช่นนั้น เหตุนั้น จึงชื่อว่า

ขลุปัจฉาภัตติกะ (ผู้มีอันไม่ฉันปัจฉาภัตรเป็นปกติเหมือนนกขลุ)"

องค์แห่งภิกษุขลุปัจฉาภัตติกะนั้น ชื่อว่า ขลุปัจฉาภัตติกังคะ.

การเข้าไปอยู่ในป่า ชื่อว่า อรัญญะ การเข้าไปอยู่ป่านั้น เป็น

ปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่าอารัญญิกะ (ผู้มีการเข้า

อยู่ในป่าเป็นปกติ) องค์แห่งภิกษุอารัญญิกะนั้น ชื่อว่า อารัญญิกังคะ.

การเข้าไปอยู่ที่โคนไม้ ชื่อ รุกขมูล การเข้าไปอยู่ที่โคนไม้นั้นเป็น

๑. หมายความว่า ไม่ใช่ห้ามด้วยสิกขาบท แต่ห้ามตามที่ภิกษุสมาทานธุดงค์ข้อนี้.

๒. อรรถกถาชื่ออะไร ?

๓. ขลูติ เอโก สกุโณ เอโก ตรงนี้ชวนให้น่าแปลว่า "ชนิดหนึ่ง" แต่ถ้าประสงค์จะให้แปล

อย่างนั้น เหตุไรท่านจึงไม่ใช้ โยโกจิ เล่า.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 126

ปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่ารุกขมูลิกะ องค์แห่ง

ภิกษุรุกขมูลิกะนั้น ชื่อว่า รุกขมูลิกังคะ. นัยแม้ในอัพโภกาสิกังคะ

และโสสานิกังคะก็ดุจนัยนี้.

เสนาสนะที่ลาดไว้แล้วอย่างไรนั่นแล ชื่อว่า ยถาสันถตะ คำว่า

ยถาสันถตะนี้ เป็นชื่อแห่งเสนาสนะที่เสนาสนปัญญาปกะชี้ให้ทีแรก

อย่างนี้ว่า "อิทํ ตุยฺหํ ปาปุณาติ" (เสนาสนะนี้ย่อมถึงแก่ท่าน)

ความอยู่ในเสนาสนะที่ลาดแล้วอย่างไรนั้น เป็นปกติของภิกษุนั้น

เหตุนั้น ภิกษุนั้นจึงชื่อว่า ยถาสันถติกะ องค์แห่งภิกษุยถาสันถติกะ

นั้น ชื่อว่า ยถาสันถติกังคะ.

การที่งดนอนเสีย (สำเร็จอิริยาบถ) อยู่ด้วยการนั่ง เป็น

ปกติของภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้น ชื่อว่า เนสัชชิกะ องค์แห่ง

ภิกษุเนสัชชิกะนั้น ชื่อว่าเนสัชชิกังคะ.

ก็องค์เหล่านี้ทั้งหมดชื่อว่า ธุดงค์ เหตุเป็นองค์แห่งภิกษุ

ชื่อว่าธุตะ เพราะความเป็นผู้กำจัดกิเลสได้ด้วยการสมาทานนั้น ๆ. อีก

อย่างหนึ่ง ชื่อว่า ธุดงค์ เพราะมีญาณที่ได้โวหารว่าธุตะ เหตุเป็น

เครื่องกำจัดกิเลสเป็นองค์. อีกนัยหนึ่ง องค์เหล่านั้นชื่อว่าธุตะ เพราะ

กำจัดธรรมอันเป็นข้าศึกทั้งหลายได้ด้วย เป็นองค์แห่งความปฏิบัติด้วย

เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธุดงค์.

ในบททั้งหลายเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถดังกล่าวมา

ฉะนี้ เป็นอันดับแรก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 127

[ วินิจฉัยโดยลักษณะเป็นต้น ]

ก็ธุดงค์ทั้งหมดนี้ มีสมาทานเจตนาเป็นลักษณะ จริงอยู่แม้คำนี้

ท่านก็ได้กล่าวไว้ว่า "ผู้สมาทานได้แก่บุคคล ธรรมเครื่องสมาทาน

ได้แก่จิตและเจตสิก สมาทานเจตนาเป็นตัวธุดงค์ สิ่งที่ห้ามคือวัตถุ."

อนึ่ง ธุดงค์ทั้งหมดนั่นมีอันกำจัดความละโมบเป็นรส มีอันราศจาก

ความโลเลเป็นเครื่องปรากฏ มีอริยธรรมมีความมักน้อยเป็นต้นเป็น

ปทัฏฐาน. ในบทเล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยโดยปกิณณกะมีลักษณะ

เป็นต้น ดังนี้.

[ วินิจฉัยโดยการสมาทาน และวิธี (ปฏิบัติ) เป็นต้น ]

ส่วนวินิจฉัยใน ๕ บท มีบทว่า โดยการสมาทานและวิธี

(ปฏิบัติ) เป็นต้น พึงทราบต่อไป :- ธุดงค์ทั้งหมดนั่น เมื่อพระผู้มี

พระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู๋ พึงสมาทานในสำนักของพระผู้มีพระภาค

เจ้า เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว พึงสมาทานในสำนักของพระ

มหาสาวก เมื่อพระมหาสาวกไม่มี พึงสมาทานในสำนักพระขีณาสพ...

พระอนาคามี...พระสกทาคามี...พระโสดาบัน...ภิกษุผู้ทรงไตรปิฎก

ภิกษุผู้ทรงทวิปิฎก...ภิกษุผู้ทรงเอกปิฎก...พระเอกสังคีติกะ*...พระอรรถ-

กถาจารย์ เมื่อพระอรรถกถาจารย์นั้นไม่มี พึงสมาทานในสำนักภิกษุ

ผู้ทรงธุดงค์ แม้เมื่อท่านผู้ทรงธุดงค์ไม่มี พึงกวาดลานพระเจดีย์แล้ว

นั่งกระโหย่ง กล่าวสมาทานเหมือนอย่างกล่าวในสำนักของพระสัมมา-

สัมพุทธเจ้าเถิด แม้ว่าสมาทานด้วยตนเองก็ใช้ได้เหมือนกัน. ก็แล

* เอกสังคีติกะ มหาฎีกาว่า หมายเอาภิกษุผู้ทรงพระสูตรนิกาย ๑ ใน ๕ นิกาย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 128

ในการสมาทานด้วยตนเองก็ใช้ได้นี้ พึงเล่าเรื่องความมักน้อยในธุดงค์

ของพระเถระผู้พี่แห่งพระเถระสองพี่น้องในเจติยบรรพต๑ (เป็นนิทัศนะ)

นี้เป็นคำกล่าวโดยทั่วไปก่อน.

บัดนี้ ข้าพเจ้าจักพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท

ความแตก และอานิสงส์แห่งธุดงค์แต่ละข้อต่อไป :-

๑_______. ปังสุกูลิกังคะ

[ การสมาทานปังสุกูลิกังคะ ]

ก่อนอื่น ปังสุกูลิกังคะ ย่อมเป็นอันสมาทานด้วยคำ ๒ คำนี้คำใด

คำหนึ่ง ว่า คหปติทานจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดผ้าอันเป็นของ

คฤหบดีถวาย ปํสุกูลิกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์ของภิกษุ

ผู้มีการทรงผ้าบังสุกุลเป็นปกติ๒ นี่เป็นการสมาทานในปังสุกูลิกังคะ

นี้ก่อน.

๑. มหาฎีกาได้เรื่องมาเล่าไว้ว่า พระเถระองค์นั้นถือเนสัชชิก ไม่มีใครรู้ว่าท่านถือ (เพราะ

ท่านมักน้อย ไม่ให้ใครรู้ ?) วันหนึ่งตอนกลางคืน (ดึกแล้ว) พระเถระผู้น้อง (นอนอยู่ ?)

มองไปเห็นท่านนั่งอยู่บนที่นอนด้วยแสงฟ้าแลบ จึงทักขึ้นว่าท่านถือเนสัชชิกหรือ (เมื่อมีคนเห็น

เสียแล้ว) ก็เพราะความมักน้อยนั่นแหละ ท่านเลยเอนกายลงนอนในทันทีทันใดนั้น แล้วภายหลัง

ได้โอกาส ท่านก็สมาทานด้วยตนเองถือใหม่ต่อไป (มักน้อยเช่นนี้จะเป็นอุชุปฏิปนฺโน หรือ ?)

๒. ในคำสมาทาน ๒ คำนี้ มีปัญหาอยู่ ๒ ข้อ

ก. คำ คหปติทานจีวรํ แปลกอยู่ พบโดยมากมีแต่ คหปติจีวรํ ในที่นี้ท่านเติม -

ทาน - เข้ามาเพื่ออะไร มหาฎีกาท่านแย้มไว้ ดูเหมือนว่าดังนี้ ผ้าที่เจ้าของทอดไว้ด้วยประสงค์จะ

ให้บรรพชิตมาชักเอาไป (อย่างผ้าป่าของเราทุกวันนี้ ?) พึงเรียกคหปติจีวรได้ แต่ไม่เรียกคหปติ -

ทานจีวร (เพราะคหปติทานจีวรหมายเอาจีวรที่เจ้าของนำมาประเคนด้วยมือ ? เพราะฉะนั้นท่านจึง

ประกอบ - ทาน - ไว้ด้วย เพื่อให้ต่างกับคหปติจีวร) เพื่ออนุโลมตามนัยฎีกานี้ จึงแปลว่า "จีวร

อันเป็นของคฤหบดีถวาย"

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 129

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในปังสุกูลิกังคะ ]

ก็ในบรรดาผ้า (ที่นับว่าเป็นผ้าปังสุกูล) คือ

๑. โสสานิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า)

๒. ปาปณิกะ (ผ้าที่เขาทิ้งอยู่ตามทางเข้าตลาด)

๓. รถิยโจฬะ (ผ้าที่ทิ้งอยู่ตามตรอก)

๔. สังการโจฬะ (ผ้าที่เขาทิ้งอยู่ในกองหยากเยื่อ)

๕. โสตถิยะ (ผ้าที่เขาใช้เช็ดครรภมลทินแล้วทิ้ง)

๖. นหานโจฬะ (ผ้าที่เขาผลัดอาบน้ำมนต์แล้วทิ้ง)

๗. ติตถโจฬะ (ผ้าที่เขาทิ้งอยู่ตามท่าน้ำ)

๘. คตปัจจาคตะ (ผ้าที่เขานุ่งไปป่าช้ากลับมาแล้วทิ้ง)

๙. อัคคิทัฑฒะ (ผ้าถูกไฟไหม้แล้วทิ้ง)

๑๐. โคขายิตะ (ผ้าที่โคเคี้ยวแล้วเขาทิ้ง)

๑๑. อุปจิกาขายิตะ (ผ้าปลวกกัดแล้วเขาทิ้ง)

๑๒. อุนทูรขายิตะ (ผ้าหนูกัดแล้วเขาทิ้ง)

๑๓. อันตัจฉินนะ (ผ้าขาดริมแล้วเขาทิ้ง)

๑๔. ทสัจฉินนะ (ผ้าขาดชายแล้วเขาทิ้ง)

ข. มหาฎีกาท่านแต่งปัญหาสอดเข้ามาว่า การสมาทานด้วยการใช้คำสมาทานตรง ๆ

(สมาทิยามิ) ย่อมสำเร็จเป็นการสมทานโดยไม่มีปัญหา แต่การใช้คำปฏิเสธ (ปฏิกฺขิปาทิ)

จะเป็นอันสมาทานอย่างไรกัน ? แล้วท่านก็ตอบของท่านเองว่า เป็นได้เพราะความถึงกัน เช่นเมื่อ

พูดว่าเทวทัตไม่บริโภคอาหารกลางวัน ความก็บ่งไปว่าเขาบริโภคกลางคืนนะซิ เพราะเว้นอาหาร

เสียหมดแล้ว ร่างกายของเขาจะอยู่ไปได้หรือ ดังนี้ฉันใด แม้ในการสมาทานนี้ก็ฉันนั้น เมื่อกล่าว

ปฏิเสธคหปติทานจีวร ความก็แล่นไปถึงว่า ถ้าเช่นนั้นเธอก็ถือเอาจีวรอย่างอื่นนะซิ เพราะว่า

จะบวชอยู่โดยไม่มีจีวรนั้นไม่ได้อยู่เอง.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 130

๑๕. ธชาหฎะ (ผ้าที่เขายกเป็นธงแล้วทิ้งไว้)

๑๖. ถูปจีวระ (ผ้าที่เขาห่มจอมปลวกทำพลีกรรม

แล้วทิ้งไว้)

๑๗. สมณจีวระ (ผ้าของภิกษุด้วยกัน)

๑๘. อาภิเสกิกะ (ผ้าที่เขาทิ้ง ๆ ไว้ในที่ราชาภิเษก)

๑๙. อิทธิมยะ (ผ้าสำเร็จด้วยฤทธิ์)

๒๐. ปันถกะ (ผ้าที่ตกอยู่ตามหนทางไม่ปรากฏเจ้า

ของ)

๒๑. วาตาหฏะ (ผ้าที่ลมหอบไปไม่มีเจ้าของติดตาม)

๒๒. เทวทัตติยะ (ผ้าที่เทวดาถวาย)

๒๓. สามุททิยะ (ผ้าที่คลื่นทะเลซัดขึ้นฝั่ง)

เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่ง พระโยคีผู้มีธุดงค์อันได้สมาทานอย่างนั้นแล้ว

พึงถือเอามาฉีกเนื้อผ้าเปื่อยทิ้งเสีย ซักเนื้อผ้าที่ยังเหนียวทำเป็นจีวร

เปลื้องคฤหบดีจีวรผืนเก่าแล้วใช้เถิด.

บรรดาผ้าเหล่านั้น ผ้าที่ตกอยู่ในป่าช้า ชื่อว่า โสสานิกะ ผ้า

ที่ตกอยู่ที่ทางเข้าตลาด ชื่อว่า ปาปณิกะ ผ้าที่เหล่าชนผู้ต้องการบุญ

ทิ้งลงตามตรอก ทางช่องหน้าต่าง ชื่อว่า รถิยโจฬะ ท่อนผ้าที่เขา

ทิ้งที่กองหยากเยื่อ ชื่อว่าสังการโจฬะ ผ้าที่เขาเช็ดครรภมลทินแล้วทิ้ง

ชื่อว่า โสตถิยะ เล่ากันว่า มารดาของติสสอำมาตย์ให้ใช้ผ้ามีราคา

นับแสนเช็ดครรภมลทินแล้วให้ทิ้งไว้ที่ทางเดินชื่อตาลเวฬี ด้วยประสงค์

ว่าภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตรทั้งหลายจักถือเอา ภิกษุทั้งหลายถือเอา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 131

(ผ้านั้น) เพื่อ (ปะจีวร) ที่ชำรุดเท่านั้น* คนทั้งหลายที่พวกหมอผี

ให้อาบน้ำดำเกล้าแล้ว (ผลัด) ทิ้งผ้าอันใดไป ด้วยสำคัญว่า ผ้า

(ที่ผลัด) นั้น เป็นกาลกัณณี ผ้า (ที่เขาผลัดทิ้งไป) นั้น ชื่อ

นหานโจฬะ ผ้าเก่า ๆ ที่เขาทิ้งไว้ตามท่าอาบน้ำ ชื่อว่า ติตถโจฬะ

คนทั้งหลายที่ไปป่าช้ากลับมาอาบน้ำแล้วทิ้งผ้าใดเสีย ผ้านั้นชื่อว่า

คตปัจจาคตะ ผ้าที่ถูกไฟไหม้บางส่วน ชื่อว่า อัคคิทัฑฒะ คน

ทั้งหลายย่อมทิ้งผ้าที่ไฟไหม้นั้นเสียเหมือนกัน ผ้า (๕ อย่าง) มี

ผ้าที่ชื่อว่าโคขายิตะเป็นต้น ชัดอยู่แล้ว แม้ผ้าเช่นนั้น ๆ คนทั้งหลาย

ย่อมทิ้งเสียเหมือนกัน ผ้าที่คนทั้งหลายเมื่อจะขึ้นเรือผูกเป็นธงไว้

แล้วจึงขึ้นไป ชื่อว่า ธชาหฏะ ภิกษุจะถือเอาผ้านั้นเมื่อสุดสายตาคน

เหล่านั้นไปก็ควร แม้ผ้าที่เขาผูกเป็นธงปักไว้ในยุทธภูมิ เมื่อทหาร

ทั้งสองฝ่ายไปแล้ว ภิกษุจะถือเอาผ้านั้นก็ควร ผ้าที่เขาห่มจอมปลวก

ทำพลีกรรม ชื่อว่า ถูปจีวระ ผ้าเป็นของภิกษุด้วยกัน ชื่อว่า

สมณจีวระ ผ้าที่เขาทิ้งไว้ในสถานที่ราชาภิเษก ชื่อว่า อาภิเสกิกะ

จีวรของเอหิภิกษุ ชื่อว่า อิทธิมยะ ผ้าที่ตกอยู่ในระหว่างทาง ชื่อ

* ชิณฺณกฏฺฐานตฺถเมว ก็ไม่มีคำไหนที่จะแปลว่า "ปะ" ได้ แต่เห็นว่าความบ่งไปทางนั้น

ก็ต้องแปลเอาความไปอย่างนั้น หากว่าแปลอย่างนี้เป็นถูก ก็ยังมีปัญหาน่าคิดต่อไปว่า เพราะเหตุไร

ภิกษุผู้ถือเอาผ้านั้นไป จึงไม่ใช้ผ้านั้นทำจีวร ใช้เพียงเป็นผ้าสำหรับปะจีวรเท่านั้น เหตุน่าจะเป็น

ดังนี้

ก. ผ้าผืนนั้นนับเป็นผ้าบังสุกุลก็จริง แต่ราาแพงนัก ทำเป็นจีวรแล้วจะใช้ไม่สนิทใจ

และอาจถูกขโมยโดยง่ายด้วย

ข. ผ้าผืนนั้นขนาดไม่พอทำจีวร จะไปแสวงหาผ้าราคาเป็นแสนอย่างนั้นมาเพิ่มเติม

ได้ที่ไหนง่าย ๆ เล่า จึงป่วยการที่จะเก็บรอไว้ ใช้ประโยชน์อย่างอื่นเสียดีกว่า.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 132

ปันถิกะ ก็ผ้าใดตกลงเพราะความหลงลืมสติแห่งเจ้าของ ผ้านั้นภิกษุ

ควรรักษาไว้ชั่วหน่อยหนึ่งแล้วจึงถือเอา ผ้าที่ลมพัดไปตกในที่ไกล

ชื่อว่า วาตาหฏะ ก็ภิกษุ เมื่อไม่เห็นเจ้าของ จะถือเอาผ้านั้นก็ควร

ผ้าที่เทวดาถวาย ดุจผ้าที่เทวดาถวายแก่พระอนุรุทธเถระฉะนั้น

ชื่อว่า เทวทัตติยะ ผ้าที่คลื่นทะเลซัดขึ้นบก ชื่อ สามุททิยะ

ส่วนผ้าใดที่ทายกกล่าวคำว่า สงฺฆสฺส เทม (ข้าพเจ้าทั้งหลาย

ถวายแก่สงฆ์) ถวายก็ดี ที่ภิกษุผู้เที่ยวไปภิกขาผ้าได้มาก็ดี ผ้านั้น

ไม่เป็นผ้าบังสุกุล. แม้ในผ้าที่ภิกษุด้วยกันให้ ผ้าใดที่จีวรภาชกะแจก

ให้ตามลำดับพรรษาก็ดี จีวรประจำเสนาสนะก็ดี* ผ้านั้นก็ไม่เป็นผ้า

บังสุกุล. ผ้าที่จีวรภาชกะไม่ได้แจกให้เท่านั้น จึงเป็นผ้าบังสุกุล. แม้

ในผ้าบังสุกุลชนิดนั้น ผ้าใดที่ทายกทอดไว้แทบเท้าของภิกษุ (รูปหนึ่ง)

แต่ภิกษุนั้น (ถือเอาไป) วางถวายในมือของปังสุกูลิกภิกษุ (อีก

ทอดหนึ่ง) ผ้านั้น ชื่อว่า เอกโตสุทธิกะ (บริสุทธิ์ฝ่ายเดียว)

ผ้าใดที่ทายกวางถวายในมือของภิกษุ (รูปหนึ่ง) แล้วภิกษุนั้น

(นำไป) ทอดไว้แทบเท้า (ของปังสุกูลกภิกษุ) แม้ผ้านั้นก็เป็น

เอกโตสุทธิกะ ผ้าใดที่ทั้งทายกก็ทอดไว้แทบเท้าของภิกษุ (รูปหนึ่ง)

ทั้งภิกษุนั้นก็ถวาย (แก่ปังสุกูลกภิกษุ) โดยวิธีอย่างเดียวกัน ผ้านั้น

จึงเป็นอุภโตสุทธิกะ (บริสุทธิ์สองฝ่าย) ผ้าใดที่ภิกษุได้มาเพราะ

(ทายก) วาง (ถวาย) ในมือ แล้วภิกษุนั้นก็ (นำไป) วาง

* เสนาสนจีวรํ มหาฎีกาขยายความว่า ทายกสร้างเสนาสนะขึ้นแล้ว ถวายจีวรไว้สำหรับ

เสนาสนะด้วย โดยเจาะจงไว้ให้เฉพาะภิกษุที่มาอยู่ในเสนาสนะนั้นใช้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 133

(ถวาย) ในมือ (ของปังสุกูลิกภิกษุ) เหมือนกัน ผ้านั้นชื่อว่า

จีวร (บังสุกุล) อย่างไม่อุกฤษฏ์. ปังสุกูลิกภิกษุรู้ความต่างแห่งผ้า

บังสุกุลนี้อย่างนี้แล้วจึงควรใช้จีวรแล นี้เป็นวิธี (ปฏิบัติ) ใน

ปังสุกูลิกังคะนี้.

[ ประเภทแห่งปังสุกูลิกภิกษุ ]

ส่วนประเภทพึงทราบดังต่อไปนี้ คือ ปังสุกูลิกภิกษุมี ๓ จำพวก

คือ ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ ๑ ผู้ถืออย่างกลาง ๑ ผู้ถืออย่างเพลา ๑ ใน

๓ จำพวกนั้น ผู้ถือเอาแต่ผ้าที่ตกอยู่ในป่าช้าเท่านั้น ชื่อว่า เป็นผู้ถือ

อย่างอุกฤษฏ์ ผู้ถือเอาจีวรที่ผู้ปรารถนาบุญทอดไว้ด้วยคิดว่าบรรพชิต

จักถือเอา ดังนี้ ชื่อว่าผู้ถืออย่างกลาง ผู้ถือเอาผ้าที่เขาวางถวาย

แทบเท้า ชื่อว่าผู้ถืออย่างเพลา.

[ ความแตกแห่งปังสุกูลิกังคะ ]

ธุดงค์ของปังสุกูลิกภิกษุ ๓ จำพวกนั้น จำพวกใดจำพวกหนึ่ง

ก็ตาม ย่อมแตกในขณะที่เธอยินดีผ้าที่พวกคฤหัสถ์ถวายตามความชอบ

ใจพอใจของตน นี้เป็นความแตกในปังสุกูลิกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งปังสุกูลิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์พึงทราบดังต่อไปนี้ (คือ) (๑) เกิดมีความปฏิบัติ

ที่สมควรแก่นิสัย ตามพระบาลี (บอกอนุศาสน์) ข้อว่า บรรพชา

อาศัยบังสุกุลจีวร (๒) ได้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ข้อที่ ๑ (๓) ไม่ต้อง

ลำบากเพราะการรักษา (๔) ไม่เป็นผู้มีความเป็นไปเกี่ยวเกาะกับ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 134

ผู้อื่น (๕) ไม่มีความกลัวเพราะโจรภัย (๖) ไม่มีตัณหาในการ

บริโภค (๗) มีบริขารเป็นสมณสารูป (๘) มีปัจจัยตามที่พระ-

ผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้ว่า เป็นของเล็กน้อยด้วย เป็นของหา

ได้ง่ายด้วย เป็นของหาโทษมิได้ด้วย๑ (๙) เป็นผู้น่าเลื่อมใส (๑๐)

ธุตธรรมมีความมักน้อยเป็นต้นอำนวยผล๒ (๑๑) สัมมาปฏิบัติเพิ่มพูน

ขึ้น (๑๒) ทำให้ประชุมชนผู้เกิดในภายหลังได้ทิฏฐานุคติ.

[ คาถาสรูป ]

ภิกษุผู้สำรวม ทรงผ้าบังสุกุล เพื่อกำจัดมาร

และเสนามาร ย่อมงาม ดังกษัตริย์ผู้ทรงสวมเกราะ

แล้วงามสง่าอยู่ในที่รบฉะนั้น ผ้าบังสุกุลใด แต่

องค์พระผู้เป็นครูของโลกยังทรงละผ้าอย่างดี ๆ มี

ผ้ากาสีเป็นต้นเสียแล้วมาทรงใช้ ใครจะไม่พึงใช้

ผ้าบังสุกุลนั้น (โดยเสด็จ) เล่า เพราะเหตุนั้นแล

ภิกษุเมื่อระลึกถึงคำปฏิญญาของตน๓ พึงเป็นผู้ยินดี

ในผ้าบังสุกุล อันอนุกูลแก่การบำเพ็ญเพียร เทอญ.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความ

แตก และอานิสงส์ในปังสุกูลิกังคะ เป็นอันดับแรก.

๑. องฺ. จตุกฺก. ๒๐/๓๔.

๒. ธุตธรรม มี ๕ คือ อปฺปิจฺฉตา สนฺตุฏฺฐิตา สลฺเลขตา ปวิเวกตา อิทมตฺถิตา (ดูตอนแก ้

ธุตธรรม วิสุทธิมรรค หน้า ๑๐๑).

๓. ท่านหมายถึงคำรับ "อาม ภนฺเต" ของภิกษุใหม่ เมื่อพระอนุสาสนาจารย์บอกอนุศาสน์จบ

ในโรงอุปสมบท

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 135

๒. เตจีวริกังคะ

[ การสมาทานเตจีวริกังคะ ]

ก็เตจีวริกังคะอันเป็นลำดับแห่งปังสุกูลิกังคะนั้น ย่อมเป็นอัน

สมาทานด้วยคำ ๒ นี้ คำใดคำหนึ่งว่า จตุตฺถจีวรํ ปฏิกฺขิปามิ

ข้าพเจ้างดผ้าจีวรผืนที่ ๔ เตจีวริกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์

แห่งภิกษุผู้มีอันทรงผ้า ๓ ผืนเป็นปกติ ดังนี้.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในเตจีวริกังคะ ]

ก็เตจีวริกภิกษุนั้น ได้ผ้าสำหรับทำจีวรมาแล้ว ยังไม่อาจจะทำ

เพราะไม่สบายเสียก็ดี ยังไม่ได้กะก็ดี เครื่องอุปกรณ์มีเข็มเป็นต้น

อย่างใดอย่างหนึ่งยังไม่พร้อมก็ดี ตราบใด พึงเก็บไว้ได้ ตราบนั้น.

โทษเพราะการเก็บไว้เป็นปัจจัยหามีไม่ แต่ว่าจำเดิมแต่กาลที่ย้อมแล้ว

จะเก็บไว้ไม่ควร (ถ้าเก็บไว้) เธอจะได้ชื่อว่าเป็นธุดงคโจรไป นี้เป็น

วิธี (ปฏิบัติ) ในเตจีวริกังคะนั้น.

[ ประเภทแห่งเตจีวริกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้ภิกษุเตจีวริกะนี้ก็มี ๓ จำพวก ใน ๓ จำพวก

นั้น ท่านผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ ในเวลาย้อมผ้า พึงย้อมอันตรวาสกหรือ

อุตตราสงค์ (ผืนใดผืนหนึ่ง) ก่อน (เมื่ออุตตราสงค์แห้งแล้ว) พึงห่ม

อุตตราสงค์นั้นแล้วจึงย้อมสังฆาฏิ แต่จะนุ่งสังฆาฏิไม่ควร นี้เป็นวัตร

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 136

ในเสนาสนะชายบ้าน สำหรับภิกษุเตจีวริกะนั้น. ส่วนผู้เป็นอารัญญิกะ

จะซักย้อม ๒ ผืนในคราวเดียวกันก็ได้ แต่พึงนั่งอยู่ใกล้ ๆ (ผ้า) พอ

ที่เห็นว่าใคร ๆ มา สามารถจะซักผ้ากาสาวะ (ที่ตากอยู่) มาคลุมตัว

ได้ทัน. ส่วนสำหรับท่านผู้ถือกลางอย่าง ตามปกติ ผ้ากาสาวะสำหรับ

(ยืมใช้ในเวลา) ย้อมผ้าในโรงย้อมมีอยู่ นุ่งหรือห่มผ้า (สำหรับยืม

ใช้) นั้นแล้ว ทำรชนกรรม (การย้อมผ้าของตน) ก็ควร. สำหรับ

ผู้ถืออย่างเพลา จะนุ่งหรือห่มจีวรของภิกษุผู้ชอบพอกันแล้วทำรชน-

กรรมก็ควร แม้ผ้าปูนอนอันเป็นของมีอยู่ในเสนาสนะนั้น ก็ควรแก่

เธอ แต่จะรักษาไว้ (ใช้เป็นนิจไป) ไม่ควร จะ (ยืม) ใช้แม้จีวร

ของภิกษุผู้ชอบพอกันในระหว่าง ๆ ย่อมไม่ควร*. ก็แลภิกษุเตจีวริกะ

จะมีผ้าผืนที่ ๔เพิ่มขึ้นก็ได้แต่ผ้างสะอย่างเดียว แต่ผ้าอังสะนั้น กว้าง

ประมาณคืบหนึ่ง ยาวประมาณสามศอกเท่านั้นจึงควร.

* ฉบับสีหลและฉบับยุโรป ไม่มีคำปฏิเสธ การมีคำปฏิเสธ กับไม่มีคำปฏิเสธเป็นเรื่องสำคัญ

อยู่ ควรจะวิจารณ์ดูบ้าง

โดยทางไวยากรณ์ น ศัพท์ ที่ปฏิเสธ วฏฺฏติ มักเรียงไว้ติดกับ วฏฺฏติ เป็น น วฏฺฏติ

ดูในธุดงคนิเทศนี้เองก็เห็นอยู่เช่นนั้นเป็นแถวไป มาแปลกเพื่อนอยู่ตรงนี้แห่งเดียวเรียง น ไว้ต้น

ประโยคทีเดียว - น สภาคภิกฺขูนํ ฯ เป ฯ วฏฺฏติ ดังนี้

โดยทางความที่ควรจะเป็น การยืมใช้จีวรของภิกษุที่ชอบพอกันในเมื่อย้อมผ้าของตนนั้นเป็นการ

ควรอยู่แล้ว ก็การซักย้อมผ้านั้น ย่อมจะต้องทำเนือง ๆ ไปหลายครั้งหลายหน การยืมผ้าเขา

ผลัดก็จะต้องมีทุกครั้งนั่นเอง แม้จะยืมเขาใช้ครั้งไหนกี่ครั้งก็ควรทุกครั้งไป ท่านจึงว่า อนฺตรนฺ

ตรา

ปริภุญฺชิตํุ วฏฺฏติ (ยืมเขา) ใช้ในระหว่าง ๆ (คือหลายครั้ง) ก็ควร ความน่าจะเปน็ ดังนี้

ไม่น่าจะว่า "ไม่ควร" เลย

โดยทางพยัญชนะ ศัพท์ อนฺตรนฺตรา นั่นแหละ สนับสนุนความที่ว่านั้น คือ ไม่ได้ถือ

สิทธิเป็นของตัว ยืมเขาใช้เป็นระหว่าง ๆ เท่านั้น จึงว่าควร

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 137

[ ความแตกแห่งจีวริกังคะ ]

ก็ธุดงค์ของภิกษุเตจีวริกะทั้ง ๓ ประเภทนี้ ย่อมแตกในขณะ

ที่เธอยินดีจีวรผืนที่ ๔ นั่นแล นี้เป็นความแตกในจีวริกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งเตจีวริกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์มีดังนี้ คือ คุณทั้งหลายเช่นที่จะกล่าวต่อไปนี้ ย่อม

สำเร็จ (แก่ภิกษุเตจีวริกะ) คือ (๑) ภิกษุเตจีวริกะย่อมเป็นผู้

สันโดษด้วยจีวรแต่พอรักษากาย ด้วยความสันโดษนั้น (ไปข้างไหน)

เธอถือเอา (จีวรนั้น) ไปได้ ดุจนก (พาเอาแต่ปีกบินไป) ฉะนั้น

(๒) มีกิจที่จะพึงปรารมภ์น้อย (๓) เลิกการสะสมผ้า (๔) มีความ

ประพฤติเป็นคนเบาดี (๕) ละความละโมบในอติเรกจีวรได้ (๖) ทำ

ความพอใจในผ้าที่เป็นกัปปิยะ* (๗) มีความประพฤติขูดเกลากิเลส

(๘) ธุตธรรมมีความมักน้อยเป็นต้นอำนวยผล (แก่เธอ) ดังนี้.

[ คาถาสรูป ]

พระโยคีผู้มีปัญญา รู้รสความสุขอันเกิดแต่

สันโดษ จึงละตัณหาในผ้าที่เหลือเฟือได้ เลิกการ

สะสม (ผ้า) เป็นผู้ทรงไว้แต่ไตรจีวร เพราะ

เหตุนั้น พระโยคีผู้ประเสริฐ ปรารถนาจะเที่ยว

ไปให้สะดวก พึงกระทำความยินดีในธุดงค์ที่ท่าน

* มหาฎีกาท่านขยายความว่า แม้ทรงอนุญาตผ้าไว้ตั้งหลายอย่าง เช่นผ้านิสีทนะ ฯ ล ฯ

โดยที่สุดผ้าบริขารโจล แต่ภิกษุเตจีวริกะนี้ไม่ใช้ผ้าอื่น ๆ เลย ใช้อยู่แต่ผ้า ๓ ผืนเท่านั้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 138

กำหนดด้วยจีวร (ไปข้างไหน) มีแต่ (ไตร)

จีวรไป ดุจนกมีแต่ปีกฉะนั้นเถิด.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในเตจีวริกังคะ.

๓. ปิณฑปาติกังคะ

[ การสมาทานปิณฑปาติกังคะ ]

แม้ปิณฑปาติกังคะก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใด

คำหนึ่งว่า อติเรกลาภํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดอติเรกลาภ ปิณฺฑ-

ปาติกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์ของภิกษุผู้มีการเที่ยว

บิณฑบาตเป็นปกติ.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในปิณฑปาติกังคะ ]

ก็ปิณฑปาติกภิกษุนั้น ไม่พึงยินดีภัต ๑๔ อย่างเหล่านี้ คือ

๑. สงฺฆภตฺตํ (ภัตรที่เขาถวายสงฆ์ทั่วไป)

๒. อุทฺเทสภตฺตํ (ภั_______ตรที่เขาเจาะจงถวายเฉพาะตัว)

๓. นิมนฺตนํ (ภัตรในที่นิมนต์)

๔. สลากภตฺตํ (ภัตรที่ถวายโดยสลาก)

๕. ปกฺขิกํ (ภัตรถวายประจำปักข์)

๖. อุโปสถิกํ (ภัตรถวายประจำวันอุโบสถ)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 139

๗. ปาฏิปทิกํ (ภัตรถวายประจำวันปาฏิบท)

๘. อาคนฺตุกภตฺตํ (ภัตรเพื่อภิกษุอาคันตุกะ)

๙. คมิกภตฺตํ (ภัตรเพื่อภิกษุผู้เตรียมเดินทาง)

๑๐. คิลานภตฺตํ (ภัตรเพื่อภิกษุผู้อาพาธ)

๑๑. คิลานุปฏฺฐากภตฺตํ (ภัตรเพื่อผู้อุปัฏฐากภิกษุอาพาธ)

๑๒. วิหารภตฺตํ (ภัตรประจำวิหาร)

๑๓. ธุรภตฺตํ (ภัตรประจำวิหาร)

๑๔. วารภตฺตํ (ภัตรที่เขาถวายโดยวาระ คือแบ่งเวรกันถวาย)

แต่ภัตรเหล่าใด ถ้าทายกไม่ได้กล่าว (ออกชื่อ) โดยนัยเป็นต้นว่า

"ขอท่านทั้งหลายจงรับสังฆภัตร" ดังนี้ (เป็นแต่) กล่าว่า "ขอสงฆ์

จงรับภิกษาในเรือนของข้าพเจ้า" (หรือว่า) "แม้ท่านทั้งหลายจงรับ

ภิกษา" ดังนี้แล้วถวายไซร้ ปิณฑปาติกภิกษุจะยินดีภัตรเหล่านั้นก็ควร

นิรามิสสลาก (สลากที่ไม่มีอามิส) แต่สงฆ์ก็ดี๒ ภัตรที่เขาหุง (ถวาย)

๑. มหาฎีกาแก้ไว้ว่า "ธุรเคเหเอว ฐเปตฺวา ทาตพฺพภตฺตํ ธุรภตฺตํ - ภัตรที่เขาพึง

ตั้งถวายที่เรือนใกล้เคียงนั่นแล ชื่อธุรภัตร" ถ้าแก้และแปลอย่างนี้ถูก ก็ยังจะต้องหาทาง

เข้าใจต่อไปอีกว่า ลักษณาการภัตรชนิดนี้เป็นอย่างไร อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่า ผู้มีศรัทธามา

ปลูกบ้านอยู่ใกล้วัด เพื่อมีโอกาสทำบุญได้สะดวก ๆ บ้านอย่างนี้เรียกว่าธุรเคหะ ท่านผู้มี

ศรัทธาเจ้าของบ้านนั้น จัดอาหารเตรียมไว้สำหรับภิกษุในวัดเป็นประจำ ท่านองค์ไหนเข้าไป

เป็นไม่ผิดหวัง เรียกว่า ธุรภัตร ? เพราะเข้าใจยากอย่างนี้ จึงมีผู้คิดว่าน่าจะเป็น ธุวภตฺตํ

ซึ่งแปลได้ง่าย ๆ ว่าภัตรประจำ.

๒. นิรามิสสลากา มหาฎีกาท่านไม่วินิจฉัยว่าได้แก่อะไร เป็นแต่นำเอามติของเกจิอาจารย์

มากล่าวไว้ว่า ลางท่านว่าได้แก่สลากของอย่างอื่นมีเภสัชเป็นต้น ลางท่านว่าได้แก่สลาก

(ของกิน) ที่ไม่ใช่ยาวกาลิก ทั้งสองมติก็คงลงกันว่า ไม่ใช่สลากภัตนั่นเอง จึงมีปัญหาว่า

เมื่อไม่ใช่ภัตร จะกล่าวในนิเทศนี้เพื่ออะไรเล่า คำข้างหลังที่กล่าวเป็นคู่กันก็ยันอยู่ว่าเป็นภัตร

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 140

ในวิหารก็ดี ย่อมควรโดยแท้แล นี่เป็นวิธี (ปฏิบัติ) แห่งปิณฑปาติก-

ภิกษุนั้น.

[ ประเภทแห่งปิณฑปาติกภิกษุ ]

ส่วนว่าโดยประเภท แม้ปิณฑปาติกภิกษุนี้ก็มี ๓ จำพวก ใน

๓ จำพวกนั้น ผู้ที่ถืออย่างอุกฤษฏ์ ย่อมรับภิกษาที่ทายกนำมา (ถวาย

จากเรือน) ข้างหน้าก็ได้ (จากเรือน) ข้างหลังก็ได้ ยืนที่ประตู

บ้านหนึ่ง แม้เมื่อคน (บ้านอื่น ๆ มาขอ) รับบาตรก็ให้ รับภิกษา

ที่เขานำมาถวายในเวลากลับก็ได้* แต่ (เลิกบิณฑบาต) นั่งลงแล้ว

ย่อมไม่รับภิกษา (อีก) ในวันนั้น ผู้ถืออย่างกลาง แม้นั่งลงแล้ว

ยังรับ (อีก) ในวันนั้น แต่ไม่รับ (นิมนต์) เพื่อฉันในวันพรุ่ง

ผู้ถืออย่างเพลา ย่อมรับ (นิมนต์) เพื่อฉันในวันพรุ่งก็ได้ ในวัน

ต่อไปก็ได้ ปิณฑปาติภิกษุทั้ง ๒ ประเภทนั้น ย่อมไม่ได้ความสุข

ในการอยู่โดยเสรี ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์เท่านั้นจึงได้ (ดัง) มีเรื่องเล่าว่า

ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง มี (การแสดงธรรมกถาว่าด้วย) อริยวงศ์ ปิณฑ-

ปาติกภิกษุผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ กล่าวกะปิณฑปาติกภิกษุทั้ง ๒ ประเภทว่า

'อาวุโส เรามาไปฟังธรรมกันเถิด' ในภิกษุ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งกล่าวว่า

'ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้า (ติดขัดด้วย) คน ๆ หนึ่งนิมนต์ให้นั่ง (คอย)'

อีกรูปหนึ่งกล่าวว่า 'ท่านผู้เจริญ แม้ข้าพเจ้าก็ได้รับนิมนต์เพื่อฉันภิกษา

(คือ วิหาเร ปกฺกภตตมฺปิ) จึงน่าจะสันนิษฐานว่า ภัตรที่ทางการสงฆ์ จัดแจกให้โดยสลาก

ไม่นับเป็นสังฆภัตรและสลากภัตร เพราะไม่ใช่ภัตรที่ชาวบ้านถวาย จึงควรแก่ภิกษุปิณฑปาติกะ ?

* ปฏิกฺมเน ลางมติว่า ที่โรงฉัน หอฉัน.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 141

ในวันพรุ่งนี้ ของทายกคนหนึ่งไว้' ภิกษุทั้งสองรูปนั้นได้เสื่อมเสีย

(ประโยชน์) ไป ด้วยประการอย่างนี้ ฝ่ายท่านผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์

เที่ยวบิณฑบาตแต่เช้า (ฉัน) แล้วก็ไป ได้เสวยธรรมรส.

[ ความแตกแห่งปิณฑปาติกังคะ ]

ก็ธุดงค์แม้ของปิณฑปาติกภิกษุทั้ง ๓ พวกนี้ ย่อมแตกในขณะ

ที่ยินดีอติเรกลาภมีสังฆภัตรเป็นต้นนั่นแล นี้เป็นความแตกในปิณฑ-

ปาติกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งปิณฑปาติกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์มีดังต่อไปนี้ คือ (๑) เกิดมีความปฏิบัติที่สมควร

แก่นิสัย ตามพระบาลี (บอกอนุศาสน์) ข้อว่า บรรพชาอาศัยการ

บริโภคคำข้าวที่แสวงหาด้วยกำลังแข้ง (๒) ได้ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ข้อที่ ๒

(๓) ไม่เป็นผู้มีความเป็นไปเกี่ยวเกาะกับผู้อื่น (๔) มีปัจจัยตาม

ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสรรเสริญไว้ว่า เป็นของเล็กน้อยด้วย เป็นของ

หาได้ง่ายด้วย เป็นของหาโทษมิได้ด้วย (๕) ย่ำยีความเกียจคร้าน

เสียได้ (๖) มีอาชีวะบริสุทธิ์ (๗) ได้บำเพ็ญเสขิยปฏิบัติ

(๘) ไม่ต้องเลี้ยงผู้อื่น (๙) ได้ทำความอนุเคราะห์ผู้อื่น (๑๐) ละ

มานะได้ (๑๑) ป้องกันตัณหาในรสได้ (๑๒) ไม่ต้องอาบัติ

เพราะคณโภชนสิกขาบท ปรัมปรโภชนสิกขาบท และจาริตตสิกขาบท

(๑๓) มีความประพฤติสมควรแก่ธุตธรรมทั้งหลาย มีความมักน้อย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 142

เป็นต้น (๑๔) สัมมาปฏิบัติเพิ่มพูน (๑๕) ได้อนุเคราะห์ประชุมชน

ผู้เกิดในภายหลัง๑.

[ คาถาสรูป ]

นักพรตผู้สันโดษในโภชนะ คือ คำข้าว

อันตนแสวงหามาได้ด้วยกำลังแข้ง มีความเป็นอยู่

ไม่เกี่ยวเกาะกับคนอื่น ละความละโมบในอาหาร

เป็นพระ ๔ ทิศ๒ บรรเทาความเกียจคร้านได้ อาชีวะ

ของเธอย่อมหมดจด เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุผู้มี

ปัญญาดีไม่ควรดูหมิ่นภิกขาจาร.

ด้วยว่าเทวดาทั้งหลาย ย่อมใฝ่ใจต่อภิกษุผู้มี

การเที่ยวบิณฑบาตเป็นปกติ ผู้เลี้ยงตนเอง มิใช่

ผู้เลี้ยงคนอื่น มั่นคงอยู่เช่นนั้น ถ้าเธอเป็นผู้ไม่

มุ่งลาภและความสรรเสริญ ดังนี้แล.

๑. มหาฎีกาขยายความไว้บางข้อ ดังนี้

ย่ำยีความเกียจคร้านเสียได้ เพราะต้องอาศัยกำลังแข้งแสวงหาบิณฑบาตอยู่เป็นปกติ.

มีอาชีวะบริสุทธิ์ เพราะแสวงหาอาหารแบบแมลงภู่ ไม่ทำให้เกิดความชอกช้ำเสียหาย.

ได้บำเพ็ญเสขิยปฏิบัติ เพราะต้องเข้าสู่ละแวกบ้านอยู่เป็นนิจ.

ไม่ต้องเลี้ยงผู้อื่น เพราะรู้ประมาณในการรับ (คือรับมาแต่พอเลี้ยงตัวคนเดียว) และ

เพราะไม่อยู่ระคนกับใคร จึงไม่มีใครที่จะต้องเลี้ยง.

ทำความอนุเคราะห์ผู้อื่น เพราะรับบิณฑบาตบ้านละนิดละหน่อย.

ละมานะได้ เพราะยอมเลี้ยงชีวิตด้วยวิธีอันต่ำต้อยที่สุด (คือเที่ยวบิณฑบาต).

ป้องกันตัณหาในรสได้ เพราะฉันอาหาร (สำ) รวม.

๒. มหาฎีกาอธิบายว่า จะอยู่ไหนก็อยู่ได้ จะไปไหนก็ไปได้ทั้ง ๔ ทิศ ไม่มีขัดข้อง (ด้วย

เรื่องอาหารการกิน).

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 143

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในปิณฑปาติกังคะ.

๔. สปทานจาริกังคะ

[ การสมาทานสปทานจาริกังคะ ]

แม้สปทานจาริกังคะ ก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใด

คำหนึ่งว่า โลลุปฺปจารํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดการเที่ยวโดยละโมบเสีย

สปทานจาริกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้มี

อันเที่ยวไปตามลำดับเรือนเป็นปกติ ดังนี้.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในสปทานจาริกังคะ ]

ก็สปทานจาริกภิกษุนั้น พึง (หยุด) ยืนที่ประตูบ้าน กำหนด

ดูความปลอดภัยอันตราย (เสียก่อน) ในตรอกหรือบ้านใดมีอันตราย

จะละตรอกหรือบ้านนั้นเสียแล้วไปตามตรอกหรือบ้านอื่นก็ควร เธอไม่ได้

โภชนะสักน้อยหนึ่ง ที่ประตูเรือนใด หรือที่ตรอกใด หรือที่บ้านใด

พึงทำอคามสัญญา (ความหมายว่า ที่นั้นไม่ใช่บ้าน) แล้วไปเสียใน

ที่อื่นเถิด (แต่ถ้า) เธอได้โภชนะน้อยหนึ่งในที่ใด จะละที่นั้นไปย่อม

ไม่ควร ก็ภิกษุนี้พึงเข้าไปก่อนเวลา (อาหาร) เพราะเมื่อทำเช่นนั้น

เธอจึงจักอาจละที่ไม่ผาสุก แล้วไปในที่อื่นได้ (ทันเวลาอาหาร)

ก็ถ้ามนุษย์ทั้งหลายกำลังถวายทานในวิหาร หรือมาในระหว่างทาง

รับบาตรของเธอแล้วถวายบิณฑบาตแก่เธอ (เธอจะรับ) ก็ควร อนึ่ง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 144

ภิกษุนี้แม้เมื่อเดินทาง พึงเที่ยว (บิณฑบาต) อย่าล่วงเลยหมู่บ้าน

ที่ไปถึงเข้าในเวลาภิกขาจารไปเสีย เธอจะไม่ได้อาหารเลย หรือได้

นิดหนึ่งก็ตามในหมู่บ้านนั้น ก็พึงเที่ยวไปตามลำดับหมู่บ้านเถิด นี้

เป็นวิธี (ปฏิบัติ) แห่งสปทานจาริกังคะนั้น.

[ ประเภทแห่งสปทานจาริกภิกษุ ]

ส่วนว่าโดยประเภท แม้สปทานจาริกภิกษุนี้ก็มี ๓ พวก ใน

๓ พวกนั้น พวกถืออย่างอุกฤษฏ์ย่อมไม่รับภิกษาที่เขานำมา (ถวาย

จากเรือน) ข้างหน้าก็ดี ภิกษาที่เขานำมา (ถวายจากเรือน) ข้างหลัง

ก็ดี๑ ภิกษาที่เขานำมาถวายในเวลากลับก็ดี แต่ (ยืน) ที่ประตูบ้าน

หนึ่ง (เมื่อคนบ้านอื่นมาขอรับบาตร) ย่อมปล่อยบาตร (ให้เขารับ

ไป) ได้๒ จริงอยู่ ในธุดงค์ข้อนี้ ภิกษุ (ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์) เสมอ

กับพระมหากัสสปเถระหามีไม่ แม้กระนั้น ที่ปล่อยบาตรของพระเถระ

ก็ยังปรากฏอยู่เหมือนกัน๓ ภิกษุผู้ถือปานกลาง ย่อมรับภิกษาที่เขา

นำมา (ถวายจากเรือน) ข้างหน้าหรือข้างหลังนั้นก็ได้ ที่เขานำมา

(ถวาย) ในเวลากลับก็ได้ (ยืน) ที่ประตูบ้านหนึ่ง (เมื่อคนบ้านอื่น

๑. นี้หมายเอาเมื่อเดินไปตามถนน เรือนที่ยังไปไม่ถึง เรียกว่าข้างหน้า ส่วนเรือนที่เลยมา

แล้ว เรียกว่าข้างหลัง ถ้ารับก็เป็นผิดลำดับ ?

๒. ตรงนี้ ท่านว่าไว้ย่อเหลือเกิน เข้ใจว่าท่านจะสังเขปความมาจากนิเทศแห่งปิณฑปาติกังคะ

ปรทฺวาเร ฐตฺวา ปตฺตํ คณฺหนฺตานมฺปิ เทติ นั่นเอง.

๓. มหาฎีกาว่า หมายเอาที่ ๆ ท่านปล่อยบาตรให้สักกเทวราช ผู้นิรมิตองค์เป็นช่างทอหูกคอยขอ

รับบาตรท่านอยู่ที่ประตูเรือน (นิรมิต) ในถนนช่างหูก (เมืองราชคฤห์).

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 145

มาขอรับบาตร) ก็ปล่อยบาตร (ให้เขารับไป) ได้ แต่ย่อมไม่นั่งคอย

ภิกษา โดยข้อที่ไม่นั่งคอยภิกษาอย่างนี้ ชื่อว่าอนุโลมตามภิกษุ

ปิณฑปาติกะอย่างอุกฤษฏ์ ผู้ถืออย่างเพลา ย่อมนั่งคอย (ภิกษา)

ในวันนั้นได้.

[ ความแตกแห่งสปทานจาริกังคะ ]

ก็ธุดงค์ของสปทานจาริกภิกษุทั้ง ๓ พวกนี้ แต่พอการเที่ยวไป

ด้วยความละโมบเกิดขึ้นก็ย่อมแตก นี้เป็นความแตกในสปทาน-

จาริกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งสปทานจารกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) เป็นผู้ใหม่ในตระกูลเป็นนิตย์

(๒) มีใจไม่ติดข้องดั่งดวงจันทร์ (๓) ละความตระหนี่ในตระกูล

เสียได้ (๔) ได้อนุเคราะห์ (ทายก) สม่ำเสมอกัน (๕) ไม่มีโทษ

อันจะพึงมีแก่กุลุปกภิกษุ (๖) ไม่ต้องจ้อง (ฟัง) คำขานชื่อ (ในการ

นิมนต์) (๗) ไม่ต้องการด้วยการนำภิกษามาเฉพาะตัว (๘) มีความ

ประพฤติสมควรแก่ธุตธรรม มีความมักน้อยเป็นต้น.

[ คาถาสรูป ]

สปทานจารีภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเป็นผู้มีใจ

ไม่ติดข้องดั่งดวงจันทร์ เป็นผู้ใหม่ในตระกูล

เป็นนิจ ไม่ตระหนี่ (ตระกูล) เป็นผู้อนุเคราะห์

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 146

ทายกทั้งปวงโดยสม่ำเสมอกัน ปลอดจากโทษ

อันจะพึงมีแก่กุลุปกภิกษุ เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้มี

ปัญญา เมื่อหวังเที่ยวไปโดยเสรี พึงละความเที่ยว

ไปโดยความละโมบเสีย เที่ยว (บิณฑบาต)

ให้เป็นไปตามลำดับเรือน เทอญ.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ความแตก

และอานิสงส์สปทานจาริกังคะ.

๕. เอกสนิกังคะ

[ การสมาทานเอกาสิกังคะ ]

แม้เอกาสนิกังคะ ก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใดคำ

หนึ่งว่า นานาสนโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดการฉัน ณ อาสนะต่าง

เอกาสนิกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้มีการฉัน

ณ อาสนะเดียวเป็นปกติ.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในเอกาสนิกังคะ ]

ก็เอกาสนิกภิกษุนั้น เมื่อจะนั่งในโรงฉัน อย่านั่งที่เถรอาสน์

พึงกำหนดอาสนะอันสมควร ว่าอาสนะนี้จักถึงแก่ตน แล้วจึงนั่ง ถ้า

การฉันของเธอค้างอยู่ อาจารย์หรืออุปัชฌาย์มา ลุกขึ้นทำวัตร ย่อม

ควร ส่วนพระติปิฎกจูฬาภยเถระกล่าวว่า อาสนะพึงรักษา หรือว่า

การฉันพึงรักษา (มิใช่ธุดงค์แตก) ก็ตาม แต่เพราะภิกษุนี้เป็นผู้ฉัน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 147

ค้างอยู่แล้ว เพราะเหตุนั้น จงทำวัตรเถิด แต่อย่าฉันโภชนะเลย๑

ดังนี้ นี้เป็นวิธี (ปฏิบัติ) แห่งเอกาสนิกภิกษุนั้น.

[ ประเภทแห่งเอกาสนิกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้เอกาสนิกภิกษุนี้ก็มี ๓ พวก ใน ๓

พวกนั้น ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ โภชนะจะน้อยหรือมากก็ตามเถิด

เธอหย่อนมือลงในโภชนะใด ย่อมไม่ได้เพื่อจะรับโภชนะอื่นจาก

โภชนะนั้น แม้ถ้าคนทั้งหลายรู้ว่า พระเถระไม่ได้ฉันอะไร ๆ เลย๒

๑. ตรงนี้เข้าใจยากอยู่ ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาสำหรับเอกาสนิกภิกษุผู้ไปนั่งฉันในโรงฉัน ที่ท่าน

ให้เลือกนั่ง ณ อาสนะที่สมควรแก่ตน ก็เพื่อว่านั่งลงฉันแล้วจะได้ไม่ต้องลุก แต่ก็เกิดมีปัญหา

ขึ้นว่า กำลังฉันอยู่ พระอุปัชฌาย์หรือพระอาจารย์เข้ามาในโรงฉันจะทำอย่างไร ? ท่าน

แนะว่า ลุกขึ้นทำวัตรนั่นแหละควร ท่านแนะถูก เพราะว่า ถ้าไม่ทำวัตรก็ต้องอาบัติทุกกฏ

ด้วยอุปัชฌายวัตร อาจริยวัตรนี้ มิได้มีที่ยกเว้นว่า ถ้าถือธุดงค์แล้วไม่ต้องทำ คราวนี้ก็มี

ปัญหาต่อไปอีกว่า ลุกขึ้นทำวัตรแล้ว จะนั่งลงฉันต่อ ณ อาสนะเดิมได้หรือไม่ ท่านไม่

กล่าวไว้ให้ชัด แต่ดูเป็นทีว่า นั่งลงฉันต่อไปได้ ท่านจึงนำเอาวาทะของพระจุฬาภัยเถระ ซึ่ง

เป็นคำแย้งมากล่าวไว้ในลำดับ

วาทะของพระจุฬาภัยเถระนั้น เมื่อได้ดูฎีกาประกอบแล้ว เข้าใจว่าท่านว่าดังนี้

ตามที่มีมติเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งว่าการนั่งเป็นหลักในการรักษาธุดงค์ข้อนี้ เพราะฉะนั้น นั่งลง

แล้วต้องไม่ลุกจนกว่าจะฉันเสร็จ ฝ่ายหนึ่งว่า การฉันเป็นหลักในการรักษาธุดงค์ ข้อนี้ เมื่อ

ไม่เป็นโอกาสที่จะฉันก็ลุกได้ แล้วมาฉันต่อให้อิ่มในมื้อเดียวนั้น ส่วนพระจุฬาภัยท่านว่า การ

ที่ฉันค้างอยู่แล้วลุกขึ้นทำวัตรเช่นนั้น จะถือการนั่งเป็นหลักลุกขึ้นเสียแล้ว จะถือการฉันเป็น

หลักก็ฉันแล้ว จะถือเอาการทำวัตรมาเป็นข้อยกเว้นก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อจะรักษาธุดงค์

ก็อย่าฉันอีกเลย จงทำวัตรให้บริบูรณ์เถิด.

๒. ท่านผู้ชำระปกรณ์วิสุทธิมรรคท่านว่า ความประโยคนี้ในคัมภีร์ฉบับอื่น ๆ ไม่มี น ปฏิเสธ

ถ้าเช่นนั้น ความก็จะเป็นว่า คนทั้งหลายรู้ว่าพระเถระได้ฉันอาหารน้อยเดียว จึงนำเภสัชมา

ถวายให้ฉันเพิ่มเติม ?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 148

แล้วนำเภสัชมีเนยใสเป็นต้นมา (ถวาย) เนยใสเป็นต้นนั้นย่อมควร

เพื่อ (บริโภคเป็น) เภสัชเท่านั้น ไม่ควรเพื่อ (บริโภคเป็น) อาหาร

ผู้ถืออย่างกลาง ย่อมได้เพื่อจะรับโภชนะอื่น ตราบเท่าที่ภัตรในบาตร

ยังไม่หมดไป ด้วยว่าภิกษุนี้ชื่อว่า โภชนปริยนฺติโก (ผู้มีโภชนะ

เป็นที่สุด) ภิกษุผู้ถืออย่างเพลา ย่อมได้เพื่อจะฉันตราบเท่าที่ยัง

ไม่ลุกจากอาสนะ ด้วยว่าภิกษุนั้นชื่อว่า อุทกปริยนฺติโก (ผู้มีน้ำ

เป็นที่สุด) เพราะฉันได้ตราบเท่าที่ยังไม่รับน้ำล้างบาตรบ้าง ชื่อว่า

อาสนปริยนฺติโก (ผู้มีอาสนะเป็นที่สุด) เพราะฉันได้ตลอดเวลาที่ยัง

ไม่ลุกขึ้นบ้าง.

[ ความแตกแห่งเอกาสนิกังคะ ]

ก็ธุดงค์ของเอกาสนิกภิกษุทั้ง ๓ พวกนี้ ย่อมแตกในขณะที่เธอ

ฉันโภชนะ ณ อาสนะต่าง นี้เป็นความแตกในเอกาสนิกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งเอกาสนิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) มีอาพาธน้อย (๒) มีโรคน้อย

(๓) (ร่างกาย) คล่องแคล่ว (๔) แข็งแรง (๕) อยู่สำราญ

(๖) ไม่ต้องอาบัติเพราะอนติริตตสิกขาบทเป็นปัจจัย (๗) บรรเทา

ตัณหาในรสได้ (๘) มีความประพฤติสมควรแก่ธุตธรรม มีความ

มักน้อยเป็นต้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 149

[ คาถาสรูป ]

โรคทั้งหลายที่มีการกินเป็นปัจจัย ย่อม

ไม่รบกวนนักพรตผู้ยินดีในการฉัน ณ อาสนะอัน

เดียว เป็นผู้ไม่ละโมบในรส จึงไม่ทำงาน

(โยคะ) ของตนให้เสื่อมเสียไป เพราะฉะนั้น

นักพรตผู้มีใจหมดจด พึงปลูกความยินดีในการฉัน

ณ อาสนะอันเดียว อันเป็นเหตุแห่งความอยู่

สำราญ ซึ่งเป็นวัตรที่ท่านผู้ยินดีในสัลเลขะที่สะอาด

ประพฤติกันเถิด.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในเอกาสนิกังคะ.

๖. ปัตตปิณฑิกังคะ

[ การสมาทานปัตตปิณฑิกังคะ ]

แม้ปัตตปิณฑกังคะก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใดคำหนึ่ง

ว่า ทุติยภาชนํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดภาชนะที่ ๒ ปตฺตปิณฺฑิกงฺคํ

สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้มีการฉันก้อนข้าวในบาตร

เป็นปกติ ดังนี้.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในปัตตปิณฑิกังคะ ]

ก็ปัตตปิณฑิกภิกษุนั้น ในเวลาดื่มยาคู เมื่อได้กับข้าววางใน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 150

ภาชนะแล้ว ควรฉันก่อน หรือดื่มยาคูก่อนก็ได้ เพราะว่าเธอ

ปนกับลงในข้าวต้ม เมื่อกับมีปลาร้า๑เป็นต้นปนลงไป ยาคูจะปฏิกูล

ไปเสีย อันภิกษุผู้จะฉัน ทำให้เป็นของไม่ปฏิกูลนั่นแหละฉัน จึงควร๒

เหตุนั้น ข้อนี้ข้าพเจ้ากล่าวหมายเอากับข้าวรูปนั้น แต่สิ่งใดเป็นของ

ไม่น่าเกลียดเช่นน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด สิ่งนั้นพึงปนลงไปได้ แต่เมื่อ

จะรับ (สิ่งนั้น) พึงรับแต่พอประมาณ ใช้มือ (ข้างหนึ่ง) ถือผักสด

และมันดิบฉัน ก็ควร แต่ไม่ทำอย่างนั้น ก็ต้องใส่ลงในบาตรเท่านั้น

ก็เพราะห้ามภาชนะที่ ๒ ของอื่นแม้แต่ใบไม้ (จะเอามารอง) ก็ไม่

ควรแล นี้เป็นวิธี (ปฏิบัติ) แห่งปัตตปิณฑิกภิกษุนั้น.

[ ประเภทแห่งปัตตปิณฑิกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้ปัตตปิณฑิกภิกษุนี้ก็มี ๓ จำพวก ใน ๓

พวกนั้น สำหรับผู้ที่ถืออย่างอุกฤษฏ์จะทิ้งกากก็ไม่ควร เว้นแต่เวลา

เคี้ยวอ้อย๓ จะบิก้อนข้าว ปลา เนื้อ และขนมฉัน (เป็นอย่าง ๆ)

ไม่ควร๔ สำหรับผู้ถืออย่างกลาง จะใช้มือข้างเดียวบิฉันก็ควร ภิกษุ

ผู้ถืออย่างกลางนี้ จึงชื่อว่า หัตถโยคี (โยคีมือ) ส่วนผู้ถืออย่างเพลา

มีชื่อว่า ปัตตโยคี (โยคีบาตร) สำหรับผู้ถืออย่างเพลานั้น สิ่งใด

อาจจุลงในบาตรได้ จะบิสิ่งนั้นด้วยมือหรือด้วยฟันเคี้ยวกินก็ได้หมด.

๑. เห็นจะเป็นพวก "น้ำบูดู" ของแขก. ๒. มหาฎีกาขยายความข้อนี้ไว้ว่า ปฏิกูลสฺส

ภุตฺสฺส อสฺณฺฐานมฺปิ สิยา ของปฏิกูล ขืนกินเข้าไป มันก็จะกลับออกมาหมด. ๓. คงจะ

หมายถึงกากที่พอจะฉันได้ ส่วนกากที่หยาบเต็มที เช่นชานอ้อย ก็ทิ้งคือคายได้เช่นนั้นกระมัง ?

๔. คือให้ฉันแบบ (สำ) รวม ถ้าไปบิฉันเป็นอย่าง ๆ ก็จะเป็นอย่าง ๆ ก็จะเป็นทางให้เกิดรสตัณหา

ขึ้น ?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 151

[ ความแตกแห่งปัตตปิณฑิกังคะ ]

ก็ธุดงค์ของปัตตปิณฑิกภิกษุทั้ง ๓ จำพวกนี้ ย่อมแตกในขณะ

ที่เธอยินดีภาชนะที่ ๒ นี้เป็นความแตกในปัตตปิณฑิกังคะนี้.

[ อานิสงส์ปัตตปิณฑิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) บรรเทาตัณหาในรสต่าง ๆ ๆด้

(๒) ละความจะกละเสียได้ (๓) เป็นผู้มุ่งแต่ประโยชน์ในอาหาร

(๔) ไม่ต้องลำบากใจในการรักษาภาชนะมีถาดเป็นต้น (๕) ไม่เป็นผู้

สอดส่ายบริโภค (๖) มีความประพฤติสมควรแก่ธุตธรรม มีความ

เป็นผู้มักน้อยเป็นต้น แล.

[ คาถาสรูป ]

บุคคลอื่นที่ไหนเล่าจะพึงเป็นผู้มีตาทอดลง

ละความสอดส่ายในภาชนะต่าง ๆ เป็นผู้มีพรต

อันดี ขุดมูลแห่งรสตัณหาเสีย ราวกะขุดรากไม้

(ทิ้ง) เป็นผู้มีใจงาม ทรงไว้ซึ่งความสันโดษ

ราวกะทรงไว้ซึ่งรูปกายของตน (สามารถ) บริโภค

อาหาร (รวม) ได้ (บุคคลผู้นี้) ก็คือ

ปัตตปิณฑิกภิกษุ (นั่นแล)

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในปัตตปิณฑิกังคะ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 152

๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ

[ การสมาทานขลุปัจฉาภัตติกังคะ ]

แม้ขลุปัจฉาภัตติกังคะก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใด

คำหนึ่งว่า อติริตฺตโภชนํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดโภชนะอันเป็น

อติริตตะเสีย ขลุปจฺฉาภตฺติกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมทานองค์

ของภิกษุผู้มีการไม่ฉันภัตรภายหลังเป็นปกติ.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในขลุปัจฉาภัตติกังคะ]

ก็ภิกษุขลุปัจฉาภัตติกะนั้นห้ามภัตรแล้ว จะให้ทำโภชนะให้เป็น

กัปปิยะแล้วฉันอีกไม่ได้ นี้เป็นวิธี (ปฏิบัติ) แห่งขลุปัจฉาภัตติก-

ภิกษุนั้น.

[ ประเภทแห่งขลุปัจฉาภัตติกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้ขลุปัจฉาภัตติกภิกษุนี้ ก็มี ๓ พวก

ใน ๓ พวกนั้น ท่านผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ เพราะเหตุที่ชื่อว่าการห้าม

ในบิณฑบาตแรกย่อมไม่มี แต่เมื่อเธอกลืนบิณฑบาตรายแรกนั้น

เข้าไป ก็ (ถือว่า) เป็นอันห้ามรายอื่น เพราะเหตุนั้น เธอได้ชื่อว่า

ห้าม (ภัต) อย่างนั้นแล้ว ครั้นกลืนบิณฑบาตรายแรกเข้าไปแล้ว

ย่อมไม่ฉันบิณฑบาตรายที่ ๒ (ต่อไป) ผู้ถืออย่างกลาง ห้าม

(โภชนะอื่น) ใน (ขณะฉัน) โภชนะใด ย่อมฉันแต่โภชนะนั้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 153

เท่านั้น ผู้ถืออย่างเพลาย่อมฉันได้ตอดเวลาที่ตนยังไม่ลุกจากอาสนะ*.

[ ความแตกแห่งขลุปัจฉาภัตติกังคะ ]

ก็ธุดงค์ของขลุปัจฉาภัตติภิกษุทั้ง ๓ พวกนี้ ย่อมแตกในขณะ

ที่เมื่อเธอห้าม (โภชนะ) แล้ว ให้ทำเป็นกัปปิยะฉัน นี้เป็นความ

แตกในขลุปัจฉาภัตติกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งขลุปัจฉาภัตติกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์มีดังต่อไปนี้ คือ (๑) เป็นผู้ไกลจากอาบัติที่ต้อง

เพราะฉันอนติริตตโภชนะ (๒) ไม่มีแน่นท้อง (๓) ไม่มีการสั่งสม

อามิส (๔) (ฉันแล้ว) ไม่ต้องแสวงหาอีก (๕) มีความประพฤติ

สมควรแก่ธุตธรรม มีความมักน้อยเป็นต้น แล.

[ คาถาสรูป ]

ขลุปัจฉาภัตติกโยคีผู้มีปัญญา ย่อมไม่ลำบาก

ในการแสวงหา ไม่ทำสันนิธิ หายความแน่นท้อง

เหตุนั้น พระโยคีผู้ปรารถนาจะกำจัดโทษทั้งหลาย

พึงเสพธุดงค์ข้อนี้ อันพระสุคตเจ้าทรงสรรเสริญ

อันเป็นเหตุให้เกิดความเจริญด้วยคุณ มีคุณคือ

สันโดษเป็นต้น เทอญ.

* นี่ก็เข้าใจยาก จะเป็นเช่นนี้กระมัง ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ เมื่อลงมือฉันอาหารรายแรกแล้ว

เป็นอันห้ามรายอื่น โดยอัตโนมัติ ผู้ถืออย่างกลาง ขณะฉันอาหารอยู่มีผู้น้อมอาหารเข้ามาถวาย

ถ้าเธอห้าม ก็คงฉันอาหารที่กำลังฉันอยู่นั้นได้ต่อไป ส่วนผู้ถืออย่างเพลา ท่านกำหนดเอา

อาสนะเป็นเกณฑ์ จะฉันอาหารที่นำมาเติมได้ตลอดเวลาที่ยังไม่ลุกจากอาสนะ ?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 154

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในขลุปัจฉาภัตติกังคะ.

๘. อารัญญิกังคะ

[ การสมาทานอารัญญิกังคะ ]

แม้อรัญญิกังคะ ก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใด

คำหนึ่งว่า คามนิตเสนาสนํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดเสนาสนะชายบ้าน

อารญฺญิกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้มีการอยู่

ในป่าเป็นปกติ.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในอรัญญิกังคะ]

ก็อารัญญิกภิกษุนั้น พึงละเสนาสนะชายบ้านเสียแล้ว ยังอรุณ

ให้ตั้งขึ้นในป่าเถิด.

[ วินิจฉัยเสนาสนะป่า ]

บ้านกับทั้งอุปจารนั่นแล ชื่อว่า เสนาสนะชายบ้าน ในคำนั้น

บ้านมีกระท่อมหลังเดียวหรือหลายหลังก็ตาม มีรั้วล้อม หรือไม่มี

รั้วล้อมก็ตาม มีคนอยู่ หรือไม่มีคนอยู่ก็ตาม อย่างใดอย่างหนึ่ง

ชื่อว่าบ้าน โดยที่สุดแม้หมู่เกวียนใด ๆ ที่จอดพักอยู่เกินกว่า ๔ เดือน

ก็ชื่อว่าบ้าน สำหรับบ้านที่มีรั้วล้อม ถ้ามีอินทขีล ๒ ชั้น* เหมือน

อนุราธปุระ ที่ ๆ ก้อนดินตกแห่งบุรุษผู้มีกำลังปานกลาง ยืนที่อินทขีล

ชั้นใน (ขว้างไปเต็มแรง) ชื่อว่า อุปจารบ้าน พระวินัยธรทั้งหลาย

* อินทขีล ตรงนี้ มหาฎีกาท่านแก้เป็น อุมฺมาร ซึ่งแปลกันว่า ธรณีประตู.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 155

กล่าวว่า อนึ่ง ลักษณะแห่งเลฑฑุบาตนั้น ก็คือร่วมในแห่งที่ที่ตกลง

แห่งก้อนดินที่ขว้างไป (เต็มแรง) อย่างพวกคนรุ่นหนุ่ม เมื่อจะ

แสดงกำลังของตน เหยียดแขนขว้างก้อนดินไป (โดยแรง) ฉะนั้น

ส่วนอาจารย์ฝ่ายพระสูตรกล่าวว่า ภายในที่ที่ตกแห่งก้อนดิน ที่ขว้างไป

(พอดีพอร้าย) ทำนองไล่กา ชื่อว่า เลฑฑุบาต.

พึงทราบวินิจฉัยในบ้านที่ไม่ได้ล้อมว่า มาตุคามยืนอยู่ที่ประตูเรือน

หลังสุดเขาทั้งหมด สาดน้ำไปถึงที่ใด ที่น้ำนั้นตก ชื่อว่า อุปจารเรือน,

เลฑฑุบาตหนึ่งโดยนัยที่กล่าวแล้ว จากอุปจารเรือนนั้น ชื่อว่า บ้าน,

เลฑฑุบาตที่ ๒ เป็นอุปจารแห่งบ้าน. ส่วนป่า ว่าทางพระวินัยก่อน

ท่านกล่าวไว้ว่า ที่ทั้งปวงยกบ้านและอุปจารแห่งบ้านเสีย นั่นชื่อว่าป่า.

ทางพระอภิธรรม กล่าวว่า ที่ทั้งปวงภายนอกอินทขีลออกไป นั่นชื่อ

ว่า ป่า๒. แต่ลักษณะที่กล่าวทางพระสูตรว่า ที่มีระยะไกล ๕๐๐ ชั่วธนู

เป็นอย่างน้อย ชื่อว่า เสนาสนะป่า๓, นี้เป็นลักษณะในคำว่า ป่า นี้.

เสนาสนะป่านั้นสำหรับบ้านที่มีรั้วล้อม พึงกำหนดวัดแต่อินทขีล ด้วย

(คัน) ธนูของอาจารย์ที่โก่งแล้ว, สำหรับบ้านที่ไม่มีรั้วล้อม พึงกำหนด

วัดจำเดิมแต่เลฑฑุบาตทีแรก จนถึงเครื่องล้อมแห่งวิหาร. ในอรรถกถา

พระวินัยทั้งหลายกล่าวว่า แต่ถ้าวิหารไม่ได้ล้อม เสนาสนะที่อยู่ต้นเพื่อน

หรือโรงครัว หรือที่ประชุมประจำ ต้นโพธิ์หรือเจดีย์อันใด แม้ผิว่าอยู่

ห่างจากเสนาสนะออกไป พึงทำที่นั้นให้เป็นแดนกำหนดวัดเถิด.

ส่วนในอรรถกถามัชฌิมกาย กล่าวว่า พึงวัดอุปจารแม้แห่ง

๑. วิ. มหา. ๑/๘๕. ๒. อภิ. วิ. ๓๕/๓๓๘. ๓. วิ. มหา. ๒/๑๔๖.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 156

วิหาร ตรงไปในระหว่าง ๒ เลฑฑุบาต เหมือนวัดอุปจารบ้าน. นี้เป็น

ประมาณในวิธีวัดนี้. แม้ถ้าบ้านอยู่ใกล้ ภิกษุอยู่ในวิหารได้ยินเสียง

คนชาวบ้าน แต่ไม่อาจจะเดินตรงไป (สู่บ้านนั้น) ได้ เพราะมีภูเขา

หรือแม่น้ำเป็นต้นคั่นอยู่ในระหว่าง ทางใดเป็นทางปกติของบ้านนั้น

แม้ถ้าจะต้องไปด้วยเรือ ก็พึงถือเอา ๕๐๐ ชั่วธนูโดยทางนั้น, แต่ภิกษุใด

แกล้งปิดทางแต่ที่นั้น ๆ (อันเป็นทางเดินตรงไปสู่บ้านได้ ไม่ถึง ๕๐๐

ชั่วคันธนู) เสีย เพื่อยังองค์แห่งบ้านใกล้ให้ถึงพร้อม (คือเพื่อให้ต้อง

เดินอ้อมไปให้ได้กำหนด ๕๐๐ ชั่วคันธนู ดังลักษณะบ้านใกล้ มีแม่น้ำ

คั่นที่กล่าวข้างต้น) ภิกษุนี้ชื่อว่า ธุดงคโจร. ก็ถ้าอุปัชฌาจารย์หรือ

อาจารย์ของอารัญญิกภิกษุเป็นไข้ไป เธอหาสิ่งสัปปายะ (ที่จะเป็น

เครื่องรักษาอาจารย์) ไม่ได้ ก็พึงนำท่านไปสู่เสนาสนะชายบ้าน

อุปัฏฐากท่านเถิด. แต่เธอพึงออกไปแต่เช้ามืด ยังอรุณให้ตั้งขึ้นในที่

อันประกอบด้วยองค์, ถ้าในเวลาอรุณจะขึ้น อาพาธของท่านกำเริบ

ก็ควรทำกิจเพื่อท่านนั่นเถิด ไม่พึงเป็นธุตังคสุทธิก (ผู้มุ่งจะรักษาธุดงค์

ให้บริสุทธิ์ไปท่าเดียว) เลย.

[ ประเภทแห่งอารัญญิกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้อารัญญิกภิกษุนี้ก็มี ๓ พวก ใน ๓ พวกนั้น

ท่านผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ ต้องยังอรุณให้ตั้งขึ้นในป่าตลอดกาลทั้งปวง ผู้

ถืออย่างกลาง ย่อมได้เพื่อจะอยู่ในเสนาสนะชายบ้านตลอด ๔ เดือน

ฤดูฝน ผู้ถืออย่างเพลา ย่อมได้เพื่อจะอยู่ตลอด ๔ เดือนฤดูเหมันต์ด้วย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 157

[ ความแตกแห่งอารัญญิกังคะ ]

ก็เมื่ออารัญญิกภิกษุทั้ง ๓ พวกนี้ มาแต่ป่าในเวลาที่ได้กำหนด

ไว้แล้วอย่างไร ฟังธรรมอยู่ในเสนาสนะชายบ้าน แม้จนอรุณขึ้น

ธุดงค์ย่อมไม่แตก, ฟังธรรมแล้วไป แม้อรุณขึ้นในระหว่างทาง ธุดงค์

ก็ไม่แตก, แต่เมื่อพระธรรมกถึกลุกขึ้นแล้ว เธอคิดว่า นอนสักครู่

แล้วจักไป ดังนี้ นอนเสีย จนอรุณขึ้น หรือว่ายังอรุณให้ตั้งขึ้นใน

เสนสนะชายบ้านตามชอบใจตน ธุดงค์ย่อมแตกแล นี้เป็นความแตก

ในอารัญญิกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งอาริญญิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์มีดังนี้ (๑) อารัญญิกภิกษุทำความสำคัญว่าป่า

ไว้ในใจอยู่ ย่อมเป็นผู้ควรเพื่อจะได้สมาธิที่ยังไม่ได้บ้าง เพื่อจะรักษา

สมาธิที่ได้ไว้แล้วบ้าง (๒) แม้พระศาสดาทรงชื่นชมต่อเธอ ดังที่

ตรัสว่า ดูกรนาคิตะ เพราะเหตุนั้น เราจึงมีใจยินดีด้วยการอยู่ป่า

ของภิกษุนั้น* (๓) อันตรายทั้งหลายมีรูปที่ไม่เป็นสัปปายะเป็นต้น

ย่อมไม่รบกวนจิตของเธอผู้อยู่ในเสนาสนะอันสงัด (๔) เธอย่อมหาย

ความสะดุ้งกลัว (๕) ย่อมละความเยื่อใยในชีวิตได้ (๖) ย่อมยินดีรส

แห่งความสุขอันเกิดแต่วิเวก และ (๗) แม้ความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุล

เป็นต้น ย่อมเป็นภาวะที่เหมาะสมแก่เธอด้วย.

* องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๓๕๖.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 158

[ คาถาสรูป ]

นักพรตผู้สงัด ไม่คลุกคลี (กับใคร) ยินดี

ในเสนาสนะอันสงัดยังพระมานัสของพระนาถะเจ้า

ให้ทรงยินดี เพราะการอยู่ป่า อาศัยอยู่ในป่าผู้เดียว

ย่อมได้ความสุขอันใด แม้เทวดากับทั้งพระ

อินทร์ ก็ไม่ได้รสแห่งควาสุขอันนั้น และเธอ

ผู้นี้แล ทรงไว้ซึ่งผ้าบังสุกุลอันเป็นดุจเกราะเข้าสู่

สงครามคือป่า มีธุดงค์ที่เหลือเป็นอาวุธ ก็สามารถ

จะชำนะมารพร้อมทั้งพาหนะได้ ไม่นานเลย

เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้เป็นบัณฑิตพึงทำความยินดี

ในการอยู่ป่าเถิด.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในอารัญญิกังคะ.

๙. รุกขมูลิกังคะ

[ การสมาทานรุกขมูลิกังคะ ]

แม้รุกขมูลิกังคะ ก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใดคำหนึ่ง

ว่า ฉนฺนํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดที่มุงบัง รุกฺขมูลิกงฺคํ สมาทิยามิ

ข้าพเจ้าสมาทานองค์ของภิกษุผู้มีอันอยู่ ณ โคนต้นไม้เป็นปกติ ดังนี้.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในรุกขมูลิกังคะ ]

ก็รุกขมูลิกภิกษุนั้น พึงเว้นต้นไม้เหล่านี้เสีย คือ ต้นไม้ที่ตั้งอยู่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 159

ระหว่างพรมแดน ต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ ต้นไม้มียาง ต้นไม้ (กำลัง)

มีผล ต้นไม้ (กำลัง) มีดอก ต้นไม้มีค้างคาว (เกาะ) ต้นไม้มีโพรง

ต้นไม้ที่อยู่กลางวัด๑ แล้วจองเอาต้นไม้ที่อยู่ชาย ๆ วัดเถิด นี้เป็นวิธี

(ปฏิบัติ) แห่งรุกขมูลิกังคะ.

[ ประเภทแห่งรุกขมูลิกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้รุกขมูลิกภิกษุนี้ก็มี ๓ พวก ใน ๓ พวกนั้น

ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ จองต้นไม้แล้ว จะใช้ใครแผ้วกวาด (พื้นที่)

ให้ตามชอบใจ หาได้ไม่ ต้องใช้เท้ากวาดใบไม้และหยากเยื่ออยู่เอง๒

ผู้ถืออย่างกลาง จะวานใครที่บังเอิญมาที่นั่น (ช่วย) แผ้วกวาดให้ก็ได้

ผู้ถืออย่างเพลา จะเรียกคนงานวัดและสมณุทเทสมาช่วยชำระ (พื้นที่)

๑. ต้นไม้ที่พรมแดนคาบเกี่ยวนั้น ศัพท์ว่า สีมนฺตริกรุกฺข มหาฎีกาท่านว่า ตามแถบ

พรมแดนนั้น ไพร่พลสองฝ่ายมักจะปะทะกันอยู่เนือง ๆ แม้พวกโจรก็มักจะใช้เป็นที่มั่วสุมกัน

ดังนั้น ภิกษุจะไปนั่งอยู่เป็นสุขกระไรได้

ต้นไม้ที่เป็นเจดีย์ ศัพท์ว่า เจติยรุกฺข ได้แก่ ต้นไม้ที่คนนับถือกันว่ามีเทวดา (หรือผี)

สิง เกิดเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ มีคนไปบูชากันไม่ขาด ไม่สงบสงัดได้

ต้นไม้ทั้ง ๘ ประเภทนี้ ล้วนแต่มีอันตราย และยากที่จะหาความสงบสงัด ภิกษุจึงไม่ควร

ไปจองนั่ง.

๒. ใบไม้และหยากเยื่อ แปลตามฉบับพม่าว่า ปณฺณกสฏํ ส่วนฉบับของเราเป็น ปณฺณสฏํ

มหาฎีกาแก้ว่า "รุกฺขโต ปติตปณฺณํ - ใบไม้ที่หล่นจากต้นแล้ว" แต่ความที่เป็นจริง น่าจะไม่

มีแต่ใบไม้ น่าจะมีอะไรอื่น ไ ด้วย เช่น กะเทาะ เปลือก กิ่ง หนาม ฯ ล ฯ อันรวมเรียกว่า

หยากเยื่อ

ที่เคร่งจนไม่ยอมใช้ไม้กวาด ต้องใช้เท้ากวาดนั้น ดูอย่างไรอยู่ ถ้าหนามยอกจะเอาว่า

กระไร พระธุดงค์จำต้องทำมักง่ายเช่นนั้นด้วยหรือ ถ้ากำหนดแต่เพียงว่า ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์

ต้องชำระโคนไม้อยู่ด้วยตนเอง ผู้ถืออย่างกลาง วานใครช่วยชำระก้ได้ ทำแต่พออยู่ได้ ส่วนผุ้

ถืออย่างเพลา ใช้คนงานตกแต่งตลอดถึงล้อมรั้วติดประตูอยู่อย่างมิดชิดก็ได้ อย่างนี้จะเข้าใจง่าย.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 160

ทำให้เรียบแล้ว เกลี่ยทราย ทำรั้วล้อม ติด (บาน) ประตู เสียด้วย

แล้วจึงอยู่ก็ได้ แต่ในวันที่มีงานมหกรรม รุกขมูลิภิกษุอย่านั่งอยู่ที่นั่น

พึง (ไป) นั่งที่อื่นที่มีอะไรบัง๑.

[ ความแตกแห่งรุกขมูลิกังคะ ]

ก็แล ธุดงค์แห่งรุกขมูลิกภิกษุทั้ง ๓ จำพวกนี้ ย่อมแตกในขณะที่

เธอสำเร็จความอยู่ในที่มุงบัง. (ส่วน) พระอังคุตตรภาณกาจารย์

ทั้งหลาย กล่าวว่า "(ธุดงค์นี้แตก) ในขณะที่เธอรู้อยู่แล้ว๒ ยังอรุณ

ให้ตั้งขึ้นในที่มุงบัง" นี้เป็นความแตกในรุกขมูลิกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งรุกขมูลิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) เกิดเป็นความปฏิบัติสมควรแก่

นิสัยขึ้นเอง ตามพระบาลี (บอกอนุศาสน์) ข้อว่า "รุกฺขมูลเสนาสนํ

นิสฺสาย ปพฺพชชฺชา การบรรพชาอาศัยโคนไม้เป็นที่นอนที่นั่ง"

(๒) ปัจจัยตามที่พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญว่า เป็นของเล็กน้อย

ด้วย หาง่ายด้วย ไม่มีโทษด้วย (๓) ปลูกอนิจจสัญญาขึ้นได้ด้วย

ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแห่งใบไม้อยู่เนอง ๆ (๔) เลิกความตระหนี่

ในเสนาสนะและความเพลินในงาน (ก่อสร้าง) (๕) ได้อยู่กับ (รุกข)

เทวดาทั้งหลาย (๖) มีความประพฤติสมควรแก่ธุตธรรม มีความ

มักน้อยเป็นอาทิ.

๑. ไม่แสดงตัว เพราะความมักน้อย. ๒. คือรู้อยู่แล้วว่าอรุณจะขึ้นในบัดนั้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 161

[ คาถาสรูป ]

ที่อยู่ของภิกษุผู้สงัด อันเป็นที่ ๆ พระพุทธ-

เจ้าผู้ประเสริฐทรงสรรเสริญ และตรัสว่าเป็นนิสัย

(ของผู้บรรพชา) ซึ่งเสมอด้วยโคนไม้ จักมี

ที่ไหน เพราะว่า ภิกษุผู้มีพรตอันดี เมื่ออยู่ ณ

โคนไม้อันสงัด อันเป็นที่นำเสียซึ่งอาวาสมัจฉริยะ

เป็นที่อันเทวดาบริบาล เห็นใบไม้ทั้งหลาย

(ที่ยังอ่อน) สีแดง (แล้วก็เปลี่ยนเป็น) สีเขียว

และสีเหลืองแล้วก็หล่นไป ย่อมถ่ายถอนความ

สำคัญว่าเที่ยงเสียได้ เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้มี

ปัญญาเห็นแจ้ง จึงไม่ควรดูหมิ่นโคนไม้อันเป็น

ที่สงัด อันเป็นที่อยู่ของท่านผู้ยินดีในภาวนา อัน

นับว่าเป็นมรดกของพระพุทธเจ้านั้นเลย*.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในรุกขมูลิกังคะ.

๑๐. อัพโภกาสิกังคะ

[ การสมาทานอัพโภกาสิกังคะ ]

แม้อัพโภกาสิกังคะ ก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใด

คำหนึ่งว่า ฉนฺนญฺจ รุกฺขมูลญฺจ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดที่มุงบังด้วย

* มหาฎีกาขยายความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ทรงแสดงธรรมจักร และเสด็จ

ดับขันธปรินิพพาน ที่โคนไม้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงไว้ว่า โคมไม้เป็นมรดกของพระองค์.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 162

โคนไม้ด้วย อพฺโภกาสิกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์ของ

ภิกษุผู้มีอันอยู่กลางแจ้งเป็นปกติ ดังนี้.

[ วิธี ( ปฏิบัติ) ในอัพโภกาสิกังคะ ]

ก็แล การเข้าไปสู่โรงอุโบสถเพื่อการฟังธรรมก็ดี๑ เพื่อทำ

อุโบสก็ดี ย่อมควรแก่อัพโภกาสิกภิกษุนั้น ถ้าเมื่อเธอเข้าไปแล้ว

ฝนตกลงมาไซร้ เมื่อฝนยังตกอยู่ อย่าเพิ่งออก ต่อฝนหยุดจึงออกไป

อันอัพโภกาสิกภกษุนั้นเข้าไปสู่โรงฉัน หรือโรงไฟ ทำวัตรก็ดี

(เข้าไป) อาปุจฉา (เชื้อเชิญ) ภิกษุเถระด้วยภัตตาหารในโรงฉันก็ดี

เมื่อให้อุทเทส (สอน) หรือถือเอาอุทเทส (เรียน) เข้าไปแม้ที่

มุงบังก็ดี ขนเครื่องเสนาสนะ มีเตียงตั่งเป็นต้นที่วางเกะกะอยู่ข้างนอก

เข้าไปไว้ภายใน (ที่มุงบัง) ก็ดี ย่อมควร (ทุกอย่าง) ถ้าเดินทาง

ถือบริขารของภิกษุที่เป็นผู้เฒ่ากว่าไป เมื่อฝนตก เข้าสู่ศาลาอันตั้งอยู่

ในท่ามกลาง๒ ก็ควร ถ้ามิได้ถืออะไร จะแล่นไปด้วยหวังใจว่า

จะอยู่ในศาลา ย่อมไม่ควร๓ แต่พึงเดินโดยปกติเข้าไป ยืนอยู่จนฝนหยุด

จึงไปเทอญ นี้เป็นวิธี (ปฏิบัติ) แห่งอัพโภกาสิกภิกษุ นัยแม้แห่ง

รุกขมูลิกภิกษุก็ดุจนัยนี้.

๑. มหาฎีกาขยายความว่า ไม่ใช่แต่ตัวเข้าไปฟังเอง คนทั้งหลายอาจอาราธนาเธอให้เข้าไป

แสดงธรรม เธอเข้าไปเพื่อประโยชน์แก่พระศาสนา รักษาศรัทธาของผู้ฟัง ก็ควร.

๒. มคฺคมชฺเฌ  ิตสาลํ มหาฎีกาว่า เป็นศาลาที่เขาปลูกไว้ตรงกลางทางเดิน เช่นที่มีอยู่ในสีหล

ทวีป ผู้จะเข้าไปพัก ไม่ต้องแวะลงจากทาง ตรงเข้าไปเลย.

๓. มหาฎีกาท่านว่า ไม่ควร เพราะเสียสารูป.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 163

[ ประเภทแห่งอัพโภกาสิกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้อัพโภกาสิกภิกษุนี้ ก็มี ๓ พวก ใน

๓ พวกนั้น สำหรับผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ จะเข้าไปอาศัย (เงา) ต้นไม้

หรือภูเขาหรือเรือนอยู่ ย่อมไม่ควร ต้องทำจีวรกุฏิ (กระโจมจีวร)

อยู่กลางแจ้งนั่นแหละ สำหรับผู้ถืออย่างกลาง จะเข้าไปอาศัย (เงา)

ต้นไม้ ภูเขา และเรือนอยู่ (แต่) ไม่เข้าไปข้างใน ก็ควร* สำหรับ

ผู้ถืออย่างเพลา แม้เงื้อมเขาที่คนมิได้มุงบัง (เสริม) แม้ซุ้มกิ่งไม้

แม้ผ้า แม้กระท่อม (ร้าง) อันตั้งอยู่ในนานั้น ๆ ที่คนเฝ้านาเป็นต้น

ทิ้งไว้ ย่อมควร (ทั้งนั้น) แล.

[ ความแตกในอัพโภกาสิกังคะ ]

ก็ธุดงค์แห่งอัพโภกาสิกภิกษุทั้ง ๓ พวกนี้ ย่อมแตกในขณะที่

เธอไปสู่ที่มุงบังก็ดี โคนไม้ก็ดี เพื่ออยู่. (ส่วน) พระอังคุตตร-

ภาณาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า "(ธุดงค์นี้ย่อมแตก) ในขณะที่เธอ

รู้อยู่แล้วยังอรุณให้ตั้งขึ้นในที่มุงบังก็ดี โคนไม้ก็ดี นั้น" นี้เป็นความ

แตกในอัพโภกาสิกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งอัพโภกาสิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) ตัดอาวาสปริโพธได้

(๒) บรรเทาถีนมิทธะได้ (๓) ไม่มีสถานที่ ๆ ติดข้อง สมแก่คำ

* ข้างใน สำหรับต้นไม้ก็คือ โคน (หรือร่ม) สำหรับภูเขาก็คือ เอกเทศแห่งภูเขา เช่น เงื้อม

สำหรับเรือนก็คือชายคา.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 164

สรรเสริญว่า 'ภิกษุทั้งหลายที่อยู่ไม่ติดที่ เที่ยวไปไม่มีที่ข้องขัด ดุจ

มฤคทั้งหลาย' ดังนี้ (๔) เป็นพระ ๔ ทิศ (๕) มีความประพฤติสมควร

แก่ธุตธรรม มีมักน้อยเป็นอาทิ.

[ คาถาสรูป ]

เพราะเหตุที่ภิกษุเมื่ออยู่ในอัพโภกาส อัน

มิใช่ที่หายาก มีมณีคือดวงดาวดาดเป็นเพดาน มี

ประทีปคือดวงจันทร์ส่องสว่าง สมควรแก่ภาวะ

แห่งอนาคาริยชน (เธอ) มีใจ (ไม่ข้องขัด)

เป็นดุจใจมฤค บรรเทาถีนมิทธะได้ อาศัยความ

ที่มีภาวนาเป็นที่ยินดี ย่อมจะได้ประสบความอร่อย

แห่งปวิเวกรสในไม่ช้าเลย เพราะเหตุนั้นแล

ภิกษุผู้มีปัญญา พึงเป็นผุ้ยินดีในอัพโภกาส เทอญ.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในอัพโภกาสิกังคะ.

๑๑. โสสานิกังคะ

[ การสมาทานโสสานิกังคะ ]

แม้โสสานิกังคะก็เป็นอันสมทานด้วยคำสองคำนี้ คำใดคำหนึ่งว่า

น สุสานํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดที่อันมิใช่ป่าช้า โสสานิกงฺคํ

สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้มีอันอยู่ในป่าช้าเป็นปกติ

ดังนี้.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 165

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในโสสานิกังคะ ]

ก็แลคนทั้งหลายเมื่อตั้งหมู่บ้าน กำหนดที่ใดไว้ว่า ที่นี่เป็น

ป่าช้า โสสานิกภิกษุนั้นอย่าเพิ่งอยู่ ณ ที่นั้น เพราะว่าที่นั้น เมื่อศพ

ยังมิได้ถูกเผา ก็ยังไม่นับว่าเป็นป่าช้า แต่ว่า จำเดิมแต่การที่เผาศพ

แล้วไป แม้หากจะร้างไปตั้ง ๑๒ ปี ก็นับว่าเป็นป่าช้าอยู่นั่นเอง ก็แล

โสสานิกภิกษุผู้อยู่ป่าช้านั้น (๑) ไม่ควรให้ทำที่ต่าง ๆ มีปะรำ

จงกรมเป็นต้น ตั้งเตียงตั่ง จัดน้ำฉันน้ำใช้แล้วบอกธรรมอยู่ (ใน

ป่าช้านั้น) เพราะว่าธุดงค์ข้อนี้หนัก๑ เพราะเหตุนั้น โสสานิกภิกษุ

ควรเป็นผู้ไม่ประมาท แจ้งพระสังฆเถระหรือเจ้าหน้าที่ทางราชการ

ให้ทราบไว้ เพื่อป้องกันอันตรายอันจะเกิดขึ้นแล้วจึงอยู่๒ (๒) เมื่อ

จงกรม พึงชำเลืองดูที่เผาศพไปด้วย๓ (๓) เมื่อไปป่าช้าเล่า

ก็พึงหลีกทางใหญ่เสีย เดินไปทางนอกเถิด๔ (๔) พึงกำหนดอารมณ์

๑. มหาฎีกาท่านว่า ที่ว่าหนัก หมายความว่า ยากที่จะรักษา.

๒. ท่านว่า ป่าช้าเป็นที่ลับคน พวกโจรไม่ว่าไปทำโจรกรรมมาแล้วก็ดี ยังมิได้ทำก็ดี มักนัด

พบกัน หรือชวนกันเข้าไปซุ่มชุมนุมกันในนั้น หากว่าพวกโจรไปโจรกรรมได้ของมาแล้วไปแบ่งปัน

กันในนั้น พวกเจ้าของทรัพย์รู้เค้าติดตามเข้าไป พวกโจรทิ้งของไว้ใกล้ ๆ ที่ภิกษุนั่งแล้วหนีไป

พวกเจ้าของทรัพย์เห็นของตกอยู่ใกล้ภิกษุเช่นนั้น ก็จะหาว่าเธอเป็นโจรปลอมเป็นภิกษุ แล้วทุบตีเอา

หรือจับตัวส่งเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เพราะฉะนั้น ท่านจึงแนะให้รายงานตัวต่อพระสังฆเถระในวัด หรือ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองเป็นหลักฐานไว้เสียก่อน.

๓. ท่านขยายความว่า ถ้าที่เผาศพอยู่ตรงหน้าที่จงกรม ก็แลดูตรง ๆ นี่ที่เผาศพอยู่เยื้องไป

ข้าง ๆ จึงให้ชำเลืองดู (แต่พอเห็น ไม่ต้องถึงกับเหลียวไปดู) ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้

เกิดสังเวชไว้เสมอ มิให้เผลอคิดไปอื่น.

๔. ทางใหญ่นั้น คนเดินไปมามาก ถ้าเธอเดินไปทางนั้นก็เท่ากับประกาศตัวว่าฉันเป็นโสสานิกะ

ท่านจึงแนะให้เดินไปทางนอก ซึ่งไม่มีใครเดิน จะได้ไม่มีใครรู้ ข้อนี้เนื่องด้วยความมักน้อยอัน

เป็น

สัลเลขปฏิบัติ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 166

ให้แม่นยำเสียแต่ในกลางวัน ด้วยเมื่อกำหนดเสียอย่างนั้น มันจะได้

ไม่เป็นสิ่งชวนกลัวสำหรับเธอในเวลากลางคืน๑ (๕) อมนุษย์ทั้งหลาย

แม้นมันจะเที่ยวส่งเสียงร้องไปก็อย่าประหารมันด้วยวัตถุอะไร ๆ (๖) อัน

โสสานิกภิกษุจะขาดไปป่าช้าเสียแม้วันเดียวย่อมไม่ควร. พระอังคุตตร-

ภาณกาจารย์กล่าวว่า ยังมัชฌิมยามให้สิ้นไปในป่าช้า แล้วกลับเสีย

ในปัจฉิมยามก็ควร (๗) ของเคี้ยวของกินที่อมนุษย์ชอบ เช่น

ขนมโรยงา ข้าวเจือถั่ว ปลา เนื้อ นมสด น้ำมัน น้ำอ้อยงบ

โสสานิกภิกษุไม่ควรเสพ๒ (๘) ไม่ควรเข้าไปสู่เรือนแห่งตระกูล๓ แล

นี้เป็นวิธี (ปฏิบัติ) แห่งโสสานิกภิกษุ.

๑. อารมณ์ในที่นี้ หมายเอาวัตถุต่าง ๆ ในบริเวณนั้น เช่น จอมปลวก ต้นไม้ ตอไม้ มีอะไร

บ้างก็กำหนดไว้ให้แม่นยำว่า อะไรอยู่ที่ไหน ทางไหน ถึงตอนกลางคืนจะได้ไม่เห็นเป็นผีสาง

อะไรไป.

๒. เพิ่งทราบนี่เองว่า ผีชาวชมพูทวีปหรือชาวสีหลทวีปชอบกินอะไร แต่อันที่จริงดูเหมือนว่า คน

ชอบ

กินอะไร ก็เกณฑ์ผีให้ชอบด้วย ทำเซ่นผีแล้วตัวจะได้ยกมากิน

ประหลาดที่ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้ยินคณะกรรมการโภชนาการมาสนทนาออกอากาศว่า

เพื่อให้ได้วิตามินหรือเพิ่มวิตามินในข้าว เวลาหุงข้าวควรปนถั่วเหลือง หรือถั่วเขียวลงไปด้วย

ฟังดูเป็นวิทยาการใหม่ แต่ที่ไหนได้ คนรู้จักทำกินกันมาเป็นพัน ๆ ปีแล้ว ผีก็ชอบกินด้วย

ท่านไม่ให้อรรถาธิบายว่า เพราะเหตุไร โสสานิกภิกษุจึงไม่ควรเสพของที่ผีชอบ สันนิษ-

ฐานว่า เมื่อภิกษุฉันของที่ผีมันชอบ แต่เธอมิได้เซ่นมัน มันอยากจะกินแล้วมารบกวนเธอ อาจทำ

ให้เจ็บป่วยไปก็ได้ ดังเคยได้ยินเล่ากันอยู่ในเมืองไทยนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ผุ้บำเพ็ญธุดงค์ข้อนี้

จำต้องศึกษาเสียให้รอบคอบก่อนว่า ผีในถิ่นนั้นชอบอะไรบ้าง จะได้ไม่เกิดเรื่องเพราะกิน น่าคิดว่า

ก็ถ้าผีมันชอบเสียหมด เจ้ากูมิต้องอดดักดานหรือ.

๓. ท่านว่า เพราะเนื้อตัวและสบงจีวรของเธอ อาจมีกลิ่นผีติด จะทำให้คนอื่นสะอิดสะเอียน

(เกิดความรังเกียจ) และอีกอย่างหนึ่ง ปิศาจอาจตามเธอเข้าไป (รังควาน) ด้วย การเข้านั้น

หมายถึงเข้าไปในเหย้าเรือนเขา มิใช่เข้าไปบิณฑบาตตามละแวกบ้าน.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 167

[ ประเภทแห่งโสสานิกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้โสสานิกภิกษุนี้ก็มี ๓ พวก ใน ๓ พวก

นั้น ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ พึงอยู่แต่ในป่าช้าที่ (ได้ลักษณะ ๓ คือ)

มีการเผาศพเป็นประจำ มีซากศพ (ทอดอยู่) มิได้ขาด และมีเสียง

ร้องไห้อยู่เนืองนิตย์ สำหรับผู้ถืออย่างกลาง ในป่าช้าที่ได้ลักษณะ

หนึ่งใน ๓ ลักษณะ (นั้น) ก็ใช้ได้ สำหรับผู้ถืออย่างเพลา ใน

ที่ ๆ สักว่าได้ลักษณะป่าช้าโดยนัยที่กล่าวแล้ว ก็ใช้ได้.

[ ความแตกแห่งโสสานิกังคะ ]

ก็ธุดงค์แห่งโสสานิกภิกษุทั้ง ๓ พวกนี้ ย่อมแตกเพราะสำเร็จ

ความอยู่ในที่อันมิใช่ป่าช้า (ส่วน) พระอังคุตตรภาณกาจารย์ กล่าว

ว่า (ธุดงค์นี้แตก) ในวันที่เธอไม่ไปป่าช้า นี้เป็นความแตกใน

โสสานิกังคะนี้.

[ อานิสงส์แห่งโสสานิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) ได้มรณสติ (๒) อยู่ด้วย

ความไม่ประมาทเป็นปกติ (๓) บรรลุอสุภนิมิต (๔) บรรเทา

กามราคะได้ (๕) เห็นสภาพของร่างกายเนือง ๆ (๖) มีความ

สังเวชหนัก (๗) ละความเมา มีเมาในความไม่มีโรคเป็นอาทิได้

(๘) ข่มความกลัวภัยได้ (๙) เป็นที่เคารพที่สรรเสริญแห่งอมนุษย์

ทั้งหลาย (๑๐) มีความประพฤติสมควรแก่ธุตธรรม มีความมักน้อย

เป็นต้น.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 168

[ คาถาสรูป ]

ก็เพราะอำนาจแห่งมรณานุสติ (ระลึกถึงความแตก

ตายอยู่เนือง ๆ) โทษอันจะพึงเกิดขึ้นเพราะความ

ประมาททั้งหลาย ย่อมไม่ตกต้องโสสานิกภิกษุ

ผู้แม้แต่หลับไปแล้ว อนึ่งเล่า จิตของเธอผู้เห็น

ซากศพมากเข้า ย่อมจะไม่ตกไปสู่อำนาจของ

กามราคะ เธอจะเกิดสังเวชใหญ่ ไม่เข้าใกล้ความ

เมาเลย ทั้งพยายามจะหาแต่ความดับ (ทุกข์)

โดยทางที่ชอบ เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้มีใจน้อมไป

สู่พระนิพพานจึงควรเสพโสสานิกังคะ (นี้) เพราะ

เป็นธุดงค์อันนำมาซึ่งคุณเป็นอเนก แล.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานสงส์ในโสสานิกังคะ.

๑๒. ยถาสันถติกังคะ

[ การสมาทานยถาสันถติกังคะ ]

แม้ยถาสันตถิกังคะ ก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใด

คำหนึ่งว่า เสนาสนโลลุปฺปํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดความโลเลใน

เสนาสนะ ยถาสนฺถติกงฺคํ สมาทิยามิ ข้าพเจ้าสมาทานองค์ของ

ภิกษุผู้มีอันอยู่ในเสนาสนะตามที่ท่านจัดให้เป็นกติ ดังนี้.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 169

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในยถาสันถติกังคะ ]

ก็แล ยถาสันตถติกภิกษุนั้น เสนาสนะใดที่เสนาสนคาหาปกะชี้

แจกให้ว่า "เสนาสนะนี้ได้แก่เธอ" ก็พึงยินดีด้วยเสนาสนะนั้น ไม่

พึง (เลือก) ทำภิกษุอื่นให้ต้องย้าย (เสนาสนะ) นี้เป็นวิธี (ปฏิบัติ)

แห่งยถาสันตถติกภิกษุ.

[ ประเภทแห่งยถาสันถติกะ ]

ว่าโดยประเภท แม้ยถาสันตถติกภิกษุนี้ก็มี ๓ พวก ใน ๓ พวก

นั้น ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์ย่อมไม่ได้เพื่อจะถามถึงเสนาสนะที่ได้แก่ตนว่า

อยู่ไกลหรือว่าอยู่ใกล้ไป หรือว่าอันตรายต่าง ๆ มีอมนุษย์และทีฆชาติ

เป็นต้นรบกวนไหม ว่าร้อนหรือหนาวไหม ผู้ถืออย่างกลางถามได้

แต่ไปตรวจดูไม่ได้ ผู้ถืออย่างเพลา ไปตรวจดู ถ้าเสนาสนะที่แจก

ให้นั้นไม่ชอบใจเธอ ถือเอาเสนาสนะอื่นก็ได้.*

[ ความแตกแห่งยถาสันถติกังคะ ]

ก็แล ธุดงค์ของยถาสันถติกภิกษุ ๓ พวกนี้ ย่อมแตกในเมื่อพอ

สักว่าความโลเลในเสนาสนะเกิดขึ้น นี้เป็นความแตกในยถาสันถติก-

กังคะนี้.

* ถ้าถือเสนาสนะอื่นได้ จะชื่อยถาสันถติกะอย่างไร ? ดังนี้แหละ มหาฎีกาท่านจึงช่วยแก้ว่า

ที่ว่าไม่ชอบใจเธอนั้น มิใช่ไม่ชอบเพราะเป็นที่เลว แต่ไม่ชอบเพราะเห็นว่าเสนาสนะนั้นไม่เป็น

สัปปายะต่อโรคของเธอ ถ้าเธออยู่ที่นั่นโรคของเธอจะกำเริบ จึงขอให้จัดเสนาสนะอื่นที่เป็นสัปปายะ

ให้ใหม่ เพราะฉะนั้น เมื่อโรคไม่มี เลือกอย่างนั้นก็เป็นโลลุปปะ ธุดงค์แตก.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 170

[ อานิสงส์แห่งยถาสันถติกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ (๑) ได้ทำตามโอวาทที่กล่าวไว้ว่า ยํ

ลทฺธํ เตน ตุฏฺฐพฺพํ ได้สิ่งใดพึงยินดีด้วยสิ่งนั้น (๒) ใฝ่ประโยชน์

เกื้อกูล แก่เพื่อนพรหมจารี (โดยไม่กวนให้ย้ายเสนาสนะ) (๓) เลิก

ความกำหนดว่าเลวประณีต (๔) ละความยินดียินร้ายได้ (๕) ปิด

ประตูความตะกราม (๖) มีความประพฤติสมควรแก่ธุตธรรม มีความ

มักน้อยเป็นอาทิ.

[ คาถาสรูป ]

นักพรตผู้เป็นยถาสันถติกะเป็นผู้ยินดีด้วยเสนา-

สนะที่ตนได้ ไม่เลือก (ว่าดีเลว) ย่อมนอนเป็นสุข

แม้ในที่อันลาดด้วยหญ้า ในเสนาสนะอย่างดี

เธอก็ไม่ติดใจ ได้เสนาสนะที่เลวก็ไม่ขุ่นเคือง

ช่วยเกื้อกูลเพื่อนพรหมจารีที่เป็นนวกะ (ให้ได้

เสนาสนะอยู่) เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้มีเมธาพึง

หมั่นประกอบความที่เป็นผู้ยินดีในเสนาสนะตามที่

ท่านจัดให้ อันเป็นอาจิณณวัตรแห่งหมู่พระอริยะ

เป็นวัตรที่พระมุนีเจ้าทรงสรรเสริญ แล.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแก

และอานิสงส์ในยถาสันถติกังคะ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 171

๑๓. เนสัชชิกังคะ

[ การสมาทานเนสัชชิกังคะ ]

แม้เนัชชิกังคะ ก็เป็นอันสมาทานด้วยคำสองคำนี้ คำใดคำหนึ่ง

ว่า เสยฺยํ ปฏิกฺขิปามิ ข้าพเจ้างดการนอน เนสชฺชิกงฺคํ สมาทิยามิ

ข้าพเจ้าสมาทานองค์ของภิกษุผู้มีอัน (สำเร็จอิริยาบถ) อยู่ด้วยการนั่ง

เป็นปกติ ดังนี้.

[ วิธี (ปฏิบัติ) ในเนสัชชิกังคะ ]

ก็แล เนสัชชิกภิกษุนั้น ใน ๓ ยามแห่งราตรี พึงลุกขึ้นจงกรม

เสียยาม ๑ เพราะในอิริยาบถทั้งหลาย การนอนเท่านั้นไม่ควร* นี้เป็น

วิธี (ปฏิบัติ) แห่งเนสัชชิกภิกษุ.

[ ประเภทแห่งเนสัชชิกภิกษุ ]

ว่าโดยประเภท แม้เนสัชชิกภิกษุนี้ก็มี ๓ จำพวก ใน ๓ พวกนั้น

สำหรับผู้ถืออย่างอุกฤษ์ พนักอิง ผ้ารัดเข่า ผ้ารัดตัว ไม่ควรทั้งนั้น

สำหรับผู้ถืออย่างกลาง ของ ๓ อย่างนั้น อย่างใดอย่างหนึ่งก็ใช้ได้

สำหรับผู้ถืออย่างเพลา แม้พนักอิง แม้ผ้ารัดเข่า ผ้ารัดตัว หมอน

(อิง) แม้เก้าอี้ปัญจังคะ เก้าอี้สัตตังคะ ก็ใช้ได้.

เก้าอี้ที่เขาทำมีพนักหลังด้วย ชื่อปัญจังคะ เก้าอี้ที่เขาทำมี

พนักหลังและพนักทั้งสองข้างด้วย ชื่อสัตตังคะ ได้ยินว่า คน

* ที่ต้องบอกวิธีปฏิบัติไว้เช่นนั้น อาจเกรงไปว่าจะมีภิกษุเนสัชชิกที่ถือชื่อเกินไป ไม่ยอมลุกยืน

และเปลี่ยนอิริยาบถเอาเสียเลย ก็จะเกิดทุกขเวทนาขึ้น ไม่สำเร็จประโยชน์.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 172

ทั้งหลายได้ทำเก้าอี้สัตตังคะนั้น (ถวาย) พระติปิฎกจุฬาภัยเถระ พระ

เถระได้เป็นพระอนาคามี (ภายหลังสำเร็จพระอรหัต) แล้วปริ-

นิพพาน*.

[ ความแตกแห่งเนสัชชิกังคะ ]

ก็แล ธุดงค์แห่งภิกษุเนสัชชิกทั้ง ๓ พวกนี้ ย่อมแตกในขณะ

พอว่าสำเร็จการนอนลงไป นี้เป็นความแตกในเนสัชชิกังคะนี้.

* เถโร อนาคามี หุตฺวา ปรินิพฺพายิ ท่านว่าไว้สั้นเท่านี้ ประโยคนี้มีปัญหาหลายประการ เช่น

ก. การแปล จะแปลตรงทื่อไปว่า พระเถระเป็นพระอนาคามีแล้วปรินิพพาน ก็ขัดความรู้สึก

เต็มที ข้าพเจ้าจึงเติมความในวงเล็บว่า "(ภายหลังสำเร็จพระอรหัต)".

ข. การที่ท่านอ้างอิงมาเป็นนิทัสนะเช่นนั้น จะให้เข้าใจว่ากระไร จะให้เข้าใจว่าท่านเป็นพระ

อนาคามีอยู่ก่อนแล้ว หรือว่านั่งเก้าอี้สัตตังคะแล้วจึงได้เป็น ถ้าท่านเป็นพระอนาคามีอยู่แล้ว ก็จะ

เป็นว่า อ้างท่านเป็นนิทัสนะเพื่อแสดงว่า การนั่งเก้าอี้สัตตังคะบำเพ็ญเนสัชชิกนั้น ไม่เป็นการ

ผิด

แม้แต่ท่านพระอนาคามีท่านยังใช้ ถ้าท่านได้เป็นพระอนาคามีภายหลัง อ้างท่านมาเป็นนิทัสนะ ก็

จะ

เป็นว่า เพื่อแสดงว่า การนั่งเก้าอี้สัตตังคะบำเพ็ญเนสัชชิก มิได้ทำให้เสื่อมเสียผลประการใด ดูแต่

พระจุฬาภัยเถระ ท่านยังนั่งเก้าอี้สัตตังคะบำเพ็ญเนสัชชิก จนได้สำเร็จพระอนาคามิผล มหาฎีกาดู

เหมือนจะให้เข้าใจโดยประการหลังนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ว่า เพื่อจะแก้ความคิดเห็นที่ว่า ผู้ถือเนสัชชิก

นั่งมีที่อิงข้างหลังตามสบายอย่างนั้น จะแปลกอะไรจากผู้ไม่ถือเล่า ดังนี้ ในวิสุทธิมรรค ท่าน

จึงชักพระอภัยเถระมาเป็นนิทัสนะว่า เถโร อนาคามี หุตฺวา ปรินิพฺพายิ.

ค. ปรารภเหตุอะไร คนทั้งหลายจึงทำเก้าอี้สัตตังคะถวายท่าน (แล้วท่านก็ยอมใช้)

ไม่พบที่เล่าไว้ ก็ต้องสันนิษฐานเอาว่า เพราะท่านทุพพพลภาพ นั่งตัวเปล่าไม่ไหว แต่ก็ไม่ยอมเลิก

เนสัชชิก เขาจึงคิดทำเก้าอี้ถวายให้นั่งเป็นเนสัชชิกอย่างเพลา เรื่อนี้ก็มาเข้ากันได้พอดีกับเรื่องที่

พระภิกษุฝรั่งสมัยนี้ (ลางรูป) นั่งขัดสมาธิไม่ไหว ขอนั่งเก้าอี้ทำกรรมฐาน ท่านก็ว่าของท่านได้

ผลดีเหมือนกัน.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 173

[ อานิสงส์แห่งเนสัชชิกังคะ ]

ส่วนอานิสงส์ดังต่อไปนี้ คือ (๑) ตัดเครื่องผูกพันใจที่กล่าว

ในบาลีว่า ภิกษุประกอบเนือง ๆ ซึ่งความสุขในการนอน สุขในการ

เอกเขนก สุขในความหลับ* ดังนี้เสียได้ (๒) มีความสะดวกในการ

ประกอบกรรมฐานทั้งปวง (๓) มีอิริยาบถน่าเลื่อมใส (๔) เป็นผู้

เหมาะสมที่จะทำความเพียร (๕) สัมมาปฏิบัติเพิ่มพูนด้วยดี.

[ คาถาสรูป ]

เพราะเหตุที่นักพรตนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงนั่งอยู่

ย่อมยังหัวใจของมารให้หวั่นไหว ภิกษุผู้ละความ

สุขในการนอน สุขในความหลับ ปรารภความ

เพียร ยินดีการนั่ง ยังโปตวันให้งามอยู่ ย่อม

ได้ปีติสุขอันปราศจากอามิส เพราะเหุนั้น ภิกษุ

ผู้มีปัญญา จึงควรบำเพ็ญให้ดี ซึ่งเนสัชชิกพรต

เทอญ.

นี้เป็นคำพรรณนาการสมาทาน วิธี (ปฏิบัติ) ประเภท ความแตก

และอานิสงส์ในเนสัชชิกังคะ.

ต่อไปนี้เป็นคำพรรณนาตามบทบังคับแห่งคาถานี้ คือ

กุสลตฺติโก เจว ฯ เป ฯ วิญฺญาตพฺโพ วินิจฺฉโย.

วินิจฉัย... พึงทราบ... โดยกุสลติกะ ๑ โดยจำแนกศัพท์

* ม. มู. ๑๒/๒๐๗.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 174

มีธุตศัพท์เป็นต้น ๑ โดยย่อและโดยพิสดารอีก ๑.

[ วินิจฉัยโดยกุสลติกะ ]

ในบทเหล่านั้น บทว่า โดยกุสลติกะ ความว่า ก็ธุดงค์ทั้งหมด

เป็นกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี เนื่องด้วยผู้รักษาที่เป็นพระเสขะ

ปุถุชน และพระขีณาสพ (แต่) ธุดงค์ที่เป็นอกุศลไม่มี. ส่วนผู้ใด

จะพึงกล่าวว่า ธุดงค์แม้เป็นอกุศลก็มี โดยพระบาลีมีอาทิว่า "ภิกษุมี

ความปรารถนาลามก อันความอยากครอบงำแล้ว เป็นอารัญญิกกะ๑"

ดังนี้, ผู้นั้นควรถูกกล่าวว่า เรามิได้พูดว่าภิกษุมีจิตเป็นอกุศล ย่อม

ไม่อยู่ป่า, ด้วยว่า ความอยู่ป่าของภิกษุใดมีอยู่ ภิกษุนั้นก็ชื่อว่า

อารัญญิกะ, และอารัญญิกภิกษุนั้น พึงเป็นผู้มีความปรารถนาลามกก็มี

เป็นผู้มักน้อยก็มี, ก็ (คำนี้) ได้กล่าวไว้แล้ว (ในตอนแก้อรรถแห่ง

คำธุดงค์)๒ ว่า "องค์เหล่านี้ ชื่อว่า ธุดงค์ เพราะเป็นองค์แห่ง

ภิกษุผู้ชื่อว่า ธุตะ เหตุเป็นผู้กำจัดกิเลสได้ด้วยการสมาทานนั้น ๆ, อีก

อย่างหนึ่ง ชื่อว่าธุดงค์ เพราะมีญาณอันได้โวหารว่า ธุตะ เหตุเป็น

เครื่องกำจัดกิเลสเป็นองค์, อีกนัยหนึ่ง องค์เหล่านี้ชื่อว่าธุตะ เพราะ

กำจัดโทษอันเป็นข้าศึกด้วย เป็นองค์แห่งความปฏิบัติด้วย, แม้เพราะ

เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธุดงค์" ดังนี้, ใคร ๆ ซึ่งจะพึงมีธุดงค์เหล่านั้น

เป็นองค์ ได้ชื่อว่าเป็น ธุตะ (ผู้กำจัดกิเลสได้) ด้วยอกุศล หามีไม่

ด้วย, อกุศลซึ่งจะพึงเป็นเหตุให้ธุดงค์ได้ชื่อว่าธุดงค์ เพราะทำกุศล

นั้นให้เป็นองค์ จะกำจัดกิเลสอะไร ๆ ได้ ก็หาไม่ด้วย, ทั้งอกุศลจะ

๑. องฺ. ปญฺจก. ๒๒/๒๔๕. ๒. วิสุทธิมรรค หน้า ๗๖.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 175

กำจัดปฏิปักขโทษมีความละโมบในจีวรเป็นต้นก็ไม่ได้เลยด้วย, เป็น

องค์แห่งความปฏิบัติก็ไม่ได้ด้วย, เพราะเหตุนั้น คำว่า "ธุดงค์เป็น

อกุศลไม่มี" นี้ จึงเป็นคำที่กล่าวดีแล้ว, ข้างฝ่ายธุดงค์ของภิกษุเหล่า

ใดพ้นไปจากกุสลติกะ ว่าโดยความ (ที่แท้แล้ว) ธุดงค์ของภิกษุ

เหล่านั้นก็ไม่มีนั่นเอง. สิ่งที่ไม่มี จักได้ชื่อว่าเป็นธุดงค์ เพราะกำจัด

อะไรกัน, แม้ความผิดต่อพระบาลี (ให้) สมาทานธุตทั้งหลาย

ประพฤติ ก็จะต้องมาเอาแก่เธอทั้งหลายด้วย, เพราะฉะนั้น คำของเธอ

ทั้งหลายนั้น จึงไม่ควรถือเอาแล*. นี้เป็นคำพรรณนาโดยกุสลติกะ

เป็นอันดับแรก.

[ วินิจฉัยโดยจำแนกธุตาทิศัพท์ ]

ในข้อว่า โดยจำแนกศัพท์มีธุตศัพท์เป็นต้นนั้น พึงทราบธุตะ

พึงทราบว่าธุตวาทะ พึงทราบธุตธรรมทั้งหลาย พึงทราบการเสพธุดงค์

ว่าเป็นสัปปายะสำหรับใคร.

[ ธุตะ ]

ในบทเหล่านั้น บทว่า ธุตะ หมายเอาบุคคลผู้มีกิเลสอันกำจัด

แล้วอย่าง ๑ หมายเอาธรรมอันเป็นเครื่องกำจัดกิเลสอย่าง ๑.

[ ธุตวาทะ ]

ส่วนในบทว่า ธุตวาทะ พึงทราบว่า บุคคลเป็นธุตะ แต่ไม่เป็น

* มหาฎีกาท่านว่า หมายถึงคณะภิกษุวัดอภัยคีรี ซึ่งมีวาทะว่า ธุตงฺคํ นาม ปญญตฺติ อัน

ธุดงค์เป็นแต่บัญญัติ โดยปรมัตถ์แล้วไม่มีอะไร (คือไม่เป็นกุศล ไม่มีกำจัดกิเลส ไม่จำต้อง

สมาาน )

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 176

เป็นธุตวาทะก็มี, บุคคลไม่เป็นธุตะ แต่เป็นธุตวาทะก็มี, บุคคลไม่

เป็นทั้งธุตะทั้งธุตวาทะก็มี, บุคคลเป็นทั้งธุตะทั้งธุตวาทะก็มี. ในบุคคล

๔ จำพวกนั้น บุคคลใดกำจัดกิเลสทั้งหลายของตนด้วยธุดงค์ แต่ไม่

แนะนำพร่ำสอนผู้อื่นด้วยธุดงค์ ดุจพระพากุลเถระ บุคคลนี้เป็นธุตะ

แต่ไม่เป็นธุตวาทะ ดังท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ที่เป็นธุตะ แต่ไม่เป็นธุตวาทะ

นี้นั้น คือท่านพากุละ. ส่วนบุคคลใดไม่กำจัดกิเลสทั้งหลายของตนด้วย

ธุดงค์ ได้แต่แนะนำพร่ำสอนคนอื่น ๆ ด้วยธุดงค์ ดุจพระอุปนนทเถระ

บุคคลนี้ไม่เป็นธุตะ แต่เป็นธุตวาทะ ดังท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่เป็น

ธุตะ แต่เป็นธุตวาทะนี้นั้น คือท่านอุปนนทสักยบุตร. บุคคลใดขาด

ไปทั้ง ๒ ทาง ดุจพระโลฬุทายี บุคคลนี้ไม่เป็นทั้งธุตะทั้งธุตวาทะ ดัง

ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ที่ไม่เป็นทั้งธุตะและธุตวาทะนี้นั้น คือ ท่านโลฬุทายี.

ส่วนบุคคลใดถึงพร้อมทั้ง ๒ ทาง ดุจพระธรรมเสนาบดี บุคคลนี้เป็น

ทั้งธุตะทั้งธุตวาทะ ดังท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ที่เป็นทั้งธุตะทั้งธุตวาทะนี้นั้น

คือ ท่านสารีบุตร ดังนี้.

[ ธุตธรรม ]

ข้อว่า พึงทราบธุตธรรมทั้งหลาย นั้น มีวินิจฉัยว่า ธรรม ๕

ประการ อันเป็นบริวารของธุดงคเจตนาเหล่านี้ คือ อปฺปิจฺฉตา

(ความมักน้อย) สนฺตุฏฐิตา (ความสันโดษ) สลฺเลขตา (ความ

ปฏิบัติขูดเกลากิเลส) ปวิเวกตา (ความอยู่เงียบสงัด) อิทมฺตถิตา

(ความรู้ว่าสิ่งนี้มีประโยชน์)ชื่อว่า ธุตธรรม โดยพระบาลีว่า (ภิกษุ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 177

เป็นผู้อันอยู่ป่าเป็นปกติ) เพราะอาศัยความมักน้อยแล ดังนี้เป็นต้น*

ในธรรมเหล่านั้น อปฺปิจฉตา และ สนฺตุฐิตา นับเข้าในอโลภะ

สลฺเลขตา และ ปริวิเวกตา นับเข้าในธรรมทั้ง ๒ คือ อโลภะ และ

อโมหะ อิทมตฺถิตา ได้แก่ฌาณนั่นเอง. ธรรมทั้ง ๒ (คืออโลภะ

และอโมหะ) นั้น ภิกษุผู้ประพฤติธุดงค์ย่อมกำจัดความโลภในวัตถุที่

ต้องห้ามทั้งหลายได้ด้วยอโลภะ กำจัดความหลงอันกำบังโทษในวัตถุ

ที่ต้องห้ามเหล่านั้นนั่นแลได้ด้วยอโมหะ. อนึ่ง ย่อมกำจัดกามสุขา-

นุโยคอันเป็นเป็นไปทางเสพปัจจัยทั้งหลายที่ทรงอนุญาตเสียได้ด้วยอโลภะ

กำจัดอัตตกิลถานุโยคอันเป็นไปทางเคร่งเครียดเกินไปในธุดงค์ทั้งหลาย

ได้ด้วยอโมหะ เพราะเหตุนั้น ธรรม ๕ ประการนี้ พึงทราบว่าเป็น

ธุตธรรม.

[ ธุตังคะ ]

ข้อว่า พึงทราบธุตังคะทั้งหลาย ความว่า พึงทราบธุดงค์ ๑๓

คือ ปังสุกูลิกังคะ ฯ ล ฯ เนสัชชิกังคะ ธุดงค์เหล่านั้นได้กล่าวแล้ว

ทั้งโดยอรรถและโดยปกิณณกะมีลักษณะเป็นต้น.

[ ธุตังคเสวนา ]

ข้อว่า การเสพธุดงค์เป็นสัปปายะสำหรับใคนั้น แก้ว่า การ

เสพธุดงค์เป็นสัปปายะสำหรับคนราคจริต และคนโมหจริต เพราะ

เหตุไร เพราะการเสพธุดงค์เป็นทุกขาปฏิปทา (ปฏิบัติลำบาก) และ

เป็นสัลเลขวิหาร (อยู่อย่างเคร่ง) อันราคะย่อมสงบเพราะอาศัยทุกขา-

ปฏิปทา โมหะ ผู้ที่ไม่ประมาทย่อมละได้เพราะอาศัยสัลเลขปฏิบัติ

* ขุ. มหา. ๒๙/๒๘๕. อปฺปิจฺฉญฺญว นิสฺสาย ฯ เป ฯ อิทมตฺถิตญฺเญว นิสฺสาย อารญฺญิโก

โหติ ฯ เป ฯ ยถาสนฺถติโก โหติ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 178

อนึ่ง ในธุดงค์เหล่านี้ การเสพอารัญญิกังคะ และ รุกขมูลิกังคะ

เป็นสัปปายะ แม้แห่งคนโทสจริต ด้วยเมื่อคนโทสจริตนั้นแม้นไม่มี

ใครกระทบกระทั่งอยู่ในป่าและโคนไม้นั้น แม้โทสะก็ย่อมสงบแล นี้

เป็นคำพรรณนาโดยจำแนกศัพท์ มีธุตศัพท์เป็นต้น.

[ วินิจฉัยโดยย่อและโดยพิสดาร ]

[ โดยย่อ ]

ข้อว่า โดยย่อและโดยพิสดารนั้น มีวินิจฉัยว่า ก็ธุดงค์เหล่านี้

โดยย่อมี ๘ เท่านั้น คือ องค์เป็นประธาน ๓ องค์ที่ไม่ระคนกัน ๕

ในองค์เหล่านั้น องค์ ๓ นี้ คือ สปาทานจาริกังคะ เอกาสนิกังคะ

อัพโภกาสิกังคะ เป็นองค์ประธาน ด้วยเมื่อรักษาสปทานจาริกังคะ

ก็ต้องรักษาปิณฑปาติกังคะด้วย และเมื่อรักษาเอกาสนิกังคะ แม้

ปัตตปิณฑิกังคะและขลุปัจฉาภัตติกังคะ ก็จักเป็นอันต้องรักษาอย่างดี

ด้วย เมื่อรักษาอัพโภกาสิกังคะ จะมีอะไรชื่อว่าต้องรักษาในรุกขมูลิกังคะ

และยถาสันถติกังคะเล่า ดังนี้ ธุดงค์จึงเป็น ๘ เท่านั้น คือองค์ประ-

ธาน ๓ นี้ และองค์ไม่ระคนกัน ๕ นี้ คือ อารัญญิกังคะ ปังสุกูลิกังคะ

เตจีวริกังคะ เนสัชชิกังคะ โสสานิกังคะ.

โดยย่ออีกอย่างหนึ่งเป็น ๔ ดังนี้ คือ เนื่องด้วยจีวร ๒ เนื่อง

ด้วยบิณฑบาต ๕ เนื่องด้วยเสนาสนะ ๕ เนื่องด้วยวิริยะ ๑ ใน ๔

อย่างนั้น เนสัชชิกังคะเป็นองค์เนื่องด้วยวิริยะ นอกนั้นชัดแล้วทั้งนั้น.

โดยย่ออีกนัยหนึ่ง ธุดงค์ทั้งหมดนั่นเป็น ๒ โดยที่อาศัย คือ

อาศัยปัจจัย ๑๒ อาศัยวิริยะ ๑ แม้โดยจัดเป็นองค์ที่ควรเสพและ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 179

ไม่ควรเสพ ก็เป็น ๒ เหมือนกัน ก็เมื่อภิกษุใดเสพธุดงค์อยู่ กรรม-

ฐานเจริญขึ้น ภิกษุนั้นก็ควรเสพ เมื่อภิกษุใดเสพเข้า กรรมฐานเสื่อม

ภิกษุนั้นก็ไม่ควรเสพ อนึ่ง แม้ผู้ที่ถึงจะเสพไม่เสพ กรรมฐานก็คง

เจริญไม่เสื่อม เมื่อ (คิด) อนุเคราะห์ประชุมชนภายหลัง ก็ควร

เสพ แม้ผู้ที่ถึงจะเสพไม่เสพ กรรมฐานก็ไม่เจริญเล่า ก็ควรเสพ

เหมือนกัน เพื่อเป็นวาสนาต่อไป ธุดงค์เป็น ๒ ก็ได้ โดยจัดเป็น

องค์ที่ควรเสพ และไม่ควรเสพ ดังนี้แล.

แม้ในอรรถกถาทั้งหลาย ก็กล่าว (ย่อ) ไว้ว่า "ธุดงค์ทั้งปวง

นั่น เป็นอย่างเดียวด้วยอำนาจแห่งเจตนา เพราะเจตนาในการสมาทาน

ธุดงค์เป็นอันเดียวเท่านั้น" ดังนี้ ลางอาจารย์ก็ว่าไว้ (ง่าย ๆ) ว่า

"เจตนาอันใด ธุดงค์อันนั้น" (ธุดงค์ก็คือเจตนา).

[ โดยพิสดาร ]

ส่วนโดยพิสดาร ธุดงค์เป็น ๔๒ คือ สำหรับภิกษุ ๑๓ สำหรับ

ภิกษุณี ๘ สำหรับสามเณร ๑๒ สำหรับสิกขมานาและสามเณรี ๗

สำหรับอุบาสกอุบาสิกา ๒ ก็ถ้าป่าช้าได้ลักษณะอารัญญิกังคะ อยู่ใน

ที่แจ้งไซร้ แม้ภิกษุรูปเดียวก็อาจบริโภคธุดงค์ได้หมดทุกข้อคราว

เดียวกัน* ส่วนภิกษุณี อารัญญิกังคะและขลุปัจฉาภัตติกังคะทั้ง ๒

ข้อ ทรงห้ามไว้ด้วยสิกขาบทเดียว องค์ ๓ คือ อัพโภกาสิกังคะ

* เพราะเหตุที่ธุดงค์ลางข้อขัดกัน เช่น รุกขมูลิกังคะ กับ อัพโภกาสิกังคะ ต่างว่ารักษา

อัพโภกาสิกังคะอยู่ จะรักษารุกขมูลิกังคะไปพร้อมกันได้อย่างไร มหาฎีกาท่านชี้ช่องให้ว่า

คำสมาทานรุกขมูลิกังคะว่า ฉนฺนธํ ปฏิกฺขิปามิ รุกขฺมูลิกงฺคํ สมาทิยามิ เพราะฉะนั้น ธุดงค์ข้อ

นี้

จะแตกก็เมื่อปล่อยให้อรุณขึ้นในที่มุงบังเท่านั้น หากอรุณขึ้นเมื่อเธอไปนั่งอยู่กลางแจ้ง ธุดงค์หา

แตกไม่ รุกขมูลิกังคะ กับ อัพโภกาสิกังคะ จึงเป็นอันรักษาไปด้วยกันได้ ดังนี้.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ - หน้าที่ 180

รุกขมูลิกังคะ โสสานิกังคะ นี้ ภิกษุณีรักษายาก เพราะการอยู่เว้น

สหายย่อมไม่ควรแก่ภิกษุณี ก็แลในที่เช่นนั้น หญิงสหายที่มีฉันทะเสมอ

กันหาได้ยาก หากหาได้เล่า ก็ไม่พ้นจากความอยู่คลุกคลีกัน เมื่อเป็น

เช่นนั้น ภิกษุณีพึงเสพธุดงค์เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้นก็

ไม่พึงสำเร็จแก่เธอเลย พึงทราบว่า เพราะความที่ไม่พึงอาจบริโภคอย่างนี้

ธุดงค์สำหรับภิกษุณีทั้งหลายจึงลดไปเสีย ๕ คงเหลือ ๘ เท่านั้น.

อนึ่ง บรรดาธุดงค์ตามที่กล่าวแล้ว เว้นเตจีวริกังคะเสีย เหลือ ๑๒

พึงทราบว่าเป็นองค์สำหรับสามเณร ๗ เป็นองค์สำหรับสิกขามานาและ

สามเณรี ส่วนสำหรับอุบาสกอุบาสิกา มีธุดงค์ ๒ เพราะธุดงค์คือ

เอกาสนิกังคะ ปัตตปิณฑิกังคะ นี้เท่านั้น เหมาะสมด้วย อาจบริโภค

ได้ด้วย ดังนี้ โดยพิสดารธุดงค์เป็น ๔๒ ด้วยประการฉะนี้แล นี้เป็น

คำพรรณนาโดยย่อและพิสดาร.

ก็แลกถาว่าด้วยธุดงค์ อันเป็นวัตรที่ภิกษุควรสมาทาน เพื่อยัง

คุณทั้งหลายมีความมักน้อยสันโดษเป็นต้นอันเป็นเครื่องผ่องแผ้วแห่งศีล

มีประการดังกล่าวแล้วให้ถึงพร้อม ในวิสุทธิมรรคที่ทรงแสดงโดยทาง

ศีล สมาธิ ปัญญาด้วยพระคาถาที่ขึ้นต้นว่า สีเล ปติฏฺฐาย นโร

สปญฺโญ นี้ เป็นอันกล่าวแล้วด้วยกถามรรคเพียงเท่านี้.

ปริเฉทที่ ๒ ชื่อ ธุดงคนิเทศ

ในปกรณ์วิเสสชื่อวิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมทย์แห่งสาธุชน

ดั่งนี้

คำนำ

(เมื่อพิมพ์ครั้งแรก)

วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๑ สีลนิเทสกับธุดงคนิเทส

มหามกุฎราชวิทยาลัยได้พิมพ์แล้วเมื่อ พ. ศ. ก่อน บัดนี้ได้พิมพ์ภาค ๑

ตอน ๒ ขึ้นอีกเล่ม ๑ ตอน ๒ นี้มี ๕ นิเทส คือ กัมมฐานคหณ-

นิเทส ปฐวีกสิณนิเทส เสสกสิณนิเทส อสุภกัมมฐานนิเทส

ฉอนุสสตินิเทส จบภาค ๑

วิสุทธิมรรคมีความวิเศษสมกับที่เป็นปกรณ์พิเศษอย่างไรนั้น ได้

กล่าวไว้ในคำนำ เมื่อพิมพ์ตอน ๑ นั้นแล้ว ในตอนนี้ขอกล่าวเพิ่มเติม

ในเรื่องการแปลให้ทราบไว้ด้วยว่า การแปลนี้มุ่งให้เป็นคู่มือนักศึกษา

ภาษาบาลีเป็นสำคัญ พร้อมกันนั้นก็พยายามเกลาสำนวนพอให้ผู้อ่าน

เพื่อศึกษาวิชาธรรมอ่านได้บ้าง แต่ผู้ยังไม่คุ้นกับสำนวนบาลีของท่าน

ก็จะอ่านยากอยู่บ้าง ในตอนแรก ๆ ควรอ่านช้า ๆ เมื่อคุ้นกับสำนวน

ของท่านแล้ว ก็อาเข้าใจและได้รสอรรถธรรมอันมีอยู่บริบูรณ์

ขอความสำเร็จจงมีแก่นักศึกษาภาษาบาลี ขอความรู้ธรรมและ

สัมมาปฏิบัติจงมีแด่ผู้ศึกษาวิชาธรรมทุกเมื่อเทอญ

มหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์

กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๙

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 1

วิสุทธิมรรคแปล

ภาค ๑ ตอน ๒

กัมมฐานคหณนิเทส

เพราะเหตุที่สมาธิ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยหัวข้อ

คือ จิต ตามพระบาลี ( นิกเขปบท ) ว่า

สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญฺจ ภาวยํ *

นั้น อันพระโยคาวจรผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลนี้ ที่ผ่องแผ้วด้วยคุณทั้งหลาย

มีความมักน้อยเป็นต้น อันตนทำให้ถึงพร้อมด้วยการรักษาธุดงค์อย่างนี้

แล้วควรบำเพ็ญต่อไป ก็แต่ว่าสมาธินั้น ไม่ง่ายแม้เพียงจะเข้าใจ

จะกล่าวไยถึงจะบำเพ็ญเล่า เพราะทรงแสดงไว้ ( ในพระคาถานั้น )

ย่อนัก เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดงความพิสดาร และนัยแห่งการ

บำเพ็ญสมาธินี้ จึง (ขอ) ตงั้ ปัญหาขึ้นดังนี้ คือ ( ๑) อะไร เป็น

* คาถานี้ บาทต้นเป็นอินทรเชียรฉนท์ บาทนอกนั้นเป็นปัฐยาวัตรฉันท์ คาถานี้จะ

เป็นปัฐยาวัตรทั้ง ๔ บาท ถ้าตัด นโร หรือ สปญฺโญ ในบาทต้นนั้นออกไปเสียบทใดบทหนึ่ง

ถ้าตัด นโร ออก ก็ยก ภิกฺขุ เป็นประธาน ยิ่งได้ความดีขึ้น เพราะไม่มี นโร อยู่ขัดเชิง

แล้วนิปผันนรูป สปญฺโญ ที่ยังผิดอักขรวิธีอยู่เพราะฉันทานุรักษ์นั้น ก็ทำเสียให้ถูกเป็น

สปฺปญฺโญฺ ได้ ส่วนปัญหาว่าอักขระเกินไป ๑ คือเป็น ๙ ไปนั้น ข้อนี้ท่านอนุญาต เมื่อ

ไม่ขัดอุจจารณวิธี คือเชิงสวด มีตัวอย่างมาก เช่นบทคาถาว่า อริยมิตฺตกโร สิยา แม้

ในคาถานี้ บาทท้าย คือ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ ก็เป็น ๙ ( เคยเห็นเป็น วิชเฏ ก็มี เช่นนี้

ก็ได้ ๘ พอดี หรือจะสนธิ โส อิมํ เป็น โสมํ เสียไม่ต้องแก้ วิชฏเย ก็ได้เหมือนกัน )

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 2

สมาธิ (๒) ที่ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่ากระไร (๓) อะไร

เป็นลักษณะ เป็นรส เป็นปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐานแห่งสมาธินั้น

(๔) สมาธิ มีกี่อย่าง (๕) อะไรเป็นความเศร้าหมอง และอะไร

เป็นความผ่องแผ้ว แห่งสมาธินั้น (๖) สมาธิ จะพึงบำเพ็ญขึ้น

อย่างไร (๗) อะไรเป็นอานิสงส์แห่งการบำเพ็ญ ( สมาธิ )

ต่อไปนี้เป็นคำเฉลย ในปัญหาเหล่านั้น

[ สมาธิโดยสรูป]

ข้อว่า อะไรเป็นสมาธิ แก้ว่า สมาธิมีหลายอย่างต่างประการ

การจะเฉลยมุ่งให้สมาธินั้นแจ่มแจ้งไปทุกอย่าง จะไม่พึงเป็นประโยชน์

ที่ประสงค์ให้สำเร็จได้ มิหนำ ซ้ำจะพึงเป็นไปเพื่อความฟั่นเฝือยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น เรามาพูดกันหมายเอาความที่ประสงค์ในที่นี้ทีเดียวเถิดว่า

" ความมีอารมณ์อันเดียวแห่งจิตที่เป็นกุศล เป็นสมาธิ "

[อรรถแห่งสมาธิศัพท์]

ข้อว่า ชื่อว่าสมาธิเพราะอรรถว่ากระไร แก้ว่า ชื่อว่าสมาธิ

เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ถามว่า ชื่อว่าตั้งมั่นนี้เป็นอย่างไร ตอบว่า

ชื่อว่าตั้งมั่นนี้ คือการดำรงอยู่ อธิบายว่าตั้งอยู่สม่ำเสมอด้วย ถูกทาง

ด้วย แห่งจิตและเจตสิกทั้งหลาย ในอารมณ์อันเดียว เพราะเหตุนั้น

พึงทราบว่าจิตและเจตสิกเป็นธรรมชาติไม่ซัดส่ายและไม่ซ่านไป ตั้งอยู่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 3

สม่ำเสมอและถูกทาง ด้วยอานุภาพแห่งธรรมใด๑ การตั้งอยู่แห่งจิต

เจตสิก สม่ำเสมอและถูกทาง ด้วยอานุภาพแห่งธรรมนั้น นี้ชื่อว่า

ความตั้งมั่น

[ลักษณะ รส ปัจจุปัฏฐาน ปทัฏฐานแห่งสมาธิ]

ส่วนในข้อว่า อะไรเป็นลักษณะ เป็นรส เป็นปัจจุปัฏฐาน

เป็นปทัฏฐานแห่งสมาธินั้น มีคำแก้ว่า สมาธิมีความไม่ซัดส่ายเป็น

ลักษณะ มีการกำจัดความซัดส่ายเป็นรส มีความไม่หวั่นไหวเป็น

ปัจจุปัฏฐาน ส่วนปทัฏฐานแห่งสมาธินั้น คือความสุข ตามพระบาลีว่า

จิตของผู้มีความสุขย่อมตั้งมั่น๒ ดังนี้

[ประเภทแห่งสมาธิ]

ข้อว่า สมาธิมีกี่อย่างนั้น มีเฉลยว่า โดยลักษณะคือความ

ไม่ซัดส่าย สมาธิก็มีเพียงอย่างเดียว ( แต่ ) เป็น ๒ โดยบังคับ

แห่งอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ เช่นเดียวกัน โดยบังคับแห่ง

โลกิยสมาธิและโลกุตตรสมาธิ โดยบังคับแห่งสัมปีติกสมาธิ ( สมาธิ

๑. ตรงนี้ปาฐะว่า ยสฺส ธมฺมสฺสานุภาเวน คำ ยสฺส นี้มีปัญหา เพราะเหตุที่ท่านมิได้

เรียง ต ศัพท์ไว้ จึงอาจมีทางคิดได้อีกทางว่า ยสฺส โยคบุคคล ก็จะได้ความดีเหมือนกัน

ดังนี้-จิตเจตสิกของบุคคลใด...ตั้งมั่นด้วยอนุภาพแห่งธรรม การตั้งมั่นแห่งจิตเจตสิก

ของบุคคลนั้น ชื่อว่า สมาธานํ แต่ว่าหากจะเป็นอย่างนี้ก็น่าจะเรียงศัพท์ไม่ให้มีปัญหาได้

คือเรียงว่า ยสฺส อมฺมานุกเวน...

มหาฎีกาท่านไม่พูดถึงเสียเลย กลับไปแก้ อานุภาเวน ออกเป็น พเลน แล้วเท่านี้

ท่านเห็นว่ายังไม่แจ่ม จึงไขต่อไปอีกว่า ปจฺจยภาเวนาติ อตฺโถ.

๒. ที.ปาฏิ๑๑/๒๕๔

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 4

สัมปยุตด้วยปีติ ) และนิปปีติกสมาธิ ( สมาธิไม่สัมปยุตด้วยปีติ )

และโดยบังคับแห่งสมาธิที่เป็นสุขสหคตะ ( สหรคตด้วยสุข ) และ เป็น

อุเบกขาสหคตะ ( สหรคตด้วยอุเบกขา ) เป็น ๓ โดยจัดเป็นอย่างทราม

อย่างกลาง อย่างประณีต เช่นเดียวกัน โดยจัดตามองค์คือวิตกวิจาร

มีสวิตักกสวิจารสมาธิ ( สมาธิยังมีวิตกวิจาร ) เป็นต้น โดยจัด

ตามธรรมที่สรหคตมีปีติสหรคตสมาธิ ( สมาธิสหรคตด้วยปีติ ) เป็นต้น

และโดยจัด ( ตามคุณานุภาพ ) เป็นปริตตะ มหัคคตะ และอัปปมาณะ

เป็น ๔ โดยจำแนกตามความปฏิบัติและความรู้ มีทุกขปฏิปทาทันธา-

ภิญญสมาธิเป็นต้น เช่นเดียวกัน โดยจำแนกตามอานุภาพและ

อารมณ์ มีปริตตปริตตารมณสมาธิเป็นต้น โดยเป็นองค์แห่งจตุกฌาน

โดยจำแนกตามฝ่ายมีหานภาคิยสมาธิเป็นต้น โดยจำแนกตามภูมิมี

กามาวจรสมาธิเป็นต้น และโดยจำแนกตามอิทธิบาทที่เป็นอธิบดี

เป็น ๕ โดยเป็นองค์แห่งปัญจกฌานในปัญจกนัย

ในสมาธิเหล่านั้น สมาธิส่วนที่เป็นอย่างเดียว มีความตื้นอยู่

แล้ว

[ทุกะ ( สมาธิหมวด ๒ ) ที่ ๑]

อรรถาธิบายในสมาธิส่วนที่เป็น ๒ พึงทราบดังต่อไปนี้ เอกัค-

คตาแห่งจิต ที่พระโยคาวจรได้ด้วยอำนาจธรรมเหล่านี้ คือ อนุสสติ-

ฐาน ๖ มรณสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัฏฐาน

ก็ดี เอกัคคตาในส่วนเบื้องต้นแห่งอัปปนาสมาธิทั้งหลายก็ดี อันใด

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 5

เอกัคคตาอันนี้เป็นอุปจารสมาธิ ส่วนเอกัคคตาในลำดับแห่งบริกรรม

ตามบาลีว่า บริกรรมแห่งปฐมฌาน เป็นปัจจัยโดยเป็นอนันตรปัจจัย

แห่งปฐมฌาน ดังนี้เป็นอาทิอันใด เอกัคคตาอันนี้เป็นอัปปนาสมาธิ

อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๒ โดยบังคับแห่งอุปจารและอัปปนา

[ทุกะที่ ๒]

เอกัคคตาแห่งจิตที่เป็นกุศลใน ๓ ภูมิ เป็นโลกิยสมาธิ

เอกัคคตาที่สัมปยุตด้วยอริยมรรค เป็นโลกุตรสมาธิ อย่างนี้แล

สมาธิเป็น ๒ โดยบังคับแห่งโลกิยะและโลกุตระ

[ทุกะที่ ๓ ]

เอกัคคตาใน ๒ ฌานในจตุกนัย ใน ๓ ฌานในปัญจกนัย

เป็นสัมปีติกสมาธิ เอกัคคตาในฌาน ๒ ที่เหลือ เป็นนีปปีติกสมาธิ

แต่อุปจารสมาธิ ลางที่เป็นสัปปีติกะ ลางทีเป็นนีปปีติกะ อย่างนี้แล

สมาธิเป็น ๒ โดยบังคับแห่งสัปปีติกะและนีปปีติกะ

[ทุกะที่ ๔]

เอกัคคตาใน ๓ ฌานในจตุกนัย ใน ๔ ฌานในปัญจกนัย

เป็นสุขสหคตสมาธิ เอกัคคตาในฌานที่เหลือเป็นอุเปกขาสหคตสมาธิ

แต่อุปจารสมาธิ ลางทีก็เป็นสุขสหคตะ ลางทีก็เป็นอุเปกขาสหคตะ

อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๒ โดยบังคับแห่งสุขสหคตะและอุเปกขาสหคตะ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 6

[ติกะ ( สมาธิหมวด ๓ ) ที่ ๑]

สมาธิที่สักว่าได้ จัดเป็นสมาธิอย่างทราม สมาธิที่อบรมแล้ว

ยังไม่ดีนัก จัดเป็นสมาธิอย่างกลาง สมาธิที่อบรมดีแล้วถึงความเป็นวสี

จัดเป็นสมาธิอย่างประณีต อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๓ โดยจัดเป็นอย่าง

ทราม อย่างกลาง อย่างประณีต

[ติกะที่ ๒]

สมาธิในปฐมฌานกับอุปจารสมาธิ จัดเป็นสวิตักกสวิจารสมาธิ

( สมาธิมีทั้งวิตกทั้งวิจาร ) สมาธิในทุติยฌานในปัญจกนัย จัดเป็น

อวิตักกวิจารมัตตสมาธิ ( สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ) ก็บุคคลใด

เห็นโทษแต่ในวิตกเท่านั้น ไม่เห็นโทษในวิจาร มุ่งอยู่แต่จะละวิตก

อย่างเดียวล่วงปฐมฌานไป บุคคลนั้นย่อมได้สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่

วิจาร คำว่าสมาธิในทุติยฌานในปัญจกนัย จัดเป็นอวิตักกวิจาร-

มัตตสมาธิ นั้น ข้าพเจ้ากล่าวหมายเอาสมาธิของบุคคลนี้ ส่วน

เอกัคคตาใน ๓ ฌานในจตุกนัย มีทุติยฌานเป็นต้น และในปัญจกนัย

มีตติยฌานเป็นต้น จัดเป็นอวิตักกอวิจารสมาธิ ( สมาธิไม่มีทั้งวิตก

ทั้งวิจาร ) อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๓ โดยจัดตามองค์คือวิตกวิจาร

มีสวิตักกสวิจารสมาธิเป็นต้น

[ติกะที่ ๓]

เอกัคคตาในฌาน ๒ ข้างต้นในจตุกนัย และในฌาน ๓ ข้างต้น

ในปัญจกนัย จัดเป็นปีติสหคตสมาธิ ( สมาธิประกอบพร้อมกับปีติ )

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 7

เอกัคคตาในตติยฌาน และจตุตถฌานในจตุกนัยและปัญจกนัยนั้นแล

จัดเป็นสุขสหคตสมาธิ ( สมาธิประกอบพร้อมกับสุข ) เอกัคคตาในฌาน

สุดท้าย ( ทั้ง ๒ นัย ) จัดเป็นอุเปกขาสหคตสมาธิ ( สมาธิประกอบพร้อม

กับอุเบกขา ) แต่อุปจารสมาธิ ย่อมสหรคตด้วยปีติสุขบ้าง สหรคต

ด้วยอุเบกขาบ้าง อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๓ โดยจัดตามธรรมที่สหรคต

มีปีติสหคตสมาธิเป็นต้น

[ติกะที่ ๔]

เอกัคคตาในภูมิอุปจาร จัดเป็นปริตตสมาธิ ( สมาธิมีคุณา-

นุภาพน้อย ) เอกัคคตาใน ( ภูมิ ) รูปาวจรและอรูปาวจรที่เป็นกุศล

จัดเป็นมหัคคตสมาธิ ( สมาธิมีคุณนุภาพใหญ่ ) เอกัคคตาที่สัมปยุต

ด้วยอริยมรรค จัดเป็นอัปปมาณสมาธิ ( สมาธิมีคุณานุภาพหาประมาณ

มิได้ ) อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๓ โดยจัด ( ตามคุณานุภาพ ) เป็น

ปริตตะ มหัคคตะ และอัปปมาณะ

[จตุกกะ ( สมาธิหมวด ๔ ) ที่ ๑]

พึงทราบว่า สมาธิที่มีปฏิปทาลำบาก ทั้งมีอภิญญาช้าก็มี

สมาธิมีปฏิปทาลำบาก แต่มีอภิญญาเร็วก็มี สมาธิมีปฏิปทาสะดวก

แต่มีอภิญญาช้าก็มี สมาธิมีปฏิปทาสะดวกทั้งมีอภิญญาเร็วก็มี

ในคำว่าปฏิปทาและอภิญญานั้น สมาธิภาวนา ( การบำเพ็ญสมาธิ )

อันเป็นไปเริ่มแต่ปฐมสมันนาหาร ( การประมวลจิตตั้งลงในกรรมฐาน

ทีแรก ) ไปจนถึงอุปจารแห่งฌานนั้นๆ เกิดขึ้น ท่านเรียกว่า ปฏิปทา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 8

ส่วนปัญญาอันเป็นไปตั้งแต่อุปาจารจนถึงอัปปนา ท่านเรียกว่า อภิญญา*

ก็แลปฏิปทานี้นั้น ย่อมเป็นการลำบาก คือเป็นการยาก หมายความว่า

เจริญไม่สะดวกสำหรับคนบางคน เพราะธรรมอันเป็นข้าศึก มีนิวรณ์

เป็นต้นยึด ( จิต ) โดย ( เกิด ) ขึ้นท่องเที่ยว ( ในจิต ) ( แต่ ) เป็นการ

สะดวกสำหรับบางคน เพราะไม่มีธรรมอันเป็นข้าศึกนั้น อภิญญาเล่า

ก็ย่อมเป็นช้า คือเป็นเนือยๆ ไม่เป็นไปฉับพลัน สำหรับคนบางคน

( แต่ ) เป็นเร็ว คือไม่เป็นเนือยๆ เป็นไปฉับพลันสำหรับบางคน

( พึงทราบวินิจฉัย ) ในปฏิปทาและอภิญญานั้น ( ดังนี้ ) ใน

บรรดาสิ่งสัปปายะและอสัปปายะทั้งหลายก็ดี บุพกิจทั้งหลายมีการตัด

ปลิโพธเป็นต้นก็ดี อัปปนาโกศลทั้งหลายก็ดี ซึ่งข้าพเจ้าจักพรรณนา

ข้างหน้า พระโยคาวจรผู้ใดได้เสพสิ่งอสัปปายะ ปฏิปทาของพระ-

โยคาวจรผู้นั้นย่อมเป็นการลำบาก และอภิญญาของเธอก็เป็นช้า

ปฏิปทาของพระโยคาวจรผู้ได้เสพสิ่งสัปปายะ ย่อมเป็นการสะดวก

และอภิญญาก็เป็นเร็ว ส่วนว่าพระโยคาวจรผู้ใด เสพสิ่งอสัปปายะ

ในเบื้องต้นแล้วได้เสพสิ่งสัปปายะในเบื้องปลาย พึงทราบว่าปฏิปทา

และอภิญญาของพระโยคาวจรนั้นก็คละกัน นัยเดียวกันนั้น ปฏิปทา

ของพระโยคาวจรผู้ไม่ทำบุพกิจมีการตัดปลิโพธเป็นต้นให้พร้อมแล้ว

มาประกอบภาวนา ย่อมเป็นการลำบาก โดยบรรยายตรงกันข้าม

ก็เป็นการสะดวก อนึ่ง อภิญญาของผู้ไม่ทำอัปปนาโกศลให้ถึงพร้อม

* มหาฎีกาว่า ที่เรียกอภิญญา เพราะเป็นปัญญาที่วิเศษกว่าปกติปัญญา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 9

ย่อมเป็นช้า ของผู้ทำอัปปนาโกศลให้ถึงพร้อม ย่อมเป็นเร็ว อนึ่ง

ประเภทแห่งปฏิปทาและอภิญญาเหล่านั้น พึงทราบด้วยอำนาจแห่ง

ตัณหาและอวิชชา และแม้ด้วยสามารถแห่งความสั่งสมที่เคยทำมา

ในสมถะและวิปัสสนา แท้จริง ปฏิปทาของผู้ถูกตัณหาครอบงำ

ย่อมเป็นการลำบาก ของผู้ไม่ถูกตัณหาครอบงำ ย่อมเป็นการสะดวก

และอภิญญาของผู้ถูกอวิชชาครอบงำ ย่อมเป็นช้า ของผู้ไม่ถูกอวิชชา

ครอบงำย่อมเป็นเร็ว อนึ่ง ผู้ใดมิได้ทำความสั่งสมมาในสมถะ*

ปฏิปทาของผู้นั้นย่อมเป็นการลำบาก ของผู้มีความสั่งสมได้ทำไว้ย่อม

เป็นการสะดวก ส่วนผู้ใดมิได้ทำความสั่งสมมาในวิปัสสนา อภิญญา

ของผู้นั้นย่อมเป็นช้า ของผู้มีความสั่งสมได้ทำไว้ย่อมเป็นเร็ว อนึ่ง

เล่า ประเภทแห่งปฏิปทาและอภิญญาเหล่านั้นพึงทราบด้วยอำนาจแห่ง

กิเลสและอินทรีย์ด้วย แท้จริง ปฏิปทาของผู้มีกิเลสกล้า แต่อินทรีย์

อ่อน ย่อมเป็นการลำบาก ทั้งอภิญญาก็เป็นช้า แต่อภิญญาของผู้มี

อินทรีย์แก่กล้าย่อมเป็นเร็ว ส่วนปฏิปทาของผู้มีกิเลสอ่อน และ

อินทรีย์อ่อน ย่อมเป็นการสะดวก แต่อภิญญาเป็นช้า แต่ว่าอภิญญา

ของผู้มีอินทรีย์กล้าย่อมเป็นเร็ว ดังนี้ ในปฏิปทาและอภิญญาเหล่านี้

บุคคลใดได้สมาธิด้วยปฏิปทาลำบาก และด้วยอภิญญาช้า สมาธินั้น

ของบุคคลนั้นเรียกว่า ทุกฺขาปฏิปโท ทนฺธาภิญฺโญ ด้วยประการฉะนี้

นัยนี้พึงกล่าวแม้ในสมาธิ ๓ ที่เหลือ อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๔

โดยจำแนกตามความปฏิบัติและความรู้ มีทุกขาปฏิปทาทันธาภิญญา-

* แปลตามมหาฎีกาซึ่งแก้ไว้ว่า อกตาธิกาโรติ ภวนฺตเร อกตปริจโย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 10

สมาธิเป็นต้น

[จตุกกะที่ ๒]

พึงทราบว่าสมาธิเป็นปริตตปริตตารมณ์ ( มีอานุภาพน้อยทั้งมี

อารมณ์แคบสั้น ) ก็มี สมาธิเป็นปริตตอัปปมาณารมณ์ ( มีอานุภาพ

น้อยแต่มีอารมณ์กว้างขวาง ) ก็มี สมาธิเป็นอัปปมาณปริตตารมณ์

( อานุภาพหาประมาณมิได้ แต่มีอารมณ์แคบสั้น ) ก็มี สมาธิเป็น

อัปปมาณอัปปมาณารมณ์ ( มีอานุภาพประมาณมิได้ทั้งมีอารมณ์

กว้างขวาง ) ก็มี ในสมาธิ ๔ นั้น สมาธิใดยังไม่เชี่ยว ไม่อาจ

เป็นปัจจัยแห่งฌานเบื้องสูงได้ สมาธินี้จัดเป็นปริตตะ ( มีอานุภาพน้อย )

ส่วนสมาธิใดเป็นไปในอารมณ์ที่ไม่ขยายตัว สมาธินี้ จัดเป็น

ปริตตารมณ์ ( มีอารมณ์แคบสั้น ) สมาธิใดเชี่ยว อันพระโยคาวจร

อบรมดีแล้ว อาจเป็นปัจจัยแห่งฌานเบื้องสูงได้ สมาธินี้จัดเป็น

อัปปมาณ ( มีอานุภาพหาประมาณมิได้ ) อนึ่ง สมาธิใดเป็นไปใน

อารมณ์ที่ขยายตัว สมาธินี้จัดเป็นอัปปมาณารมณ์ ( มาอารมณ์กว้าง

ขวาง ) ส่วนนัยแห่งสมาธิที่คละกัน ( ข้อ ๒ ข้อ ๓ ) พึงทราบโดย

คละลักษณะแห่งสมาธิ ( ข้อ ๑ ข้อ ๔ ) ที่กล่าวแล้วเข้ากัน อย่างนี้แล

สมาธิเป็น ๔ โดยจำแนกตามอานุภาพและอารมณ์ มีปริตต-

ปริตตารมณ์สมาธิเป็นต้น

[จตุกกะที่ ๓]

ปฐมฌานประกอบด้วยองค์ ๕ ด้วยอำนาจ วิตก วิจาร ปีติ สุข

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 11

และสมาธิอันข่มนิวรณ์ได้แล้ว ต่อนั้น ทุติยฌาน วิตก วิจาร สงบไป

เหลือองค์ ๓ ต่อนั้น ตติยฌาน ปีติคลายไป เหลือองค์ ๒ ต่อนั้น

จตุตถฌาน ละสุขเสีย เหลือองค์ ๒ ด้วยอำนาจแห่งสมาธิอันประกอบ

ด้วยอุเบกขาเวทนา สมาธิ ๔ เป็นองค์แห่งฌาน ๔ นี้ ดังนี้ อย่างนี้แล

สมาธิเป็น ๔ โดยเป็นองค์แห่งจตุกฌาน

[จตุกกะ ที่ ๔ ]

สมาธิที่เป็นหานภาคิยะ ( เป็นทางฝ่ายเสื่อม ) ก็มี เป็นฐิต

ิภาคิยะ ( เป็นไปทางฝ่ายทรงตัวอยู่ ) ก็มี เป็นวิเสสภาคิยะ ( เป็นไป

ทางฝ่ายวิเศษขึ้น ) ก็มี เป็นนิพเพธภาคิยะ ( เป็นไปทางฝ่ายจะให้รู้

แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ) ก็มี

ในสมาธิ ๔ นั้น ความที่สมาธิเป็นหานภาคิยะ พึงทราบ

( ว่าย่อมเป็น ) ด้วยอำนาจความฟุ้งขึ้นมาแห่งปัจจนีกธรรม ความที่

สมาธิเป็นฐิติภาคิยะ พึงทราบ ( ว่าย่อมเป็น ) ด้วยอำนาจความหยุด

อยู่แห่งสติเป็นสภาพควรแก่สมาธินั้น๑ ความที่สมาธิเป็นวิเสสภาคิยะ

พึงทราบ ( ว่าย่อมเป็น ) ด้วยอำนาจความได้บรรลุธรรมวิเศษเลื่อนชั้น

ขึ้นไป และความที่สมาธิเป็นนิพเพธภาคิยะ พึงทราบ ( ว่าย่อมเป็น )

ด้วยอำนาจความผุดขึ้นแห่งสัญญาและมนสิการ อันสหรคตด้วยนิพพิทา๒

ดังท่านกล่าวว่า สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยกามเกิดขึ้น

๑. แปลโดยนัยมหาฎีกาซึ่งแก้ไว้ว่า ตทนุธมฺมตายาติ ตหนุรูปตาภูตาย สติยา

๒. คือว่าเป็นวิปัสสนาขึ้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 12

ครอบงำบุคคลผู้ได้ปฐมฌาน ปัญญา ( ในปฐมฌานนั้น ) ก็เป็น

หานภาคินี ( ไปข้างเสื่อม ) สติอันเป็นสภาพควรแก่ปฐมฌานนั้นหยุดอยู่

ปัญญาก็เป็นฐิติภาคินี ( ไปข้างทรงตัว ) สัญญาและมนสิการที่สหรคต

ด้วยความไม่มีวิตกเกิดขึ้น ( ดำเนินไป ) ปัญญาก็เป็นวิเสสภาคินี

( ไปข้างวิเศษขึ้น๑ ) สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยนิพพิทาใกล้ต่อ

วิราคะ ผุดขึ้น ( เป็นไป ) ปัญญาก็เป็นนิพเพธภาคินี ( ไปข้างรู้แจ้ง

แทงตลอด๒ ) ดังนี้ แม้สมาธิอันสัมปยุตด้วยปัญญานั้นก็เป็นสมาธิ ๔

( อีกนัยหนึ่ง ) อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๔ โดยจำแนกตามฝ่าย มีหาน-

ภาคิยสมาธิเป็นต้น

[จตุกกะที่ ๕ ]

สมาธิ ๔ อย่างนี้ คือ สมาธิเป็นกามาวจร สมาธิเป็นรูปาวจร

สมาธิเป็นอรูปาวจร สมาธิเป็นอปริยาปันนะ ( ไม่เนื่องด้วยภูมิทั้ง ๓ นั้น

คือเป็นโลกุตตระ ) ในสมาธิ ๔ นั้น เอกัคคตาชั้นอุปจารทั้งปวง

จัดเป็นกามาวจรสมาธิ เอกัคคตาแห่งกุศลจิตมีรูปาวจรจิตเป็นอาทิ

จัดเป็นสมาธิ ๓ นอกนี้ อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๔ โดยจำแนกตามภูมิ

มีกามาวจรสมาธิเป็นต้น

[จตุกกะที่ ๖]

ถ้าภิกษุทำฉันทะให้เป็นใหญ่ ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์

๑. คือว่าเข้าถึงทุติยฌาน ปัญจกนัย

๒. อภิ. วิ. ๔๑๕

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 13

เดียวไซร้ สมาธินี้เรียกว่าฉันทสมาธิ ถ้าภิกษุทำวิริยะให้เป็นใหญ่

ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไซร้ สมาธินี้เรียกว่า วิริยสมาธิ

ถ้าภิกษุทำจิตตะให้เป็นใหญ่ได้สมาธิ ได้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไซร้

สมาธินี้เรียกว่าจิตตสมาธิ ถ้าภิกษุทำวิมังสาให้เป็นใหญ่ได้สมาธิ

ได้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไซร้ สมาธินี้เรียกว่า วิมังสาสมาธิ๑

อย่างนี้แล สมาธิเป็น ๔ โดยจำแนกตามอิทธิบาทที่เป็นอธิบดี

[ปัญจกะ ( สมาธิหมวด ๕ )]

พึงทราบฌาน ๕ เพราะแบ่ง ( ทุติยฌานในจตุกนัย ) เป็น ๒

โดยวิธีอย่างนี้ คือ ทุติยฌานที่กล่าวในจตุกนัย ( นั่นแลแบ่ง ) เป็น

ทุติยฌาน เพราะวิตกอย่างเดียวล่วงไป เป็นตติยฌาน เพราะทั้งวิตก

และวิจารล่วงไป สมาธิเป็นองค์แห่งฌาน ๕ นั้น จึงเป็นสมาธิ ๕

พึงทราบความที่สมาธิเป็น ๕ โดยเป็นองค์ปัญจกฌานอย่างนี้แล

[ความเศร้าหมองและความผ่องแผ้วแห่งสมาธิ]

ก็แลคำเฉลยในปัญหาข้อว่า " อะไรเป็นความเศร้าหมอง และ

อะไรเป็นความผ่องแผ้วแห่งสมาธินั้น " นี้ท่านกล่าวไว้แล้วในวิภังค์

จริงอยู่ ในวิภังค์นั้นกล่าวไว้ว่า หานภาคิยธรรม ( ธรรมอันเป็นไป

ทางฝ่ายเสื่อม ) ชื่อว่า ความเศร้าหมอง วิเสสภาคิยธรรม ( ธรรมอันเป็นไป

ทางฝ่ายวิเศษขึ้น ) ชื่อว่าความผ่องแผ้ว ดังนี้ ในธรรม ๒

๑. อภิ.วิ ๓๕/๒๙๖

๒. อภิ.วิ ๓๕/๔๖๕

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 14

อย่างนั้น หานภาคิยธรรมพึงทราบตามนัยนี้ว่า " สัญญาและมนสิการ

อันสหรคตด้วยกามเกิดขึ้นครอบงำบุคคลผู้ได้ปฐมฌาน ปัญญา

( ในปฐมฌานนั้น ) ก็เป็นหานภาคินี "๑ ( ส่วน ) วิเสสภาคิยธรรม

พึงทราบตามนัยนี้ว่า " สัญญาและมนสิการที่สหรคตด้วยความไม่มี

วิตกเกิดขึ้น ( ดำเนินไป ) ปัญญาก็เป็นวิเสสภาคินี "๒ ดังนี้

[การเจริญสมาธิ]

ส่วนคำเฉลยในปัญหาข้อว่า " สมาธินั้นจะพึงเจริญอย่างไร "

นี้พึงทราบต่อไปนี้ สมาธิใดอันสัมปยุตด้วยอริยมรรค ที่ข้าพเจ้า

กล่าวไว้ก่อนแล้วในทุกสมาธิ มีข้อว่า " นี้สมาธิเป็น ๒ โดยเป็น

โลกิยะและโลกุตระ " ดังนี้เป็นอาทิ นัยแห่งการเจริญอริยมรรค-

สมาธินั้นสงเคราะห์เข้ากับนัยแห่งการเจริญปัญญาได้ทีเดียว เพราะว่า

เมื่อเจริญปัญญาแล้ว มรรคสมาธินั้นก็ย่อมเป็นอันเจริญด้วยแท้

เพราะเหตุนั้น เราจะไม่ม่งเอามรรคสมาธินั้นมากล่าวแยกไว้

ต่างหาก ว่ามรรคสมาธินั้นจะพึงเจริญอย่างนี้ๆ ส่วนว่าสมาธิอันเป็น

โลกิยะนี้ใด โลกิยะสมาธินั้น อันพระโยคาวจรผู้ยังศีลทั้งหลายให้หมดจด

โดยนัยที่กล่าวแล้ว ตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ดีแล้ว บรรดาปลิโพธ ๑๐

ประการ ปลิโพธใดของเธอมีอยู่ ตัดปลิโพธนั้นเสียแล้วเข้าไปหาท่าน

ผู้ให้กรรมฐานผู้เป็นกัลยาณมิตร ถือเอากรรมฐาน ๔๐ ข้อใดข้อหนึ่ง

ซึ่งอนุกูลแก่จริยาของตน ละวิหารอันไม่เหมาะสมแก่การเจริญสมาธิเสีย

๑. อภิ.วิ๓๕/๔๔๗

๒. อภิ.วิ๓๕/๔๔๘

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 15

อยู่ในวิหารอันเหมาะ ตัดความกังวลเล็กๆ น้อยๆ ( เสียให้หมดด้วย )

แล้วพึงเป็นผู้ไม่ทำภาวนาวิธีทั้งปวงให้บกพร่องไป เจริญขึ้นเถิด

นี้เป็นความสังเขปในการเจริญสมาธินั้น ส่วนความพิสดารดังต่อไปนี้

[ปลิโพธ ๑๐]

วินิจฉัยในข้อที่ว่า " บรรดาปลิโพธ ๑๐ ประการ ปลิโพธใด

ของเธอมีอยู่ ตัดปลิโพธนั้นเสีย " นี้ก่อน

เครื่องกังวลนั้น คือ อาวาส ตระกูล ลาภ คณะ

และการงานเป็นที่ ๕ การเดินทาง ญาติ อาพาธ

การเล่าเรียน และฤทธิ รวมเป็น ๑๐

เครื่องกังวล ๑๐ นี้แล ชื่อว่า ปลิโพธ ในปลิโพธ ๑๐ นั้น อาวาสนั่นเอง

เรียกว่าอาวาสปลิโพธ นัยในปลิโพธ นอกนี้มีตระกูลเป็นต้น ก็ดุจนัยนี้

อรรถาธิบายในปลิโพธ ๑๐ เหล่านั้น พึงทราบดังนี้

[อาวาสปลิโพธ]

แม้ห้อง ( นอนได้ ) เล็กๆ ห้องหนึ่ง ก็เรียกว่า อาวาส

แม้บริเวณๆ หนึ่งก็เรียกว่าอาวาส แม้สังฆารามทั้งหมดก็เรียกว่า

อาวาส๑ อาวาสนี้นั้นหาเป็นปลิโพธต่อภิกษุทั้งปวงไปไม่ ก็แต่ภิกษุใด

๑. คำว่าอาวาส ต้องแปลว่า " ที่อยู่ " ไม่แปลว่า " วัด " คำว่า

โอวรกะที่แปลว่า ห้องเล็กๆ นั้น น่าจะหมายเอากุฏิเล็กๆ อยู่ได้รูปเดียว ซึ่งมักเห็น

ตามวัดหรือสำนักฝ่ายวิปัสสนาธุระในบ้านเมืองเรานี้ บริเวณได้แก่ที่อยู่ มีกุฏิหลังเดียว

หรือหลายหลังก็ตาม มีกำหนดที่เป็นเขตแดน น่าจะตรงกับที่เราเรียกว่าคณะในวัดต่างๆ

บัดนี้ สังฆาราม ก็คือวัดทั้งหมด อาจมีหลายบริเวณ หลายโอวรกะก็ได้

ความกังวลของภิกษุลางรูป อาจมีเฉพาะแต่โอวรกะที่ตนอยู่ ลางรูปกังวลกว้าง

ออกไปถึงบริเวณที่ตนอาศัยอยู่ ลางรูปกังวลหมดทั้งวัดที่เป็นสำนักของตน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 16

ต้องขวนขวายในการงานต่างๆ มีการก่อสร้างเป็นต้นในอาวาสนั้นก็ดี

มีการสั่งสมสิ่งของไว้มากในอาวาสนั้นก็ดี มีความอาลัยใจผูกพันอยู่

ในอาวาสนั้นด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง*ก็ดี อาวาสนั้นจึงเป็นปลิโพธสำหรับ

ภิกษุนั้นเท่านั้น หาเป็นแก่ภิกษุนอกนั้นไม่ เรื่อง ( ต่อไป ) นี้เป็น

นิทัศนะในความที่อาวาสไม่เป็นปลิโพธนั้น

มีเรื่องเล่าว่า กุลบุตร ๒ คนออกจากเมืองอนุราธปุระ ( เดิน

ทางไป ) จนได้ไปบวชอยู่ในวัดถูปาราม บรรพชิต ๒ รูปนั้น รูปหนึ่ง

เรียนมาติกาได้คล่อง ๓ มาติกา เป็นผู้มีพรรษาครบ ๕ ปวารณาแล้ว

ไปสู่ชนบทชื่อปาจีนขัณฑราชี รูปหนึ่งคงอยู่ในถูปารามนั้น รูปที่ไป

ปาจีนขัณฑราชี อยู่ที่นั่นนาน ( จน ) เป็นพระเถระแล้วคิดว่า " ที่นี่

ี่เป็นที่เหมาะสมแก่การจะเร้นอยู่ มาเราจะบอกความนั้นแก่ภิกษุผู้

สหายด้วยเถิด " แล้วออกจากชนบทนั้น ( เดินทางไป ) จนย่างเข้าสู่

ถูปาราม พระเถระผู้ร่วมพรรษาเห็นท่านกำลังเดินเข้าวัดมาก็ไปต้อนรับ

ช่วยรับบาตรจีวร ทำ ( อาคันตุก ) วัตร พระเถระอาคันตุกะเข้าสู่เสนา-

สนะ ( ที่พัก ) แล้วคิดว่า " ประเดี๋ยวสหายของเราจะต้องส่งเนยใสหรือ

น้ำอ้อย หรือน้ำปานะมาให้หรอก เพราะเธอเป็นผู้อยู่มานานในนคร

นี้ " ( คอย ) จนกลางคืน ท่านก็ไม่ได้รับ ( สิ่งที่คิดไว้ ) ตอนเช้าจึง

คิด ( ใหม่ ) ว่า " ทีนี้ เธอจะต้องส่งข้าวต้มและกับที่พวกอุปฐากส่งมา

ให้ ( เรา ) ละ " แม้ข้าวต้มและกับที่คิดนั้นก็ไม่ได้เจอ จึงคิด ( ต่อไป )

* มหาฎีกาช่วยขยายความไว้ว่า ด้วยเหตุใดเหตุหนึ่งเช่นว่ามีรมเงาเย็นสบายดี น้ำท่า

สมบูรณ์ ภิกษาหารหาง่าย ฯลฯ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 17

ว่า " เออนะ ของส่งมาไม่มี พวกอุปัฏฐากคงจะ ( คอย ) ถวาย เมื่อ

เธอเข้าไป ( บิณฑบาต ) กระมัง " ( ตกลง ) เข้ากรุง ( เพื่อบิณฑบาต )

กับพระเถระเจ้าถิ่นนั้นแต่เช้าท่านทั้งสองเดินไปในถนนสายหนึ่งได้

ข้าวต้มกระบวยเดียว ก็ ( ไป ) นั่งดื่มกันในโรงฉัน ถึงบัดนั้น ท่าน

อาคันตุกะก็ยังคิดอยู่ว่า " ข้าวต้มประจำทีจะไม่มี ในเวลาฉันข้าวสวย

นี้แหละ คนทั้งหลายคงจะถวายข้าวอย่างประณีตละ "แต่แล้ว แม้

ถึงเวลาฉันข้าวสวย ท่านก็ได้ฉันอาหารที่ไปบิณฑบาตได้มานั่นเอง

( นิ่งต่อไปไม่ไหว ) จึงเอ่ยถามขึ้นว่า " ท่านผู้เจริญ ท่านเลี้ยงอัตภาพ

มาอย่างนี้ตลอดกาลหรือ " เมื่อพระเถระรับว่าเป็นอย่างนั้น จึงออก

ปากชวนว่า" ท่านผู้เจริญ ชนบทปาจีนขัณฑราชีเป็นที่ผาสุก เราไป

( อยู่ ) ที่นั่นกันเถิด " พระเถระ ( รับปาก ตกลงไป ) ก็ออกจากพระ-

นครทางประตูด้านใต้ เดินไปตามทางที่จะไปหมู่บ้านช่างหม้อ* ( เลย

ทีเดียว ไม่ต้องกลับวัดไปเสียก่อน )พระอาคันตุกะจึงท้วงว่า " อย่างไร

ท่านจึงเดินไปทางนี้เล่า " พระเถระตอบว่า " อาวุโส ! ท่านกล่าว

สรรเสริญชนบทปาจีนขัณฑราชีมิใช่หรือ ( จะไปชนบทนั้นก็ต้องเดิน

ไปทางนี้นะซิ ) " ท่านอาคันตุกะ ( ประหลาดใจที่ท่านไม่กลับไปเก็บ

ของที่วัด ) จึงว่า " ก็ในที่ๆ ท่านอยู่มานานถึงเพียงนี้ อดิเรกบริขาร

สักอย่างไม่มีดอกหรือ " ท่านรับว่า จ้ะ อาวุโส เตียงตั่ง ( ที่เรา

* ที่ว่าผู้แต่งคัมภีร์นี้ เป็นชาวชมพูทวีป และไปถึงสีหลทวีปไม่นานเท่าไรก็แต่งคัมภีร์นี้

ไฉนท่านจึงรู้เรื่องราวภูมิประวัติของสีหลดีอย่างกับเป็นชาวสีหล เรื่องที่จะนำมาเล่าเป็น

นิทัสสนะ น่าจะมีพระชาวสีหลช่วยด้วย ในความอำนวยการของท่าน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 18

ใช้ ) ก็เป็นของสงฆ์ เราก็เก็บมันเรียบร้อยแล้วของอะไรๆ อื่นก็

ไม่มี ( จึงไม่จำต้องกลับไปวัดก่อน ) " ท่านอาคันตุกะบอกว่า " แต่

ไม้เท้าและกระบอกน้ำมันรองเท้า ถลกบาตรของกระผม ยังอยู่นั่น "

พระเถระว่า " อาวุโส ท่าน ( มาพัก ) อยู่วันเดียว ยังมีของมาไว้ถึง

เท่านั้น ( เทียวนะ ) " ท่าน ( อาคันตุกะ ) รับว่าอย่างนั้น มีจิตเลื่อมใส

ไหว้พระเถระแล้วกล่าวว่า " ท่านผู้เจริญ สำหรับภิกษุอย่างท่าน

อรัญญวาส ( การอยู่อย่างอยู่ป่า ) ย่อมเป็นได้ในทุกแห่งไป ถูปาราม

เป็นที่บรรจุพระธาตุของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์* ได้ฟังธรรมที่เป็น

สัปปายะในโลหปราสาท ได้ชมพระมหาเจดีย์ และได้พบพระผู้ใหญ่

เป็นไปราวกะพุทธกาล ขอท่านจงอยู่ ( ต่อไป ) ในถูปารามนี้เถิด ( อย่า

ต้องไปปาจีนขัณฑราชีกับกระผมเลย ) "ดังนี้แล้ว วันรุ่งขึ้นก็ถือบาตร

จีวร ( กลับ ) ไปแต่ผู้เดียว อาวาสย่อมไม่เป็นปลิโพธสำหรับ

ภิกษุเช่น ( พระเถระผู้อยู่ในถูปาราม ) นี้แล

[กุลปลิโพธ]

ตระกูลญาติก็ดี ตระกูลอุปฐากก็ดี ชื่อว่ากุละ จริงอยู่ สำหรับ

ภิกษุบางรูปผู้อยู่คลุกคลี ( กับคนในตระกูล สนิทจนใจผูกพันกัน ) โดย

นัยว่า เมื่อเขาเป็นสุขก็สุขด้วย ดังนี้เป็นต้น แม้แต่ตระกูลอุปฐากก็

เป็นปลิโพธได้ ( จะกล่าวอะไรถึงตระกูลญาติเล่า ) ภิกษุ ( เช่น ) นั้น

* มหาฎีกาท่านบอกไว้ว่า เป็นบริโภคธาตุ ๓ คือ ประคต กระบอกกรอง ผ้าชุบสรง

(ของ ๓ พระพุทธองค์ข้างต้นโดยลำดับ) เป็นสรีระธาตุ ๑ คือ อัฐิรากขวัญ ( ของพระ

องค์ปัจจุบัน )

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 19

จะพรากจากคนในตระกูลไปแม้แต่วิหารใกล้เคียง เพื่อฟังธรรมก็ไม่ได้

( ส่วน ) สำหรับภิกษุลางรูป แม้ ( แต่ ) โยมผู้หญิงโยมผู้ชายก็หาเป็น

ปลิโพธไม่ ดังเช่นภิกษุหนุ่มผู้หลานของพระติสสเถระผู้อยู่ ณ โกรันทก

วิหาร

มีเรื่องเล่าว่า ภิกษุผู้หนุ่มรูปนั้นได้ไปโรหณชนบทเพื่อเรียนบาลี

ฝ่ายอุบาสิกา ( โยมผู้หญิง ) ผู้เป็นน้องสาวของพระเถระ ก็ถามข่าวเธอกะ

พระเถระอยู่ร่ำไป ( จน ) วันหนึ่งพระเถระ ( ท่านรำคาญ ) คิดว่าจะ

ต้อง ( ไป ) นำภิกษุหนุ่มกลับมา ( เสียที ) จึงออกเดินมุ่งหน้าไปโรหณ-

ชนบท ข้างภิกษุหนุ่มก็คิดว่า เราอยู่ที่นี่มาก็นานแล้ว บัดนี้เราจะต้อง

( ไป ) เยี่ยมพระอุปัชฌายะและทราบข่าวอุบาสิกาแล้ว ( ค่อยกลับ ) มา

ดังนี้ แล้วก็ออกจากโรหณชนบทมา ท่านทั้งสองมาเจอกันที่ฝั่งแม่น้ำ

( แห่งหนึ่ง ) ภิกษุหนุ่มนั้นก็ทำ ( อุปัชฌาย ) วัตรแด่พระเถระที่โคนไม้

ต้นหนึ่ง ท่านถามว่าจะไปไหน ก็เรียนความ ( ที่คิด ) นั้น ( ให้ทราบ )

พระเถระจึงว่า เธอทำดีแล้ว แม้อุบาสิกาก็ถาม ( ถึงเธอ ) อยู่มิได้ขาด

ถึงตัวฉันมานี่ก็เพื่อ ( ความกลับไปของเธอ ) นั่นแหละ เธอไปเถิด

ส่วนฉันจะพักจำพรรษานี้ ( ในวิหารแห่งใดแห่งหนึ่ง ) ในถิ่นนี้ละ ดังนี้

แล้วส่งภิกษุหนุ่มนั้นไป เธอ ( ไป ) ถึง ( โกรันทก )วิหารนั้นในวันเข้า

พรรษาพอดี แม้เสนาสนะที่ได้แก่เธอ ก็คือเสนาสนะที่โยมผู้ชาย

ของเธอให้สร้างไว้นั่นเอง ครั้นวันรุ่งขึ้น ( จากวันเข้าพรรษา ) โยม

ผู้ชายของเธอมาถาม ( พระเสนาสนคาหาปกะ ) ว่า " ท่านเจ้าข้า

เสนาสนะของข้าพเจ้าได้แก่ใคร " ได้ยินว่าได้แก่ภิกษุหนุ่มอาคันตุกะ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 20

จึงไปหาเธอ ไหว้แล้วกล่าวว่า " ท่านเจ้าข้า สำหรับภิกษุผู้เข้าพรรษา

ในเสนาสนะของข้าพเจ้า มีวัตร ( ที่จะพึงปฏิบัติ ) อยู่ " เธอซักถามว่า

" วัตรว่ากระไร ท่านอุบาสก " โยมผู้ชายจึงบอกว่า " ( วัตรนั้นคือ ) พึง

รับภิกษาที่เรือนของข้าพเจ้าแห่งเดียว ตลอดไตรมาส ( ประการ ๑ )

ปวารณาแล้วเวลาจะไปต้องบอกลา ( ประการ ๑ ) " เธอรับโดยดุษณี

ภาพ ฝ่ายอุบาสก ( กลับ ) ไปเรือน บอก ( อุบาสิกา )ว่า " พระคุณ

ท่านอาคันตุกะรูปหนึ่งเข้าพรรษาในอาวาสของเรา พึงบำรุงโดยเคารพ

เถิด " อุบาสิกาก็รับคำว่าสาธุแล้วให้จัดขาทนียะโภชนียะอันประณีต

ไว้ ข้างภิกษุหนุ่มถึงเวลาฉันก็ไปเรือนของญาติ ไม่มีใครจำเธอได้

สักคนเธอฉันบิณฑบาตที่เรือนนั้น จำพรรษาจนตลอดไตรมาสแล้ว

ก็บอกลาว่า อาตมาจะไปละ ครั้งนั้นพวกญาติของเธอขอร้องว่า

" พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด เจ้าข้า " วันรุ่งขึ้นเลี้ยงเธอที่เรือนนั้นแล้ว เติม

น้ำมันให้เต็มกระบอก ถวายน้ำอ้อยก้อน ๑ และผ้าสาฎกยาว ๙ ศอก

( ผืน ๑ ) แล้วจึงอนุญาตให้เธอไป เธอทำอนุโมทนาแล้วก็มุ่งหน้าไป

โรหณชนบท

ฝ่ายพระอุปัชฌายะของเธอ ปวารณาแล้วเดินย้อนทางมาก็ได้พบ

เธอในที่ๆ เคยพบกันนั่นเอง เธอไหว้พระเถระแล้วได้ทำ ( อุปัชฌาย )

วัตรแด่พระเถระที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ( เช่นเคย ) ครั้นแล้วพระเถระถาม

เธอว่า " อย่างไรพ่อภัทรมุข ( ผู้มีหน้าแจ่ม ) เธอได้พบอุบาสกและ

อุบาสิกาของเธอแล้วหรือ " เธอรับว่าได้พบแล้ว แล้วก็เล่าประพฤติ-

การณ์ทั้งปวงถวาย ทาเท้าของพระเถระด้วยน้ำมันนั้น ทำปานะด้วย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 21

น้ำอ้อย ( ถวาย ) ถวายผ้าสาฎกผืนนั้นแหละแด่พระเถระ ไหว้แล้ว

เรียนว่า โรหณชนบทเท่านั้นเป็นที่สัปปายะสำหรับผม ขอรับ แล้วก็

( ลา )ไป ข้างพระเถระก็มาสู่ ( โกรันทก ) วิหาร รุ่งขึ้นจึงเข้าไปหมู่

บ้านโกรันทกคาม

ฝ่ายอุบาสิกาหวังใจว่า หลวงพี่ของฉันจะพาพระลูกชายของฉัน

มาประเดี๋ยวนี้ละ ก็เฝ้ายืนมองหนทางอยู่ทุกวี่วัน( วันนั้น ) นางเห็น

ท่านมาองค์เดียว สำคัญเอาว่า ชะรอยบุตรของตัวตายเสียแล้ว พระ

เถระนี้จึงมาแต่ผู้เดียว ก็ฟุบลงร้องไห้คร่ำครวญอยู่แทบเท้าพระเถระ

พระเถระนึกรู้ว่า " ภิกษุหนุ่ม ( มาแล้ว ) ไม่ให้ใครรู้จักตัว เพราะความ

มักน้อย ( กลับ ) ไปเสียแล้วละซิหนอ " จึงปลอบนาง ( ให้คลายปริ-

เทวะ ) แล้วเล่าประพฤติเหตุทั้งปวง ( ให้ฟัง )แล้วนำผ้าสาฎก ( ผืนนั้น )

ออกจากถลกบาตรแสดง ( ให้เห็นเป็นพยาน ) อุบาสิกา ( ทราบความ

จริงเช่นนั้น )เกิดความเลื่อมใส หันหน้าไปทางทิศที่พระลูกชายไป

ก้มลงนมัสการ๑พลางกล่าวว่า " พระผู้มีพระภาคเจ้า คงทรงทำ

ภิกษุผู้เช่นดังบุตรเรา ( นี่แหละ ) หนอ ให้เป็นกายสักขี ( ผู้ถูกชี้เป็น

ตัวพยาน ) ตรัส รถวินีตปฏิปทานาลกปฏิปทา ตุวัฏฏกปฏิปทา๒ และ

๑. อุเรน นิปชฺชิตฺวา นมสฺสมานา ฟังดูท่วงทีจะเป็นไหว้ด้วยอัษฎางคประดิษฐ์กระมัง ?

๒. มหาฎีกาว่า วินีตปฏิปทา หมายเอาการปฏิบัติวิสุทธิ ๗ อันมาในรถวินีตสูตร ( มัข-

ฌิมนิกาย ) ซึ่งกล่าวถึงกถาวัตถุ ๑๐ มีความมักน้อยเป็นต้นไว้ตอนต้นสูตร

นาลกปฏิปทา หมายเอา ( โมไนย ) ปฏิปทา ที่ตรัสแก่พระนาลกเถระ ด้วย

พระคาถาว่า โมเนยฺยนฺเต อุปญญิสฺสํ เป็นอาทิ ( ในขุททกนิกาย )

ตุวฏฺฏกปฏิปทา หมายเอาปฏิปทาที่ตรัสด้วยพระคาถาว่า มูลํ ปปญจสงฺขาย เป็น

อาทิ ( ในขุททกนิกาย สุตตนิบาต )

ทั้งหมดนี้ มุ่งหมายถึง อัปปิจฉกถา ซึ่งมีกล่าวไว้ในสูตรนั้น ๆ อันเป็นปฏิปทา

แห่งพระลูกชายของนาง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 22

มหาอริยวงสปฏิปทา อันแสดงความสันโดษด้วยปัจจัย ๔ และความ

ยินดีในภาวนา น่าสรรเสริญ แม้ฉันอาหารอยู่ในเรือนของมารดา

บังเกิดเกล้าแท้ๆ ถึง ๓ เดือน เธอก็มิได้ปริปากว่า ฉันเป็นบุตรของ

ท่าน ท่านเป็นมารดา โอ อัจฉริยมนุษย์ !" สำหรับภิกษุ ( ผู้มีจิต

ไม่ติดข้อง ) อย่างนี้แล แม้ ( แต่ ) มารดาบิดา ยังหาเป็นปลิโพธไม่

จะกล่าวไยถึงตระกูลอุปฐากอื่น ด้วยประการฉะนี้

[ลาภปลิโพธ]

ปัจจัย ๔ ชื่อว่า ลาภ ถามว่า ปัจจัย ๔ นั้นเป็นปลิโพธได้

อย่างไร? แก้ว่า ก็ในที่ ๆ ภิกษุผู้มีบุญไป ๆ คนทั้งหลายย่อมถวาย

ปัจจัยมีของบริวารมาก เธอมัวอนุโมทนา มัวแสดงธรรมแก่คนเหล่านั้น

ย่อมไม่ได้โอกาสจะทำสมณธรรมตั้งแต่อรุณขึ้นจนถึงปฐมยาม ( ต้อง )

เกี่ยวข้องกับคนมิได้ขาดสาย ซ้ำตอนเช้ามืดเล่า พวกภิกษุผู้ถือบิณฑ

บาตเป็นวัตรประเภทพาหุลลิกะ ( มักมากด้วยปัจจัย ) ก็พากันมาบอกว่า

" ท่านผู้เจริญ อุบาสกโน้น อุบาสิกาโน้น อำมาตย์โน้น บุตรอำมาตย์

โน้น ธิดาอำมาตย์โน้น ใคร่จะเห็นท่าน " เธอ ( ขัดเขาไม่ได้ ) ก็บอก

ภิกษุเหล่านั้นให้ช่วยถือบาตรจีวรแล้ว เป็นผู้เตรียมที่จะไปทีเดียว

เป็นผู้ ( ต้อง ) ขวนขวาย ( ในการสงเคราะห์ผู้อื่น ) อยู่เป็นนิจ ปัจจัย

เหล่านั้นย่อมเป็นปลิโพธต่อภิกษุนั้นดังนี้* อันภิกษุ ( เช่น ) นั้น ต้อง

ละทิ้งคณะเสีย จาริกไปแต่ผู้เดียวในถิ่นที่คนไม่รู้จักเธอ อย่างนี้เธอจึง

จะตัดปลิโพธนั้นเสียได้

* นิเทศแห่งลาภปลิโพธนี้ ที่แก้ว่า ลาภ หมายเอาปัจจัยทั้ง ๔ นั้น น่าจะมากไป เพราะ-

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 23

[คณปลิโพธ]

คณะภิกษุผู้เรียนพระสูตรก็ดี คณะภิกษุผู้เรียนพระอภิธรรมก็ดี

ชื่อว่า คณะ ภิกษุใดมัวให้อุเทศบ้าง ปริปุจฉาบ้างแก่คณะนั้น ย่อม

ไม่ได้โอกาสสำหรับสมณธรรม คณะจึงเป็นปลิโพธต่อภิกษุนั้น คณ-

ปลิโพธนั้น เธอพึงตัดเสียด้วยอุบายดังต่อไปนี้ ถ้างาน ( เรียน ) ของ

ภิกษุเหล่านั้นเสร็จไปแล้วมาก งานที่เหลือน้อยไซร้ เธอพึงทำงานนั้น

เสียให้เสร็จแล้วเข้าป่าไปเสียเถิด ถ้างานที่เสร็จแล้วน้อย ที่เหลือมากไซร้

เธอ ( พึงไปหาคณวาจก ( ผู้สอนหมู่ ) อื่นให้สอนแทน ) อย่างพึงไป

( ไกล ) เลย ๑ โยชน์ เข้าไปหาคณวาจกอื่น ( ซึ่งตั้งสำนักอยู่ ) ภายใน

ที่กำหนด ๑ โยชน์ขอร้องให้ท่านช่วยสงเคราะห์ภิกษุในคณะของตน

ด้วยสังคหวิธีมีให้อุเทศเป็นต้น ( แทนตน ) เถิด แม้นไม่ได้อย่างว่า

มานี้ ก็พึงบอก ( ภิกษุเหล่านั้น ) ว่า "อาวุโสทั้งหลาย กิจอย่างหนึ่ง

ของข้าพเจ้ามีอยู่ ( ไม่อาจสอนท่านทั้งหลายต่อไปได้ ) เชิญท่าน

เสนาสนะซ้ำกับอาวาส น่าจะหมายเอาปัจจัย ๓ เท่านั้น

ที่ท่านแก้ไว้นั้น ดูจะจำกัดว่า ลาภนั้นเป็นปลิโพธแก่ภิกษุผู้มีบุญเท่านั้น หาเป็น

ปลิโพธแก่ภิกษุผู้มีบุญไม่ ซึ่งความจริงไม่น่าจะจำกัดเช่นนั้น เพราะแม้ภิกษุผู้ไม่มีบุญ

ใครถวายอะไรนิดหน่อย แปลว่ามีลาภน้อย ก็อาจติดใจข้องอยู่ในลาภนิด ๆ หน่อย ๆ

นั้น เกิดเป็นกังวลขึ้น จนไม่อาจตัดไปได้ เช่นนี้จะไม่จัดเป็นลาภปลิโพธหรือ แต่ก็อาจ

เป็นได้ว่าท่านมุ่งแสดงเป็นตัวอย่างว่า ลาภเกิดเป็นปลิโพธได้อย่างไรเท่านั้น หาได้มุ่ง

จำกัดความเช่นว่าไม่

ที่ว่า ถวายปัจจัยของบริวารมากนั้น มหาฎีกาให้ความหมายว่า เจตนามุ่งถวาย

ปัจจัยอย่างหนึ่ง แต่ถวายของอื่น ๆ ให้เป็นบริวารปัจจัยนั้นไปด้วย เช่นถวายบิณฑบาต

ก็ถวายสบงจีวรและของใช้อื่น ๆ เป็นบริวารบิณฑบาตไปด้วย นี้ก็เป็นอย่างที่เราทำอยู่

ทุกวันนี้ คำถวายทานทานต่าง ๆ ก็มีคำเช่นนี้แสดงไว้ด้วย เช่น อิมานิ มยํ ภนฺเต สปริวารานิ

ภตฺตานิ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 24

ทั้งหลาย ( แยกย้าย ) ไปหาที่ ( เรียน ) ตามสะดวกเถิด " ดังนี้แล้ว ละทิ้ง

คณะ ( ไป ) ทำงานของตนเถิด

[กัมมปลิโพธ]

นวกรรม ( การก่อสร้าง ) ชื่อว่า กัมมะ ( การงาน ) อันภิกษุผู้

ทำนวกรรมนั้น จำต้องรู้ทัพสัมภาระที่คนงานมีช่างไม้เป็นต้นได้ไว้แล้ว

และยัง ( หา ) ไม่ได้ ต้องขวนขวาย ( ดูแล ) ในงานที่เขาทำเสร็จแล้ว

และยังไม่ได้ทำผู้ทำนวกรรมต้องมีปลิโพธไปเสียทุกอย่างดังนี้แหละ

แม้กัมมปลิโพธนั้น ก็พึงตัดเสียด้วยอุบายดังต่อไปนี้ ถ้างานเหลือน้อย

พึงทำเสียให้เสร็จ ถ้าเหลือมาก หากเป็นนวกรรมของสงฆ์ไซร้ พึง

มอบหมายแก่สงฆ์ หรือภิกษุผู้นำภาระ ( ในสังฆกิจ ) ทั้งหลาย๑ หาก

เป็นนวกรรมส่วนตัว พึงมอบแก่ผู้นำภาระของตน ไม่มีภิกษุผู้นำภาระ

เช่นนั้น ก็พึงสละ( งาน ) ให้แก่สงฆ์แล้วไปเถิด

[อัทธานปลิโพธ]

การเดินทาง ชื่อว่า อัทธานะ ก็บรรพชาเปกขะของภิกษุใดมีอยู่

ที่ไหนก็ดี ปัจจัยชนิดไรๆ อันภิกษุใดจะพึงได้อยู่ที่ไหนก็ดี ถ้าภิกษุ

นั้นยังไม่ได้ ( พบ ) บรรพชาเปกขะและปัจจัยนั้น เธอไม่อาจหยุดยั้ง

อยู่ได้ อันคมิกจิต ( ความคิดจะไป ) แม้แห่งภิกษุผู้เข้าป่าทำสมณธรรม

อยู่ ก็เป็นของยากที่จะบรรเทาได้๒ เพราะฉะนั้น เธอพึงไปจัดทำกิจนั้น

๑. ภารหารกภิกษุผู้เป็นเจ้าหน้าที่ (?)

๒. เข้าใจว่า การเดินทางในที่นี้ หมายเอาการเดินทางไปเป็นกิจ เช่นเป็นอุปัชฌายะไป

ทำการบรรพชาอุปสมบท ไปในกิจนิมนต์ ไม่ใช่เดินทางเพื่อจาริก มหาฎีกาว่า ในสีหล-

ทวีปนั้น การบรรพชากลทารก ( บาชเณร ? ) เขาจัดเป็นงานเอิกเกริก คล้ายงาอาวาหะ

วิวาหะ มีวันกำหนดนัดหมายกัน เพราะฉะนั้น พระอุปัชฌายาจารย์ ถ้าอยู่ในวัดไกล

จะต้องเดินทางไปให้ทันวันกำหนดเขา เมื่อยังไม่ได้เดินทางไปจัดกิจอันนั้น จึงเป็น

ปลิโพธอยู่ ในกิจนิมนต์ก็ในเดียวกัน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 25

ให้เสร็จแล้ว จึงทำความขวนขวายในสมณธรรมเถิด

[ญาติปลิโพธ]

บุคคลทั้งหลายที่จำต้องรู้จัก มีดังนี้คือ ใน ( ฝ่าย ) วัด พระ

อาจารย์ พระอุปัชฌายะ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ภิกษุร่วม

อุปัชฌายะ ภิกษุร่วมอาจารย์ ใน ( ฝ่าย ) บ้านเรือน มารดา บิดา

พี่น้องหญิง พี่น้องชาย เป็นต้น ชื่อว่า ญาติ บุคคลเหล่านั้น ( เกิด )

เป็นไข้ขึ้น จึงเป็นปลิโพธแก่ภิกษุนี้ เพราะเหตุนี้ ปลิโพธนั้น เธอ

พึงตัดด้วยการอุปัฏฐาก ทำบุคคลเหล่านั้น ( ผู้เป็นไข้ ) ให้ ( หาย ) เป็น

ปกติเสีย

ในบุคคลเหล่านั้น ( ว่าถึง ) พระอุปัชฌายะเป็นไข้ก่อน ถ้าท่าน

ไม่หายเร็ว พึงปรนนิบัติท่านตลอดชีวิตเถิด พระบรรพชาจารย์

พระอุปสัมปทาจารย์ สัทธิวิหาริก อันเตวาสิกที่ตน ( สวดกรรมวาจา )

ให้อุปสมบทและให้บรรพชา และภิกษุร่วมอุปัชฌายะ ( เป็นไข้ ) ก็พึง

ปรนนิบัติอย่าง ( อุปัชฌายะ ) นั้นเถิด ส่วนพระนิสยาจารย์พระ

อุเทสาจารย์ นิสยันเตวาสิก อุเทสันเตวาสิก และภิกษุร่วมอาจารย์

พึงปรนนิบัติเพียงที่นิสัยและอุเทศยังไม่ขาด ( แต่ ) เมื่อสามารถ ก็ควร

ปรนนิบัติต่อไปอีกแท้

ในมารดาบิดา พึงปรนนิบัติเหมือนในอุปัชฌายะเถิด จริงอยู่

มารดาบิดานั้น แม้หากท่านเป็นผู้สถิตอยู่ในราชสมบัติ ถ้าท่าน

( ประชวร ) หวังได้รับการอุปัฏฐากแต่บุตรไซร้ ภิกษุก็ควรทำ ( ให้

ท่าน ) แท้ อนึ่ง ยาของท่านไม่มี ก็พึงให้ยาอันเป็นของๆ ตน เมื่อ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 26

ยาของตนไม่มี ก็ควรแม้แสวงหาด้วยภิกขาจารมาให้ ( ท่าน ) จงได้เถิด

แต่สำหรับพี่น้องชายหญิง ( เป็นไข้ ) พึงประกอบยาอันเป็น

ของ ๆ เขานั้นแหละให้ ( เขา ) ถ้า ( ของ ๆ เขา ) ไม่มี จึงให้ของ ๆ ตน

เป็นของยืม เมื่อ ( หา ) ได้ภายหลัง จึงถือเอา ( คืน ) เมื่อ ( หา ) ไม่ได้

ก็อย่าทวงเลย จะทำยา จะให้ยาแก่สามีของพี่น้องหญิงผู้มิใช้ญาติ

ย่อมไม่ควร แต่พึงให้แก่พี่น้องหญิง บอก ( เขา ) ให้ให้แก่สามีของเขา

นัยแม้ในภริยาของพี่น้องชาย ก็ดุจนัยนี้ ส่วนบุตรทั้งหลายของเขา

เป็นญาติของเธอแท้ เพราะฉะนั้น ทำ ( ยา ) ให้บุตรทั้งหลายของเขา

เหล่านั้นย่อมควร

[อาพาธปลิโพธ]

โรคชนิดใดชนิดหนึ่ง ชื่อว่า อาพาธ โรคนั้นมันเบียดเบียนเอา

จึงชื่อว่า ปลิโพธ เพราะเหตุนั้น พึงตัดมันเสียด้วยการทำเภสัช แต่ถ้า

แม้เมื่อภิกษุทำเภสัช ( รักษาอยู่ ) สองสามวัน อาพาธไม่สงบไซร้ ก็พึง

ติเตียนอัตภาพว่า ข้าไม่ใช้บ่าว ไม่ใช่ลูกจ้างของเจ้า ก็ข้าเลี้ยงเจ้า

นี้แหละ จึงได้รับทุกข์ในสังสารวัฏอัน ( ยาวนาน ) ไม่ปรากฏเงื่อนต้น

เงื่อนปลาย ( นี้ ) ดังนี้แล้ว ทำสมณธรรมเถิด

[ คันถปลิโพธ]

การบริหารปริยัติ ชื่อว่า คันถะ การบริหารปริยัตินั้น ย่อม

เป็นปลิโพธแก่ภิกษุผู้ขวนขวายอยู่เป็นนิจ ด้วยกิจมีการสาธยายเป็นต้น

เป็นปลิโพธแก่ภิกษุผู้ขวนขวายอยู่เป็นนิจ ( ผู้ไม่ได้ขวนขวาย ) ไม่ เรื่อง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 27

เหล่านี้ (เป็นนิทัศนะ) ในความที่คันถะไม่เป็นปลิโพธสำหรับภิกษุผู้ไม่

ขวนขวาย

ได้ยินมาว่า พระเทวเถระผู้เป็นมิชฌิมภาณกะ ( สวดมัชฌิม

นิกาย ) ไปสู่สำนักของพระเทวะเถระชาวมลัยขอ ( เรียน ) กรรมฐาน

พระเถระถามว่า อาวุโส ท่านเป็นผู้ ( ได้ ) ขนาดไหนในปริยัติ พระ

มิชฌิมภาณกะตอบว่าท่านผู้เจริญ มัชฌิมนิกาย ข้าพเจ้าชำนาญ

พระเถระกล่าวว่า อาวุโส อันมัชฌิมนิกายนั้นบริหารยาก เมื่อสาธยาย

มูลปัณณาสกะ มัชฌิมปัณณาสกะก็มา ( คละ ) สาธยายมัชฌิม-

ปัณณาสกะเล่า อุปริปัณณาสกะก็มา ( ปน* ) ( เมื่อยุ่งอยู่ไม่รู้จบเช่นนั้น )

ที่ไหนกรรมฐานจักมีแก่ท่านได้เล่า พระมิชฌิมภาณกะปฏิญญาว่า

ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าได้กรรมฐานในสำนักของพระคุณท่านแล้ว จัก

ไม่เหลียวแล ( คันถะนั้น ) ต่อไปละ ดังนี้แล้ว รับเอากรรมฐาน( ไป

ทำความเพียร ) มิได้ทำการสาธยายถึง ๑๙ ปี ต่อปีที่ ๒๐ ได้บรรลุ

พระอรหัตแล้ว ( วันหนึ่ง ) กล่าวแก่ภิกษุทั้งหลายผู้พากันมาเพื่อจะ

สาธยาย ( สอบ ) ว่า อาวุโสทั้งหลาย เมื่อเรามิได้เหลียวแลปริยัติมา

ถึง ๒๐ ปี แต่ว่าเรามีการสั่งสมได้ทำไว้ในปริยัตินั้น เชิญท่าน

ทั้งหลายเริ่ม ( สาธยายไป ) เถิด ( เมื่อภิกษุเหล่านั้น สาธยายไป

ปรากฏว่า ท่านยังจำปริยัตินั้นได้ดี ) ท่านมิได้มีความเคลือบแคลงแม้

* มหาฎีกาว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะหลงสุตตปเทส ( ตำแหน่งพระสูตร ? ) และวาน

( ตอน ) ซึ่งคล้าย ๆ กันก็มี ( ทำให้สาธยายเวียนวนไป จบไม่ลง ? )

เรื่องอย่างนี้ พวกเราไม่ใคร่จะเข้าใจ เพราะเราเกิดมาในสมัยที่พระไตรปิฎกพิมพ์

เป็นเล่มสมุดแล้ว ไม่มีความจำเป็นจะต้องท่องจำมากมายเช่นนั้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 28

ในพยัญชนะสักตัวเดียว ตงแต่ต้นจนจบ

แม้พระนาคเถระ ผู้อยู่ ณ ภูเขากุรุนธิยคิรี ทอดทิ้งปริยัติถึง ๑๘ ปี

แล้วมาแสดงธาตุกถาแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุเหล่านั้น ( จำเอาไป )

สอบเทียบกับพระเถระคามวาสิกทั้งหลาย๑ ปรากฏว่า ปัญหาแม้ข้อหนึ่ง

ซึ่งมาผิดลำดับ ก็ไม่มี

แม้ในมหาวิหาร พระเถระชื่อจูฬาภัยผู้เป็นติปิฏกะ ( ทรงปิฎก

ทั้ง ๓ ? ) มิได้เรียนอรรถกถาเลย (คิดอย่างไรขึ้นมา) ให้คนตีสุวรรณ-

เภรีร้องป่าวไปว่า จักปริวัตร๒ปิฎก ๓ ในวง ( ผู้ศึกษา ) ปัญจนิกาย๓ หมู่

ภิกษุด้วยกัน ( ทราบว่า พระจูฬาภัยไม่มีครูอาจารย์ ) จึงแสร้งกล่าว

( ค้าน ) ว่า " ได้เรียนต่ออาจารย์ไหนมา พระจูฬาภัยก็จงว่าแต่ที่ได้เรียน

ต่ออาจารย์ของตนเถิด เราทั้งหลายไม่ย่อมให้ว่าไปนอกนี้ " แม้พระ

อุปัชฌาย์ ก็ได้ถามเธอมาอุปฐากตนว่า อาวุโส เธอหรือให้ตีเภรี

เธอรับว่า ใช่ พระอุปัชฌาย์จึงถามอีกว่า เพราะเหตุอะไร เธอ

กราบเรียนว่า เธอจักปริวัตรธรรม ( ให้คนฟัง ) พระอุปัชฌาย์ ( ลอง )

ถามว่า แน่ะอาวุโสอภัย อาจารย์ทั้งหลายกล่าวบทนี้อย่างไร เธอ

ตอบ ( ทันที ) ว่า กล่าวอย่างนี้ พระอุปัชฌาย์แสร้งปฏิเสธด้วยเสียงว่า

หึหึ เธอก็ตอบใหม่โดยปริยายอื่นๆ ว่า กล่าวอย่างนี้ๆ ถึง ๓ ครั้ง

พระเถระก็ปฏิเสธด้วยเสียง หึหึ ทั้งหมด แล้วกล่าวว่า แน่ะอาวุโส ทาง

ที่เธอกล่าวตอบครั้งแรกนั่นแหละเป็นอาจริยมรรค๔ละ แต่เพราะเธอ

๑. มหาฎีกาว่า หมายถึงพระเถระทั้งหลายที่อยู่วัดในกรุงอนุราธปุระ

๒. ปริวตฺเตสามิ มหาฎีกาแก้ว่า วณฺณยิสฺสามิ จักพรรณนา เราเคยแปลว่า " แปล"

คือเปลี่ยนภาษา

๓. ปญจนิกายมณฺฑเล มหาฎีกาแก้ว่า ทีฆาคมาทิเก ปญจนิกาเย สิกฺขิตปริสาย แก่

บริษัทผู้ศึกษาในนิกาย ๕ มีทีฆนิกายเป็นอาทิ

๔. อาจริยมคฺโค มหาฎีกาไขความว่า อาจริยานํ กถามคฺโค กถามรรคของอาจารย์

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 29

ไม่ได้เรียนต่ออาจริยมุข ( ปากของอาจารย์ ) จึงไม่อาจยืนยันว่า

อาจาย์ทั้งหลายกล่าวอย่างนี้ ( เพราะฉะนั้น ) เธอจงไปฟังในสำนักแห่ง

อาจารย์ทั้งหลาย( ที่ควรจะเป็นอาจารย์ ) ของตนเถิด๑ เธอกราบเรียน

ถาม ( หารือ ) ว่า จะไปที่ไหน ( ดี ) พระอุปัชฌาย์จึงบอกว่า พระเถระ

ชื่อ มหาธรรมรักขิต ผู้เชี่ยวชาญปริยัติทั้งปวง๒ อยู่ประจำ ณ วัดเขา-

ตุลาธารบรรพตในโรหณชนบทฟากแม่น้ำข้างโน้น เธอจงไปสู่สำนัก

ของท่านเถิด

พระจูฬาภัยรับคำ กราบพระเถระแล้ว ( ต่อมา ) ไปสู่สำนักพระ

( ธรรมรักขิต ) เถระ พร้อมด้วยภิกษุ ( บริวาร ) ๕00 ( ครั้นไปถึงแล้ว

เข้าไป ) กราบแล้ว นั่งลง พระเถระถามว่า มาทำไม ก็ทราบเรียนว่า

มาเพื่อฟังธรรม พระเถระจึงว่า อาวุโสอภัย ภิกษุทั้งหลายมาถามฉัน

ในทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย ( บ้าง ) เป็นครั้งเป็นคราวส่วนสูตรที่เหลือ

ฉันไม่เคยเหลียวแลมาประมาณ ๓๐ ปีแล้ว เอาอย่างนี้เถิด กลางคืน

เธอ ( มา ) ปริวัตรในสำนักของฉัน กลางวันฉันจักกล่าวแก่เธอ ( ให้ฟัง

ว่าผิดถูกอย่างไร ) พระจูฬาภัยตกลงทำอย่างนั้น พวกชาวบ้านให้ทำ

๑. อตฺตโน อาจริยานํ จะแปลตรง ๆ ว่า "แห่งอาจารย์ของตน"ไม่ได้กับความจริง

เพราะพระจุฬาภัย ไม่มีอาจารย์ และท่านที่พระเถระจะแนะนำให้ไปหา ก็ยังไม้ได้เป็น

อาจารย์ของพระจุฬาภัย มหาฎีกาท่านก็เห็นเช่นนี้ จึงแนะให้เติมข้อความ อตฺตโน กเถตุํ

ยฺตฺตานํ อาจริยานํ ( แห่งอาจารทั้งหลาย ผู้ควรจะกล่าวแก้แก่ตน ) ในที่นี้เห็นว่า บท

อตฺตโน เดิมรูปจะเป็น ฉัฏฐีวิภัติ แต่ที่ มหาฎีกาแก้ไปนั้น กลายเป็นจตุตถีวิภัติไป

เพื่อจะให้บท อตฺตโน คงเป็น ฉัฏฐี จึงคิดเติมข้อความไปอีกท่อนหนึ่งดังนั้น โดยอาศัย

นัยแห่ง มหาฎีกาเป็นเค้า

๒. สพฺพปริยตฺติโก มหาฎีกาท่านไขว่า ก็ เตปิฏโก นั้นเอง ( เพราะถ้าไม่ทรงพระไตร-

ปิฎกแล้ว จะยกให้เป็นผู้เชียวชาญสรรพปริยัติหาได้ไม่)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 30

ปะรำใหญ่ที่ข้างประตูบริเวณแล้ว มาฟังธรรมกันทุกวัน พระเถระเอา

สูตรที่พระจูฬาภัยปริวัตรในกลางคืน มากล่าว ( สอบ ) ในกลางวัน

( ไม่มีผิด ) เรื่อยๆ ไปจนจบ ( พระสูตร ) แล้ว ( คงจะสังเกตเห็นว่า

พระจูฬาภัยมีปฏิภาณสูงกวา่ ตน จึงวันหนงึ่ เข้าไป ) นั่งบนเสื่อ๑ใกล้ๆ

พระอภัยเถระกล่าวว่า " อาวุโส ท่านจงบอกกรรมฐานแก่ฉันด้วยเถิด "

พระจูฬาภัยจึงว่า " พระคุณท่านพูดอะไร เจ้าข้า กรรมฐานนั้น ข้าพเจ้า

ก็ฟังมาในสำนักของพระคุณท่านนั่นเอง มิใช่หรือ ข้าพเจ้าจักบอก

กรรมฐานอะไร ( อีก )เล่า ที่พระคุณท่านยังไม่รู้" ทีนั้น พระเถระจึง

กล่าว (ให้ชัดขึ้น) ว่า "อาวุโส อันทางของบุคคลผู้ไปถึงแล้วนั่นเป็น

อย่างหนึ่ง๒ (ที่ท่านกล่าวเช่นนี้ก็เพราะ) ทราบกันว่า เวลานั้นพระอภัย

เถระ เป็นพระโสดาบัน

ครั้งนั้น พระจูฬาภัยให้กรรมฐานแก่พระเถระแล้ว ก็ ( กลับ )

มาปริวัตรธรรมที่โลหประสาท ( กรุงอนุราธปุระ) ( ต่อมา ) ได้ยิน

ข่าวว่า พระเถระ ( สำเร็จพระอรหัต ) ปรินิพพานแล้ว ครั้นได้ยิน

( เช่นนั้น ) จึงบอก ( ศิษย์ )ให้หยิบจีวรมาให้ ห่มจีวร ( เป็นปริมณฑล)

แล้ว กล่าวสรรเสริญพระเถระ ( ในท่ามกลางภิกษุทั้งหลาย ) ว่า

๑. มหาฎีกาช่วยเสริมคำว่า ทีแรกนั่งบนตั่ง ( ในฐานเป็นอาจารย์แล้วทีนี้จะขอเป็น

ศิษย์บ้างก็ต้องลด) ลงนั่งบนเสื่อที่พื้น (ให้เสมอกับอาจารย์ )

๒. หมายความว่า ผู้ปฏิบัติบรรลุมรรคผลแล้ว ย่อมจะบอกทางปฏิบัติได้ถูกตรงดีกว่า

บอกตามทางปริยัติ

๓. มหาฎีกาว่า ก่อนจะพูดถึงอาจารย์ ห่มจีวรให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อแสดงความ.

เคารพยำเกรง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 31

" อาวุโสทั้งหลาย พระอรหัตมรรคควรแก่ท่านอาจารย์ของเราแล้วละ

ท่านอาจารย์ของเราเป็นผู้ซื่อตรง เป็นอาชาไนยบุคคล๑ ท่านจึงยอม

นั่งบนเสื่อใกล้ธัมมันเตวาสิกของตน กล่าวว่า " เธอจงบอกกรรมฐาน

แก่ฉันด้วยเถิด " อาวุโสทั้งหลายพระอรหัตมรรค สมควรแก่พระเถระ

ท่านแล้ว "

คันถะ ย่อมไม่เป็นปลิโพธแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีคุณธรรมเช่นนี้๒

[อิทธิปลิโพธ]

คำว่า อิทธิ หมายเอาฤทธิ์อันมีในปุถุชน อันฤทธิ์ที่มีในปุถุชน

นั้น เป็นสิ่งที่รักษายาก ดุจเด็กอ่อนที่ยังนอนแบและดุจข้าวกล้าอ่อน

ย่อมจะแตกได้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย ก็แลฤทธิ์นั้น ย่อมเป็นปลิโพธ

ต่อวิปัสสนา หาเป็นปลิโพธต่อสมาธิไม่ เพราะฤทธิ์นั้น บุคคลบรรลุ

สมาธิแล้วจึงได้ เพราะเหตุนั้นแล อิทธิปลิโพธ พระโยคาวจรผู้

ประสงค์วิปัสสนาจำต้องตัด ( ส่วน ) ปลิโพธ ( ๙ ) ที่เหลือ พระโยคา-

วจรผู้ประสงค์สมถะพึงตัด

นี้แล ความพิสดารในเรื่องปลิโพธ พึงทราบเป็นอันดับแรก

ส่วนในข้อว่า " เข้าไปหาท่านผู้ให้กรรมฐาน ผู้เป็นกัลยาณ-

มิตร " นั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้

๑. มหาฎีกาว่า ท่านซื่อ เพราะไม่มีสาไถย คือไม่อวดดี นับเป็นอาชาไนย เพราะรู้เหตุ

ที่ควรรู้ ไม่มัวงมอยู่ )

๒. หมายถึงท่านพระธรรมรักขิตเถระผู้ปรินิพานไปแล้ว เรื่องพระจุฬาภัยนี้ ท่าน

ผู้แต่งเล่าด้วยสำนวนโวหารที่ฟังเข้าใจยาก ตั้งแต่ต้นจนจบ ต้องใช้เวลาอ่านทำความ

เข้าใจมากอยู่ ซึ้งในที่สุดก็ต้องใช้วิธีเติมข้อความเอาตามที่เข้าใจว่าจะเป็นเช่นนั้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 32

[กัมมฐาน ๒ และกัมมฐานทายกะ]

กรรมฐานมี ๒ อย่าง คือ สัพพัตถกกัมมฐาน ๑ ปาริหาริย-

กัมมฐาน ๑ ในกรรมฐาน ๒ อย่างนั้น ( กรรมฐานคือ ) เมตตา ( อัน

แผ่ไป ) ในประชาชนต่างๆ มีหมู่ภิกษุเป็นต้น ก็ดี มรณสติก็ดี ชื่อว่า

สัพพัตถกกัมมฐานอาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า อสุภสัญญา ( เป็น

สัพพัตถกกัมมฐาน ) ก็มี จริงอยู่ เมตตา ( นั้น ) ขั้นแรก ภิกษุผู้

บำเพ็ญกรรมฐาน พึงกำหนดเอาหมู่ภิกษุนั้นแล้ว เจริญไปในหมู่ภิกษุ

ผู้อยู่ในสีมา ( เดียวกันกับตน )โดยนัยว่า ขอภิกษุผู้อยู่ในสีมาทั้งหลาย

จงเป็นผู้มีความสุข ไม่เบียดเบียนกันเถิด ต่อนั้นจึงเจริญไปในหมู่

เทวดาผู้อยู่ในสีมา ( นั้น ) แต่นั้นจึงเจริญไปในหมู่อิสรชนในโคจรคาม

แล้วจึงเจริญไปในคน ( ชาวบ้าน )๑ ในโคจรคามนั้น ตลอดไปถึงสัตว์

( ดิรัจฉาน ) ทั้งปวง ก็แล ด้วยเมตตา ( ที่เธอเจริญไป ) ในหมู่ภิกษุ

เธอย่อมทำให้ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ร่วมกันเกิดมีจิตอ่อนโยน ( ในตัวเธอ

ได้ )๒ เมื่อเป็นเช่นนั้น ภิกษุเหล่านั้นก็เป็นสุขสังวาส ( มีการอยู่

ร่วมกันเป็นสุข)สำหรับเธอ ด้วยเมตตา ( ที่เจริญไป ) ในหมู่เทวดา

ผู้อยู่ในสีมานั้น เธอจะเป็นผู้ที่เทวดาทั้งหลายผู้มีจิตอันเมตตานั้น

ทำให้อ่อนโยนแล้ว จัดการรักษาอย่างดี โดยการรักษาที่เป็นธรรม

ด้วยเมตตา ( ที่เจริญไป ) ในอิสรชนในโคจรคาม เธอจะเป็นผู้ที่

๑. ตรงนี้ ปาฐะที่พิมพ์ไว้เป็น มนุสฺเส น่าจะเป็น มนุสฺเสสุ ปาฐะต่อไปก่อนที่จะแสดงผล

ก็ยันอยู่ว่า มนุสฺเสสุ เมตฺตาย

๒. ปาฐะว่า สหวาสีนํ มุทุจิตฺตตํ ชเนติ แปลโดยพยัญชนะว่ายังความที่ภิกษุทั้งหลาย

ผู้อยู่ด้วยกัน เป็นผู้มีจิตอ่อนโยน ( ในตัวเธอ ) ให้______________เกิด

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 33

อิสรชนทั้งหลาย ผู้มีจิตสันดานอันเมตตานั้นทำให้อ่อนโยนแล้ว

รักษาล้อมกันอย่างดี โดยการรักษาอันเป็นธรรม ด้วยเมตตา

( ที่เจริญไป ) ในคนทั้งหลายในโคจรคามนั้น เธอย่อมจะเป็นผู้ที่

คนเหล่านั้นผู้มีจิตอันเมตตานั้น ทำให้เลื่อมใสแล้ว ไม่รังแก เที่ยวไป

( ไหนได้ตามสบาย ) ดว้ ยเมตตา ( ที่เจริญไป ) ในสัตว์ ( ดิรัจฉาน )

ทั้งปวง เธอจะเป็นผู้มีการเที่ยวไปไม่ถูกขัดขวางในที่ทั้งปวง อนึ่ง

ด้วยมรณสติ เธอคิดอยู่ว่า อวสฺสํ มยา มริตพฺพํ ( เราต้องตายแน่ )

ดังนี้ จะละอเนสนาเสียได้ มีความสังเวชเพิ่มขึ้นๆ เป็นผู้มีความ

ประพฤติไม่ย่อหย่อน ( ในสัมมาปฏิบัติ ) อนึ่ง เมื่อเธอมีจิตอันได้

สั่งสม ( อบรม ) แล้วในอสุภสัญญา อารมณ์ทั้งหลายแม้เป็นทิพย์

ย่อมไม่ยึดจิต ( ของเธอ ) โดยทำให้อยากได้ ด้วยประการดังกล่าวมา

ฉะนี้ กรรมฐาน ๓มีเมตตาเป็นต้น ท่านจึงเรียกว่า สัพพัตถกกัมมฐาน

เหตุเป็นกรรมฐานที่พึงต้องการ คือพึงปรารถนาในภาวนานุโยคทั้งปวง

เพราะความเป็นกรรมฐานมีอุปการะมากประการ ๑ เหตุเป็นที่ตั้ง๑

แห่งการงาน คือการประกอบเนืองๆ ซึ่งโยคภาวนาที่ประสงค์

ประการ ๑ ส่วนว่ากรรมฐานข้อใดในกรรมฐาน ๔๐ อนุกูลแก่จริยา ของ

ภิกษุใด กรรมฐานข้อนั้น ท่านเรียกว่า ปาริหาริยกัมมฐานของภิกษุนั้น

เพราะเป็นกรรมฐานที่เธอต้องบริหารเป็นนิจ๒ และเพราะเป็นปทัฏฐาน

แห่งงานภาวนาเบื้องสูงของเธอด้วย ท่านผู้ใดให้กรรมฐานทั้ง ๒ อย่าง

๑. ฐานํ มหาฎีกาแก้ว่า นิพฺพตฺติ เหตุเกิด

๒. มหาฎีกาขยายความว่า ปาริหาริยกัมมฐานนี้ต้องบริหาร คือประกอบบำเพ็ญอยู่

ตลอดกาล ไม่งดเสียบ้างลางคราวก็ได้ ดุจสัพพัตถกกัมมฐาน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 34

ดังกล่าวมานี้ ท่านผู้นี้ชื่อว่า ( กัมมฐานทายกะ ) ผู้ให้กรรมฐาน

พระโยคาวจร พึงเข้าไปหาท่านผู้ให้กรรมฐานนั้น

[กัลยาณมิตร]

คำว่า ผู้เป็นกัลยาณมิตร คือผู้เป็นมิตรที่ดี ผู้ตั้ง ( ตน ) อยู่ใน

ฝ่ายเจริญ แสวงหาประโยชน์เกื้อกูล ( ผู้อื่น ) ไปฝ่ายเดียว กอบด้วยคุณ

มีคุณอย่างนี้ คือ

น่ารัก ๑ น่าเคารพ ๑ น่ายกย่อง ๑ เป็น

ผู้ว่ากล่าว ( คนอื่น ไม่เฉยเมย ) ๑ เป็นผู้ยอม

ให้ ( คนอื่น ) ว่ากล่าว ( ไม่หัวดื้อ ) ๑ แต่ง

( ธรรม ) ถกาอันลึกซึ้งได้ ๑ ไม่ชักชวน

( ผู้อื่น ) ในที่อันไม่ควร ๑

เป็นอาทิ ก็เพราะพระพุทธพจน์ว่า ดูกรอานนท์ จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลาย

ผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตรแล้ว ย่อม

พ้นจากความเกิดได้ ดังนี้เป็นต้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว

จึงเป็นกัลยาณมิตรที่ถึงพร้อมด้วยอาการทั้งปวง เพราะเหตุนั้น เมื่อ

พระองค์ยังเสด็จอยู่ กรรมฐานที่ถือเอาในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า

นั้นเท่านั้น จึงเป็นอันถือเอาอย่างดี แต่เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว

บรรดาพระมหาสาวก ๘๐ องค์ พระมหาสาวกองค์ใดยังทรงชีพอยู่

ถือเอา ( กรรมฐาน ) ในสำนักพระมหาสาวกองค์นั้น จึงควรแม้นพระ

มหาสาวกนั้นไม่มี ตนใคร่จะถือกรรมฐานบทใด ก็พึงถือเอาในสำนัก

พระขีณาสพผู้ที่ทำจตุกฌานหรือปัญจกฌานให้เกิดด้วยอำนาจ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 35

กรรมฐานบท ( เดียวกับที่ตนใคร่จะถือ ) นั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา

อันมีฌานนั้นเป็นปทัฏฐาน ( จน ) ได้บรรลุอาสวักขัย ( นั้น ) เถิด

ถามว่า ก็พระขีณาสพ ( ท่าน ) ประกาศตนว่า อาตมาเป็น

พระขีณาสพหรือ ?

ตอบว่า จะต้องพูดอะไรกันเล่า ด้วยว่า พระขีณาสพ ( องค์หนึ่ง )

รู้ความที่ ( ภิกษุรูปหนึ่ง ) เป็น (การกบุคคล) ผู้ทำจริงแล้ว ก็ประกาศ

( ตนออกมา ) พระอัสสคุตตเถระ ( นั่นอย่างไร ) รู้ว่ากรรมฐานอัน

ภิกษุนี้เริ่มแล้ว ภิกษุนี้เป็นผู้ทำจริงดังนี้แล้ว ( เหาะขึ้นไป ) ลาดจัมม-

ขัณฑ์ในอากาศ นั่งโดยบัลลังก์ ( ขัดสมาธิ ) ณ จัมมขัณฑ์นั้นบอกกรรมฐาน

ให้มิใช่หรือ ?

เพราะฉะนั้น ถ้าพระโยคาวจรได้พระขีณาสพ ( เป็นผู้ให้กรรมฐาน )

ไซร้ การได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี ถ้าไม่ได้ไซร้ พึงถือเอา ( กรรมฐาน )

ในสำนัก พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน ปุถุชนผู้ได้ฌาน

ผู้ทรงไตรปิฎก ผู้ทรงทวิปิฎก ผู้ทรงเอกปิฎกหลั่นกันลงมา แม้นว่า

ผู้ทรงเอกปิฎกไม่มี ภิกษุใดชำนาญ ( พระสูตร ) แม้นิกาย ๑ พร้อม

ทั้งอรรถกถา และตัวเธอเองเป็นลัชชีด้วย ก็พึงถือเอาในสำนักภิกษุนั้น

เถิด เพราะว่า ภิกษุ ( ผู้เป็นพหูสูตและเป็นลัชชี ) เช่นนี้ ย่อมเป็น

ผู้ทรงไว้ซึ่งแบบแผน ตามรักษาวงศ์ รักษาประเพณี เป็นอาจารย์

ผู้ถือตามพระไตรปิฎก ( เป็นสำคัญ ) ไม่ถือแต่อัตตโนมัติ เพราะเหตุ

นั้นแหละ พระเถระในปางก่อนทั้งหลายจึงได้กล่าว ( คติพยากรณ์ )

ไว้เป็น ๓ คาบว่า ลชฺชี รกฺขิสฺสติ ลชฺชี รกฺขิสฺสติ ลชฺชี รกฺขิสฺสติ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 36

ภิกษุลัชชีจักรักษา ภิกษุลัชชีจักรักษา ภิกษุลัชชีจักรักษา ดังนี้

ก็ในการให้กรรมฐานนี้ ภิกษุ ( ผู้บรรลุมรรคผล ) มีพระ-

ขีณาสพ เป็นต้นที่กล่าวมาก่อน ( นั้น ) ย่อมบอกได้แต่ทางที่ตนได้บรรลุ

มาเท่านั้น แต่ภิกษุพหูสูต เพราะความที่เธอได้เข้าไปหาอาจารย์นั้นๆ

สอบอุคคหะและปริปุจฉา ( อรรถกถา ) มาอย่างวิเศษแล้ว ( ก่อนจะ

ให้กรรมฐาน เธอ ) จะต้องกำหนดพระสูตร ( คือข้อความที่กล่าวไว้ใน

พระสูตร อันสมควรแก่กรรมฐานนั้น ) และเรื่องราวเนื่อง

ด้วยการบำเพ็ญกรรมฐานที่มีมาในพระสูตร แต่ที่นี่บ้าง ที่นั่นบ้าง

( ใน ๕ นิกาย รวบรวมมา ) ประกอบเข้าให้เป็นข้อที่เป็นสัปปายะ

มากน้อย๑ ( แก่ผู้เรียน )แล้วแสดง ( กัมมฐานวิธี ) เป็นทางกว้าง

บอกกรรมฐานให้ อุปมาเหมือนช้างใหญ่เดินไปในที่ป่ารก ย่อม

แสดงทางที่มันไปเป็นช่องกว้าง ฉะนั้น

เพราะฉะนั้น พระโยคาวจร พึงเข้าไปหาท่านผู้ให้กรรมฐาน

ผู้เป็นกัลยาณมิตรอย่างนั้น ทำวัตรปฏิบัติต่อท่านแล้ว ถือเอากรรมฐาน

( ในสำนักของท่านนั้น ) เถิด ก็แล ถ้าพระโยคาวจรได้ท่านผู้ให้

้กรรมฐานนั้น ( อยู่ )ในวัดเดียวกัน การได้อย่างนี้ นั่นเป็นการดี๒

ถ้าไม่ได้ไซร้ ท่านอยู่ที่ใด ก็พึงไปที่นั่น ก็แลเมื่อจะไป ไม่พึงสวม

รองเท้าด้วยทั้งเท้าที่ล้างและทา ( น้ำมัน ) แล้ว กั้นร่ม ใช้คนถือ

๑. จากศัพท์ว่า สปฺปายาสปฺปายํ โยเชตฺวา บท สปฺปายาสปฺปายํ นั้น มหาฎีกาท่านแก้

เป็น อุปการานุปการํ เป็นอุปการะมากน้อย

๒. อิจฺเจตํ กุสลํ แปลว่า "การได้อย่างนี้ นั่นเป็นกุศล" ตรง ๆ ก็ดูจะได้ความดี

ในภาษาไทยเหมือนกัน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 37

เครื่องใช้และเภสัช มีกระโหลกน้ำมันและน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น มีอันเต-

วาสิกห้อมล้อมไป แต่พึงบำเพ็ญคมิกวัตรแล้วถือบาตรจีวรของตน

( ไป ) เองทีเดียว เข้าไปสู่วัดใดๆ ในระหว่างทาง ก็ทำวัตรปฏิบัติ

ทุกแห่ง* เป็นผู้มีบริขารเบา มีความประพฤติทางขัดเกลาอย่างยิ่งไป

เมื่อจะเข้าสู่วัด ( ที่อาจารย์อยู่ ) นั้น พึงวานใครทำไม้ชำระฟันให้เป็น

กัปปิยะในระหว่างทางนั่นแหละถือเข้าไป ( ด้วย ) และไม่ควรเข้าไป

บริเวณอื่น ด้วยคิดว่า จักพักทำสรีรกิจมีล้างและทาเท้าเป็นต้นจึงไปหา

อาจารย์ ดังนี้เลย ถามว่า เพราะเหตุอะไร ? ตอบว่า เพราะถ้า

ภิกษุทั้งหลายที่ไม่ถูกกับอาจารย์นั้น จะพึงมีอยู่ในบริเวณนั้นไซร้

พวกเขาถาม ( ทราบ ) เหตุแห่งการมา ( ของเธอ ) แล้ว ก็จะพึงเปิด

เผยเรื่องเสียหายของอาจารย์ ( ให้เธอฟัง ) แล้วพูด ( เป็นที่ทักท้วง )

ว่า " จบกันละท่าน ถ้าท่านมาหาอาจารย์รูปนั้นละก็ " ทำความผิดหวัง

ให้เกิด ( แก่เธอจน ) เป็นเหตุให้เธอกลับไปเสียจากที่นั้นก็ได้ เพราะ

เหตุนั้น ถาม ( ทราบ ) ที่อยู่ของอาจารย์แล้ว พึงตรงไป ณ ที่นั้น

ทีเดียวเถิด

ถ้าอาจารย์อ่อน ( พรรษา ) กว่า อย่าพึงยินดีสามีจิกรรมมีการ

รับบาตรจีวรเป็นต้น ( ที่อาจารย์นั้นจะทำให้ )ถ้าอาจารย์แก่ ( พรรษา )

กว่า ไปถึงแล้วพึงไหว้อาจารย์แล้วยืนอยู่ ท่านบอกให้วางบาตรจีวร

จึงวาง ท่านบอกให้ดื่มน้ำ ถ้าต้องการ ก็พึงดื่ม ( แต่เมื่อ ) ท่าน

บอกให้ล้างเท้า อย่าเพิ่งล้าง เพราะถ้าน้ำ ( ล้างเท้านั้น ) จะพึงเป็น

* มหาฎีกา ท่านช่วยขยายความว่า บำเพ็ญวัตรต่าง ๆ ตามสมควร เช่น เมื่อเข้าไป

ก็บำเพ็ญอาคันตุกวัตร เมื่อจะออกจากวัดไป ก็บำเพ็ญคมิกวัตร

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 38

น้ำที่อาจารย์ตักมาไซร้ ก็เป็นการไม่สมควร ต่อท่านบอกว่า " ล้างเถิด

อาวุโส น้ำนั่นมิใช่ฉันตักมา คนอื่นตักดอก " ดังนี้แล้ว พึงไปนั่งในที่ๆ

อาจารย์มองไม่เห็น จะเป็นที่ว่างอันมีสิ่งปิดบัง หรือว่ากลางแจ้ง

ทางท้ายๆ วัดก็ได้ ล้างเท้าเถิด ถ้าอาจารย์นำกระโหลกน้ำมัน

( มาให้ ) พึงลุกขึ้นรับโดยเคารพด้วยมือทั้ง ๒ เพราะถ้าเธอไม่รับ

กะโหลกน้ำมันนั้น อาจารย์จะเกิดความกินแหนงว่า " ภิกษุนี้ทำสมโภค

( การใช้ร่วมกัน )ให้เสียไปตั้งแต่บัดนี้เทียวนะ " แต่ครั้นรับมาแล้ว

ก็ไม่ควรทาเท้าเข้าก่อนทีเดียว เพราะถ้าน้ำมันนั้น จะพึงเป็นน้ำมัน

สำหรับชะโลมตัวอาจารย์ไซร้ ก็จะเป็นการไม่สมควรไป เพราะฉะนั้น

พึงทาศีรษะก่อน แล้วจึงทาอวัยวะอื่นมีคอเป็นต้น ( ต่อไป ) ต่อท่าน

บอกว่า " อาวุโส น้ำมันนี่เป็นน้ำมันสำหรับใช้ได้ทุกอย่าง ทาเท้าก็ได้ "

ดังนี้ จึงแตะที่ศีรษะหน่อยหนึ่ง ต่อนั้นจึงทาเท้า ( เสร็จ ) แล้ว พึงเรียน

( ท่าน ) ว่า จะเก็บกะโหลกน้ำมัน ( ที่ไหน เพื่อท่านจะได้ชี้ที่เก็บให้

แต่ ) เมื่ออาจารย์รับเอาไป ( จะเก็บเอง ) ก็ให้ ( ท่าน ) ไปเถิด

ไม่ควรเร่งเร้าให้ท่านบอกกรรมฐานให้ตั้งแต่วันที่มาถึง แต่ว่า

ตั้งแต่วันที่สองไป ถ้า ( ภิกษุ ) อุปัฏฐากประจำของอาจารย์มีอยู่

พึงขอกะเธอ ทำวัตร ( อาจารย์บ้าง ) ถ้าแม้ขอแล้ว เธอไม่ยอมให้

ก็พึงคอยทำเมื่อได้โอกาสก็แล้วกัน ก็แลเมื่อจะทำ พึงน้อมถวายไม้

ชำระฟันทั้ง ๓ ขนาด คือขนาดเล็กขนาดกลางและขนาดใหญ่ น้ำล้าง

หน้าและน้ำอาบเล่า ก็พึงจัดถวายทั้ง ๒ อย่าง คือ อย่างเย็น อย่างอุ่น

อาจารย์ใช้ไม้ชำระฟันและน้ำ ( อย่าง ) ใดตลอดสามวัน ต่อนั้นไป

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 39

พึงเข้าไปตั้งไม้ชำระฟันและน้ำอย่างนั้นถวายเป็นนิจไป เมื่อท่านไม่

พิถีพิถันใช้อะไรก็ได้ ก็พึงน้อมถวายของตามแต่จะได้เถิด จะว่ากันมาก

ไปไย สัมมาวัตร ( วัตรอันชอบ ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ

ไว้แล้วในมหาขันธกะว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อันเตวาสิก พึงทำวัตร

อันชอบในอาจารย์ นี้เป็นการทำวัตรชอบในข้อนั้น คือ อันเตวาสิก

พึงลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ถอดรองเท้า ทำอุตตราสงค์เฉวียงบ่าแล้ว ( เข้าไป )

ถวายไม้ชำระฟัน ถวายน้ำล้างหน้า ปูอาสนะ ถ้ายาคูมีอยู่ พึงล้าง

ภาชนะ น้อมยาคูเข้าไปถวาย ดังนี้เป็นต้นนั้นอันใด พึงทำสัมมาวัตร

นั้นทุกข้อเถิด

อันศิษย์ผู้ยังครูให้พอใจอยู่ด้วยวัตรสมบัติอย่างนี้ ในเวลาเย็น

ท่านปล่อยให้ ( กลับ ) ไป จึงกราบ ( ลา )ไป เมื่อใดท่านถามว่า

เธอมาเพื่ออะไร จึงเรียนเหตุแห่งการมาเมื่อนั้น ถ้าท่านไม่ถามเสียเลย

แต่ว่าท่านยินดี( การทำ ) วัตรไซร้ เมื่อล่วง ๑๐ วัน หรือปักข์หนึ่ง

ไปแล้ว ( ได้โอกาส ) ณ วันหนึ่ง แม้ท่านปล่อย ( ในตอนเย็น )แล้ว

ก็อย่าไป ให้ท่านทำโอกาสแล้ว เรียนบอกเหตุแห่งการมา หรือว่า

เธอแสร้งไป ( หาท่าน ) ผิดเวลา ( เพื่อจะให้ ) ท่านถามว่า มาทำไม

จึงกราบเรียน ( เหตุแห่งการมาให้ท่านทราบ ) ถ้าท่านสั่งให้มาตอนเช้า

ก็พึงไปแต่เช้า แต่ถ้าในเวลานั้น ท้องของเธอร้อน เพราะน้ำดีเบียนเอา๑

ก็ดี อาหารไม่ย่อยเพราะไฟ ( ธาตุ )อ่อนก็ด๒ โรคอะไรอื่นๆ เบียนเอา

๑. ปิตฺตาพาเธน เห็นจะอย่างที่เราเข้าใจว่า เวลาท้องว่างต้องการอาหาร น้ำย่อยออกมา

ทำให้ท้องร้อน กระมัง?

๒. ข้อนี้จะมีอาการเป็นอย่างไร คงจะท้องเพื้อเปรี้ยวคลื่นเหียน กระมัง?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 40

ก็ดี พึงเปิดเผยอาพาธนั้น ( ให้อาจารย์ทราบ ) ตามที่มันเป็น เรียนบอก

เวลาที่ ( กายใจ ) สบายสำหรับตน แล้วไปหา ( ท่าน ) ในเวลานั้น

เพราะว่าในเวลาที่ไม่สบาย แม้ท่านบอกกรรมฐานให้ เธอก็ไม่อาจ

มนสิการ ( ใส่ใจ ) ได้ นี้เป็นความพิสดารในข้อว่า " เข้าไปหาท่านผู้ให้

กรรมฐานผู้เป็นกัลยาณมิตร " นั้น

[จริยา และ จริต ๖]

บัดนี้ พึงทราบความพิสดารในข้อว่า " กรรมฐานอันอนุกูลแก่

จริยาของตน " นั้นต่อไป

คำว่า จริยา ได้แก่จริยา ๖ คือ ราคจริยา โทสจริยา โมหจริยา

สัทธาจริยา พุทธิจริยา วิตกจริยา แต่อาจารย์ลางพวกประสงค์เอา

จริยา ๑๔ ทั้งจริยา ๘ นี้ โดยสังสัคคะ ( ความระคนกัน ) และ

สันนิบาต ( ความรวมกัน )แห่งวัตถุ ๓ ข้างหน้ามีราคะเป็นต้น

ได้จริยา ๔ หมวด ๑ แห่งวัตถุ ๓ ข้างหลัง มีสัทธาเป็นต้น ก็ได้จริยา ๔

อีกหมวด ๑ เหมือนกัน๑ แต่เมื่อจะกล่าวประเภทออกไปอย่างนี้ จริยา

๑. มหาฎีกาว่า จริยา ๖ นั้น อาจารย์พวกหนึ่ง แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม

๓ ข้างหน้า คือ ราคะ โทสะ โมหะ เป็นกลุ่ม ๑ ๓ ข้างหลัง คือ สัทธา พุทธิ วิตก

เป็นกลุ่มหนึ่ง แต่ละกลุ่มจัดแบ่งตามที่มันระคนกัน และตามที่มันเกิดร่วมกันได้ ได้อีก

กลุ่มละ ๔ ๒ กลุ่มเป็น ๘ รวมกับมูลจริยา๖ จึงเป็นจริยา ๑๔

กลุ่มหน้า ๔ นั้น โดยระคนกัน ๒ โดยเกิดร่วมกัน ๒ โดยระคนกัน ๒ คือ ราคโมห-

จริยา และโทสโมหจริยา หมายความว่า รักเจือหลงก็มี โกรธเจือหลงก็มี โดยเกิดร่วมกัน ๒

คือ ราคโทสะจริยา และราคโทสโมหจริยาหมายความว่า รักกับโกรธ หรือรักโกรธหลง

มันเกิดต่อเนื่องเป็นอันเดียวกัน และรุนแรงหนักหนาปานๆ กันมีในคนๆ เดียวก็ได้

กลุ่มหลัง ๔ ก็นัยเดียวกัน คือ สัทธาพุทธิจริยา สัทธาวิตกจริยา พุทธิวิตกจริยา-

สัทธาพุทธิวิตกจริยา หมายความว่า ความเชื่อเจือความฉลาดก็มี ความเชื่อเจือความคิด

มากก็มี และความฉลาดกับความคิดมาก หรือ ความเชื่อความฉลาดความคิดมาก มันเกิดต่อเนื่อง

เป็นอันเดียวกันได้ และเกิดมีในสันดานคนๆ เดียวปานๆ กันก็ได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 41

ก็ย่อมจะมีได้มากหลาย เพราะระคนด้วยวัตถุ ๓ ข้างหน้ามีราคะเป็นต้น

เข้ากับวัตถุ ๓ ข้างหลัง มีสัทธาเป็นต้นอีกก็ได๑ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า

โดยสังเขป จริยาก็มี ๖ เท่านั้น

คำว่า จริยา ปกติ อุสฺสนฺนตา ( ความหนา ) ( ๓ นี้ ) โดย

ความก็อันเดียวกัน

เนื่องด้วยจริยา ๖ นั้น บุคคลก็มี ๖ เหมือนกัน คือ คนราคจริต

คนโทสจริต คนโมหจริต คนสัทธาจริต คนพุทธิจริต คนวิตกจริต เพราะ

เหตุที่ในบุคคล ๖ จำพวกนั้น คนราคจริต ในเวลาประพฤติกุศล ย่อม

ศรัทธากล้า เพราะศรัทธาเป็นคุณที่บางใกล้ต่อราคะ จริงอยู่ในฝ่ายอกุศล

ราคะเป็นโทษที่สดใส ไม่มอซอ ฉันใด ในฝ่ายกุศล ศรัทธาก็เป็น

คุณที่แจ่มใส ไม่มัวซัว ฉันนั้น ราคะย่อมแส่หาวัตถุกาม ฉันใด

ศรัทธาก็แสวงหาสีลาทิคุณฉันนั้น ราคะไม่ทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์

เกื้อกูล ฉันใด ศรัทธาก็ไม่สละสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ฉันนั้น เพราะ

เหตุนั้น คนสัทธาจริตจึงมีส่วนเสมอกันแห่งคนราคจริต๒ ส่วนว่าคนโทสจริต

ในเวลาประพฤติกุศล ย่อมมีปัญญากล้า เพราะปัญญาเป็นคุณใกล้

ต่อโทสะ จริงอยู่ในฝ่ายอกุศลโทสะเป็นโทษที่ไม่มีเยื่อใย ไม่ติดพัน

๑. มหาฎีกาว่า เช่น ราคสัทธาจริต ( รักก็ง่าย เชื่อก็ง่าย ) โทสสัทธา-

จริยา ( โกรธก็ง่าย เชื่อก็ง่าย ) ฯลฯ ท่านว่าระคนกันไประคนกันมาได้ถึง ๓๖ หรือ

มากกว่านั้น

๒. ที่ว่าสัทธาใกล้ราคะ นั้น มีได้หมายความว่า ใกล้จะกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

เพราะความจริงนั้นฝ่ายหนึ่งเป็นกุศล ฝ่ายหนึ่งเป็นอกุศล ไม่มีวันจะเป็นอันเดียวกันได้

มหาฎีกาท่านว่า คำว่าใกล้นั้น หมายความว่าเป็นสภาค คือมีส่วนเสมอกัน เสมอกัน

โดยอะไรบ้าง ? ก็โดยความนุ่มนวล ความแสวงหา ความไม่ทอดทิ้ง ที่ท่านไขความไว้

นั่นเอง ท่านว่า สิ่งที่มีอะไรเสมอกัน ถึงไกลกันก็เหมือนใกล้กัน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 42

อารมณ์ ฉันใด ในฝ่ายกุศล ปัญญาก็เป็นคุณที่ไม่มีเยื่อยาง ไม่

พัวพันอารมณ์ฉันนั้น อนึ่ง โทสะส่ายหาแต่โทษ แม้ที่ไม่เป็นจริง

ฉันใด ปัญญาก็สอดหาโทษแต่ที่เป็นจริง ฉันนั้น๑ โทสะเป็นไปโดย

อาการไม่เอื้อสัตว์ ( คน ) ฉันใด ปัญญาก็เป็นไปโดยอาการไม่เอื้อ

สังขาร ฉันนั้น๒ เพราะเหตุนั้น คนพุทธิจริต จึงมีส่วนเสมอกันแห่งคน

โทสจริต ฝ่ายว่าคนโมหจริต เมื่อพยายามทำกุศลธรรมที่ยังไม่เกิด

ให้เกิดขึ้นอยู่ วิตกทั้งหลายที่เป็นอันตราย ( ต่อการทำกุศล ) มักจะ

เกิดขึ้น ( ทั้งนี้ ) เพราะวิตกมีลักษณะใกล้ต่อโมหะ จริงอยู่ โมหะ

ไม่ปักลงไปได้ เพราะมัววุ่นวายอยู่ ( ไม่แน่ลงไปได้ ) ฉันใด วิตก

ก็ไม่หยุดลงได้ เพราะมัวตรึกไปมีประการต่างๆ ( ไม่รู้จบ ) ฉันนั้น

อนึ่ง โมหะเป็นโทษที่โอนเอน เพราะความไม่ปักใจมั่น ฉันใด

วิตกก็เป็นธรรมที่ไหวไปมา เพราะความคิด ( เปลี่ยนเรื่อง ) เร็ว

ฉันนั้น เพราะเหตุนั้น วิตกจริต จึงมีส่วนเสมอกันแห่งโมหจริต แล

อาจารย์อีกพวก ๑ กล่าวว่า จริยา ๓ อย่างอื่นอีกก็มี โดยเนื่อง

ด้วยตัณหามานะทิฏฐิ ( แต่ว่า ) ใน ๓ อย่างนั้นตัณหาก็คือราคะนั่นเอง

มานะเล่าก็สัมปยุตตราคะนั้น เพราะฉะนั้น ตัณหา มานะ ทั้ง ๒ นั้น

๑. น่าจะหมายความว่า เกิดโทสะขึ้นแล้วก็เพ่งโทษคนอื่น หาความผิดให้คนอื่นแม้จะ

เป็นเรื่องไม่จริงก็ตาม ส่วนปัญญานั้นพิจารณาหาดูโทษ ( ในตนหรือในสังขาร ) ตามที่

เป็นอยู่อย่างไร เพื่อจะปล่อยวาง ดังนี้กระมัง ?

๒. หมายความว่า โทสะเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เอื้อ คือคิดร้ายต่อสัตว์ต่อคน ปัญญาเกิดขึ้น

ก็ไม่เอื้อ คือเบื่อหน่ายในสังขาร คิดเพิกสังเกตว่า ปัญญาที่ท่านว่า ๆ นี้เป็น

ปัญญาเบื้องสูงทั้งนั้น น่าสงสัยว่าพุทธินั้น ท่านหมายเอาปัญญาสูง ๆ เช่นนี้ หรือหมาย

เพียงว่า คนที่มีความฉลาดในสันดาน?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 43

ก็ไม่นอกเหนือราคจริยาไป ส่วนทิฏฐิจริยาก็ไปตามโมหจริยานั่นเอง

เพราะทิฏฐิมีโมหะเป็นต้นเหตุ

ถามว่า ก็จริยาเหล่านี้นั้น มีอะไรเป็นต้นเหตุ และจะพึงทราบ

ได้อย่างไรว่า บุคคลนี้เป็นราคจริต บุคคลนี้เป็นจริตอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในจริตที่เหลือมีโทสจริตเป็นต้น และอะไรเป็นสัปปายะของบุคคลจริต

อะไร ?

[ต้นเหตุแห่งจริยา ]

ในจริยา ๖ นั้น จะแก้จริยา ๓ ข้างต้นก่อน อาจารย์ลางพวก

กล่าวว่า จริยา ๓ ข้างต้นนั้น มีอาจิณกรรมในภพก่อนเป็นต้นเกตุ

ประการ ๑ มีธาตุและโทษ (ในร่างกาย) เป็นต้นเหตุประการ ๑

ว่ากันว่า คนที่มากไปด้วยประโยค (คือการกิริยาวาจา ?)

น่าพอใจ และกรรมที่ดีงามมาแต่ในปางก่อนก็ดี คนที่จุติจากสวรรค์

มาเกิด (เป็นคน) ในมนุษยโลกนี้ก็ดี ย่อมเป็นคนราคจริต คนมาก

ไปด้วยกรรมอันเป็นเวร คือ ฟันเขา ตีเขา ฆ่าเขา จองจำเขาในปาง

ก่อนก็ดี คนที่จุติจากนรก หรือกำเนิดงูมาเกิด (เป็นคน) ในมนุษย-

โลกนี้ก็ดี ย่อมเป็นคนโทสจริต คนที่มากไปด้วยการดื่มน้ำเมา และ

ละเลยในการฟังและการไต่ถาม ในปางก่อนก็ดี คนที่จุติจากกำเนิด

ดิรัจฉานมาเกิด (เป็นคน) ในมนุษยโลกนี้ก็ดี ย่อมเป็นคนโมหจริต

โดยนัยดังนี้แล ท่านจึงกล่าวว่า จริยา ๓ มีอาจิณกรรมคนโมหจริต

เป็นต้นเกตุ อนึ่ง บุคคลย่อมเป็นโมหจริต เพราะธาตุ ๒ อย่าง คือ

ปฐวีธาตุ และอาโปรธาตุหนา เป็นโทสจริตเพราะธาตุ ๒ อย่างนอกนี้หนา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 44

เป็นราคจริต เพราะธาตุทั้งปวงเสมอกัน โดยนัยดังนี้ ๑ ในโทษ

ทั้งหลายเล่า คนที่ยิ่งด้วยเสมหะย่อมเป็นราคจริต คนที่มีด้วยลมเป็น

โมหจริต หรือว่าคนที่ยิ่งด้วยเสมหะเป็นโมหจริต คนที่ยิ่งด้วยลมเป็น

ราคจริต โดยนัยดังนี้ ๑ ท่านจึงกล่าวว่า จริยา ๓ ข้างต้น มีธาตุและ

โทษ (ในร่างกาย) เป็นต้นเหตุ

(แต่) เพราะว่าในบุคคลเหล่านั้น แม้คนทั้งหลายที่มากไปด้วย

ประโยคอันน่าพอใจและกรรมที่ดีงามในปางก่อน และแม้คนทั้งหลาย

ที่จุติจากสวรรค์มาเกิด (เป็นคน) ในมนุษยโลกนี้ก็ดี หาได้เป็นราค-

จริตไปทั้งหมดไม่ หรือว่าคนทั้งหลายนอกนี้ (คือคนที่มากไปด้วยกรรม

อันเป็นเวร มีฟันเขาเป็นต้น และคนที่จุติจากนรกเป็นต้นมาเกิด

(เป็นคน) ในมนุษยโลกนี้) ก็มิได้เป็นโทสจริต และโมหจริตไป

ทุกคน อนึ่ง การกำหนดจริยาด้วยความหนาแห่งธาตุทั้งหลาย โดย

นัยตามที่กล่าวนั้นก็มีไม่ได๑ และในการกำหนด (จริยา) ด้วยโทษ

(ในร่างกาย) ท่านก็กล่าวไว้แต่ ๒ คือ ราคจริต และโมหจริตเท่านั้น

แม้คำที่กล่าวในตอนนี้เล่า คำหน้ากับคำหลังก็ผิดกันทีเดียว๒ ส่วน

ในจริยา ๒ ข้างปลาย ท่านไม่กล่าวต้นเหตุไว้เลยสักข้อเดียว เพราะ

ฉะนั้น คำทั้งหมดนั่นจึงเป็นคำ (ที่กล่าวโดย) มิได้กำหนด (ให้

เด็ดขาด)

๑. มหาฎีกาช่วยขยายความ ดูเหมือนจะว่าดังนี้มีไม่ได้

เพราะจะวัดจำนวนหรือวัดขนาด

กันได้อย่างไร ว่าอะไรหนาเท่าใด อีกอย่าง ธาตุทั้ง ๔ นั้นย่อมอาศัยกันเป็นไป

จะแยกให้เด็ดขาดออกจากกันเอามาประมาณขนาดได้อย่างไร

๒. คือคำหน้าว่า คนที่ยิ่งด้วยเสมหะเป็นราคจริต และคำหลังกลับว่า คนที่ยิ่งด้วยลมเป็น

ราคจริตอีกเล่า

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 45

ส่วนความต่อไปนี้ เป็นวินิจฉัยตามแนวมติของอรรถกถาจารย์

ทั้งหลาย ในปัญหาว่าจริยาทั้งหลายมีอะไรเป็นต้นเหตุนั้น แท้จริง

ใน อุสฺสทกิตตนะ ( ตอนว่าด้วยความหนาในวิปากกถา ) ท่านกล่าว

คำนี้ไว้ว่า สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ โดยนิยามแห่งเหตุในปางก่อน ย่อม

เป็นผู้หนาด้วยโลภะก็มี หนาด้วยโทสะก็มี หนาด้วยโมหะก็มี มาก

ด้วยอโลภะก็มี มากด้วยอโทสะก็มี มากด้วยอโมหะก็มี จริงอยู่

ในขณะพยายามทำกรรม ผู้ใดมีโลภะกล้า อโลภะอ่อน ( แต่ว่า )

อโทสะอโมหะกล้า โทสะโมหะเบาอโลภะอันอ่อนของบุคคลนั้นย่อม

ไม่อาจข่มโลภะได้ แต่อโทสะอโมหะกล้าย่อมอาจข่มโทสะโมหะได้

เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น ( เมื่อ ) เกิดมาด้วยอำนาจปฏิสนธิที่กรรมนั้น

อำนวย ย่อมเป็นคนโลภ ( แต่ ) เป็นคนใจเย็น* ไม่มักโกรธ

ฉลาดหลักแหลมราวกะเพชร ส่วนบุคคลใด ในขณะพยายามทำ

กรรม มีโลภะและโทสะกล้า อโลภะอโทสะอ่อน แต่อโมหะกล้า

โมหะเบา บุคคลนั้น โดยนัยก่อนนั่นแล ( คือเกิดมาด้วยอำนาจ

ปฏิสนธิที่กรรมนั้นอำนวย ) ย่อมจะเป็นคนโลภด้วย เป็นคนฉุนเฉียว

ด้วย แต่ว่าเป็นคนฉลาดหลักแหลมราวกะเพชร ดุจพระทัตตาภยเถระ

ฉะนั้น บุคคลใด ในขณะพยายามทำกรรม มีโลภะและโมหะกล้า

นอกนั้นอ่อน บุคคลนั้น โดยนัยก่อนเหมือนกัน ย่อมเป็นคนโลภด้วย

เป็นคนทึบด้วย แต่เป็นคนใจเย็นไม่มักโกรธ โดยนัยนั้น บุคคลใด

ในขณะพยายามทำกรรม มีโลภะโทสะโมหะกล้าทั้ง ๓ ฝ่ายอกุศล

* สุขสีโล มหาฎีกาแก้เป็น สขิโล (อ่อนหวาน ?)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 46

มีอโลภะเป็นต้นอ่อน บุคคลนั้น โดยนัยก่อนเหมือนกัน ย่อมจะเป็น

คนโลภด้วย ฉุนเฉียวด้วย ลุ่มหลงด้วยส่วนผู้ใด ในขณะพยายาม

ทำกรรม มีอโลภะ และโทสะโมหะกล้า นอกนั้นอ่อน บุคคลนั้น

โดยนัยก่อนเหมือนกัน ย่อมจะเป็นคนไม่โลภและมีกิเลสน้อย เห็น

อารมณ์แม้เป็นทิพย์ก็นิ่งเฉยอยู่ได้ แต่เป็นคนฉุนเฉียวและปัญญาทึบ

บุคคลใด ในขณะพยายามทำกรรม มีอโลภะอโทสะและโมหะกล้า

นอกนั้นอ่อน บุคคลนั้น โดยนัยก่อนเหมือนกันย่อมจะเป็นคนไม่โลภ

ด้วย ใจเย็นด้วย แต่เป็นคนทึบ โดยนัยเดียวกัน บุคคลใดในขณะ

พยายามทำกรรม มีอโลภะ โทสะ อโมหะกล้า นอกนั้นอ่อน บุคคลนั้น

โดยนัยก่อนเหมือนกันย่อมจะเป็นคนไม่โลภด้วย ฉลาดด้วย แต่

เป็นคนฉุนเฉียวมักโกรธ ส่วนบุคคลใด ในขณะพยายามทำกรรม มี

ฝ่ายกุศลทั้ง ๓ มีอโลภะอโทสะอโมหะกล้า ฝ่ายอกุศลมีโลภะเป็นต้นอ่อน

บุคคลนั้นย่อมจะเป็นคนไม่โลภ ไม่ฉุนเฉียว และฉลาดด้วย ดุจพระ-

มหาสังฆรักขิตเถระ ฉะนั้น ดังนี้

ก็แล บุคคลที่เรียกใน อุสฺสทกิตฺตน ว่า คนโลภ นั้น ( พึงทราบ

ว่า ) ได้แก่คนราคจริต (ในจริยาวิจารนี้) ส่วนที่เรียกว่า คนฉุนเฉียว

และคนทึบ ได้แก่คนโทสจริต และคนโมหจริต ที่เรียกว่าคนฉลาด

ได้แก่คนพุทธิจริต ที่เรียกว่า คนไม่โลภและไม่ฉุนเฉียว ได้แก่คน

สัทธาจริต เพราะคนไม่โลภและไม่ฉุนเฉียวนั้นมีปกติแจ่มใส* อนึ่ง

พึงทราบ ปฏิสนธิชนกกรรม อันมีบุพเหตุมีโลภะเป็นต้นอย่างใด

* มหาฎีกาช่วยขยายความอีกว่า เพราะมีศรัทธาเป็นพื้นใจอยู่ อโลภะ อโทสะ จึงเกิด

และมีกำลังขึ้นได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 47

อย่างหนึ่งเป็นเครื่องแวดล้อมกันและกัน เป็นต้นเหตุแห่งจริยาทั้งหลาย

โดยนัยดังนี้ คือ คนที่เกิดมาด้วยกรรมอันมีอโมหะเป็นเครื่องแวดล้อม

ย่อมเป็นคนพุทธิจริตฉันใด คนที่เกิดมาด้วยกรรมอันมีพลวสัทธาเป็น

ต้นเครื่องแวดล้อม ย่อมเป็นสัทธสาจริต คนที่เกิดมาด้วยกรรมอันมีวิตก

มีกามวิตกเป็นต้นเป็นเครื่องแวดล้อม ย่อมเป็นคนวิตกจริต คนที่เกิด

มาด้วยกรรมอันมีเครื่องแวดล้อมมีโลภะเป็นต้นเจือกัน ย่อมเป็นคน

โวมิสสจริต ( จริตเจือ ) ฉันนั้นแล

[ลักษณะแห่งจริต]

ส่วนข้อใดที่ว่า " และจะพึงทราบได้อย่างไรว่า บุคคลนี้เป็น

ราคจริต " ดังนี้เป็นต้น พึงทราบนัยในข้อนั้น ดังต่อไปนี้

[มาติกาแห่งลักษณะ ]

บัณฑิตพึงบอกแจ้งจริยาทั้งหลายได้ โดย

อิริยาบถ โดยกิจ โดยการบริโภค โดยอาการ

มีการดูเป็นต้น และโดยธรรมประวัติ ( ความ

เป็นไปแห่งธรรม ) นั่นแล

[ลักษณะโดยอิริยาบถ]

ในข้อว่า " โดยอิริยาบถ " พึงทราบนัยดังนี้ ก็คนราคจริต เมื่อ

เดินไปโดยปกติ ย่อมเดินโดยอาการน่ารัก ค่อยวางเท้า วางเท้ายกเท้า

สม่ำเสมอ และรอยเท้าของเขาเป็นรอยกระโหย่งกลาง

คนโทสจริต เดินราวกะขุด ( ดิน ) ด้วยปลายเท้า วางเท้ายกเท้า

ด้วยอาการผลุบผลับ และรอยเท้าของเขาเป็นรอยขยุ้ม

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 48

คนโมหจริต เดินท่าทางเงอะงะ วางเท้ายกเท้าราวกะคนหวาด

สะดุ้ง และรอยเท้าของเขาเป็นรอยเลอะเลือน

จริงอยู่ ในเรื่องต้น มาคันทิยาสูตร พราหมณีก็ได้กล่าวคำประพันธ์

นี้ไว้ว่า

ก็รอยเท้าของคนเจ้าราคะ เป็นรอยกระโหย่งกลาง

รอยเท้าของคนเจ้าโทสะ เป็นรอยขยุ้ม รอยเท้า

ของคนเจ้าโมหะ เป็นรอยเลอะเลือน ( แต่ ) รอยเท้า

เช่นนี้นี่เป็นรอยเท้าของท่านผู้มีหลังคา ( คือกิเลส )

อันเปิดแล้ว ดังนี้

แม้การยืนแห่งคนราคจริต ก็มีอาการนุ่มนวลน่าเลื่อมใส แห่ง

คนโทสจริต มีอาการกระด้าง แห่งคนโมหจริต มีอาการส่ายไปมา

แม้ในการนั่ง ก็มีนัยดุจนัยนี้

ส่วน ( การนอน ) คนราคจริตไม่รีบร้อน ปูที่นอนเรียบร้อยแล้ว

ค่อย ( เหยียดกาย ) นอน รวบองคาพยพ( วาง ) ไว้ดี นอน ( หลับ )

ด้วยอาการน่าเลื่อมใส และเมื่อถูกปลุกให้ลุก ก็ไม่ลุกทันที ( คือค่อย

ลุก ) ให้คำตอบเบาๆ ราวกะคนมีความรังเกียจ

คนโทสจริต ( จะนอน ) ก็รีบปูที่นอนแต่พอดีพอร้ายแล้วทิ้งตัวลง

ทำหน้านิ่วหลับไป และเมื่อถูกปลุกให้ลุกก็ลุกเร็ว ให้คำตอบราวกะ

คนโกรธ

คนโมหจริต ปูที่นอนไม่เป็นรูป นอนเก้งก้าง คว่ำหน้าเป็น

ส่วนมาก และเมื่อถูกปลุกให้ลุก ทำเสียงหือๆ ( อยู่นั่น )ลุกขึ้นอืดอาด

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 49

ก็เพราะบุคคล ๓ ข้างปลาย มีคนสัทธาจริตเป็นต้น เป็นสภาคแห่ง

คน ๓ ข้างคนมีคนราคจริตเป็นต้น เพราะเหตุนั้น อิริยาบถแม้แห่ง

บุคคล ๓ ข้างปลายมีคนสัทธาจริตเป็นต้นนั้น ก็เป็นเช่นเดียวกันนั่นแล

บัณฑิตพึงบอกจริยาด้วยอิริยาบถ ดังกล่าวมานี้ เป็นอันอับแรก

[ลักษณะโดยกิจ]

พึงทราบนัยในข้อว่า " โดยกิจ " ต่อไป ก็แลในกิจทั้งหลาย

เช่นว่า การกวาด คนราคจริตจับไม้กวาดพอดี( ไม่แน่นไม่หลวม )

ไม่รีบเร่ง ไม่ฟาดทราย ( ให้กระจาย ) กวาดสะอาดเรียบราวกะลาด

เสือดอกย่างทราย

คนโทสจริต จับไม้กวาดแน่น เร่งร้อน ( กวาดกด ) ทำให้ทราย

นูนออก ๒ ข้าง มีเสียงเกรี้ยวกราด กวาดสะอาด แต่ไม่เรียบ

คนโมหจริต จับไม้กวาดหลวม ปัดไปปัดมา กวาด ( ทั้ง ) ไม่

สะอาด ( ทั้ง ) ไม่เรียบ

ก็แล ในการกวาดเป็นฉันใด ในกิจทั้งปวงมีการย้อมและซัก

จีวรเป็นต้น ก็เป็นฉันนั้น คนราคจริต มักทำละเอียดละออเรียบร้อย

และทำโดยความเคารพ คนโทสจริต มักทำแน่นหนาแข็งแรง แต่ไม่เรียบ

ร้อย คนโมหจริต มักทำไม่ละเอียด ยุ่ง ไม่เรียบร้อย และไม่รู้จัก

แล้ว และการทรงจีวรแห่งคนราคจริตเล่า ก็ไม่รัดนัก ไม่หย่อนนัก

เป็นปริมณฑลน่าเลื่อมใส แห่งคนโทสจริต รัดมากและไม่เป็น

ปริมณฑล แห่งคนโมหจริต หย่อนยานรุ่มร่าม แม้บุคคล ๓ ที่เหลือ

มีคนสัทธาจริตเป็นต้น ก็พึงทราบตามแนวแห่งบุคคล ๓ ที่กล่าวแล้ว

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 50

นั่นเถิด เพราะมีส่วนเสมอกันแล บัณฑิตพึงบอกจริยาโดยกิจ ด้วย

ประการฉะนี้

[ลักษณะโดยการบริโภค]

ข้อว่า " โดยการบริโภค " มีนัยดังนี้ คนราคจริต ชอบของกิน

ที่บรรจงจัด และของหวาน เมื่อบริโภคเล่า ก็ทำคำข้าวกลมกล่อม

ไม่ใหญ่นัก เป็นคนรู้จักรส ( อา__________หาร* ) บริโภคไม่รีบร้อน ได้ของกิน

ดีนิดหน่อยก็ดีใจ

คนโทสจริตชอบของกินของที่หยาบๆ ( ง่ายๆ ) และของเปรี้ยว เมื่อ

บริโภคเล่าก็ทำคำข้าว ( ใหญ่จน ) เต็มปาก เป็นคนไม่รู้จักรส ( อาหาร )

รีบบริโภค ได้ของกินไม่ดีนิดหน่อยก็เสียใจ

คนโมหจริต เป็นคนชอบของกินไม่แน่นอน เมื่อบริโภคเล่าก็

ทำคำข้าวเล็กๆ ไม่กลมกล่อม ปล่อยเม็ดข้าว ( ให้ร่วง ) ลงใน

ภาชนะ ( ที่ใส่ข้าว ) ทำปากเลอะ ความคิดฟุ้งซ่าน ตรึกตรองเรื่อง

นั้นๆ ไปกินไป แม้บุคคล ๓ ที่เหลือมีคนสัทธาจริตเป็นต้น พึงทราบ

ตามแนวแห่งบุคคล ๓ ที่กล่าวแล้วนั้นเถิด เพราะมีส่วนเสมอกันแล

บัณฑิตพึงบอกจริยาโดยการบริโภค ด้วยประการฉะนี้

[ลักษณะโดยอาการมีการดูเป็นต้น]

ข้อว่า " โดยอาการมีการดูเป็นต้น " นั้นมีนัยดังนี้ คนราคจริต

เห็นรูปที่น่ารื่นรมย์ใจแม้สักหน่อย ก็จ้องดูเสียนานราวกะว่าเกิดความ

* รสปฏิสํเวที หมายความว่า เป็นคนรู้ว่ารสอร่อยของอาหารชนิดไหน เป็นอย่างไร

สามารถชิมและติชมปรุงแต่งอาหารได้ ส่วน อรสปฏิสํเวที อันเป็นลักษณะของคนโทส-

จริตนั้น ก็ได้แก่คนที่เรียกกันว่า "ลิ้นจระเข้" นั่นเอง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 51

พิศวงติดใจในส่วนดี ( ของรูปนั้น ) แม้เล็กน้อย ไม่ถือส่วนเสียของมัน

แม้ ( มองเห็น ) โต้งๆเมื่อจะจากไปเล่าก็ไม่ใคร่จะพ้นไปได้ จาก

ทั้งที่มีความอาลัย

คนโทสจริต เห็นรูปไม่รื่นรมย์ใจแม้สักหน่อย ก็ดูอยู่นาน

ไม่ได้ ทำท่าราวกะเหน็ดเหนื่อย เดือดใจในส่วนเสีย ( ของรูปนั้น )

แม้นิดเดียว ไม่ถือส่วนดี ( ของมัน ) แม้ ( มองเห็น ) เด่นๆ เมื่อ

จะจากไปเล่า ก็ใคร่จะพ้นไปเสียทีเดียว จากไปไม่มีอาลัย

คนโมหจริต เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งเข้า ก็สุดแต่คนอื่น ได้ยิน

เขาติ ก็ติ ( บ้าง ) ได้ยินเขาชม ก็ชม ( บ้าง )แต่ส่วนตนเป็นคน

เฉยๆ โดยอญาณุเบกขา ( อุเบกขาโง่ ) นัยนี้พึงทราบแม้ในอาการ

ทั้งหลายมีฟังเสียงเป็นต้น ส่วนบุคคล ๓ ที่เหลือมีคนสัทธาจริตเป็นต้น

พึงทราบตามแนวแห่งบุคคล ๓ ที่กล่าวมาแล้วนั่นเถิด เพราะมีส่วนเสมอกัน

บัณฑิตพึงบอกจริยาโดยอาการมีการดูเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้

[ลักษณะโดยธรรมประวัติ]

ข้อว่า " และโดยธรรมประวัตินั่นแล " นั้น มีนัยดังนี้ ก็ธรรม

ทั้งหลายคือ มายา สาเถยฺยะ มานะ ปาปิจฺฉตา (ความปรารถนา

ลามก ) มหิจฺฉตา ( ความมักมาก ) อสนฺตุฏฐิตา ( ความไม่สันโดษ )

สิงคะ ( ความแง่งอน ) จาปลฺยะ ( ความโอ่อ่า*) อย่างนี้เป็นต้น ย่อม

เป็นไปมากแก่คนราคจริต

* แปลโดยนัยแห่งมหาฎีกาว่า อตฺตโน สรีรสฺส จีวราทิปริกฺขารสฺส จ มณฺฑนวเสน

ปวตฺตํ โลลุปฺปํ จาปลฺยํ ความโลภอันแสดงออกทางการตกแต่งร่างกายและบริขารของตน

ชื่อ จาปัลยะ ดังนี้ จึงถือเอาความว่า โอ่อ่า

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 52

ธรรมทั้งหลายคือ โกธะ อุปนาหะ มกฺขะ ปลาสะ อิสฺสา

มจฺฉริยะ ดังนี้เป็นต้น ย่อมเป็นไปมากแก่คนโทสจริต

ธรรมทั้งหลายคือ ถีนมิทธะ อุทฺธจฺจกุกกุจฺจะ วิจิกิจฺฉา

อาทานคาหิตา ( ความถือผิด ) ทุปฺปฏินิสฺสคฺคิตา ( ความรั้น ) ดังนี้

เป็นต้นย่อมเป็นไปมากแก่คนโมหจริต

ธรรมทั้งหลายคือ มุตฺตจาคตา ( ความสละปล่อยเลย ) อริยานํ

ทสฺสนกามตา ( ความใคร่ที่จะได้พบพระอริยะทั้งหลาย ) สทฺธมฺมํ

โสตุกามตา ( ความใคร่จะฟังพระธรรม ) ปาโมชฺชพหุลตา ( มี

ความชื่นบานในธรรมมาก ) อสถตา ( ความไม่โอ้อวด ) อมายาวิตา

( ความไม่มีมายา ) ปสาทนีเยสุ ฐาเนสุ ปสาโท ( ความเลื่อมใส

ในฐานะทั้งหลายที่ควรจะเลื่อมใส ) ดังนี้เป็นต้น ย่อมเป็นไปมากแก่

คนสัทธาจริต

ธรรมทั้งหลายคือ โสวจสฺสตา กลฺยาณมิตฺตตา โภชเนมตฺ-

ตญฺญุตา สติสมฺปชญฺญะ ชาคริยานุโยค สํเวชนีเยสุ ฐาเนสุ สํเวโค

( สังเวชในฐานะทั้งหลายอันควรจะสังเวช ) สํวิคฺคสฺส โยนิโส ปธานํ

( เมื่อสังเวชแล้วควรทำความเพียรอย่างแยบคาย ) ดังนี้เป็นต้น เป็นไปมาก

แก่คนพุทธิจริต

ธรรมทั้งหลาย ภสฺสพหุลตา ( พูดมากกว่าทำ ) คณารามตา

( ชอบคลุกคลีในหมู่คณะ ) กุสลานุโยเค อรติ ( หน่ายทำกุศล ) อนวฏฺฐิตกิจฺจตา

( จับจด ) รตฺติธุมายนา ( กลางคืนบังหวนควัน ) ทิวาปชฺชลนา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 53

( กลางวันไม่ลุกเป็นเปลว ๑) หุราหุรํ ธาวนา ( พลุ่งพล่าน ๒) ดังนี้

เป็นต้น เป็นไปมากแก่คนวิตกจริต บัณฑิตพึงบอกจริยาโดยธรรม

ประวัติ ด้วยประการฉะนี้เทอญ

แต่เพราะว่า วิธีบอกจริยานี้ มิได้มาในพระบาลี มิได้มาใน

อรรถกถาทุกอาการ๓ ข้าพเจ้าว่าไปตามแนวอาจริยมัติเท่านั้น เพราะ

เหตุนั้น บัณฑิตจึงไม่จำเป็นต้องเชื่อเอาเป็นสาระ ด้วยว่า แม้คนจริต

ต่างๆ มีโทสจริตเป็นต้น ที่ไม่เผลอตัว ก็อาจ ( ฝืน ) ทำอะไรต่างๆ มี

อิริยาบถเป็นอาทิ ที่กล่าวไว้สำหรับคนราคจริตได้ และอาการทั้งหลาย

๑. ตอนกลางคืนครุ่นคิดไปว่า พรุ่งนี้จะทำกิจอย่างนั้นๆ เปรียบได้กับสุมไฟแต่พอเป็น

ควันกรุ่นอยู่ ครั้นถึงกลางวันลุกขึ้นประกอบกิจนั้นๆ ตามที่คิดไว้

เปรียบได้กับไฟที่สุมมาแต่ตอนกลางคืนนั้นลุกเป็นเปลวขึ้น เรียกว่า ทิวาปชฺชลนา

ศัพท์ ทิวาปชฺชลนา ในที่อื่น ๆ มีความดังกล่าวนี้ทั้งนั้น แต่ในที่นี้จะคงถือเอา

ความอย่างนั้น ไม่ได้กับความจริงในคนวิตก มหาฎีกาท่านก็เห็นเช่นนี้ จึงแก้ไว้ว่า

ตถาวิตกฺกิตานํ เตสํ ทิวสภาเค อนุฏฐานํ ทิวาปชฺชลนา ไม่ลุกขึ้นทำกิจที่คิดอย่างนั้น

ในตอนกลางวัน ชื่อว่า ทิวาปชฺชลนา ดังนี้ก็เท่ากับแนะให้ตัดบทว่า ทิวา อปชฺชลนา

นั่นเอง จึงแปลว่า กลางวันไม่ลุกเป็นเปลว เป็นลักษณะคนวิตกจริต ซึ่งได้แต่งคิด ๆ

แล้วก็ไม่ค่อยทำตามคิด

ในฐานะอย่างนี้ ถ้าเป็น ทิวา อปชฺชลนา ก็จะเป็นการดี ไม่ต้องมีปัญหา

๒. คำ หุราหุรํ ธาวนา นี้ มหาฎีกาท่านหมายเอาเป็นกิริยาของจิต แก้ไว้ว่า อิโต จิโต

จ ตตฺถ ตตฺถ อารมฺมเณ จิตฺตโวสฺสคโค ปล่อยจิตไปทางนั้นทางนี้ คือในอารมณ์นั้น ๆ

ถ้าอย่างนี้ ก็ต้องแปลว่า ความคิดพลุ่งพล่าน (หรือใจลอย) แต่ที่แปลไว้ว่า พลุกพล่าน

นั้น หมายถึงกิริยาทางกาย เนื่องมาจากความจับจด ได้แต่คิด ๆ แล้วก็แล่นไปแล่นมา

ให้พล่านไป ไม่เป็นอันทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งนี้ด้วยเห็นว่า เรื่องคิดนั้นรวมอยู่ใน

รตฺติธุมายนา แล้ว คำนี้จึงไม่น่าเป็นเรื่องคิดซ้ำอีก นักศึกษาพิจารณาดูเถิด

/๓. สพฺพากาเรน มหาฎีกาท่านว่า คำนี้ส่อว่า จริยาวิภาวนวิธาน นั้น ใคร ๆ ไม่อาจปฏิเสธ

ได้ว่า มิได้มาในบาลีและอรรถกถาเสียเลย ความจริงก็มีมาบ้างเป็นความเล็ก ๆ น้อย ๆ

ไม่เป็นสรรพากรอย่างอาจริยมัติที่นำมาพรรณนาไว้ในวิสุทธิมรรคนี้ แต่ความเข้าใจ

อย่างนี้ ขัดกับคำท่อนหลังที่ท่านปฏิเสธด้วยศัพท์ เกวลํ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 54

มีอิริยาบถเป็นอาทิ ที่มีลักษณะแตกต่างกัน จะเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มี

จริตระคนคนเดียวไม่ได้เลยทีเดียวแหละ ส่วนวิธีบอกจริตอันใดที่กล่าว

ไว้ในอรรถกถาทั้งหลาย วิธีบอกจริยานั้นเท่านั้นควรเชื่อถือเป็นสาระ

ได้จริงอยู่ ท่านกล่าวไว้ ( ในอรรถกถา ) ว่า อาจารย์ผู้ได้เจโต

ปริยญาณ รู้จริยา ( ของอันเตวาสิก ) แล้วจึงบอกกรรมฐานให้ อาจารย์

นอกนั้น ( ผู้ไม่ได้เจโตปริยญาณ ) จำต้องซักถามอันเตวาสิกเอา ( ให้

รู้จริยาแล้วจึงบอกกรรมฐานให้เขา ) ดังนี้ เพราะฉะนั้น จะรู้ว่าบุคคล

นี้เป็นราคจริต บุคคลนี้เป็นคนจริตอย่างใดอย่างหนึ่งในจริตที่เหลือ มี

โทสจริตเป็นต้นได้ ก็ด้วยเจโตปริยญาณ หรือมิฉะนั้นก็ซักถาม

( เจ้าตัว ) บุคคลนั้นเอา จึงจะรู้ ด้วยประการฉะนี้

[สัปปายะของบุคคลจริตต่าง ๆ ]

ส่วนวินิจฉัยในปัญหาข้อว่า " และอะไรเป็นสัปปายะของบุคคล

จริตอะไร " นั้น พึงทราบต่อไปนี้

[สัปปายะของคนราคจริต]

สำหรับคนราคจริต อันดับแรก เสนาสนะ เป็นเสนาสนะที่มี

ยกพื้นอันมิได้เช็ดล้าง เสนาสนะที่ตั้งอยู่กะพื้นดิน เงื้อมเขาที่มิได้

ตกแต่ง บรรดาเสนาสนะเลวๆ ทั้งหลาย มีกุฏิหญ้าละโรงใบไม้

เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง เสนาสนะอันเกลื่อนไปด้วยฝุ่นละออง

เต็มไปด้วย ( มูล ) ค้างคาว หักๆ พังๆ สูงเกิน หรือไม่ก็เตี้ยเกิน

แห้งแล้ง น่าระแวงภัยทางเดินก็ไม่สะอาดและขรุขระ ในเสนาสนะใด

แม้เตียงตั่งก็โย้เย้คร่ำคร่า เต็มไปด้วยเรือด คนมองเห็นเสนาสนะใด

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 55

เข้าเท่านั้น ความเกลียดก็เกิดขึ้น เสนาสนะเช่นนั้น ( แล ) เป็นสัปปายะ

ผ้านุ่งห่มที่ริมขาดแล้ว ( ทอหยาบๆ ) เกลื่อนไปด้วยเส้นด้าย

ห้อยอยู่รุ่งริ่งไปอย่างกับขนมร่างแห สัมผัสหยาบราวกะป่านดิบ คร่ำ

หนัก ใช้ลำบาก ( นั่นแล ) เป็นสัปปายะ

แม้บาตร ก็เป็นบาตรดินสีเลอะๆ หรือมิฉะนั้นก็บาตรเหล็กที่

พรุนไปด้วยลิ่มและหมุด หนัก ทรวดทรงเลว น่าเกลียด ดูประหนึ่ง

กะโหลกศีรษะ ( นั่นแหละ ) เหมาะ

แม้ทาง ( เดินไป ) ภิกขาจาร ก็เป็นทางไม่น่าชอบใจ ไม่ใกล้

หมู่บ้าน ขรุขระ ( นั่นแล ) เหมาะ

หมู่บ้านที่ภิกขาจารเล่า ก็เป็นหมู่บ้านชนิดที่ภิกษุทั้งหลายเที่ยว

( ภิกขาจาร ) ไป ( ไม่มีวี่แววว่าใครจะถวายภิกษา ) ราวกะว่า คน

ทั้งหลายไม่เห็น เป็นหมู่บ้านชนิดที่คนทั้งหลายนิมนต์ภิกษุผู้ไม่ได้รับ

ภิกษาในตระกูลเดียวแล้ว ( กลับ ) ออกไป ให้เข้าโรงฉัน

ด้วยคำ ( ห้วนๆ ) ว่า " มานี่ ท่าน " ถวายข้าวยาคูและภัตรแล้ว

เมื่อจะไปก็ไป ( อย่าง )ไม่แยแส คล้ายต้อนนางโคเข้าคอกแล้วก็ไปเสีย

ไม่แลเหลียว ฉะนั้น ( นั่นแล ) เหมาะ

แม้พวกคนอังคาส ก็เป็นพวกทาส หรือกรรมกรที่ผิวดำไม่น่าดู

ผ้านุ่งห่มสกปรกเหม็นสาบ น่าเกลียดจริงๆ อังคาสด้วยอาการไม่

ยำเกรง ดุจ ( เท ) ทิ้งยาคูและภัตรเสียฉะนั้น พวกคนอังคาสเช่นนั้น

( แล ) เป็นสัปปายะ

ยาคู ภัตรและของขบเคี้ยวเล่า ก็เป็นของปอนๆ สีเลอะๆ ล้วน

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 56

ไปด้วยอปรัณณชาติ มีข้าวฝ้าง และลูกเดือย และปลายข้าวเป็นต้น

เครื่องแกงประกอบด้วยเปรียงเก่า น้ำผักดอง และผักแก่ๆ อย่างใด

อย่างหนึ่งก็ได้ พอทำท้องให้เต็มก็แล้วกัน ( นั่นแล ) เหมาะ

แม้อิริยาบถสำหรับคนราคจริตนั้น ก็เป็นการยืน หรือจงกรม

( นั่นแล ) ควร

อารมณ์ ( กรรมฐาน ) เล่า ก็เป็นบรรดาวรรณกสิณ

เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่สีไม่สด ( นั่นแล ) ควร

นี้แล เป็นสัปปายะของคนราคจริต*

[สัปปายะของคนโทสจริต]

สำหรับคนโทสจริต เสนาสนะ เป็นเสนาสนะที่ไม่สูงนัก ไม่

เตี้ยนัก มีร่มเงาและน้ำพร้อม ฝาเสาและบันไดได้สัดส่วน มีการแต่ง

ด้วยไม้ดอกและไม้เถาไว้งดงาม เรียบร้อย พราวไปด้วยจิตรกรรม

ต่างๆ อย่าง พื้นที่เรียบสนิทและนุ่ม ประดับเพดานด้วยพวงดอกไม้

และผ้าสีวิจิตร มีเครื่องลาดและเตียงตั่งอันสะอาดน่ารื่นรมย์ใจ ที่เขา

ปูลาดไว้ดี มีดอกไม้เครื่องอบและเครื่องหอม วางไว้เพื่ออบกลิ่นในที่

นั้นๆ ราวะพรหมวิมาน เสนาสนะไรเล่า เพียงแต่เห็นเท่านั้น ก็ยัง

ปีติปราโมชให้เกิดได้ เสนาสนะเช่นนี้ ( แล ) เป็นสัปปายะ

ส่วนทาง ( เข้าไป ) แห่งเสนาสนะนั้น ควรเป็นทางปลอด

* มหาฎีกาว่า คนอ่านจะเผลอเข้าใจคำสัปปายะเป็นสุขสบายไป ท่านจึงไข

ความไว้เตือนสติว่า เอวมสฺส กิเลสสมุทาจาโร น โหตีติ อธิปฺปาโย ที่ว่า นี่เป็นสัปปายะ

ของคนราคจริตนั้น มีอธิบายว่า อย่างนี้กิเลสของเขาจึงจะไม่ฟุ้งขึ้น ดังนี้ คำว่า เป็น

สัปปายะ ก็หมายความว่า เหมาะแก่การที่จะกำหราบกิเลสที่เป็นเจ้าเรือนของเขานั่นเอง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 57

อันตรายทั้งปวง พื้นสะอาดเรียบ ( มีคนคอย ) ตกแต่งไว้

ส่วนเครื่องบริขารสำหรับเสนาสนะ ในเสนาสนะนั้น ควรมีไม่

มากนัก มีเตียงหรือตั่งสักตัวหนึ่งเท่านั้นก็พอ เพื่อตัดความเป็นที่อาศัย

แห่งตัวแมลง เรือด งู และหนูทั้งหลาย

แม้ผ้านุ่งห่ม สำหรับคนโทสจริตนั้นเล่า ก็ควรเป็นบรรดาผ้า

เช่น ผ้าจีน ผ้าโสมาระ ผ้าไหม ผ้าด้ายเนื้อละเอียด และผ้าใยไม้

( ลินิน ) เนื้อละเอียดใดๆ ที่เนื้อดี ( ทำเป็น ) จีวรชั้นเดียวหรือสองชั้น

ก็ตาม ( แต่ก็ ) เบาดี ย้อมอย่างดี สีหมดจด ตามสมณสารูป

แม้บาตร ก็ควรเป็นบาตรเหล็กที่ทรงงามดุจต่อมน้ำ เกลี้ยงเกลา

ไม่มีสนิมดุจแก้ว ระบมอย่างดี มีผิวหมดจดตามสมณสารูป

ทางภิกขาจาร ควรเป็นทางปลอดอันตราย เรียบน่าชื่นใจ ไม่

ไกลไม่ใกล้หมู่บ้านนัก

หมู่บ้านที่ภิกขาจารเล่า ก็ควรเป็นชนิดที่คนทั้งหลายดีใจว่า

พระคุณเจ้าจักมาเดี๋ยวนี้ แล้วให้ลาดอาสนะ ( เตรียม ) ไว้ ณ ที่ๆ ราด

น้ำ ( กันฝุ่น ) และปัดกวาดแล้ว ( เมื่อภิกษุไปถึง ) ก็ไปรับ รับบาตร

นิมนต์ให้เข้าสู่เรือนให้นั่ง ณ อาสนะที่ลาดไว้ แล้วอังคาสโดยเคารพ

ด้วยมือตน

ส่วนพวกคนอังคาส เป็นจำพวกคนสวยงาม น่าเลื่อมใส ให้

อาบน้ำลูบไล้ ( ร่างกาย ) ดีแล้ว ( ตัว ) หอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นธูปอบและ

ดอกไม้ แต่งกายด้วยพัสตราภรณ์หลาก ๆ สี และสะอาดน่าพึงใจ ทำ

( การอังคาส ) โดยเคารพเช่นนั้น ( แล ) เป็นสัปปายะของคนโทสจริต

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 58

แม้ยาคู ภัตร และของขบฉัน ก็ควรเป็นของมีกลิ่นรสพร้อม

มีโอชะประณีตไปทุกท่า น่าชอบใจ มี ( มากพอ )ตามที่ต้องการ

แม้อิริยาบถสำหรับคนโทสจริตนั้น ก็ควรเป็นนอน หรือนั่ง

อารมณ์ ควรเป็นบรรดาวรรณกสิณมีนีลกสิณเป็นต้น อย่างใด

อย่างหนึ่งที่มีสีสดใส

นี้แล เป็นสัปปายะของคนโทสจริต

[สัปปายะของคนโมหจริต]

สำหรับคนโมหจริต เสนาสนะ ก็ควรเป็นเสนาสนะที่หันหน้าสู่

ทิศ ( คือที่โล่งแจ้ง ) ไม่คับแคบ เป็นที่ซึ่งทิศทั้งหลายย่อมปรากฏโล่ง

สำหรับคนที่นั่งอยู่ ในอิริยาบถทั้งหลาย การจงกรมเป็นเหมาะ ส่วน

อารมณ์สำหรับคนโมหจริต ไม่ควรเป็นปริตกสิณ ( วงเล็ก ) ขนาดครก

หรือขนาดขัน เพราะในโอกาสที่คับแคบ จิต ( ของเขา ) จะถึงความ

หลงยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น จึงควรเป็นกสิณที่วงกว้างเป็นมหากสิณ

สัปปายะที่เหลือก็เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วสำหรับคนโทสจริต

นี้แล เป็นสัปปายะสำหรับคนโมหจริต

[สัปปายะของคนสัทธาจริต และพุทธิจริต]

วิธีที่กล่าวแล้วใน ( ตอนว่าด้วย ) คนโทสจิรตทั้งหมด ก็เป็น

สัปปายะของคนสัทธาจริต และในอารมณ์ทั้งหลาย แม้อนุสสติกัมม-

ฐาน ก็เหมาะแก่เธอด้วย

คำที่จะพึงกล่าวว่า บรรดาวัตถุทั้งหลายมีเสนาสนะเป็นต้น วัตถุ

ชื่อนี้เป็นสัปปายะของคนพุทธิจริตดังนี้ หามีไม่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 59

[สัปปายะของคนวิตกจริต]

สำหรับคนวิตกจริต เสนาสนะ ไม่ควรเป็นเสนาสนะที่เปิดเผย

หันหน้าสู่ทิศ ซึ่งเป็นที่ๆ สวน วนะ และสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์

ตามนิคมและชนบทเป็นลำดับกันไป และภูเขาสีเขียวคราม ย่อม

ปรากฏแก่คนผู้นั่งอยู่ ( ที่เสนาสนะนั้น ) เพราะเสนาสนะ ( เช่น ) นั้น

ย่อมเป็นปัจจัยแห่งความท่องเที่ยวแห่งวิตกโดยแท้ เพราะเหตุนั้น อัน

คนวิตกจริตควรอยู่ในซอกเขาอันลึก ในเสนาสนะที่มีป่าบัง เช่น

เงื้อมท้องช้าง และถ้ำพระมหินท์ แม้อารมณ์สำหรับเธอ ก็ไม่ควร

เป็นวิบูลกสิณ ( กสิณวงกว้าง ) เพราะกสิณเช่นนั้น เป็นปัจจัยแห่ง

ความพล่านด้วยอำนาจแห่งวิตก แต่ควรเป็นปริตกสิณ สัปปายะที่เหลือ

ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวแล้วสำหรับคนราคจริต

นี้แล เป็นสัปปายะของคนวิตกจริต

ความที่กล่าวมานี้ เป็นความพิสดารแห่งจริยาอันมาในคำว่า

" ( กรรมฐาน ) อันอนุกูลแก่จริยาของตน " นั้นโดยกำหนดประเภท

เหตุ วิธีบอก และวัตถุที่เป็นสัปปายะ

แต่ว่ากรรมฐานอันอนุกูลแก่จริยา ยังมิได้ทำให้แจ้งด้วยอาการ

ทั้งปวงก่อน เพราะว่ากรรมฐานนั้นจักมีแจ้งโดยแท้ในความพิสดาร

แห่งบทมาติกอันจะกล่าวเป็นลำดับ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบ

วินิจฉัยในกรรมฐาน ในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วว่า " ถือเอากรรมฐาน

ในกรรมฐาน ๔0 ข้อใดข้อหนึ่ง " นั้น โดยอาการ ๑0 เหล่านี้ก่อน คือ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 60

๑. สงฺขาตนิทฺเทสโต โดยการแสดงจำนวน ( กรรมฐาน )

๒. อุปจารปฺปนาวหโต โดยเป็นกัมมฐานนำมาได้เพียงอุปจาร-

ฌานหรือถึงอัปปนาฌาน

๓. ฌานปฺปเภทโต โดยแตกต่างกันแห่งฌาน

๔. สมติกฺกมโต โดยการก้าวล่วง ( เลื่อนขั้นฌาน )

๕. วฑฺฒนาวฑฺฒนโต โดยเป็นกรรมฐานควรขยายและไม่ควร-

ขยาย ( นิมิต )

๖. อารมฺมณโต โดยอารมณ์

๗. ภูมิโต โดยภูมิ

๘. คหณโต โดยการถือเอา ( นิมิต )

๙. ปจฺจยโต โดยเป็นปัจจัย

๑๐. จริยานุกูลโต โดยอนุกูลแก่จริยา

[สงฺขาตนิทฺเทสโต]

ในบทมาติกาเหล่านั้น บทว่า " โดยแสดงจำนวน " มีวินิจฉัย

ว่า ก็แล คำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า " ในกรรมฐาน ๔๐ " ดังนี้นี่ นี้

กรรมฐาน ๔๐ ในคำนั่น คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหม-

วิหาร ๔ อารูป ๔ สัญญา ๑ ววัฏฐาน ๑

ในกรรมฐานเหล่านั้น นี้กสิณ ๑๐ คือ ปฐวีกสิณ อาโปกสิณ

เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ

อาโลกกสิณ ปริจฉินนากาสกสิณ

นี้อสุภะ ๑๐ อุทธุมาตกะ วินีลกะ วิปุพพกะ วิจฉิททกะ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 61

วิกขายิตกะ วิกขิตตกะ หตวิขิตตกะ โลหิตกะ ปุฬูวกะ อัฏฐิกะ

นี้อนุสสติ ๑๐ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ

สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ มรณานุสสติ กายคตาสติ

อานาปานสติ อุปสมนานุสสติ

นี้พรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา

นี้อรูป ๔ คือ อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญ-

จัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ

อาหาเรปฏิกูลสัญญา ชื่อว่า สัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ชื่อ

ว่า ววัฏฐาน ๑ แล

บัณฑิต พึงทราบวินิจฉัยโดยแสดงจำนวน ดังนี้

[อุปจารปฺปนาวหโต

บทว่า " โดยเป็นกรรมฐานนำมาได้เพียงอุปจารฌานหรือถึง

อัปปนาฌาน " มีวินิจฉัยว่า ก็ในกรรมฐานเหล่านั้น กรรมฐาน

๑๐ ข้อ คือ อนุสสติ เว้นกายคตาสติ และอานาปานสติ เหลือ ๘

อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑นี้เท่านั้นเป็นอุปจารา-

วหะ ( เป็นกรรมฐานนำมาได้เพียงอุปจารฌาน ) กรรมฐานนอกนั้น

เป็นอัปปนาวหะ ( นำมาได้ถึงอัปปนา ) แล

พึงทราบวินิจฉัย โดยเป็นกรรมฐานนำมาได้เพียงอุปจารฌาน

หรือถึงอัปปนาฌาน ดังนี้แล

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 62

[ฌานปฺปเภทโต]

บทว่า " โดยแตกต่างกันแห่งฌาน " มีวินิจฉัยว่า ก็ใน

กรรมฐาน ๒ อย่างดังที่กล่าวแล้วนั้น บรรดาอัปปนาวหกรรมฐาน

ทั้งหลาย กสิณ ๑๐ กับอานาปานสติ เป็นจตุกฌานิกะ ( เจริญให้

เกิดฌานได้ครบ ๔ ) อสุภ ๑๐ กับกายคตาสติ เป็นปฐมฌานิกะ ( เจริญ

ให้เกิดฌานได้เพียงปฐมฌาน ) พรหมวิหาร ๓ ข้างต้นเป็นติกฌานิกะ

( เจริญให้เกิดฌานได้เพียง ๓ ) พรหมวิหารที่ ๔ และอรูป ๔ เป็น

จตุตถฌานนิกะ ( เป็นไปในจตุตถฌาน ) แล

พึงทราบวินิจัยโดยความแตกต่างแห่งฌาน ดังนี้

[สมติกฺกมโต]

บทว่า " โดยการก้าวล่วง " มีวินิจฉัยว่า การก้าวล่วงมี ๒ คือ

ก้าวล่วงองค์ ๑ ก้าวล่วงอารมณ์ ๑ ในการก้าวล่วง ๒ อย่างนั้น การ

ก้าวล่วงองค์ ย่อมมีในกรรมฐานทั้งหลายที่เป็นติกฌานิกะ และจตุกก-

ฌานิกะทั้งปวง เพราะฌานเบื้องสูงมีตติยฌานเป็นต้น พระโยคาวจร

จำต้องก้าวล่วงองค์ฌาน ( เบื้องต่ำ ) มีวิตกวิจารเป็นอาทิแล้วจึงจะ

บรรลุได้ในอารมณ์เหล่านั้นนั่นเอง ในพรหมวิหารที่ ๔ ก็เช่นนั้น

เพราะแม้พรหมวิหารที่ ๔ นั้นพระโยคาวจรก็จำต้องก้าวล่วงโสมนัส

แล้ว จึงจะบรรลุได้ ในอารมณ์แห่งพรหมวิหาร ๓ ข้างต้น มีเมตตา

เป็นต้นนั้นเอง ส่วนการก้าวล่วงอารมณ์ ย่อมมีในอรูป ๔ เพราะ

อากาสานัญจายตนะ พระโยคาวจรจำต้องก้าวล่วงอารมณ์ในกสิณ ๙

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 63

ข้างต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจึงบรรลุได้ และอรูปเบื้องสูง มี

วิญญาณัญจายตนะเป็นอาทิ พระโยคาวจรก็จำต้องก้าวล่วงอารมณ์

(เบื้องต่ำ) มีอากาศเป็นต้นเสีย จึงจะบรรลุได้ ในกรรมฐานที่เหลือ

(๒๑) การก้าวล่วง (อะไร)หามีไม่ แล

บัณฑิต พึงทราบวินิจฉัยโดยการก้าวล่วง ดังนี้

[วฑฺฒนาวฑฺฒนโต]

บทว่า " โดยเป็นกรรมฐานที่ควรขยายและไม่ควรขยาย ( นิมิต )

" มีวินิจฉัยว่า ในกรรมฐาน ๔๐ นี้ กสิณ ๑๐ เท่านั้นควรขยาย ( นิมิต )

เพราะว่า พระโยคาวจรแผ่ไปด้วยกสิณตลอดโอกาสเท่าใด ภายใน

โอกาสนั้น เธอย่อมเป็นผู้สามารถจะได้ยินเสียง ( ทุกอย่าง ) ด้วย

โสตธาตุทิพย์ ที่จะเห็นรูปทั้งหลายด้วยจักษุทิพย์ และที่จะรู้จิตของ

สัตว์อื่นๆ ด้วยใจ ( ของตน ) ได้ ส่วนกายคตาสติ และอสุภทั้งหลาย

ไม่ควรขยาย ( นิมิต ) เพราะเหตุอะไร เพราะกายคตาสติและอสุภนั้น

ถูกจำกัดโดยโอกาส๑ และเพราะไม่มีอานิสงส์ด้วยก็แล ความที่

กรรมฐานเหล่านั้นถูกจำกัดโดยโอกาสนั้น จักมีแจ้ง ( ในตอนว่า ) ด้วย

ภาวนามัย อันกรรมฐานเหล่านั้นครั้นพระโยคาวจรขยาย ( นิมิต ) ไป

ก็กองซากศพเท่านั้นเจริญ อานิสงส์น้อยหนึ่งหามีไม่๒ จริงอยู่ แม้

๑. มหาฎีกาว่า (จำกัด) โดยโอกาส ที่จะยืน (เช่นต้องยืนเหนือลม)

๒. มหาฎีกาว่า ขยายนิมิตไปก็เจริญแต่ซากศพ ถึงไม่ขยาย การข่ม

กามราคก็มีได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงว่าไม่มีอานิสงส์ ( หมายความว่า การทำกรรมฐาน

ประเภทนี้ ก็เพียงข่มกามราคะได้เท่านั้น จะขยายไปถึงอภิญญาหาได้ไม่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 64

พระเถระโสปากะก็ได้กล่าวคำนี้ ( กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ) ใน

โสปากปัญหาพยากรณ์ว่า " ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า รูปสัญญา

ปรากฏชัด อัฏฐิกสัญญาไม่ปรากฏชัด " ดังนี้ ก็ในสัญญา ๒ อย่างนั้น

รูปสัญญาท่านกล่าวว่าปรากฏชัด ก็เนื่องด้วยความขยายตัวแห่งนิมิต

อัฏฐิกสัญญาท่านกล่าวว่าไม่ปรากฏชัดก็เนื่องด้วยความไม่ขยายตัว

( แห่งนิมิต ) ส่วนคำที่พระเถระกราบทูล ( ตอนหนึ่ง )ว่า " ข้าพระ

พุทธเจ้าได้แผ่ไปด้วยอัฏฐิกสัญญา ทั่วปฐพีนี้ " ดังนี้นั้น ท่านกล่าว

ด้วยอาการที่มันเข้ามาปรากฏแก่ตัวท่าน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ ( ใน

อัฏฐิกสัญญานั้น ) เหมือนอย่างใน ( รัช ) กาลของพระเจ้าธรรมาโศก

นกการะเวก( ตัวหนึ่ง เขาขังไว้ในห้องแว่น ) เห็นเงาของตัวเองในฝาแว่น

โดยรอบ๑ ก็สำคัญว่า เงาของตัวเป็นนกการะเวก( จริงๆ ) อยู่ทุกทิศ

จึงส่งเสียงอันไพเราะขึ้น ฉันใดก็ดี แม้พระเถระก็ฉันนั้น เพราะความ

ที่ท่านชำนาญอัฏฐิกสัญญาเห็นนิมิตอันปรากฏอยู่ทุกทิศ ก็คิดไปว่า

ปฐพีเต็มไปด้วยอัฏฐิสิ้นเชิง๒ ฉะนี้แล

ถามว่า ถ้าอย่างนั้น ความที่อสุภฌานทั้งหลายเป็น อัปปมาณา-

รมณ์ ที่กล่าวไว้ ( ในธัมมสังคหะ ) มิผิดไปหรือ ? ตอบว่า ความที่

๑. แว่น คือแผ่นโลหะขัดให้เป็นเงาใช้ส่องหน้า ในสมัยที่ยังไม่มีกระจกเงา นกการะเวก

นั้นว่าร้องเพราะนัก แต่จับมันขังไว้ตัวเดียว มันจะหงอยเหงา ไม่มีแก่ใจจะร้อง คน

จึงลวงมัน โดยใช้แว่นมากรุฝาห้องไว้รอบ มันมองทางไหนก็เห็นเงาของตัว เข้าใจว่ามี

พวกมาอยู่ด้วยจึงดีใจหายเหงา ส่งเสียงร้องขึ้นได้

๒. มหาฎีกาว่า พระเถระท่านเชี่ยวชาญนัก นั่งที่ไหน หรือแม้ยืนที่ไหน

ก็เข้าฌานนั้นได้ นิมิตปรากฏแก่ท่านรอบตัว คล้ายนิมิตขยาย ( แต่ความจริงหาขยายไม่ )

อสฺสมณฺฑเล อสฺสํ สาเวนฺโต วิย เหมือนขับม้าตัวเดียวให้วิ่งวอนอยู่ในสนามวงกลมฉะนั้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 65

ว่านั้น ไม่ผิดดอก เพราะพระโยคาวจรลางท่าน ถือเอานิมิตในอุทธุ

มาตกอสุภ หรือ...ในอัฏฐิกอสุภก็ตามที่ใหญ่ ลางท่านก็ถือเอา

นิมิตในอสุภนั้นๆ ที่เล็กๆ๑ โดยบรรยายนี้ ฌานของลางท่านจึงเป็น

อัปปมาณารมณ์ ของบางท่านจึงเป็นปริตตารมณ์ อีกอย่างหนึ่ง

บุคคลใดไม่เห็นโทษในการขยายอสุภนิมิตนั้น ขยาย ( มาก ) ไป ท่าน

หมายเอาฌานของบุคคลนั้น กล่าวว่า อสุภฌานเป็นอัปปมาณารมณ์( ก็

เป็นได้ ) แต่ ( อย่างไร ) ก็ไม่ควรขยายไป เพราะไม่มีอานิสงส์ นั่นแล

และแม้กรรมฐานที่เหลือ ก็ไม่ควรขยาย ดังกายคตาสติ และ

อสุภนั่นแหละ ถามว่า เพราะเหตุอะไร ตอบว่าเพราะบรรดากรรม

ฐานที่เหลือนั่น ก่อนอื่น เมื่อบุคคลขยายอานาปานนิมิต ก็กอง

ลมเท่านั้นเจริญ และอานาปานนิมิตนั้นก็ถูกจำกัดโดยโอกาส๒ ด้วย

เพราะมีโทษ และเพราะถูกจำกัดโดยโอกาสดังนี้ อานาปานสติ จึงไม่

ควรขยาย

พรหมวิหาร ก็มีสัตว์เป็นอารมณ์ เมื่อพระโยคาวจรขยายนิมิต

แห่งพรหมวิหารนั้น ก็กองสัตว์เท่านั้นพึงเจริญแต่ว่าประโยชน์ด้วย

การเจริญกองสัตว์นั้นก็หามีไม่ เพราะเหตุนั้น แม้พรหมวิหารนิมิตนั้น

๑. มหาฎีกาท่านช่วยแก้เรื่องนิมิตใหญ่นิมิตเล็กว่า เมือถือเอานิมิตซากศพหมดทั้งตัว

ก็เป็นนิมิตใหญ่ ถ้าถือเอานิมิตเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งแห่งซากนั้นก็เป็นนิมิตเล็ก อีกนัยหนึ่ง

ถือเอานิมิตในซากที่ใหญ่หรือในซากของคนผู้ใหญ่ ก็เป็นนิมิตใหญ่ ถ้าถือเอานิมิตใน

ทรากที่เล็ก หรือในซากทารก ก็เป็นนิมิตเล็ก

๒. มหาฎีกาว่า เช่นจำกัดอยู่ที่ช่องปลายจมูกเป็นต้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 66

ก็ไม่ควรขยาย ส่วนคำบาลีที่กล่าวว่า " ภิกษุมีใจสหรคต ด้วยเมตตา

แผ่ไปตลอดทิศ ๑ " ดังนี้เป็นอาทินั้นท่านกล่าวด้วยอำนาจการจำกัด

( เขตสัตว์เป็นอารมณ์ ) แท้จริง พระโยคาวจรผู้จำกัดเอาสัตว์ทั้งหลาย

ในทิศ ๑ ภาวนา ( เมตตา ) ไปโดยลำดับ ( หมู่ ) เช่น วัดหนึ่ง สองวัด

( นั่นแหละ ) พระบาลีเรียกว่า " ผู้. . แผ่ไปตลอดทิศ ๑ " หาใช่ขยาย

นิมิตไม่ ด้วยปฏิภาคนิมิตซึ่งพระโยคาวจรควรทำให้เจริญนั่น หามี

ในพรหมวิหารภาวนานั้นไม่ ส่วนความเป็นปริตตามรมณ์ และอัปป-

มาณารมณ์ในพรหมวิหารนี้ ก็พึงทราบว่า เนื่องด้วยจำกัด ( เขตสัตว์

เป็นอารมณ์ ) นั่นเอง*

แม้ในอารมณ์แห่ง อรูปทั้งหลาย อากาศก็ไม่ควรขยาย เพราะ

ทำให้กสิณเพิก แท้จริง อากาศนั้น จะต้อง มนสิการก็เนื่องด้วยการ

เลิกกสิณเท่านั้น เมื่อทำให้เจริญมากไปกว่านั้น ก็หามีผลอะไรๆ ไม่

วิญญาณ ก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นสภาวธรรม แท้จริง ใครๆ ก็

ไม่อาจทำสภาวธรรมให้เจริญได้ การหายไปแห่งวิญญาณก็ไม่ควรขยาย

เพราะก็เป็นแต่เพียงความไม่มี ( ปรากฏ ) แห่งวิญญาณ อารมณ์แห่ง

เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ไม่ควรขยาย เพราะเป็นสภาวธรรม

เหมือนกัน

* มหาฎีกาว่า พรหมวิหารที่จำกัดสัตว์เป็นอารมณ์ จำนวนเล็กน้อย ก็เป็น

ปริตตามรมณ์ ถ้าขยายเขตสัตว์เป็นอารมณ์มากออกไป ( จนไม่มีสิ้นสุด ) ก็เป็น

อัปปมาณารมณ์

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 67

กรรมฐานที่เหลือ ( อนุสสติ ) ก็ไม่ควรขยาย เพราะไม่มี ( ปฏิ-

ภาค ) นิมิต แท้จริง ปฏิภาคนิมิตเป็นนิมิตที่จำต้องทำให้เจริญโดยแท้

แต่ว่า อารมณ์แห่งอนุสสติทั้งหลายมีพุทธานุสสติเป็นต้น หาเป็น

ปฏิภาคนิมิตไม่ เพราะฉะนั้น อนุสสติกรรมฐานนั้นจึงไม่ควรขยาย

( นิมิต ) แล

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยเป็นกรรมฐานที่ควรขยายและไม่ควร

ขยาย ( นิมิต ) ดังนี้

[อารมฺมณโต ]

บทว่า " โดยอารมณ์ " มีวินิจฉัยว่า ก็ในกรรมฐาน ๔๐ นี้

กรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อานาปานสติ ๑ กาย-

คตาสติ ๑ นี้ มีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิตได้ กรรมฐานที่เหลือ

(๑๘) หามีอารมณ์เป็นปฏิภาคนิมิตได้ไม่ โดยนัยนั้นกรรมฐาน ๑๒

คือในอนุสสติ ๑๐ อนุสสติเว้นอานาปานสติและกายคตาสติเหลือ ๘

และ อาหารเรปฏิกูลสัญญา (๑) จตุธาตุววัฏฐาน (๑) วิญญาณัญจาย-

ตนะ (๑) เนวสัญญานาสัญญายตนะ (๑) นี้มีสภาวธรรม ( ปรมัตถธรรม )

เป็นอารมณ์ กรรมฐาน ๒๒ คือ กสิณ ๑๐ อสุภ ๑๐ อานาปานสติ ๑

กายคตาสติ (๑) นี้มีนิมิต เป็นอารมณ์ กรรมฐานที่เหลือ ๖ ( คือ

พรหมวิหาร ๔ อากาสานัญจายตนะ (๑) อากิญจัญญายตนะ (๑)

(เป็นนวัตตัพพารมณ์) มีอารมณ์ไม่พึงกล่าว อนึ่ง กรรมฐาน ๘ คือ

วิปุพพกะ โลหิตกะ ปุฬูวกะ อานาปานสติ อาโปกสิณ เตโชกสิณ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 68

วาโยกสิณ และลำแสงแห่งตะวันเป็นต้น ( ที่ส่องเข้ามาตามช่อง )

อันเป็นอารมณ์ในอาโลกกสิณ เหล่านี้ ( เป็นจลิตารมณ์ )มีอารมณ์

ไหว แต่ว่าอารมณ์ไหวเหล่านั้นก็เป็นในตอนต้น ( เท่านั้น ) พอ

เป็นปฏิภาคก็แนบนิ่ง กรรมฐานที่เหลือ ๓๒ ( เป็น นจลิตารมณ์ )

มีอารมณ์ไม่ไหว แล

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยอารมณ์ ดังนี้

[ภูมิโต]

บทว่า " โดยภูมิ " มีวินิจฉัยว่า ก็ในกรรมฐาน ๔๐ นี้

กรรมฐาน ๑๒ คือ อสุภ ๑๐ กายคตาสติ ๑ อาหาเรปฏิกูลสัญญา

๑ นี้ ย่อมไม่เป็นไปในหมู่เทวดา๑ กรรมฐาน ๑๓ คือ กรรมฐาน

๑๒ นั้น และอานาปานสติ นี้ไม่เป็นไปในพรหมโลก๒ แต่ในอรูปภพ

กรรมฐานอื่นเว้น อรูป ๔ ย่อมเป็นไปมิได้ ในหมู่มนุษย์ กรรมฐาน

ย่อมเป็นไปได้ทุกข้อ แล

พึงทราบวินิจฉัยโดยภูมิ ดังนี้

[คหณโต]

บทว่า " โดยการถือเอา ( นิมิต ) " มีวินิจฉัยว่า ก็การ

วินิจฉัยในบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยการถือเอา ( นิมิต ๓ ทางคือ )

๑. มหาฎีกาว่า เพราะในเทวภูมิ ไม่มีอสุภและอาหารที่เป็นปฏิกูล

๒. มหาฎีกาว่า ที่อานาปานสติไม่เป็นไปในพรหมโลกนั้น เพราะในพรหมโลก (รูป

ภพ ?) ไม่มีลมหายใจเข้า-ออก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 69

ทางดู ทางกระทบถูก และทางฟัง ใน ๓ ทางนั้น กรรมฐาน ๑๙ คือ

กสิณเว้นวาโยกสิณ เหลือ ๙ อสุภ ๑๐ นี้ต้องถือเอา ( นิมิต ) ทางดู

หมายความว่า นิมิตของกรรมฐานเหล่านั้น เบื้องแรกต้องดูด้วยตา

( เป็นบริกรรมนิมิต ) แล้วจึงถือเอา ( เป็นอุคคหนิมิต ) ได้

ในกายคตาสติ อารมณ์ของกายคตาสตินั้น ถือเอาได้ทั้งทางดูและ

ทางฟัง ดังนี้ คือ ส่วนที่เป็นตจปัญจกะ ๑ ถือเอาทางดู ส่วนที่เหลือ

ถือเอาทางฟัง อานาปานสติ ถือเอาทางกระทบถูก วาโยกสิณ

ถือเอาได้ทั้งทางเห็นและทางกระทบถูก ที่เหลือ ๑๘ ถือเอาทางฟัง

แต่ในกรรมฐาน ๔0 นั้น กรรมฐานคือ อุเบกขาพรหมวิหาร

( และ ) อารูป ๔ นี้ พระโยคาวจรผู้เป็นอาทิกัมมิกะไม่ควรถือเอา*

ที่เหลือ ๓๕ จึงควรถือเอา แล

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยการถือเอา ( นิมิต ) ดังนี้

[ปจฺจยโต]

บทว่า " โดยเป็นปัจจัย " มีวินิจฉัยว่า ก็ในกรรมฐาน

เหล่านี้ กสิณเว้นอากาสกสิณ เหลือ ๙ ย่อมเป็นปัจจัยแห่ง อารูป

ทั้งหลาย กสิณทั้ง ๑๐ เป็นปัจจัยแห่งอภิญญา พรหมวิหาร ๓ เป็น

ปัจจัยแห่งพรหมวิหารที่ ๔ อรูปชั้นต่ำๆ เป็นปัจจัยแห่งอรูปชั้น

* มหาฎีกาว่า ผู้เริ่มทำกรรมฐานจะไปคว้าเอา อุเบกขากับอรูป ๔ มาเริ่มทำหาได้ไม่

เพราะอุเบกขานั้นต้องบรรลุพรหมวิหาร ๓ ข้างต้นก่อนจึงจะทำให้เกิดขึ้นได้ และอารูป

เล่าก็ต้องบรรลุรูปาวจรจตุตถฌาน ในกสิณก่อน จึงจะทำให้เกิดขึ้นได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 70

สูง ๆเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นปัจจัยแห่งนิโรธสมาบัติ

กรรมฐานทั้งหมด เป็นปัจจัยแห่ง สุขวิหาร แห่งวิปัสสนา

และภพสมบัติแล

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยปัจจัย ดังนี้

[จริยานุกูลโต]

บทว่า " โดยอนุกูลแก่จริยา " มีวินิจฉัยว่า ก็การวินิจฉัย

ในบทนี้ บัณฑิตพึงทราบตามกรรมฐานอันอนุกูลแก่จริยาทั้งหลาย

กรรมฐานอันอนุกูลแก่จริยานี้เป็นอย่างไร ก่อนอื่น ในกรรมฐาน ๔0

นั้น กรรมฐาน ๑๑ คือ อสุภ ๑๐ กายคตาสติ ๑ อนุกูลแก่คน

ราคจริต กรรมฐาน ๘ คือ พรหมวิหาร ๔ วัณณกสิณ ๔ อนุกูลแก่

คนโทสจริต อานาปานสติกรรมฐานอย่างเดียวเท่านั้น อนุกูลแก่คน

โมหจริตและคนวิตกจริต อนุสติ ๖ ข้างต้น อนุกูลแก่คนสัทธาจริต

กรรมฐาน ๔ คือ มรณสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุววัฏฐาน อาหาเร-

ปฏิกูลสัญญา อนุกูลแก่คนพุทธิจริต กสิณที่เหลือและ อรูป ๔ อนุกูล

แก่คนทุกจริต อนึ่ง ในกสิณทั้งหลาย กสิณอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็น

ปริตตารมณ์ อนุกูลแก่คนวิตกจริต ที่เป็นอัปปมาณารมณ์ อนุกูล

แก่คนโมหจริต แล

บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในกรรมฐานเหล่านี้ โดยอนุกูลแก่

จริยา ดังนี้แล

ก็แลคำที่กล่าวมาทั้งหมด ( ในบทจริยานุกูลโต ) นี้ กล่าวตาม

ที่ ( กรรมฐานนั้นๆ และจริยานั้นๆ ) เป็นข้าศึกกันโดยตรงประการ ๑

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 71

ตามที่เหมาะกันอย่างยิ่งประการ ๑ แต่ขึ้นชื่อว่ากุศลภาวนาที่ไม่ข่มโทษ

ทั้งหลายมีราคะเป็นต้นก็ดี ที่ไม่เป็นอุปการะแก่คุณทั้งหลาย มีศรัทธา

เป็นอาทิก็ดี หามีไม่ จริงอยู่แม้ในเมฆิยสูตร พระผู้มีพระภาคเจ้า

ก็ได้ตรัสคำนี้ ( แก่พระเมฆิยะ ) ว่า ธรรม ๔ ประการ เธอพึงเจริญ

ให้ยิ่งขึ้นไป คือ อสุภทั้งหลาย เธอพึงบำเพ็ญเพื่อละราคะ เมตตา

เธอพึงบำเพ็ญเพื่อละพยาบาท อานาปานสติเธอพึงบำเพ็ญเพื่อตัดวิตก

อนิจจสัญญาเธอพึงบำเพ็ญเพื่อถอนอัสมิมานะ ดังนี้ แม้ในราหุลสูตร

ก็ตรัสกรรมฐาน ๗ ข้อแก่พระราหุลผู้เดียว โดยนัยว่า " ดูกรราหุล

เธอจงบำเพ็ญเมตตาภาวนา " ดังนี้เป็นอาทิ* เพราะเหตุนั้น บัณฑิต

อย่าปักใจเชื่อในคำ ( ที่กล่าวไว้ ) เท่านั้น ควรค้นหาอธิบายในอนาคต-

สถานทั้งปวงเทอญ

[การถือกรรมฐาน]

( ต่อไป ) นี้เป็นวินิจฉัยในกัมมัฏฐานกถาในข้อว่า " ถือเอา

กรรมฐาน " นั้น

ก็คำแสดงความแห่งบทว่า " ถือเอา " นี้ มีดังต่อไปนี้ อัน

พระโยคีนั้นพึงเข้าไปหากัลยาณมิตรผู้มีประการอันกล่าวแล้วตามนัยที่ว่า

* มหาฎีกาว่า การที่ตรัสธรรม ๔ ประการอันควรบำเพ็ญแก่

พระเมฆิยะผู้เดียว หาใช่ว่าเพราะพระเมฆิยะผู้เดียวท่านมีจริต ๔ อย่างไม่ และที่ตรัส

กรรมฐาน ๗ ข้อแก่พระราหุลผู้เดียว ก็ใช่ว่าพระราหุลท่านมีจริตไปทุกอย่างหามิได้เพราะ

ฉะนั้นจึงเข้าใจได้ว่า กรรมฐานทุกข้อเป็นเครื่องข่มอกุศลทั้งปวง และเป็นเครื่องก่อเกิด

กุศลทั้งสิ้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 72

ไว้ในข้อว่า " เข้าไปหากัลยาณมิตรผู้ให้กรรมฐาน " นั้นแล้ว มอบ

ตนแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าหรือแก่พระอาจารย์ ( บำเพ็ญตนให้ )

เป็นผู้มีอัชฌาสัยอันถึงพร้อมและมีอธิมุติอันถึงพร้อมขอกรรมฐานเถิด

[การมอบตัว]

ในการมอบตัวนั้น พึงมอบตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ด้วย

คำว่า " อิมาหํ ภควา อตฺตภาวํ ตุมฺหากํ ปริจฺจชามิ " " ข้าแต่

พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าขอสละอัตภาพนี้แด่พระองค์ "

ดังนี้ ด้วยภิกษุ เมื่อไม่มอบ( ตัว ) อย่างนี้ อยู่ในเสนาสนะ

ทั้งหลายอันสงัด ครั้นอารมณ์น่าหวาดกลัวมาประจันเข้า ไม่อาจทาน

อยู่ได้ ก็จะพึงแล่นกลับไปสู่แดนบ้าน เป็นผู้คลุกคลีกับคฤหัสถ์เข้าก็จะ

ถึงความแสวงหาไม่สมควรจนเกิดความเสื่อมเสียหายไป แต่เมื่อเธอ

ได้มอบตัวแล้ว ครั้นอารมณ์น่าหวาดกลัวแม้มาประจันเข้า ความ

กลัวก็ไม่เกิดขึ้น ซ้ำเมื่อเธอพิจารณาเห็น ( ด้วยการเตือนตน ) ว่า

แน่ะพ่อบัณฑิต พ่อได้มอบตัวแด่พระพุทธเจ้าเมื่อวันก่อนนี้เองมิใช่

หรือ ดังนี้ ความดีใจจะเกิดขึ้นเสียอีก เหมือนอย่างว่า ผ้ากาสีราคา

แพงของบุรุษ ( ผู้หนึ่ง ) พึงมีอยู่ เมื่อผ้านั้นถูกหนูก็ดี แมลงก็ดีกัด

ความเสียใจจะเกิดขึ้นแก่บุรุษนั้น แต่ถ้าเขาพึงถวายผ้านั้นแก่ภิกษุผู้

ไม่มีจีวรไซร้ ต่อมาความดีใจจะพึงเกิดขึ้นแก่เขาแม้เพราะเห็นผ้า

ผืนนั้นถูกภิกษุนั้น ( ตัด ) ทำให้เป็นขัณฑ์น้อยขัณฑ์ใหญ่อยู่ด้วยซ้ำ

อุปมาฉันใด อุปมัยนี้บัณฑิตก็พึงทราบฉันนั้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 73

แม้เมื่อจะมอบ ( ตัว ) แด่พระอาจารย์ ก็พึงกล่าวว่า " อิมาหํ

ภนฺเต อตฺตภาวํ ตุมหากํ ปริจฺจชามิ " " ข้าแต่อาจารย์ผู้เจริญ

ข้าพเจ้าขอสละอัตภาพนี้แด่ท่าน " ดังนี้ ด้วยภิกษุผู้ไม่มอบอัตภาพ

อย่างนี้ จะเป็นผู้ที่อาจารย์ปรามไม่ได้บ้าง จะเป็นคนว่ายากไม่ทำ

ตามโอวาทบ้าง จะเป็นคนไปตามชอบใจ ยังมิได้ลาอาจารย์ก็ไปเสีย

ณ ที่ๆ ตนปรารถนาบ้าง พระอาจารย์จะไม่สงเคราะห์เธอผู้นั้นด้วย

อามิสบ้าง ด้วยธรรมบ้าง ( ทั้ง ) จะไม่ให้เธอศึกษาข้อขอดที่ลึกลับ

ภิกษุนั้นเมื่อไม่ได้รับความสงเคราะห์ ๒ ประการนี้ ชื่อว่าไม่ได้ที่พึ่ง

ในพระศาสนา ไม่ช้าก็จะถึงซึ่งความทุศีล หรือเป็นคฤหัสถ์ไป แต่

ภิกษุผู้ที่มอบตัว ( แด่อาจารย์ ) แล้ว จะไม่เป็นผู้ที่อาจารย์

ปรามไม่ได้ ไม่เป็นผู้ไปตามชอบใจ เป็นผู้ว่าง่าย มีความเป็นไป

ต่อเนื่องกับอาจารย์อยู่เสมอ เธอเมื่อได้รับสงเคราะห์ทั้ง ๒ ประ

การจากพระอาจารย์ ย่อมจะถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในพระศาสนา

ดังพวกอันเตวาสิกของพระจูฬปิณฑปาติกติสสเถระฉะนั้น

ได้ยินว่าภิกษุ ๓ รูปมาสู่สำนักพระเถระ ในภิกษุ ๓ รูปนั้น รูป

หนึ่งกราบเรียน (พระเถระ) ว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อว่า

เพื่อประโยชน์แก่ท่านแล้ว ข้าพเจ้าพึงอาจโจนลงเหว ( ลึก )

๑๐๐ ชั่วคนได้ " รูปที่สองกราบเรียนว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อ

ว่าเพื่อประโยชน์แก่ท่านแล้ว ข้าพเจ้าพึงอาจที่จะถูร่างกายนี้ เริ่มแต่

ส้นเท้าเข้าที่ลานหินให้ ( ตัวสึก ) สิ้นไปไม่ให้เหลือเลยได้ " รูป

ที่สามกราบเรียนว่า " ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อว่าเพื่อประโยชน์แก่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 74

ท่านแล้ว ข้าพเจ้าอาจกลั้นลมอัสสาส-ปัสสาสะจนทำกาลกิริยาได้ "

พระเถระเห็นว่าภิกษุพวกนี้เป็นภัพพบุคคลแน่ ก็บอกกรรมฐาน

( ให้ ) พวกเธอตั้งอยู่ในโอวาทของท่านได้บรรลุพระอรหัตทั้ง ๓ รูป

แลนี่อานิสงส์ในการมอบตัว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า

" ....พึงมอบตัวแด่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า หรือแก่พระอาจารย์ ... "

ดังนี้

[อัชฌาสัย ๖]

ส่วนในข้อว่า " ... เป็นผู้อัชฌาสัยอันถึงพร้อมและมีอธิมุติ

อันถึงพร้อม " นั้น มีวินิจฉัยว่า อันพระโยคีนั้นพึงเป็นผู้มีอัชฌาสัย

อันถึงพร้อมโดยอาการ ๖ เนื่องด้วยคุณธรรมมีอโลภะเป็นต้น ด้วย

พระโยคีผู้มีอัชฌาสัยอันถึงพร้อมอย่างนี้ ย่อมจะบรรลุโพธิ ๓*

อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังท่านกล่าวไว้ว่า ก็อัชฌาสัย ๖ ประการของพระ

โพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความสุกรอบแห่งโพธิ คือ

พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัยกอปรด้วย อโลภะ เห็นโทษใน

โลภะอยู่โดยปกติ ๑ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัย กอปรด้วย

อโทสะ เห็นโทษในโทสะอยู่โดยปกติ ๑ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย

เป็นผู้มีอัชฌาสัย กอปรด้วย อโมหะ เห็นโทษในโมหะอยู่โดยปกติ ๑

พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัยในเนกขัมมะ ( การออกบวช )

เห็นโทษในการครองเรือนอยู่โดยปกติ ๑ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็น

* โพธิ ๓ คือสัมมาสัมโพธิ ปัจเจกโพธิ สาวกโพธิ.

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 75

ผู้มีอัชฌาสัยในปวิเวก เห็นโทษในสังคณิกา ( ความระคนด้วยหมู่

คณะ ) อยู่โดยปกติ ๑ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัชฌาสัยใน

นิสสรณะ ( ความออกจากทุกข์ ) เห็นโทษในภพและคติทั้งปวงอยู่

โดยปกติ ๑ ดังนี้ แท้จริงบุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นพระโสดาบัน

พระสกทาคามี พระอนาคามี พระขีณาสพ พระปัจเจกพุทธะ และ

พระสัมมาสัมพุทธะ ทั้งที่เป็นอดีต เป็นอนาคต และเป็นปัจจุบัน

ท่านทั้งปวงนั้นได้บรรลุคุณวิเศษที่ตนจะพึงบรรลุได้ ก็ด้วยอาการ ๖

เท่านั้น เพราะเหตุนั้น พระโยคีเป็นผู้มีอัชฌาสัยถึงพร้อมโดย

อาการ ๖ นี้เถิด

อนึ่ง พระโยคีพึงเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอธิมุติ โดยความเป็นผู้

( มีจิต ) น้อมไปในธรรม ( ที่จะกล่าวต่อไป ) นั้น อธิบายว่า พึง

เป็นผู้ ( มีจิต ) น้อมไปในสมาธิ หนักไปในสมาธิ โน้มไปในสมาธิ

และเป็นผู้ ( มีจิต ) น้อมไปในพระนิพพาน หนักไปในพระนิพพาน

โน้มไปในพระนิพพาน เทอญ

ก็แลจริยาของพระโยคีนั้นผู้มีอัชฌาสัยและอธิมุติถึงพร้อมแล้ว

อย่างนี้ ( มา ) ขอกรรมฐานอยู่ พระอาจารย์ผู้ได้เจโตปริยญาณ

ตรวจดูวาระจิต ( ของเธอ ) แล้วก็พึงทราบได้ อาจารยน์ อกนี้ ( ที่

ไม่ได้เจโตปริยญาณ ) ต้องถามเอา โดยนัยว่า (๑) เธอเป็นคนจริต

อะไร หรือว่า (๒) ธรรมเหล่าไรเป็นไปมากแก่เธอ หรือว่า

(๓) เมื่อเธอมนสิการกรรมฐานข้อไหนจึงมีความผาสุก หรือ (๔)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 76

จิตของเธอน้อมไปในกรรมฐานบทไหน ดังนี้เป็นต้น จึงจะทราบได้๑

พระอาจารย์ได้ทราบอย่างนี้แล้วจึงบอกกรรมฐานอันอนุกูลแก่จริยาเถิด

ก็แลเมื่อจะบอก พึงบอกโดย ๓ วิธี คือ (๑) สำหรับผู้เรียนกรรม-

ฐานอยู่โดยปกติ๒ พึงให้ทำการสาธยาย ( ฟังดู ) นั่ง ๑ (หรือ)

๒ หน๓ แล้วจึงให้ (๒) สำหรับผู้อยู่ในสำนักพึงบอกให้ทุกขณะที่

เธอมา ( หา ) (๓) สำหรับผู้เรียนแล้วใคร่จะไปที่อื่น พึงบอก

อย่าให้ย่อนัก อย่าให้พิสดารนัก

ในกรรมฐานเหล่านั้น ก่อนอื่น เมื่อจะบอกปฐวีกสิณกรรมฐาน

พึงบอกอาการ ๙ นี้ คือ (๑) กสิณโทษ ๔ (๒) การทำกสิณ (๓)

ภาวนานัยแห่งกสิณที่ทำแล้ว (๔) นิมิต ๒ (๕) สมาธิ ๒ (๖)

สัปปายะและอสัปปายะ ๗ (๗) อัปปนาโกศล ๑๐ (๘) วิริยสมตา

( ความสม่ำเสมอแห่งความเพียร ) (๙) อัปปนาวิธาน ( วิธีเจริญ

อัปปนา ) แม้ในกรรมฐานที่เหลือ ก็พึงบอกสิ่งที่ควรแก่กรรมฐาน

นั้นๆ วิธีทั้งปวงนั้นจักมีแจ้งใน ( ตอนว่าด้วย ) ภาวนาวิธีแห่ง

๑. มหาฎีกาท่านแนะว่า ควรถามตามนัยที่ ๑ ว่า เธอเป็นคนจริตอะไร ดังนี้ก่อน เมื่อ

เธอตอบว่าไม่ทราบ จึงถามตามนัยอื่นต่อไป (ไม่ใช่นึกจะถามอะไรก็ถามส่งไป)

๒. มหาฎีกาว่า หมายถึงผู้ได้ทำความสั่งสมในกรรมฐานที่ตนมีประสงค์จะถือ โดย

สาธยายบ้าง มนสิการบ้างอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงควรให้ลองว่าให้ฟังดู แล้ว

จึงให้กรรมฐาน

๓. เอกํ เทฺว นิสชฺชา มหาฎีกาแก้ไว้ว่า เอํก วา เทฺว วา อุณฺหาสนานิ หมายความ

ว่า นั่งจนอาสนะร้อนหน ๑ หรือ ๒ หน ไม่ใช่นั่นครู่เดียว อาสนะยังไม่ร้อน

ชอบกล สำหรับนี่ก็มาได้กับสำนวนภาษาไทยที่ว่า นั่งจนก้นร้อน ต่างกันแต่วัตถุ

ที่ร้อน ของท่านเป็นอาสนะ ของเราเป็นอวัยวะ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 77

กรรมฐานเหล่านั้น

ก็แล ครั้นกรรมฐานอันอาจารย์บอกอยู่อย่างนี้ พระโยคีนั้น

พึงฟังถือเอานิมิตให้ได้ คำว่า " ถือเอานิมิต" หมายความว่า ผูก

พันอาการนั้น ๆ เข้าไว้ ( ในใจ ) อย่างนี้ว่า นี่เป็นบทเบื้องต่ำ นี่

เป็นบทเบื้องสูง นี่เป็นเนื้อความแห่งบทนั้น นี่เป็นอธิบาย นี่เป็น

คำอุปมา ดังนี้ ด้วยเมื่อพระโยคีฟังโดยเคารพถือเอานิมิตได้อย่างนี้

ย่อมเป็นอันได้ถือเอากรรมฐานด้วยดีแล้ว ภายหลังการบรรลุคุณวิเศษ

จะสำเร็จแก่เธอเพราะอาศัยกรรมฐานที่ตนถือเอาด้วยดีนั้น หาสำเร็จ

แก่บุคคลนอกนี้ ( ผู้มิได้ถือเอากรรมฐานด้วยดีเช่นนั้น ) ไม่แล นี้

เป็นคำแสดงความแห่งบทว่า " ถือเอา "นี้

บททั้งหลายเหล่านี้คือ " เข้าไปหากัลยาณมิตรถือเอากรรมฐาน

อย่างใดอย่างหนึ่งในกรรมฐาน ๔๐ ที่อนุกูลแก่จริยาของตน " ดังนี้ เป็น

อันข้าพเจ้าได้ ( กล่าวแก้ ) ให้พิสดารแล้วโดยอาการทั้งปวง ด้วย

กถามรรคเท่านี้แล

ปริจเฉทที่ ๓ ชื่อกัมมฐานคหณนิเทศ

ในอธิการแห่งสมาธิภาวนา ในปกรณ์วิสุทธิมรรค

อันข้าพเจ้าทำเพื่อประโยชน์แก่ความปราโมชแห่งสาธุชน

ดังนี้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 78

บัดนี้ บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยในคำที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ ( ใน

กัมมฐานคหณนิเทศตอนแก้สมาธิภาวนา ) ว่า " . . . . อันพระโยคีผู้

ละวิหารอันไม่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญสมาธิเสียแล้ว พำนักอยู่ใน

วิหารที่เหมาะสม . . . . " ดังนี้ต่อไป

ก่อนอื่น เมื่อพระโยคีผู้ใดอยู่ในวิหารเดียวกันกับพระอาจารย์

มีความผาสุก พระโยคีนั้น เมื่อจะชำระกรรมฐานก็พึงอยู่ในวิหาร

นั้นแหละ ถ้า ( เมื่ออยู่ ) ในวิหารนั้นไม่มีความผาสุกไซร้ วิหาร

อื่นใดเป็นสัปปายะมีอยู่ในที่ ( ไกลแต่วิหารของอาจารย์ ) ประมาณ

คาวุตหนึ่งหรือกึ่งโยชน์ หรือแม้ประมาณถึงโยชน์หนึ่งก็ดี ก็พึง ( ไป )

อยู่ในวิหารนั้นเถิด ด้วยเมื่อได้อยู่อย่างนั้น ครั้นมีความสนเท่ห์หรือ

เกิดความหลงลืมในข้อกรรมฐานที่ตรงไหนก็ดี จะได้ ( ลุกขึ้น )

ทำวัตรในวิหาร ( ที่ตนอยู่ ) แต่เช้าแล้ว ( ออกเดิน ) เที่ยวบิณฑบาต

( ฉัน ) ในระหว่างทาง ไปถึงที่อยู่ของพระอาจารย์ในเวลา ( ท่าน )

เสร็จภัตกิจพอดี แล้ววันนั้นชำระกรรมฐานในสำนักของพระอาจารย์

เสีย ( ให้เสร็จ ) วันรุ่งขึ้นก็กราบ ( ลา ) พระอาจารย์ ( เดินทางกลับ )

ไป เที่ยวบิณฑบาต ( ฉัน ) ในระหว่างทาง ยังไม่ทันเหนื่อยก็อาจ

มาถึงที่อยู่ของตนได้ ส่วนพระโยคีผู้ใดไม่ได้ที่ผาสุกในที่แม้ ( ไกล )

ตั้งโยชน์ พระโยคีนั้นพึงตัดข้ออันเป็นขอดทั้งปวงของกรรมฐาน ( เสีย

ให้ได้ )* ทำกรรมฐานที่เนื่องด้วยความนึกหน่วงให้หมดจดดีแล้ว ไป

* มหาฎีกาว่า คำว่า ตัด ในที่นี้หมายความว่าตัดข้อที่เป็นขอดเป็นปม เพราะเข้าใจ

ยากออกไป โดยหาความเข้าใจให้ถูกต้องตามที่เป็นจริง ทั้งโดยอรรถ และโดยอธิบาย

อย่าให้มีที่เคลือบแคลงเหลืออยู่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 79

ให้ไกล ( กว่านั้น ) ก็ได้ละวิหารอันไม่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญ

สมาธิเสีย แล้วพำนักอยู่ในวิหารที่เหมาะสมเถิด

[วิหารไม่เหมาะสม]

ในวิหารไม่เหมาะสมและวิหารเหมาะสม ๒ อย่างนั้น วิหาร

ที่ประกอบด้วยโทษ ๑๘ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิหารไม่

เหมาะสม นี้โทษ ๑๘ ประการในคำนั้น คือ

(๑) มหนฺตตฺตํ ความเป็นวิหารใหญ่

(๒) นวตฺตํ ความเป็นวิหารใหม่ ( ยังไม่แล้วดี )

(๓) ชิณฺณกตฺตํ ความเป็นวิหารเก่า ( ทรุดโทรมแล้ว )

(๔) ปนฺถสนฺนิสฺสิตฺตํ ความเป็นวิหารติดทางเดิน

(๕) โสณฺฑึ วิหารมีตระพังน้ำ

(๖) ปณฺณํ วิหารมีไม้ใบ ( ที่เป็นผัก )

(๗) ปุปฺผํ วิหารมีไม้ดอก

(๘) ผลํ วิหารมีไม้ผล

(๙) ปฏฺฐนียตา ความเป็นวิหารที่คนทั้งหลายมุ่งมั่น

(๑๐) นครสนฺนิสฺสิตตา ความเป็นวิหารติดเมือง

(๑๑) ทารุสนฺนิสฺสิตตา ความเป็นวิหารติดป่าไม้

(๑๒) เขตฺตสนฺนิสฺสิตตา ความเป็นวิหารติดที่นา ( ของชาวบ้าน )

(๑๓) วิสภาคานํ ปุคฺคาลนํ ความเป็นวิหารมีบุคคลผู้เป็น

อตฺถิตา วิสภาคกันอยู่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 80

(๑๔) ปฏฺฏสนฺนิสฺสิตตา ความเป็นวิหารติดท่า

(๑๕) ปจฺจนฺตสนฺนิสฺสิตตา ความเป็นวิหารติดปลายแดน

(๑๖) รชฺชสีมนฺตรสนฺนิสฺสิตตา ความเป็นที่วิหารติดที่ระหว่าง

พรมแดน

(๑๗) อสปฺปายตา ความเป็นวิหารไม่เป็นสัปปายะ

(๑๘) กลฺยาณมิตฺตานํ อลาโภ วิหารที่หากัลยามิตรไม่ได้

วิหารที่ประกอบด้วยโทษ ๑๘ ประการนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่า

วิหารไม่เหมาะสม พระโยคีไม่ควรอยู่ในวิหารนั้น เพราะเหตุไร

[มหนฺตตฺตํ]

ก่อนอื่น ในวิหารใหญ่ ภิกษุมากด้วยกันมีฉันทะต่างๆ กัน

รวมกันอยู่ เธอทั้งหลาย เพราะความที่ผิด ( ใจ ) กันและกันเลยไม่

( มีใคร ) ทำวัตร บริเวณทั้งหลายมีลานต้นโพธิ์เป็นต้น เป็นอัน

ว่าไม่ ( มีใคร ) กวาดเลย น้ำฉันน้ำใช้ก็ไม่ ( มีใครตักมา ) ตั้ง

ในวิหารใหญ่นั้น เมื่อเธอ ( พระโยคี ) คิดว่า จะต้องไปบิณฑบาต

ในโคจรคาม( เสียที ) ถือบาตรจีวรออกไป ถ้าเห็นวัตรยังมิได้ทำก็ดี

หม้อน้ำดื่มว่างก็ดี ที่นี้วัตร ( นั้น ) ก็เป็นการที่เธอต้องทำ น้ำดื่ม

ก็จำต้อง ( ตักมา ) ตั้ง เธอไม่ทำก็จะต้องอาบัติทุกกฎเพราะวัดเภท

เมื่อเธอมัวทำวัตรนั้น ( ภัต ) กาลก็จะล่วงเลยไป เข้าไป ( ถึง

หมู่บ้าน ) สายมาก เมื่อภิกษา ( เขาถวายแก่ภิกษุที่เข้าไปๆ หมด )

เสร็จไปแล้วก็จะไม่ได้อะไร ( ฉัน ) สักอย่าง แม้ว่าเธอไป ( พัก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 81

อยู่ ) ในที่สำหรับเร้น ( จิตใจ ) ก็ยังจะซัดส่ายได้ด้วยเสียงเอ็ดอึง

และการทำ ( อะไร ) รบกวนกัน ) แห่งสามเณรและภิกษุหนุ่ม

ทั้งหลาย แต่ในวิหารใหญ่ใด วัตรทั้งปวงเขาทำๆ กันเรียบ แม้

การบกวนนอกนั้นเล่าก็ไม่มี ในวิหารเช่นนี้ ถึงเป็นวิหารใหญ่

ก็ควรอยู่ได้

[นวตฺตํ]

ในวิหารใหม่ ( ยังไม่แล้วดี ) การก่อสร้างมีมาก ไม่ทำเขาก็

โพทนาเอา แต่ในวิหารใหม่ใด ภิกษุทั้งหลายบอก ( เธอ ) ว่า

" ขอท่านจงทำสมณธรรมตามสบายเถิด พวกข้าพเจ้าจักทำการก่อสร้าง

เอง " ดังนี้ ในวิหารใหม่เช่นนี้ควรอยู่ได้

[ชิณฺณกตฺตํ]

ส่วนในวิหารเก่า ( ทรุดโทรมแล้ว ) สิ่งที่จะต้องดูแลมีมาก

ไม่ดูแลที่สุดแต่เสนาสนะสำหรับตน เขาก็จะโพทนาเอา มัวดูแล

กรรมฐานก็จะเสื่อม*

[ปนฺถสนฺนิสฺสิตฺตํ]

ในวิหารติดทางเดิน คือวิหารติดทางหลวง อาคันตุกะชุมทั้ง

กลางคืนและกลางวัน เมื่อพวกเขามากันในเวลาวิกาล ก็จำต้องยก

* มหาฎีกาว่า โดยนัยอันกล่าวในวิหารใหม่ แม้ในวิหารเก่านี้ก็ชอบที่เสริมความว่า

"แต่ในวิหารเก่าใด ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า (รับรอง) ว่า ขอท่านจงทำสมณธรรมตามสบาย

เถิด พวกข้าพเจ้าจะดูแลเอง" ดังนี้ ในวิหารเก่าเช่นนี้ควรอยู่ได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 82

เสนาสนะสำหรับตน ( ให้เขาพัก ) แล้ว ( ตนเอง ) ไปอยู่ที่โคนไม้

หรือไม่ก็ที่ลานหิน แม้วันรุ่งขึ้น ( ต่อไป ) ก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ

เพราะเช่นนี้ โอกาสสำหรับกรรมฐานก็จะไม่มี แต่ในวิหารติด

ทางเดินใด ความคับคั่งด้วยอาคันตุกะเช่นนั้นไม่มี ก็ควรอยู่ในวิหาร

( แม้ติดทางเดิน ) นั้นได้

[โสณฺฑึ]

สระโบกขรณีกรุด้วยหิน ชื่อว่า ตระพัง ในวิหารมีตระพังนั้น

ชนมากันมากเพื่อ ( ตัก ) น้ำดื่ม พวกอันเตวาสิกของพระเถระราช-

กุลุปกะทั้งหลาย ผู้อยู่วัดในพระนคร* ก็จะพากันมาเพื่อประโยชน์

ด้วยรชนกรรม ( การซักย้อม ) เมื่อพวกเธอถามถึงเครื่องใช้มีภาชนะ

ฟืนและรางเป็นต้น ก็จำจะต้องชี้ให้ว่า ( สิ่งนั้นๆ อยู่ ) ที่โน่นๆ การ

ช่วยขวนขวายเป็นประจำย่อมจะมีไปตลอดกาลอย่างนี้

[ปณฺณํ]

ในวิหารใด ใบไม้ที่เป็นผักต่างๆ มีอยู่ เมื่อเธอ ( พระ

โยคี ) แม้เรียนกรรมฐานแล้วนั่งพักกลางวันอยู่ในวิหารนั้น พวกหญิง

หาผักจะมาร้องเพลงพลางเลือกเก็บใบไม้อยู่ใกล้ๆ ย่อมจะทำอันตราย

แก่กรรมฐานด้วยการรบกวนด้วยเสียงอันเป็นข้าศึกต่อกรรมฐานได้

[ปุปฺผํ]

ส่วนวิหารใด กอไม้ดอกนานาพรรณมีดอกบานสะพรั่งอยู่

แม้ในวิหารนั้น ก็ย่อมจะมีอันตราย เช่นนั้นเหมือนกัน

* คำวา ราชกุลุปกะ ในที่นี้ น่าจะหมายความตรงกับพระราชคณะของเรา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 83

[ผลํ]

ในวิหารใด ไม้ผลนานาชนิดเช่นมะม่วง ชมพู่ ขนุนมีอยู่ ใน

วิหารนั้น พวกคนที่ต้องการผลไม้ก็จะพากันมาขอเมื่อไม่ให้เขาก็โกรธ

เอา มิฉะนั้นเขาก็ถือเอาโดยพลการ ตอนเย็นเธอเดินจงกรมอยู่

กลางวิหารพบเขา ( ทำเช่นนั้น )ทักขึ้นว่า " พวกอุบาสก ทำไม

พวกท่านทำอย่างนั้นเล่า " เขาก็จะด่าเอาตามชอบใจ ( มิหนำ ) ซ้ำ

จะพยายาม( หาเรื่อง ) เพื่อมิให้เธออยู่ ( ในวิหารนั้น ) เสียอีก

[ปฏฺฐนียตา]

ส่วนภิกษุผู้อยู่ในวิหารที่คนทั้งหลายมุ่งมั่น คือที่ชาวโลกแต่งตั้ง

ให้ ( ว่าเป็นวิหารวิเศษ ) เช่นทักขิณาคิรีวิหารหัตถิกุจฉิวิหาร

จิตตลบรรพตวิหาร คนทั้งหลายยกให้ว่าเป็นพระอรหันต์ ( เขา )

ใคร่จะได้ไหว้ ( เธอ ) ก็มาออกันอยู่ให้รอบไป เพราะเหตุนั้น

ความผาสุกก็ย่อมจะไม่มีแก่เธอ แต่ ( หาก ) วิหารนั้นเป็นสัปปายะ

สำหรับโยคีรูปใดพระโยคีรูปนั้นก็พึงไป ( พัก ) เสียที่อื่นในตอน

กลางวัน ต่อกลางคืนจึงมาอยู่เถิด

[นครสนฺนิสฺสิตตา]

ในวิหารติดเมือง วิสภาคารมณ์ทั้งหลาย* ย่อมมาสู่คลอง

( แห่งทวารมีจักษุทวารเป็นต้น ) พวกกุมภทาสี ( นางทาสตักน้ำ )เล่าก็เดิน

* มหาฎีกาว่า อารมณ์อันเป็นข้าศึก แก่กรรมฐาน ในที่นี้หมาย

เอาทั้งอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ที่กกล่าวถึงพวกุมภทาสีรบกวนนั้นแสดงอนิฏฐารมณ์

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 84

หม้อน้ำกระทบกันไป ( เดินสวนกัน ) มันก็ไม่หลีกทางให้ ข้างพวก

เจ้านายก็มาขึงม่านเป็นวงนั่งอยู่กลางวิหาร*

[ทารุสนฺนิสฺสิตตา]

ส่วนวิหารติดป่าไม้ คือเป็นที่มีไม้แห้ง และมีต้นไม้ที่ใช้เป็น

เครื่องเรือนได้ พวกหาไม้แห้ง ( ไปทำฟืน )จะทำความไม่ผาสุก

ให้ ดุจพวกหาผักและดอกไม้ที่กล่าวมาในข้อก่อน คนทั้งหลายคิด

กันว่าจะต้องตัดไม้ที่มีอยู่ในวิหารมาทำเรือนกันเถิด ก็พากันมาตัดเอา

ตอนเย็น พระโยคีออกจากเรือนที่ทำความเพียร ( ไป ) จงกรมอยู่กลาง

วิหาร เห็นคนเหล่านั้น ( ตัดต้นไม้อยู่ ) ถ้า ( เธอ ) ทักขึ้นว่า " พวก

อุบาสก ทำไมพวกท่านจึงทำอย่างนั้นเล่า " เขาก็จะด่าเอาจนจุใจ

( มิหนำ ) ซ้ำจะพยายาม ( หาเรื่อง ) เพื่อมิให้เธออยู่ ( ในวิหารนั้น )

เสียอีก

[เขตฺตสนฺนิสฺสิตตา]

ส่วนวิหารใดติดที่นา ( ของชาวบ้าน ) นาล้อมอยู่รอบ ใน

วิหารนั้น คนทั้งหลายจะทำลานนวดข้าวเข้าที่กลางวิหารนั่นเอง ( แล้ว

* ไม่เข้าใจเลยว่า ท่านพวกคนใหญ่คนโตชาวสีหลจะมาใช้ที่ในวิหารโดยวิธีนั้นเพื่อ

อะไร หรือจะเป็นอย่างที่เราเล่าสืบกันมาว่า คนโบราณสร้างวัดกันง่าย ๆ ไม่มีเรื่องอะไร

ก็สร้างวัดไว้ให้ลูกไปวิ่งเล่น พวกเจ้านายชาวสีหลนี่ก็จะเป็นอย่างนั้น ท่านพาลูก ๆ ไป

วิ่งเล่นในวัด แต่ท่านเป็นคนใหญ่คนโตจะไปนั่งโทนโท่อยู่อย่างไรได้ ก็ต้องม่านเป็น

ลับแลเสียหน่อยเช่นนั้นกระมัง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 85

ก็ ) ตากข้าวที่หน้าวิหาร* ยังทำไม่ผาสุกอย่างอื่นอีกมาก แม้

ในวิหารใด มีโภคสมบัติของสงฆ์มาก พวกคนวัดกันฝูงโคของตระกูล

ทั้งหลาย ( มิให้เข้ามาหากินที่วัด ) กั้นทางน้ำ ( กักน้ำไว้ใช้ในที่ของ

วัด น้ำก็ไม่ไหลไปสู่นาของชาวบ้าน ต้นข้าวของชาวบ้านก็เหี่ยวแห้ง )

คนทั้งหลายพากันถือเอารวงข้าวที่เหี่ยวแห้งไปแสดงแก่สงฆ์ ร้องทุกข์

ว่า " พระคุณทา่ นทั้งหลาย ดูเอาเถิด การกระทำของพวกคนวัดของ

พระคุณท่าน " เพราะเหตุ ( ที่เกิดขึ้น ) นั้น ( เมื่อสงฆ์ไม่สามารถจะ

จัดการให้เป็นที่พอใจของพวกเขาได้ เขาก็จะร้องทุกข์ถึงเจ้าถึงนาย

ทีนี้ ) พระโยคีนั้นก็จำต้องไปสู่ทวารพระราชนิเวศน์ หรือประตูบ้าน

ท่านราชมหาอำมาตย์ ( ซึ่งเป็นที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ เพื่อให้ถ้อยคำ

แก่เจ้าหน้าที่ ) แม้วิหารที่มีโภคสมบัติของสงฆ์มากนี้ ก็สงเคราะห์เข้า

ด้วยวิหารติดที่นาได้เหมือนกัน

[วิสภาคานํ ปุคฺคาลนํ อตฺถิตา]

ข้อว่า " ความเป็นวิหารมีบุคคลผู้เป็นวิสภาคกันอยู่ " มีวินิจฉัย

ว่า ในวิหารใด ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นวิสภาค คือ เป็นข้าศึกกันและกัน

อยู่ ( ร่วมกัน ) ภิกษุพวกใดทะเลาะกันอยู่ เมื่อพระโยคีห้ามว่า

" ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าทำอย่างนั้นเลย " ภิกษุ

* ปมุเข สุสฺสยนฺติ ศัพท์ ปมุเข ถ้าแปลว่า "หน้ามุข" เป็นปัญหามาก หน้ามุขอะไร

จะกว้างพอตากข้าวได้ และถ้าละลาบละล้วงถึงใช้หน้ามุขเป็นที่ตากข้าว มิเป็นบังอาจเกิน

ไปหรือ ในที่นี้จึงแปลว่า "หน้าวิหาร" ด้วยคิดเห็นว่าหน้าวัดอาจมีลานพอตากข้าวได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 86

พวกนั้น ( กลับ ) จะเป็นผู้ว่าเอาว่า " ตั้งแต่ภิกษุถือบังสุกุลรูปนี้มา

พวกเรา ( กลาย ) เป็นคนเสียไปเสียแล้ว๑"

[ปฏฺฏสนฺนิสฺสิตตา]

ฝ่ายวิหารใดติดท่าน้ำหรือท่าบก๒ ในวิหารนั้นพวกคนที่มาทาง

เรือก็ดี ทางหมู่เกวียนก็ดี เนืองๆ ย่อมจะรบกวนทำความไม่ผาสุกให้

ด้วยการออกปากขอโอกาส ขอน้ำดื่ม ขอเกลือ

[ปจฺจนฺตสนฺนิสฺสิตตา]

ส่วนในวิหารติดปลายแดน ( พึงทราบว่า ) คนทั้งหลาย ( ในบ้าน

ปลายแดน ) เป็นคนไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัยมีพุทธรัตนะเป็นต้น

( แม้หากไม่ทำอันตรายเอา ก็ไม่อุปถัมภ์บำรุง จะอยู่ผาสุกที่ไหน )

[รชฺชสีมนฺตรสนฺนิสฺสิตตา]

ในวิหารติดที่ระหว่างพรมแดน ราชภัย ( มัก ) จะมี เพราะพระ

ราชาองค์หนึ่งก็ว่าที่ตรงนี้ยังไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา ก็ ( มา ) ตีเอา

ที่นั้น ข้างพระราชาอีกฝ่ายหนึ่งก็ว่าที่ตรงนี้ยังไม่ได้อยู่ในอำนาจของ

๑. อรรถาธิบายของมหาฎีกาว่า วิหารนั้นภิกษุทั้งหลายเป็นวิสภาคกัน คือไม่ถูก

กัน ระหองระแหงกัน ทะเลาะกัน ทำความไม่ผาสุกแก่เธอผู้เป็นพระโยคาวจร ครั้น

ขอร้องห้ามปรามเขา เขากลับว่ากระทบกระแทกให้เสียอีก

๒. มหาฎีกาว่า ได้แก่ด่านขนอน เป็นที่เก็บภาษีสินค้าที่มาทางบก (ท่านอากาศ-

ยานที่ดอนเมืองเวลานี้ก็นับเป็นท่านบก)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 87

ตน ก็ ( มา ) ตีเอาที่นั้น ภิกษุนี้ ( อยู่ ) ในวิหารนั้น ลางครั้งก็เที่ยว

ไปในแว่นแคว้นของพระราชาองค์นั้น ลางคราวก็เที่ยวไปในแว่นแคว้น

ของพระราชาอีกองค์หนึ่ง* เมื่อเป็นเช่นนั้น ทางการ ( อาจ ) สำคัญ

ว่าเธอเป็นจารบุรุษ ก็จะทำเอาเธอป่นปี้ไป

[อสปฺปายตา]

ข้อว่า " ความเป็นวิหารไม่สัปปายะ " มีวินิจฉัยว่า " ความ

ที่วิหารได้ชื่อว่า ไม่เป็นสัปปายะ ก็เพราะเป็นที่ชุกชุมไปด้วย

อารมณ์ มีรูปเป็นต้นบ้าง เพราะเป็นที่ๆ อมนุษย์หวงแหนบ้าง

เรื่อง( ต่อไป ) นี้ ( เป็นตัวอย่าง ) ในความเป็นวิหารที่อมนุษย์

หวงแหนนั้น

มีเรื่องเล่าว่า พระเถระรูปหนึ่งอยู่ในป่า อยู่มายักษิณีตนหนึ่ง

( หวังจะล่อให้พระเถระนั้นไปตกเหวตาย ตัวจะได้กินเนื้อพระเถระเป็น

ภักษาหาร หนแรกมา ) ยืนขับร้องขึ้นที่ใกล้ประตูบรรณศาลาของท่าน

ท่านออกไปยืน ( ดู ) ที่ประตู ( ไม่เห็นอะไร ) มัน ( เลื่อนที่ ) ไป

ขับร้องขึ้นที่หัวที่จงกรม พระเถระก็ ( ตาม ) ไป ( ดู ) ที่หัวที่จงกรม( อีก

ก็ไม่เห็นอะไร ) มัน ( เห็นว่าล่อพระเถระออกมาได้สองทอดแล้ว ที

จะได้การ คราวนี้ ) จึงไปยืนขับร้องขึ้นที่ ( ปาก ) เหวอันลึกตั้งร้อย

* ตรงนี้ประโยคหน้าท่านใช้ อิตรสฺส ประโยคหลังใช้ เอตสฺส น่าจะเรียงหรือลอกคัด

ไขว้กันไป ที่ถูก อิตร จะต้องอยู่ประโยคหลังเสมอ ข้างต้นก็เห็นเป็นตัวอย่างอยู่คือ

ประโยคหน้า เอโก ราชา ประโยคหลังจึงใช้ อิตโรปิ ในที่นี้แปลตามเห็นว่าถูก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 88

ชั่วคน พระเถระ ( ทีจะได้สติ ) กลับมาเสีย ( ไม่ตามไปอีก ) ทีนี้

มัน ( เห็นว่าล่อพระเถระไม่สำเร็จดังใจนึก ) ก็โลดแล่นมาจับ ( ตัว )

ท่าน ร้องตะคอกว่า " เฮ้ยพระ คนเช่นแก ( นี่ ) ข้ากินเสียไม่ใช่

คนหนึ่งสองคนแล้ว๑"

[กลฺยาณมิตฺตานํ อลาโภ]

ข้อว่า " วิหารที่หากัลยาณมิตรไม่ได้ " ความว่าในวิหารใด

พระโยคาวจรไม่อาจหาอาจารย์หรือภิกษุปูนอาจารย์ก็ดี อุปัชฌาย์

หรือภิกษุปูนอุปัชฌาย์ก็ดีเป็นกัลยาณมิตรได้ ความไม่ได้กัลยาณมิตร

นั้นในวิหารนั้นมีโทษมากทีเดียว

วิหารที่ประกอบด้วยโทษ ๑๘ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่ง พึง

ทราบว่าเป็นวิหารไม่เหมาะสม จริงอยู่ แม้ในอรรถกถาทั้งหลาย

ท่านก็ได้กล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า

* เรื่องนี้ท่านเล่าลัดไป ราวกะเรื่องนึกพูดในใจ รู้เรื่องแต่ตัวผู้เดียวก็แล้วกัน ถ้าจะ

แปลกันเท่าตัวก็รู้สึกกว่า คนอ่านจะกลืนยากเต็มที จึงต้องเติมความกันเป็นบรรทัด ๆ ถ้า

เติมผิดความจริงไป ก็ขอรับประทานโทษ และยังมีปัญหาอีก ๒ ข้อคือ

๑. มันจับท่านได้แล้วหักคอกินเสีย หรือว่ามีปาฏิหาริย์อะไรเกิดขึ้นทำให้มันต้อง

ปล่อยท่าน ข้อนี้ไม่สามารถจะเตาเติมความอะไรลงไปได้ เพราะไม่มีแนวความจะให้คิด

จึงเป็นเรื่องที่ไม่จบเรื่อง

๒. ยักษิณีมันโกรธโลดแล่นาจับตัวท่านจะหักคอกิน มันยังจะใช้คำสุภาพ

อ่อนน้อมพูดกับท่านว่า ภนฺเต อยู่ละหรือ อย่างดีก็น่าจะใช้คำตรง ๆ ว่า ภิกฺขุ แม้ว่า

อาจใช้คำ ภนฺเต แต่ยักษิณีมันคงไม่ใช้เสียงปกติ มันคงใช้เสียงตะคอกแล้วเราจะยังคง

อาจใช้คำ ภนฺเต แต่ยักษิณีมันคงไม่ใช่เสียงปกติ มันคงใช้เสียงตะคอกแล้วเราจะยังคง

แปลตามเคยว่า "ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หรือ ท่านเจ้าขา" จะได้กับความจริงละหรือ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 89

[คาถาสรูปโทษ ๑๘]

บัณฑิตรู้จักที่ ( อันประกอบด้วยโทษ ) ๑๘ อย่าง

คือ อาวาสใหญ่ ๑ อาวาสใหม่ ๑ อาวาสเก่า ๑

อาวาสติดทาง ๑ อาวาสมีตระพังน้ำ ๑ อาวาสมี

ใบ้ไม้ ๑ ( ที่ใช้เป็นผักได้ ) ๑ อาวาสมีไม้ดอก ๑

อาวาสมีไม้ผล ๑ อาวาสที่คนทั้งหลายมุ่งมั่น ๑

อาวาสติดเมือง ๑ อาวาสติดป่าไม้ ๑ อาวาส

ติดนา ๑ กับอาวาสมีภิกษุที่เป็นวิสภาคกันและกัน

อยู่ ๑ อาวาสติดท่า ๑ อาวาสติดชายแดน ๑ อาวาส

ติดที่ระหว่างพรมแดน ๑ อาวาสไม่เป็นที่

สัปปายะ ๑ อาวาสที่หากัลยาณมิตรไม่ได้ ๑ เหล่านี้ ( ว่า

เป็นที่ไม่เหมาะสม ) ดังนี้แล้วพึงหลีกเสียให้ห่าง

ดุจหลีกทางอันมีภัยปรากฏอยู่ ฉะนั้นเถิด

[ลักษณะวิหารอันเหมาะสม]

ส่วนว่าวิหารใดประกอบด้วยองค์ ๕ มีความเป็นวิหารที่ไม่ไกลนัก

ไม่ใกล้นักแต่โคจรคาม เป็นอาทิ วิหารนี้ ชื่อว่าวิหารเหมาะสม

จริงอยู่ คำนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย

ก็เสนาสนะประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะ

ในศาสนานี้เป็นที่ไม่ไกลนักไม่ใกล้นัก ไปมาสะดวก กลางวันไม่

พลุกพล่าน กลางคืนไม่มีเสียงอึกทึก ปราศจากสัมผัสแห่งเหลือบยุง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 90

ลม แดด และสัตว์เลื้อยคลาน ก็แลเมื่อภิกษุพำนักอยู่ในเสนาสนะนั้น

จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยเภสัชบริขารทั้งหลายย่อม

เกิดขึ้นโดยไม่ฝืดเคืองเลย อนึ่ง ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นเถระ เป็นพหูสูต

ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ย่อมอยู่ในเสนาสนะ

นั้น ภิกษุเข้าไปหาพระเถระเหล่านั้นตามกาลอันควร ได้สอบถาม

( ข้อธรรม ข้ออรรถ ) ว่า " ท่านเจ้าข้า บทนี้เป็นอย่างไร " ท่าน

เหล่านั้นย่อมจะเปิดข้อที่ยังไม่ได้เปิด ทำให้ตื้นข้อที่ยังมิได้ทำให้ตื้น

และบรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลายอันน่าจะสงสัยได้หลายๆ อย่าง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นอย่างนี้แล*"

นี้เป็นความพิสดารในข้อว่า " ละวิหารอันไม่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญ

สมาธิเสียแล้วพำนักอยู่ในวิหารที่เหมาะสม "

[ตัดปลิโพธเล็กน้อย]

พึงทราบวินิจฉัยในข้อว่า " ทำการตัดปลิโพธเล็กน้อยเสีย "

( ต่อไป ) พระโยคาวจรผู้ได้อยู่ในวิหารอันเหมาะสมอย่างนี้ ปลิโพธ

ทั้งหลายแม้ที่เล็กน้อยซึ่งเธอมีอยู่ ก็พึงตัดเสียด้วย ปลิโพธเล็กน้อย

* องค์ ๕ นับอย่างไร มหาฎีกาท่านให้นับอย่างนี้ ไม่ไกลนักไม่ใกล้นัก ไปมาสะดวกเป็น

องค์ ๑ กลางวันไม่พลุกพล่าน กลางคืนเงียบ เป็นองค์ ๑ ปราศจากสัมผัสแห่งเหลือยุง

เป็นองค์ ๑ ปัจจัยสี่ไม่ฝืดเคือง เป็นองค์ ๑ มีภิกษุพหุสูตอยู่ด้วย เป็นองค์ ๑

อนึ่ง ศัพท์ โข ปน โหติ ท้ายบท... สิริปสมฺผสฺสํ เกินแน่ เพราะอยู่ในตำแหน่ง

ที่ไม่ตรงควรอยู่ ไม่ช่วยทำความให้ดีชึ้น กลับทำให้เสีย และสอบดูในฉบับบาลีทสกังคุตตร

(หน้า ๑๗) แล้ว ไม่มีศัพท์ทั้ง ๓ ต่อท้ายบท สิริปสมฺผสฺสํ จึงควรขีดศัพท์ทั้ง ๓

ออกได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 91

คืออะไรบ้าง คือ ผมยาว เล็บยาวแลขน ( คือขนจมูกหนวดเครา )

ยาว พึงโกนเสีย พึงทำทัฬหีกรรม ( ปะ ดาม ) หรือตุนนกรรม

( ชุน ) ในจีวรเก่าๆหรือว่าจีวร ( สี ) หมองไปก็ย้อมเสีย ถ้า

สนิมในบาตรมี ก็พึงระบมบาตรเสีย เครื่องเสนาสนะมีเตียงตั่งเป็น

ต้นก็พึงทำเสียให้สะอาด

นี้เป็นพิสดารในข้อว่า " ทำการตัดปลิโพธเล็กน้อยเสีย "

[วิตถารกถาแห่งภาวนาวิธี]

คำพรรณนา ( ต่อไป ) นี้เป็นคำกล่าวอย่างพิสดารในข้อว่า " อย่า

ทำภาวนาวิธีทั้งปวงให้เสื่อมไป บำเพ็ญขึ้นเถิด " นี้ โดยกล่าวภาวนา-

วิธีแห่งกรรมฐานทั้งหมด จับปฐวีกสิณเป็นต้นไป ณ กาลบัดนี้

[ปฐวีกสิณ]

ความพิสดารว่า ภิกษุผู้ตัดปลิโพธเล็กน้อยเสียได้อย่างนี้แล้ว

กลับจากบิณฑบาต หลังอาหาร บรรเทาความเมาอาหารแล้ว นั่งอย่าง

สบาย๑ ในโอกาสที่สงัด พึงถือเอานิมิตในดินที่แต่งขึ้นหรือไม่แต่ง

ก็ได้ จริงอยู่ ข้อนี้พระโบราณาจารย์๒ ก็ได้กล่าวไว้ว่า " พระ

โยคาวจรผู้จะขึ้นเอาปฐวีกสิณ ถือเอานิมิตในดิน๓ ที่แต่งขึ้น หรือ

๑. นั่งอย่างสบาย (สุขนิสินฺน) ในที่นี้ มหาฎีกาท่านเกรงว่าคนจะเข้าใจผิดไปว่านั่ง

อย่างไรก็ได้ ท่านจึงกำชับว่านั่งสบายอย่างนั่งกรรมฐาน คือขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรง

๒. ตายนัยมหาฎีกาท่านว่า วุตฺตญฺเหตํ โปราณฏฺฐกถายํ

๓. บท ปฐวิยํ นี้ มหาฎีกาท่านว่า แม้รูปเป็นอิตถีลิงค์ แต่เพ่งมณฑลศัพท์ (คือเป็นดิน

สันฐานกลมมีกำหนด มิใช่ดินกว้างใหญ่หากำหนดมิได้) จึงนับเอาเป็น นํปุสกลิงค์

เท่ากับ ปฐวีมณฺฑเล เพราะฉะนั้น ศัพท์วิเสสนะข้างหลัง จึงมีรูปเป็นนุปํ. เป็นแถวไป

คือ กเต วา อกเต วา สานฺตโก โน อนนฺตเก ฯ เป ฯ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 92

มิได้แต่งขึ้นก็ตาม ( แต่ต้อง ) เป็นดินมีที่สุด คือมีกำหนด สัณฐานกลม

ชักวงรอบได้ มิใช่ ( กว้างใหญ่จน ) ไม่มีที่สุด คือไม่มีกำหนดสุด

สัณฐานไม่กลม ชักวงรอบไปไม่ได้ ขนาดเท่ากะโล่หรือเท่าชามอ่าง๑

เธอทำนิมิตนั้นให้ขึ้นดี๒ กำหนดจดจำไว้อย่างดี ครั้นเธอทำนิมิตนั้น

ให้ขึ้นดี กำหนดจดจำไว้อย่างดีแล้ว จะเป็นผู้เห็นอานิสงส์ มีความ

สำคัญ ( ในปฐวีนิมิต ) ว่าเป็นดวงแก้วแล้วตั้งความยำเกรง ( ใน

นิมิตนั้นด้วยเห็นเป็นสำคัญไม่ปล่อยให้เสื่อมไปเสีย ) รัก ( นิมิตนั้น )

อยู่ ผูกจิตไว้มั่นในอารมณ์ ( คือนิมิตที่ขึ้นดี ) นั้น เธอสงัด

จากกามทั้งหลายทีเดียว ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่ " ดังนี้

พระโยคาวจรผู้ใดเคยบวชในพระศาสนาหรือว่าบวชเป็นฤษี ทำ

จตุกฌาน หรือ ปัญจกฌานในปฐวีกสิณให้เกิดมาแล้วแม้ในอดีตภพ

นิมิตในดินที่มิได้แต่ง ( ดังกล่าว ) ในคำอรรถกถาโบราณนั้น คือใน

๑. มหาฎีกาว่า ในคำของพระโบราณาจารย์นี้ท่านประสงค์ว่า สุปปะ กับสราวะนั้น ขนาด

เท่ากัน ทั้งสองอย่างนั้นไม่ใหญ่นัก พอเป็นฝาปิดตุ่มได้ (จาฏิปิธานปฺปโหนก) อาศัย

นัยนี้จึงแปล สุปปะ ว่า กะโล่ แปล สราวะ ว่า ชามอ่าง เพราะของสองอย่างนี้ขนาดไล่เลี่ยง

กันและเคยเห็นคนใช้ของสองอย่างนี้เป็นฝาปิดตุ่มจริง ๆ ด้วย

สุปปะ แปลว่ากระดังก็ได้ แต่ต้องเป็นกระด้งขนาดย่อม ซึ่งพอ ๆ กับกะโล่

เพราะถ้าเป็นกระด้งขนาดใหญ่ที่ใช้ฝัดข้าว อาจเหลือตาไป ส่วย สราวะ แปลว่า ขัน

ก็ได้ เห็นจะต้องหมายถึงขันโอ หรือขันสาครขนาดกลาง ๆ จะไม่เล็กถึงขันจอก เพราะ

มหาฎีกาท่านว่าอาจารย์ลางเหล่ากำหนดขนาด สราวะ ว่า ประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ส่วน

สุปปะ โตกว่านั้น แถมลางอาจารย์ว่า ทำวงกสิณขนาดเท่าร่มก็ได้

๒. ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กาโรติ มหาฎีกาท่านว่า ลืมตาดูจนถือเอานิมิตในดินนั้นได้แล้ว

หลับตานึกดูนิมิตนั้นปรากฏเหมือนในขณะลืมตาดูเมื่อใด เมื่อนั้น ชื่อว่า สุคฺคหิตํ กโรติ

ตามอธิบายนี้ ก็คือว่าทำให้เป็นอุคคหนิมิตนั่นเอง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 93

ที่ ( ดิน ) ที่เขาไถแล้วหรือในที่วงกลมแห่งลานนวดข้าว ย่อมเกิดขึ้น

ได้แก่พระโยคาวจรผู้มี ( ภาวนามัย ) บุญ ผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย

( แห่งภาวนา ) เห็นปานนั้น ดุจพระมัลลกเถระ

ได้ยินว่า เมื่อท่านองค์นั้น ( เพ่ง ) ดูที่ ( ดิน ) ที่เขาไถแล้ว

นิมิตขนาดเท่าที่ ( ที่ดูเห็น ) นั้นได้เกิดขึ้น ท่านขยายนิมิตนั้น

ยังปัญจกฌานให้เกิดแล้วเจริญวิปัสสนามีฌานเป็นปทัฏฐาน ได้บรรลุ

พระอรหัต

ส่วนพระโยคาวจรผู้ใดมิได้ทำบุญญาธิการไว้อย่างนั้น พระ-

โยควจรผู้นั้นอย่าพึงทำกรรมฐานวิธีที่เรียนมาในสำนักของอาจารย์ให้

ผิดไป เว้นกสิณโทษ ๔ ประการเสีย แต่ง ( วง ) กสิณขึ้นเถิด

ก็โทษแห่งปฐวีกสิณมี ๔ เนื่องด้วยความปนกันแห่งดินสีเขียว ดิน

สีเหลือง ดินสีแดง และดินสีขาว๑ เพราะเหตุนั้น พระโยคาวจร

อย่าถือเอาดิน ( เหนียว ) อันมีสี ( เป็นโทษ ) มีสีเขียวเป็นอาทิ

พึงแต่ง ( วง ) กสิณด้วยดิน ( เหนียว ) มีสี ( ผ่อง ) ดังสีอรุณ เช่นกับ

ดินในท้องคงคา๒ ก็แล ( วง ) กสิณนั้นไม่ควรแต่งในที่เป็นที่สัญจร

ไปมาแห่งอนุปสัมบันทั้งหลายมีสามเณรเป็นต้นในกลางวิหาร แต่ควร

แต่งในที่มิดชิดทางท้ายวิหาร เป็นเงื้อมเขา หรือบรรณศาลาก็ดี

๑. ตามนัยฎีกาดูเหมือนจะว่า ปนกันโดยนำดินต่างสีมาปะติดกันเข้ากลายเป็นดินหลายสี

ก็ดี ปนกันโดยนำดินต่างสีมาคลุกขยำเข้ากันกลายเป็นดินสีอะไรไปอีกก็ดี

๒. มหาฎีกาท่านว่า ท่านได้ทราบมาว่า ในสีหลทวีปมีแม่น้ำสายหนึ่งชื่อ โรวนคงคา

ดินทางตลิ่งพังของแม่น้ำนั้นเป็นดินสี (ผ่อง) ดังสีอรุณ คำที่ว่านี้ หมายเอาดินใน

แม่น้ำนั้น (หาใช่แม่คงคาในชมพูทวีปไม่)

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 94

ทำเป็นชนิดเคลื่อนที่ได้ก็ได้ เป็นชนิดตั้งอยู่กับที่ก็ได้

[วิธีแต่งวงกสิณชนิดเคลื่อนที่ได้]

ใน ( วง ) กสิณ ๒ ชนิดนั้น ชนิดเคลื่อนที่ได้ พึงผูกท่อนผ้า

เก่า หรือแผ่นหนัง หรือเสื่อลำแพนก็ได้ เข้าที่ไม้ ( สะดึง ) ๔ อัน

แล้ว เอาดินที่เก็บรากหญ้า ก้อนกรวด และทราย ( หยาบ ) ออก

แล้ว ขยำดีแล้วมาฉาบแต่งให้เป็นแผ่นกลมได้ขนาดดังกล่าวมาแล้ว

ลงในท่อนผ้าเก่าหรือแผ่นหนัง หรือเสื่อลำแพนที่ตรึงไว้นั้น ( วง )

กสิณชนิดเคลื่อนที่ได้นั้น เวลาจะบริกรรม พึงวางราบลงที่พื้นแล้ว

จึง ( เพ่ง ) ดู

[วิธีแต่งวงกสิณชนิดตั้งอยู่กับที่]

( วง ) กสิณชนิดตั้งอยู่กับที่ พึงตอกหลักเข้าหลายๆ อันลงที่

พื้นดินโดยอาการแห่งฝักบัว ( คือตอกให้ข้างล่างสอบข้างบนผาย

โดยรอบ สัญฐานดังฝักบัว ) แล้วตรึง ( หลักเหล่านั้นให้ติดกัน )

ด้วยเถาวัลย์ แต่ง ( เป็นโครง ) ขึ้น๑ ผิว่าดิน ( ในที่ ) นั้นไม่พอ พึง

ใช้ของอื่นรองข้างล่างแล้ว จึงแต่งกสิณให้มีสัณฐานกลม กว้าง

ประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว ด้วยดินสีอรุณที่ชำระดีแล้วลงข้างบน อันที่จริง

คำว่า " ขนาดเท่ากะโล่ หรือขนาดเท่าชามอ่าง " ( นั้น ) พระ-

โบราณจารย์กล่าวหมายเอาประมาณ ( ๑ คืบ ๔ นิ้ว ) นี้นั่นเอง

ส่วนคำว่า " เป็นดินมีที่สุด มิใช่ ( กว้างใหญ่จน ) ไม่มีที่สุด "

๑. การแต่งกสิณชนิดนี้เห็นจะต้องมีกัปปิยการกช่วยทำ เพราะมีการขุดดินและตัด

เถาวัลย์ ?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 95

เป็นต้น ท่านกล่าวไว้เพื่อตัดตอน ( ขนาด ) ปฐวีนิมิตนั้น เพราะ

เหตุนั้น พระโยคาวจรแต่งวงกสิณให้ได้กำหนดขนาด ดังกล่าวนั้นแล้ว

อย่าใช้เกรียงไม้เพราะมันทำให้เกิดสีที่แตกต่างกัน ( คือสีที่เป็นโทษ๑ )

พึงใช้เกรียงหินปาด ( ดิน ) ทำให้เรียบเช่นหน้ากลองแล้วกวาดสถานที่

นั้นเสีย ( ให้เตียน ) ไปอายน้ำแล้วจึงมานั่งที่ตั่งอันตั้งไว้เรียบร้อยแล้ว

มีเท้าสูงประมาณคืบ ๔ นิ้ว ซึ่งจัดไว้ตรงจุดที่มีระยะ ๒ ศอกคืบแต่วง

กสิณ เพราะเมื่อนั่งไกลกว่านั้น กสิณจะไม่ชัด ใกล้กว่านั้น

กสิณโทษจะปรากฏ๒ อนึ่ง ผู้นั่งสูงไป จะต้องโน้มคอลงดู ( นานเข้า

คอจะปวด ) นั่งต่ำไป ( จะต้องคุกเข่าขึ้นดู นานเข้า ) เข่าจะปวด๓

เพราะฉะนั้น พระโยคาวจรพึงนั่งตามนัยที่กล่าวนั้นแล้ว พิจารณา

๑. ปาฐะในวิสุทธิมรรค พิมพ์ครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่ใช้เป็นต้นฉบับแล ตรงนี้

เป็น รุกฺขปณฺณิกาย (วิสภาควณฺณํ สมุฏฺฐเปติ..) แต่ในมหาฎีกา (พิมพ์ครั้งแรก

๒๔๖๘ หน้า ๒๐๙) เบน รุกขปณฺณิกา (ปฐมาวิภัติ) เห็นว่าปาฐะในมหาฎีกาถูก

เพราะสมุฏฺฐาเปติ ต้องเป็นกิริยาของ รุกฺขปณฺณิกา ๆ เป็นเหตุกัตตา จึงแปลเอาความได้

อนึ่ง มหาฎีกาท่านว่า เกรียงไม้ที่ทำให้เกิดสีเป็นสีวิภาคแก่ดินสีอรุณนั้น เป็นแต่

ไม้ลางชนิด (ที่มียางมาก) เช่นไม้ที่ท่านเรียกว่า กุจันทนะ (แปลว่าไม้จันทน์อย่างเลว

กระมัง) ส่วนเกรียงทำด้วยไม้ปกติก็ใช้ได้เหมือนดังเกรียงหิน (คือไม่ทำให้ดินเกิดสี)

๒. กสิณโทษในที่นี้ ไม่ใช่อย่างเดียวกับที่กล่าวมาแล้ว มหาฎีกาท่านว่ารอยอะไรเล็ก ๆ

น้อย ๆ ซึ่งนั่งห่างพอสมควรย่อมมองไม่เห็น แต่ถ้านั่งใกล้เพ่งดูเขาจะเห็น เช่นรอย

ฝ่ามือ (ซึ่งอาจหลงตาเวลาแต่งเติมอยู่)

๓. ชนฺนกานิ รุชฺฌนฺติ (รุชฺชนฺติ ?) เมื่อนั่งสูงกว่าวงกสิณ ท่านบอกว่าจะต้องโน้มคอ

ลงดู ครั้นนั่งต่ำกว่า แทนที่ท่านจะบอกว่าต้องแหวนคอดู กลับบอกว่าเข่าจะปวด ถ้า

เช่นนั้นคงจะไม่ใช่แหวน เพราะถ้าแหวนก็ต้องปวดคอ เมื่อปวดเข่าจะต้องเป็นคุกเข่า

ขึ้นดู คุกเข่าอยู่นานเข้ามันก็ต้องปวดเข่าอยู่เอง ก็การนั่งเพ่งกสิณนั้น ท่านก็ให้นั่งตาม

แบบ คือนั่งขัดสมาธิตั้งกายตรง เมื่อต้องมานั่งหย่งโย่หยกเช่นนั้น ก็เป็นนั่งผิดแบบ

ไม่น่าจะให้มีขึ้น

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 96

เห็นโทษในกามทั้งหลาย โดยนัย ( พระบาลี ) ว่า กามทั้งหลายมี

คุณน่ายินดีน้อย ดังนี้เป็นอาทิ ( จน ) เกิดความพอใจในเอนขัมมะ๑

อันเป็นเครื่องสลัดกามออกไป เป็นอุบายก้าวล่วงสรรพทุกข์ ยัง

ปีติและปราโมชให้เกิด ด้วยระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

มีความเคารพเกิดขึ้นในข้อปฏิบัติ ด้วยคิดเห็นว่า " เอนขัมมปฏิทานี้

นั้นเป็นทางที่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอริยสาวก

ทั้งปวงปฏิบัติกันมาแล้ว ( จน ) บัดนี้ " ปลูกความอุตสาหะขึ้นด้วย

ความหวังว่า " เราจะต้องเป็นผู้มีส่วนแห่งรสของปวิเวกสุข ด้วยข้อ

ปฏิบัตินี้เป็นแน่แท้ " ดังนี้แล้วลืมตาดูโดยอาการพอดี ( เพ่งดู ) ถือ

เอานิมิตภาวนาไป เพราะผู้เหลือกตา ( ดู ) ตาจะเมื่อย และดวงจะ

ปรากฏเกิน ( จริง ) ไปด้วย โดยวิธีนั้น นิมิต ( แท้ )ก็จะไม่เกิด

ขึ้นแก่เธอ ผู้หรี่ตา ( ดู ) ดวงจะไม่ชัด ซ้ำจิตก็จะหดหู่ไปเสียด้วย

แม้โดยวิธีอย่างนี้ นิมิต ( แท้ ) ก็ไม่เกิด( เหมือนกัน ) เพราะ

เหตุนั้น ต้องลืมตาโดยอาการพอดี ( เพ่งดู ) ถือเอานิมิตภาวนา

ไป ดุจดูนิมิตแห่งหน้า ( ของตน )ที่หน้าแว่น ฉะนั้น ไม่ต้อง

พิจารณาสี ไม่ต้องใส่ใจถึงลักษณะ ( แห่งปฐวีนิมิตนั้น๒ ) แต่ว่า

จะทิ้งสีเสียก็ไม่ได้ พึงทำให้มันเป็นสิ่งเสมอกันกับที่อาศัย ( ของมัน

๑. เนกขัมมะ ในที่นี้ มหาฎีกาว่าได้แก่ฌาน

๒. มหาฎีกาว่า คนที่ดูเงาหน้าของตนในแว่นนั้นย่อมไม่เหลือกตา ไม่

หรี่ตา ไม่พิจารณาสีของแว่น ทั้งไม่ได้ใส่ใจถึงลักษณะของแว่นด้วย แต่ใช้ตามองดูพอดี

เห็นแต่เงาหน้าของตนเองเท่านั้น ฉันใด พระโยคาวจรนี้ก็ฉันนั้น เพ่งดูปฐวีกสิณด้วย

อาการพอดี ขวนขวายแต่ถือจะเอานิมิตเท่านั้น ไม่พะวงถึงสีและลักษณะ

คำว่าลักษณะท่านหมายเอาลักษณะของปฐวีธาตุ คือความแค่นแข็ง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 97

คือนึกเสียว่า สีนั้นเป็นอันเดียวกับดินซึ่งเป็นที่อาศัยของมัน แยก

กันไม่ออก ) ตั้งจิตไว้ในบัญญัติธรรม ( คือโลกโวหาร ) มนสิการ

ไปโดยอุสทโวหาร ( คือ คำที่ขึ้นปาก พูดกันมาก ) บรรดาชื่อ

ของดินทั้งหลาย เช่น ปฐวี มหี เมทนี ภูมิ วสุธา วสุนฺธรา

พระโยคาวจรชอบชื่อใด ชื่อใดเป็นคำอนุกูลแก่สัญญา( คือช่วยให้

กำหนดจดจำง่าย ) สำหรับเธอ ก็พึงว่าชื่อนั้น ก็แต่ว่าชื่อคือ ปฐวี

นั่นแหละเด่น เพราะฉะนั้น พึงภาวนาว่า ปฐวี ปฐวี โดยเป็นชื่อ

เด่นอย่างเดียวเถิด พึงลืมตาดูพักหนึ่งแล้วหลับตานึกหน่วงดูพักหนึ่ง

( สลับกันไป ) อุคคหนิมิตยังไม่เกิดขึ้นเพียงใด พึงภาวนาโดยนัย

นั้นแลเพียงนั้น แม้ ๑๐๐ พัก ๑,๐๐๐ พัก แม้ยิ่งกว่านั้นก็ดี เมื่อเธอ

ภาวนาไปอย่างนั้น ในขณะใดหลับตานึกหน่วงดู นิมิตมาสู่คลอง

( แห่งมโนทวาริกชวนะ ) ดุจในเวลาลืมตา ในขณะนั้นชื่อว่าอุคคห-

นิมิตเกิดแล้ว ตั้งแต่เวลาที่อุคคหนิมิตนั้นเกิดแล้วไปไม่พึงนั่ง

ในที่นั้น พึงเขา้ ไปสู่ที่อยู่ของตนแล้วนั่งในที่อยู่ของตนนนั้ ภาวนา

( ต่อไป )๑

อนึ่ง เพื่อแก้ความชักช้าด้วยการที่ต้องล้างเท้า ต้องการรองเท้า

ชั้นเดียวคู่ ๑ และไม้เท้าอัน ๑ สำหรับเธอ เผื่อถ้าสมาธิที่ยังอ่อน

(นั้น) เสื่อมไปด้วยเหตุอันเป็นอสัปปายะอะไร ๆ ก็ดี เธอจะได้

๑. มหาฎีกาว่า ถ้าเมื่ออุคคหนิมิตเกิดแล้ว ยังดูวงกสิณ ภาวนาอยู่อีก ปฏิภาค-

นิมิตก็ไม่เกิด แล้วนั่งอยู่ใกล้เช่นนั้นก็อดดูไม่ได้ ท่านจึงแนะให้ย้ายที่เสีย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 98

สวมรองเท้าถือไม้เท้า๑ไปที่ ( ที่วงกสิณตั้งอยู่ ) นั้น ถือเอานิมิต๒

( ได้แล้วกลับ ) มานั่งตามสบาย ภาวนา ( สืบไป ) พึงนึกเหนี่ยว

( นิมิต ) แล้วๆ เล่าๆ ทำให้เป็นตักกาหตะ ( นึกมาได้ ) วิตตักกาหตะ

( นึกมาให้เป็นต่างๆ ได้ )๓ เมื่อเธอทำอยู่อย่างนั้นนิวรณ์ทั้งหลาย

จะราบลง กิเลสทั้งหลายจะระงับลงได้โดยลำดับ จิตจะตั้งมั่นด้วย

อุปจารสมาธิ ปฏิภาคนิมิตจะเกิดขึ้น

[ความต่างกันแห่งอุคคหนิมิตกับปฏิภาคนิมิต]

( ต่อไป ) นี้ เป็นความต่างแห่งอุคคหนิมิตที่กล่าวมาก่อน

และปฏิภาคนิมิตนี้ ในคำที่กล่าวมานั้น

ในอุคคหนิมิต กสิณโทษยังปรากฏอยู่ ๔ ( ส่วน ) ปฏิภาคนิมิต

เป็นราวกะว่าทำลายอุคคหนิมิตออกมาปรากฏเป็นนิมิตที่บริสุทธิ์ดีกว่า

อุคคหนิมิตนั้น ๑๐๐ เท่า ๑,๐๐๐ เท่า ดุจแผ่นแว่นที่นำออกจากถุง ๕ ดุจ

๑. มหาฎีกาว่า ให้ใช้รองเท้าชั้นเดียว เพื่อไม่ให้มีเสียงเมื่อเดิน ให้ใช้ไม้เท้าด้วยเพื่อ

ป้องกันอันตราย (อันตรายอะไรป้องกันด้วยไม้เท้า สุนัขกระมัง ?)

๒. น่าจะเข้าใจว่า ย้ายที่มาแล้ว อุคคหนิมิตอาจเสื่อมไปเสีย จึงกลับไปเพ่งใหม่ จน

อุคคหนิมิตเกิดอีกแล้วจึงกลับ เมื่อกลับมาถึงที่ ควรจะได้เข้าที่นั่งเจริญนิมิตต่อไปโดย

เร็ว ท่านจึงแนะนำให้สวมรองเท้าเดินไปมา จะได้ไม่ต้องเสียเวลาล้างเท้า

๓. มหาฎีกาท่านอธิบายลึกไป ไม่เข้าใจของท่าน จึงขอคิดเอาใหม่ว่า ตักกาหตะ นั้น

คือ นิมิตที่ติดตาอย่างสนิท หลับตานึกดูเป็นมาทันที ก็หมายถึงอุคคหนิมิตนั่นเอง ส่วน

วิตักกาหตะ วิเศษขึ้นไปอีก คือนึกให้นิมิตแปลกไปจากเดิม เช่นขยายใหญ่ขึ้น

หรือย่อให้เล็กลงโดยไม่ผิดส่วนได้ก็คือว่าเกิดปฏิภาคนิมิตนั่นเอง

๔. กสิณโทษ ก็หมายความอย่างที่เคยว่ามาแล้ว คือ รอยอะไรต่างๆ เช่น รอยนิ้ว รอย

ฝ่ามือ

๕. เห็นจะหมายความว่า แว่นเขาขัดดีแล้วเก็บไว้ในถุง เมื่อจะใช้ นำออกจากถุงใหม่ๆ

ใสสะอาดยิ่งนัก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 99

เปลือกสังข์ที่ขัดอย่างดีแล้ว ดุจดวงจันทร์ออกจากกลุ่มพลาหก ดุจ

ฝูงนกยาง ( ขาว บินอยู่ ) หน้าเมฆ ( ดำ ) แต่ว่านิมิตนั้นหาได้เป็นสิ่ง

ที่มีสีสัณฐานไม่ เพราะถ้ามันเป็น ( สิ่งมีสีสัณฐาน ) เช่นนั้นไซร้

มันก็จะพึงเป็นสิ่งที่รู้ได้ทางจักษุ เป็นของหยาบ ลูบคลำได้ เข้า

ลักษณะ ๓ ได้๑ แต่นี่ไม่เป็นเช่นนั้น แท้จริงมันเป็นสิ่งที่เกิดแต่

สัญญา ( ในภาวนา ) เพียงเป็นอาการที่ปรากฏแก่ผู้ได้สมาธิเท่านั้น

เองแหละ ก็แลตั้งแต่เวลาที่ปฏิภาคนิมิตนั้นเกิดขึ้นแล้ว นิวรณ์

ทั้งหลายก็เป็นอันถูกข่มราบไป กิเลสทั้งหลายก็ระงับเรียบไป จิต

เป็นอันตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิแท้แล

[สมาธิ ๒ ต่างกัน]

ก็สมาธิมี ๒ คือ อุปจารสมาธิ ๑ อัปปนาสมาธิ ๑ จิตเป็น

สมาธิด้วยอาการ ๒ ในอุปจารภูมิอย่าง ๑ ในปฏิลาภภูมิอย่าง ๑ ใน

๒ ภูมินั้น ในอุปจารภูมิ จิตเป็นสมาธิด้วยการละนิวรณ์ เป็นปฏิลาภ-

ภูมิ จิตเป็นสมาธิด้วยความปรากฏแห่งองค์ ( ฌาน ) ส่วนข้อที่ทำ

ให้ต่างกันแห่งสมาธิ ๒ อย่าง ( นั้น ) ดังนี้ ในอุปจาร องค์ทั้งหลาย

ยังไม่เกิดกำลัง เพราะความที่องค์ทั้งหลายยังไม่เกิดกำลัง ( แม้ )

เมื่ออุปจารสมาธิเกิดขึ้นแล้ว จิตจึงถือเอานิมิตเป็นอารมณ์ได้พักหนึ่ง

ก็ตกสู่ภวังค์เสียพักหนึ่งๆ ( ยังขึ้นๆ ตกๆ ) เปรียบเหมือนเด็กอ่อน

เขาพยุงขึ้นยืน ( ตั้งไข่ ) ก็ล้มร่ำไป ฉะนั้น ส่วนในอัปปนา องค์

๑. ติลกฺขณพฺภาหตํ มหาฎีกาไม่แน่ใจ แก้ไว้ ๒ นัย คือหมายถึงสังเขตลักษณะ ๓

หรือสามัญลักษณะ ๓ ก็ได้

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 100

ทั้งหลายเกิดมีกำลังแล้ว เพราะความที่องค์ทั้งหลายเกิดมีกำลังแล้ว

เมื่ออัปปนาสมาธิเกิดขึ้นแล้ว จิตตัดภวังค์วาระเดียวแล้วย่อมตั้งอยู่

คือเป็นไปตามทางกุศลชวนะโดยลำดับตลอดทั้งคืนทั้งวันทีเดียว เปรียบ

เหมือนบุรุษผู้มีกำลังลุกขึ้นจากที่นั่งแล้ว พึงยืนอยู่ทั้งวันก็ได้ฉะนั้นแล

ในสมาธิ ๒ อย่างนั้น อันการทำปฏิภาคนิมิตที่เกิดขึ้นพร้อมกับ

อุปจารสมาธินั้นให้เกิดขึ้นได้เป็นการยากยิ่ง เพราะฉะนั้น ถ้าพระ

โยคาวจรอาจทำนิมิตนั้นให้เจริญ ( จน ) บรรลุอัปปนา โดยบัลลังก์

เดียวนั้นได้ไซร้ นั่นเป็นการดีถ้าไม่อาจไซร้ ดังนั้นเธอพึงเป็นผู้

ไม่ประมาทรักษานิมิตนั้นไว้ ดังนางแก้วรักษาครรภ์อันเกิดแต่พระเจ้า

จักรพรรดิฉะนั้นเถิด ด้วยเมื่อรักษานิมิตไว้ได้อย่างนี้ ความเสื่อม

แห่งฌานที่ได้แล้วย่อมไม่มี ( แต่ ) เมื่อการรักษาไม่มี ฌานที่ได้ๆ

แล้วก็ย่อมเสื่อมไป

[วิธีรักษานิมิต]

นี้เป็นวิธีรักษา ในการรักษานิมิตนั้น ( คือ )

พระโยคาวจรพึงเว้น ๗ สิ่ง คืออาวาส ( ที่อยู่ )

โคจรคาม การพูดคุย บุคคล โภชนะ ฤดู

อิริยาบถ เหล่านี้ที่เป็นอสัปปายะเสีย พึงเสพ

๗ สิ่ง ( นั้น ) ที่เป็นสัปปายะเถิด ด้วยเมื่อ

พระโยคาวจรใดๆ ก็ดี ปฏิบัติได้อย่างนั้น

อัปปนาย่อมจะ ( เกิด ) มีโดยกาลไม่นานเลย

แล

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 101

[อาวาส]

พึงทราบวินิจฉัยในบทมาติกาเหล่านั้น ดังนี้ เมื่อพระโยคาวจร

นั้นอยู่ในอาวาสใด นิมิตที่ยังไม่เกิดก็ไม่เกิดขึ้นก็ดีที่เกิดแล้วเสื่อม

หายไปเสียก็ดี สติที่ยังไม่ตั้งมั่นก็ไม่ตั้งมั่นด้วย จิตที่ยังไม่เป็นสมาธิ

ก็ไม่เป็นสมาธิด้วย อาวาสนี้นับเป็นอสัปปายะ เมื่อเธออยู่ในอาวาส

ใด นิมิตเกิดและถาวรด้วย สติก็ตั้งมั่น จิตก็เป็นสมาธิ ดุจพระ

ปธานิยติสสเถระผู้อยู่ ณ นาคบรรพต อาวาสนี้นับเป็นสัปปายะ เพราะ

เหตุนั้น ในวิหารใด อาวาส ( ที่อยู่ ) มีหลายแห่งพระโยคาวจร

พึง ( ลอง ) อยู่ในอาวาสเหล่านั้นแห่งละ ๓ วัน จิตของเธอเป็น

เอกัคคะ ( ตั้งมั่นในอารมณ์เดียว )ในอาวาสแห่งใด ก็อยู่ในอาวาสแห่งนั้น

เพราะความที่มีอาวาสเป็นสัปปายะแท้ๆ ภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้อยู่ในถ้ำ

จูฬนาคในตัมพปัณณิทวีป ถือเอากรรมฐาน ( บำเพ็ญอยู่ ) ใน

ถ้ำจูฬนาคนั้นแหละได้บรรลุพระอรหัต ( ทั้งหมด ) ส่วนพระอริย-

บุคคลเบื้องต่ำมีพระโสดาบันเป็นอาทิ และท่านผู้ได้อริยภูมิในที่อื่น

แล้ว ( มา ) บรรลุพระอรหัตในถ้ำจูฬนาคนั้นคณนามิได้ แม้ใน

อาวาสสัปปายะแห่งอื่นๆ เช่นจิตตลบรรพตวิหาร ก็เช่นกัน

[โคจรคาม]

ส่วนโคจรคาม พึงทราบดังนี้ โคจรคามใดมีอยู่ในที่ไม่ไกลนัก

ไม่ใกล้นักในระยะประมาณโกสะกึ่ง* แต่เสนาสนะทางทิศเหนือ หรือ

* มหาฎีกาว่า ประมาณ ๑,000 ชั่วธนู

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 102

ทางทิศใต้๑ เป็นที่มีภิกขาสมบูรณ์หาง่าย โคจรคามนั้นนับเป็นสัปปายะ

ตรงกันข้ามนับเป็นอสัปปายะ

[การพูดคุย]

บทว่า การพูดคุย มีความว่า ถ้อยคำที่นับเนื่องในติรัจฉานกถา

๓๒ จัดเป็นอัสปปายะ เพราะมันเป็นไปเพื่อความอันตรธานแห่งนิมิต

ของเธอ ถ้อยคำที่อิงกถาวัตถุ ๑๐ จัดเป็นสัปปายะ แม้ถ้อยคำอิงกถา-

วัตถุนั้นเล่า ก็พึงพูดแต่พอประมาณ

[บุคคล]

แม้บุคคลที่เป็นผู้ไม่พูดติรัจฉานกถา ถึงพร้อมด้วยสีลาทิคุณ

ซึ่งพระโยคาวจรได้อาศัยแล้ว เป็นเหตุให้จิตที่ยังไม่เป็นสมาธิย่อม

จะเป็นสมาธิบ้าง จิตที่เป็นสมาธิแล้วจะตั้งมั่นยิ่งขึ้นบ้าง เช่นนี้เป็น

สัปปายะ ส่วนบุคคลผู้มากไปด้วยการทำกายให้มั่นคง๒ มักพูดติรัจฉาน-

กถา เป็นอสัปปายะ เพราะว่าเขามีแต่จะทำให้เธอเศร้าหมอง ดุจน้ำ

โคลนทำน้ำใสให้ขุ่นไปฉะนั้นและเพราะอาศัยบุคคลเช่นนั้น สมาบัติ

ย่อมเสื่อม ดุจสมาบัติของภิกษุหนุ่มผู้อยู่ ณ โกฏิบรรพต ( วิหาร ) เสื่อม

เพราะอาศัยบุคคลเช่นนั้น ฉะนั้น จะกล่าวอะไรถึงนิมิตเล่า

๑. มหาฎีกาให้อรรถาธิบายว่า ที่ท่านแนะนำให้เลือกโคจรคามที่อยู่ทางทิศเหนือหรือทิศเหนือหรือทิศ

ใต้ แห่งที่อยู่ของตนนั้น ก็เพื่อไม่ต้องหันหน้าสู้ตะวันในเวลาเดินไปมา

๒. มหาฎีกาว่า คือแทนที่จะมุ่งทำความตั้งมั่นทางจิต กลับไปสนใจทำความมั่นคง

ทางกาย ซึ่งมหาฎีกาให้อรรถาธิบายว่า ขวนขวายแต่ปรนปรือร่างกาย ดังบาลีที่หมายเอา

ข้อนี้กล่าวไว้ว่า บริโภคจนเต็มท้องตามที่ต้องการแล้วประกอบความสุขในการนอนอยู่

เป็นประจำ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 103

[โภชนะ และ ฤดู]

ส่วนโภชนะ สำหรับลางคนรสหวาน ลางคนก็รสเปรี้ยว เป็น

สัปปายะ แม้ฤดู ลางคนก็หนาว ลางคนก็ร้อน เป็นสัปปายะ

เพราะฉะนั้น เมื่อพระโยคาวจรเสพโภชนะใดก็ดี ฤดูใดก็ดี ความผาสุก

ย่อมเกิดมี ( จิตของเธอ ) ที่ยังไม่เป็นสมาธิย่อมเป็นสมาธิ หรือว่า

จิตที่เป็นสมาธิแล้วย่อมตั้งมั่นยิ่งขึ้นก็ดี โภชนะนั้นและฤดูนั้นนับเป็น

สัปปายะ โภชนะนอกนี้และฤดูนอกนี้นับเป็นอสัปปายะ

[อิริยาบถ]

ในอิริยาบถทั้งหลายเล่า ลางคน จงกรม เป็นสัปปายะ ลาง

คนก็นอน ยืน นั่ง อย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสัปปายะ* เพราะฉะนั้น

พึงลองดู ( สัก ) ๓ วัน ดุจลองดูอาวาส ( ที่กล่าวแล้ว ) นั้น ใน

อิริยาบถใด จิต ( ของพระโยคาวจร ) ที่ยังไม่เป็นสมาธิเป็นสมาธิ

ขึ้นก็ดี จิตที่เป็นสมาธิแล้วยิ่งตั้งมั่นขึ้นก็ดี อิริยาบถนั้นนับเป็นสัปปายะ

อิริยาบถนอกนี้( ที่จิตไม่เป็นสมาธิ ) นับเป็นอสัปปายะ

พระโยคาวจรพึงเว้น ๗ สิ่งนี้ที่เป็นอสัปปายะ แล้วเสพ ( ๗ สิ่ง

นั้น ) ที่เป็นสัปปายะ ดังนี้เถิด ด้วยเมื่อปฏิบัติไปอย่างนี้มีการส้อง

เสพในนิมิตมากเข้า อัปปนาจะเกิดมีได้สำหรับลางคนโดยกาลไม่นาน

เลย แต่เมื่อผู้ใดแม้ปฏิบัติอยู่อย่างนั้น อัปปนาก็หาเป็นไม่ ผู้นั้น

* สยนฏฺฐานนิสชฺชานํ อญฺญตโร อย่างไรท่านจึงอิริยาบถนอนด้วย หรือว่า นอน

เพ่งกสิณก็ได้ ?

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 104

พึงทำอัปปนาโกศล ๑๐ ประการให้ถึงพร้อม ( ต่อไป ) เถิด*

[มาติกาแห่งอัปปนาโกศล]

นี้เป็นนัยในอัปปนาโกศลนั้น พระโยคาวจรพึงปรารถนาอัปปนา-

โกศล โดยอาการ ๑๐ คือ

(๑) โดยทำวัตถุให้สละสลวย

(๒) โดยทำอินทรีย์ให้ถึงความเสมอกัน

(๓) โดยฉลาดในนิมิต

(๔) โดย ยกจิตในสมัยที่ควรยก

(๕) โดย ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม

(๖)โดย ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรให้ร่าเริง

(๗) โดย เพ่งดูจิตอยู่เฉยๆ ในสมัยที่ควรจะเพ่งดูจิตอยู่

เฉยๆ

(๘) โดยหลีกบุคคลผู้มีจิตไม่เป็นสมาธิเสีย

(๙) โดยเสพแต่บุคคลผู้มีจิตเป็นสมาธิ

(๑๐) โดยน้อมจิตไปในสมาธินั้น

ดังนี้แล

[ขยายความมาติกาแห่งอัปปนาโกศล]

(๑) การทำวัตถุให้สละสลวย

ในอาการ ๑๐ นั้น การทำภาวะคือความสดใสแห่งวัตถุทั้งหลาย

ทั้งภายในและภายนอก ชื่อว่า ทำวัตถุให้สละสลวยก็เมื่อใดผม

* อปฺปนาโกสลฺลํ มหาฎีกาให้แปลว่า วิธีทำให้ฉลาดในอัปปนา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 105

เล็บ ขน (จมูก?) ของพระโยคาวจรนั้นยาวหรือว่าร่างกายมี

เหงื่อไคลจับก็ดี เมื่อนั้น ชื่อว่า วัตถุภายในไม่สดใส คือไม่หมด

จด ส่วนว่าเมื่อใดจีวรของเธอคร่ำคร่า เปื้อนเปรอะ เหม็นสาบ

หรือว่าเสนาสนะรกเรื้อก็ดี เมื่อนั้นชื่อว่าวัตถุภายนอกไม่สดใส คือ

ไม่สะอาด ก็แลเมื่อวัตถุภายในและภายนอกไม่สดใส แม้ญาณใน

จิตเจตสิกทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็พลอยไม่หมดจดไปด้วย ดุจแสงของ

เปลวประทีปที่อาศัยโคม ไส้ และน้ำมันอันไม่สะอาดเกิดขึ้น ก็ไม่

สดใสด้วยฉะนั้น และเมื่อพระโยคาวจรพิจารณาสังขารด้วยญาณ

อันไม่หมดจดเล่า สังขารทั้งหลายก็จะไม่ปรากฏชัด แม้นประกอบ

กรรมฐานไป กรรมฐานก็ไม่ถึงความงอกงามไพบูลย์ด้วย แต่

เมื่อวัตถุภายในและภายนอกสดใส แม้ญาณในเจตสิกทั้งหลายที่

เกิดขึ้นก็พลอยหมดจดไปด้วย ดุจแสงของเปลวประทีปที่อาศัยโคม ไส้

และน้ำมันสะอาดเกิดขึ้น ก็สดใสไปด้วยฉะนั้น และเมื่อพระ

โยคาวจรพิจารณาสังขารด้วยญาณอันหมดจดเล่า สังขารทั้งหลายก็

จะปรากฏชัด แม้ประกอบกรรมฐานไป กรรมฐานก็จะถึงความ

เจริญงอกงามไพบูลย์ด้วย

(๒) การปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน

การทำความเสมอภาคกันแห่งอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น ชื่อ

ว่า การปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน เพราะว่าถ้าสัทธินทรีย์ของเธอกล้า

อินทรีย์นอกนั้นอ่อนไซร้ ทีนั้น วิริยินทรีย์ ก็ไม่อาจจะทำปัคคหกิจ

( กิจคือการยกจิตไว้ ) สตินทรีย์ ไม่อาจทำอุปัฏฐานกิจ ( กิจคือ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 106

การดูแลจิต ) สมาธินทรีย์ ไม่อาจทำอวิกเขปกิจ ( กิจคือทำจิตไม่

ให้ซัดส่าย ) ปัญญินทรีย์ ไม่อาจทำทัสสนกิจ ( กิจคือการเห็นตาม

ความเป็นจริง )๑ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์อันกล้านั้น พระโยคาวจรต้อง

ทำให้ลดลงเสียด้วยพิจารณาสภาวะแห่งธรรม๒ หรือด้วยไม่ทำในใจ

อย่างที่เมื่อทำเข้า สัทธินทรีย์เกิดมีกำลังขึ้นเสียได้ จริงอยู่ เรื่อง

พระวักกลิเถระย่อมเป็นตัวอย่างในข้อนี้ได้ แต่ถ้าวิริยินทรีย์กล้าไซร้

ทีนี้สัทธินทรีย์ก็ไม่อาจทำกิจอธิโมกขกิจ ( กิจคือการน้อมใจเชื่อ )

อินทรีย์นอกนี้ก็ไม่อาจทำกิจนอกนั้นแต่ละข้อ เพราะฉะนั้น วิริยินทรีย์

อันกล้านั้น พระโยคาวจรจำต้องทำให้ลดลงด้วยเจริญสัมโพชฌงค์มี

ปัสสัทธิเป็นต้น๓ ความที่เมื่อความกล้าแห่งอินทรีย์อันหนึ่งมีอยู่ อินทรีย์

นอกนั้นไม่สามารถในกิจของตนๆ ได้ ( นั้น ) บัณฑิตพึงทราบ

แม้ในอินทรีย์ที่เหลือ ( คือ สติ สมาธิ ปัญญา ) โดยนัยที่กล่าว

แล้วนั้นเทอญ

[ทำอินทรีย์ ๒ คู่ให้เสมอกัน]

แต่ ( เมื่อจะว่า ) โดยพิเศษ (ไม่ทั่วไป) ในอินทรีย์ ๕ นั้น

๑. มหาฎีกาเติมความตรงนี้ว่า ทั้งนี้เพราะสัทธินทรีย์อันกล้าครอบงำเสียหมด

๒. ธมฺมสภาวปจฺจเวกฺขเณน เข้าใจความได้ยาก อ่านมหาฎีกาแล้วก็ไม่ประจักษ์นัก

ดูเหมือนจะว่าดังนี้ การที่ให้พิจารณาสภาวะคือความเป็นจริงแห่งธรรม (สัทไธยวัตถุ ?)

นั้นก็คือให้ใช้ปัญญานั่นเอง อันสัทธากับปัญญาเป็นธุริยธรรม คือเป็นธรรมคู่ดุจพาหนะ

คู่แอก เพราะฉะนั้น เมื่อใช้ปัญญาขึ้น สัทธาอันกล้าย่อมจะลดลง คือไม่เชื่อไปท่าเดียว

รู้จักความจริงอันมีอยู่อย่างไรในสัทไธยวัตถุนั้นแล้วเชื่อตามเหตุผล

๓. มหาฎีกาว่า ด้วยคำว่า "เป็นต้น" นี้ พึงเห็นว่าท่านสงเคราะห์เอาสมาธิและอุเบกขา-

สัมโพชฌงค์ด้วย

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 107

บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญความเสมอกันแห่งสัทธากับปัญญาและ

สมาธิกับวิริยะ เพราะว่าบุคคลผู้มีสัทธาแก่กล้าแต่ปัญญาอ่อน

ย่อมเป็นผู้เลื่อมใสในที่อันไม่เป็นวัตถุ ( แห่งความเลื่อมใส ) บุคคล

ผู้มีปัญญากล้าแต่สัทธาอ่อน ย่อมตกไปข้างอวดดี เป็นคนแก้ไขไม่ได้

เหมือนโรคที่เกิดแต่ยา รักษาไม่ได้ ฉะนั้น ต่อธรรมทั้ง ๒ เสมอกัน

บุคคลจึงจะเลื่อมใสในวัตถุ ( แห่งความเลื่อมใส ) แท้ โกสัชชะย่อม

ครอบงำบุคคลผู้มีสมาธิกล้าแต่วิริยะอ่อน เพราะสมาธิเป็นฝักฝ่าย

โกสัชชะ อุทธัจจะย่อมครอบงำบุคคลผู้มีวิริยะกล้าแต่สมาธิอ่อน

เพราะวิริยะเป็นฝักฝ่ายอุทธัจจะ แต่สมาธิที่มีวิริยะประกอบเข้าด้วยกัน

แล้ว เป็นไม่ตกไปในโกสัชชะ วิริยะที่มีสมาธิประกอบพร้อมกัน

แล้วเป็นไม่ตกไปในอุทธัจจะ เพราะฉะนั้นอินทรีย์ทั้ง ๒ คู่นั้น พระ

โยคาวจรต้องทำให้เสมอกัน ด้วยว่าอัปปนาจะมีได้ก็เพราะความเสมอ

กันแห่งอินทรีย์ทั้ง ๒ คู่

[อินทรีย์มีกำลังแต่ละข้อควรแก่กัมมิกะต่างกัน]

อีกนัยหนึ่ง สัทธาแม้มีกำลังก็ควรสำหรับสมาธิกัมมิกะ ( ผู้

บำเพ็ญสมถกรรมฐาน ) ( ด้วย ) เมื่อสัทธามีกำลังอย่างนั้น เธอ

เชื่อดิ่งลงไป จักบรรลุอัปปนาได้ ในสมาธิและปัญญาเล่า เอกัคคตา

( สมาธิ ) มีกำลัง ก็ควรสำหรับสมาธิกัมมิกะ ด้วยเมื่อเอกัคคตามี

กำลังอย่างนั้น เธอย่อมจะบรรลุอัปปนาได้ ปัญญามีกำลังย่อมควร

สำหรับวิปัสสนากัมมิกะ ( ผู้บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ) ด้วยเมื่อ

ปัญญามีกำลังอย่างนั้น เธอย่อมจะบรรลุลักขณปฏิเวธ ( เห็นแจ้ง

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 108

ไตรลักษณ์ได้ ) แต่แม้เพราะสมาธิและปัญญาทั้ง ๒ เสมอกัน

อัปปนาก็คงมีได้

[สติเป็นสพฺพตฺถิกา]

ส่วนสติ มีกำลังในที่ทั้งปวงย่อมควร เพราะสติรักษาจิตไว้แต่

ความตกไปในอุทธัจจะ เพราะอำนาจแห่งสัทธาวิริยะ และปัญญา

อันเป็นฝักฝ่ายอุทธัจจะ และรักษาจิตไว้แต่ความตกไปในโกสัชชะ

เพราะสมาธิอันเป็นฝักฝ่ายโกสัชชะเพราะเหตุนั้น สตินั้นจึงจำ

ปรารถนาในที่ทั้งปวง ดุจเกลือสะตุเป็นสิ่งพึงปรารถนาในกับข้าว

ทั้งปวง และดุจสรรพากรรมิกอำมาตย์ ( ผู้รอบรู้ในการงานทั้งปวง )

เป็นผู้พึงปรารถนาในสรรพราชกิจ ฉะนั้น เพราะฉะนั้น พระอรรถ-

กถาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า " ก็แลสติ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็น

คุณชาติจำปรารถนาในที่ทั้งปวง เพราะเหตุไร เพราะจิตมีสติเป็นที่

อาศัยไป และสติมีการรักษาเอาไว้ได้เป็นเครื่องปรากฏ การยกและ

ข่มจิต เว้นสติเสีย หามีได้ไม่ "

(๓) ความฉลาดในนิมิต

ความฉลาดในการทำนิมิตแห่งจิตเตกัคคตามีปฐวีกสิณเป็นต้น

ที่ยังมิได้ทำ ความฉลาดในอันยังนิมิตที่ทำแล้วให้เจริญ และความ

ฉลาดในการักษานิมิตที่ได้แล้ว ด้วยภาวนา ชื่อว่าความฉลาดใน

นิมิต ในที่นี้ท่านประสงค์เอาความฉลาดในการักษานั้น ( แล* )

(๔) ยกจิตในสมัยที่ควรยก

ถามว่า ก็พระโยคาวจรยกจิตในสมัยที่ควรยก อย่างไร ?

* มหาฎีกาเสริมความว่า เพราะความฉลาดในการเจริญสำเร็จไปก่อนแล้ว

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 109

วิสัชนา ในกาลใด จิตของเธอหดหู่เพราะเหตุมีความเพียรย่อ

หย่อนนักเป็นต้น ในกาลนั้นอย่าเจริญสัมโพชฌงค์ ๓ มีปัสสัทธิ

สัมโพชฌงค์เป็นอาทิแล้วเจริญสัมโพชฌงค์ ๓ มีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์

เป็นต้น จริงอยู่ ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า " ดูกรภิกษุ

ทั้งหลาย ต่างว่าบุรุษใคร่จะก่อไฟ ( ซึ่งติดอยู่ ) น้อยหนึ่งให้โพลง

ขึ้น ( หาก )เขาใส่หญ้าสดๆ ลงไป ใส่มูลโคสดๆ ลงไป ใส่

ฟืนสดๆ ลงไป ให้ลมเจือน้ำเข้าไป และเอาฝุ่นโปรยลงไปที่ไฟนั้น

ภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นจะอาจก่อไฟน้อยหนึ่ง ( นั้น ) ให้โพลงขึ้นได้

หรือหนอ "ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า " ข้อนั้นหามิได้ พระพุทธ-

เจ้าข้า " ตรัสต่อไปว่า " ฉันนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลายในสมัย

ใดจิตหดหู่อยู่ ในสมัยนั้น ( กาลนั้น )มิใช่กาลที่จะเจริญปัสสัทธิ-

สัมโพชฌงค์ มิใช่กาลที่จะเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลที่จะ

เจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ นั่นเพราะเหตุไร ภิกษุทั้งหลาย ( เพราะ )

จิตหดหู่อยู่ จิตหดหู่นั้นยากที่จะทำให้ฟื้นขึ้นได้ด้วยธรรมเหล่านั้น

ภิกษุทั้งหลาย ก็แลในสมัยใดจิตหดหู่อยู่ในสมัยนั้น ( กาลนั้น )

เป็นกาลที่จะเจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นกาลที่จะเจริญวิริย-

สัมโพชฌงค์เป็นกาลที่จะเจริญปีติสัมโพชฌงค์ นั่นเพราะเหตุอะไร

ภิกษุทั้งหลาย ( เพราะ ) จิตหดหู่อยู่ จิตหดหู่นั้นพระโยคาวจร

พึงทำให้ฟื้นขึ้นได้โดยง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น เปรียบเหมือน บุรุษ

ใคร่จะก่อไฟน้อยหนึ่งให้โพลงขึ้น เขาพึ่งใส่หญ้าแห้งๆ ลงไป ใส่

มูลโคแห้ง ๆ ลงไป ใส่ฟืนแห้ง ๆ ลงไป เป่าเข้าไป และไม่เอา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 110

ฝุ่นโปรยลงไปที่ไฟนั้น ภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นจะอาจก่อไฟน้อย

หนึ่ง ( นั้น ) ให้โพลงขึ้นได้หรือไม่ "ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า

" ได้ พระพุทธเจ้าข้า " ดังนี้๑

[อาหารแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์]

ก็ในอธิการนี้ พึงทราบการเจริญสัมโพชฌงค์ ๓ มีธัมมวิจย-

สัมโพชฌงค์เป็นต้นโดยเนื่องด้วยธรรมอันเป็นอาหารของโพชฌงค์นั้นๆ จริง

อยู่ ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า " มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย

ธรรมทั้งหลายที่หยาบและประณีต ธรรมทั้งหลายที่มีส่วนเปรียบ

ด้วยดำและขาว การทำโยนิโสมนสิการให้มากในธรรมเหล่านี้

เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดบ้าง

เพื่อภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่แห่งธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้ว

บ้าง " ดังนี้๒

[อาหารแห่งวิริยสัมโพชฌงค์]

นัยเดียวกัน ตรัสว่า " ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีอยู่ อารัมภธาตุ

( ธาตุคือความคิดริเริ่ม ) นิกกมธาตุ ( ธาตุคือความลงมือทำ )

ปรักกมธาตุ ( ธาตุคือความบากบั่นไม่ท้อถอย ) การทำโยนิโสนมนสิการ

ให้มากในธาตุเหล่านั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งวิริยสัม

โพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดบ้าง เพื่อภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่แห่งวิริย-

สัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วบ้าง " ดังนี้

๑. สํ มหาวาร ๑๙/๑๓๐ )

๒. สํ มหาวาร ๑๙/๘๓ )

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 111

[อาหารแห่งปีติสัมโพชฌงค์]

นัยเดียวกัน ตรัสว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย มีอยู่ ธรรม

ทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์ การทำโยนิโสมนสิการให้

มากในธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปีติสัมโพช-

ฌงค์ที่ยังไม่เกิดบ้าง เพื่อภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่แห่งปีติสัม-

โพชฌงค์ที่เกิดแล้วบ้าง ดังนี้

[แก้อรรถปาฐะบางบท]

มนสิการอันเป็นไปโดยแทงตลอดซึ่งสภาวลักษณะและสามัญ-

ลักษณะ ชื่อว่าโยนิโสนมนสิการในธรรมทั้งหลายมีธรรมเป็นกุศลเป็น

ต้น ในพระบาลีนั้น มนสิการอันเป็นไปโดยยังธาตุทั้งหลาย มี

อารัมภธาตุ เป็นอาทิให้เกิดขึ้น ชื่อว่า โยนิโสมนสิการในอารัมภธาตุ

เป็นต้น ในธาตุทั้ง ๓ นั้น ความเพียรเริ่มแรกเรียกว่า อารัมภธาตุ

ความเพียรอันมีกำลังยิ่งกว่านั้น ( ขึ้นไป ) เพราะออกจากโกสัชชะได้

เรียกว่า นิกกมธาตุ ความเพียรมีกำลังยิ่งกว่านิกกมธาตุนั้น ( ขึ้นไป )

อีก เพราะก้าวย่างสู่ฐานะยิ่งๆ ต่อไป เรียกว่า ปรักกมธาตุ ก็

คำว่า " ธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งปีติสัมโพชฌงค์ " นั้น เป็น

ชื่อแห่งปีตินั่นเอง มนสิการที่ยังปีติแม้นั้นให้เกิดขึ้นนั่นแล ชื่อว่า

โยนิโสมนสิการ

[ทางเกิดแห่งธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ อักนัยหนึ่ง]

อีกอย่างหนึ่ง ธรรม ๗ ประการเป็นทางเกิดขึ้นแห่งธัมมวิจย-

สัมโพชฌงค์ คือ

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 112

ปริปุจฺฉกตา ความเป็นผู้ไต่ถาม

วตฺถุวิสทกิริยตา ความทำวัตถุให้สละสลวย

อินฺทริยสมตฺตปฏิปาทนา การปรับอินทรีย์ให้เสมอกัน

ทุปฺปญฺญปุคฺคลปริวชฺชนา การหลีกเว้นบุคคลปัญญาทราม

ปญฺญวนฺตปุคฺคลเสวนา การคบหาบุคคลมีปัญญา

คมฺภีรญาณจริยปจฺจเวกฺขณา การพิจารณาสอดส่องด้วยปัญญา

อันลึก*

ตทธิมุตฺตตา ความน้อมจิตไปในธัมมวิจยะนั้น

ธรรม ๑๑ ประการเป็นทางเกิดขึ้นแห่งวิริยสัมโพชฌงค์ คือ

อปายาทิภยปจฺจเวกฺขณตา ความพิจารณาเห็นภัยมีอบาย

เป็นต้น

วิริยายตฺต ... วิเสสาธิคมานิสํส ความเป็นผู้มีปกติเห็นอานิสงส์ คือ

ทสฺสิตา การได้บรรลุคุณวิเศษที่เป็นโลกิยะ

และโลกุตตระอันเนื่องด้วยวิริยะ

... คมนวีถิปจฺจเวกฺขณตา ความพิจารณาเห็นวิถีทางดำเนิน

โดยนัยดังนี้ว่า " มรรคาที่พระ-

พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และ

พระมหาสาวกทั้งหลายดำเนินไป

แล้ว เราต้องดำเนิน ( ตาม ) ก็

* แปลโดยนัยมหาฎีกา ซึ่งแก้ไว้ว่า คมฺภีรญาเณหิ จริตพฺพานํ ฯ เป ฯ สุตฺตนุตารนํ

ปจฺจเวกขณา

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 113

แต่ว่ามรรคานั้นคนเกียจคร้านหา

อาจไปได้ไม่ "

... ปิณฺฑาปจายนตา ความยำเกรงในการเที่ยวบิณฑบาต

โดยทำให้มีการมีผลมากแก่ทายก

ทั้งหลาย

... สตฺถุมหตฺตปจฺจเวกฺขณตา ความพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่

แห่งพระศาสดา โดยนัยดังนี้ว่า

" พระศาสดาของเราทรงมีปกติตรัส

สรรเสริญวิริยารัมภะ พระองค์มี

คำสอนอันใครๆ ไม่พึงละเมิดด้วย

พระองค์มีพระอุปการะมากแก่เรา

ทั้งหลายด้วย พระองค์ เมื่อเรา

บูชาด้วยการปฏิบัติ จึงเป็นอัน

บูชา มิใช่ด้วยประการอื่นด้วย "

... ทายชฺชมหตฺตปจฺจเวกฺขณตา ความพิจารณาเห็นความเป็นใหญ่

แห่งมรดก โดยนัยดังนี้ว่า " มฤ-

ตกกองใหญ่กล่าวคือพระสัทธรรม

เราจะพึงได้รับ ก็แต่ว่ามรดกใหญ่

นั้น คนเกียจคร้านหาอาจรับได้ไม่ "

... ถีนมิทฺธวิโนทนตา ความบรรเทาถีนมิทธะเสียด้วยข้อ

ปฏิบัติทั้งหลาย มีการทำอาโลก

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 114

สัญญาไว้ในใจ การเปลี่ยนอิริยา

บถ และการเสพอัพโภกาสเป็นต้น

กุสีตปุคฺคลปริวชฺชนตา ความหลีกเว้นบุคคลเกียจคร้าน

อารทฺธวิริยปุคฺคลเสวนตา ความคบหาบุคคลปรารภความเพียร

สมฺมปฺปธานปจฺจเวกฺขณตา ความพิจารณาเห็น ( อานุภาพ )

สัมมัปปธาน

ตทธิมุตฺตตา ความน้อมใจไปในวิริยะนั้น

ธรรม ๑๑ ประการเป็นทางเกิดขึ้นแห่งปีติสัมโพชฌงค์ คือ

พุทฺธานุสฺสติ ระลึกพระพุทธคุณ

ธมฺมานุสฺสติ ระลึกพระธรรมคุณ

สงฺฆานุสฺสติ ระลึกพระสังฆคุณ

สีลานุสฺสติ ระลึกถึงศีลที่รักษา

จาคานุสฺสติ ระลึกถึงการบริจาค

เทวตานุสฺสติ ระลึกถึงเทวดาและเทวธรรม

อุปสมานุสฺสติ ระลึกถึงคุณพระนิพพาน

ลูขปุคฺคลปริวชฺชนตา ความหลีกเว้นคนมัวซัว*

สินิทฺธปุคฺคลเสวนตา ความคบหาผู้แจ่มใส

ปสาทนียสุตฺตนฺตปจฺจกเวกฺขณตา ความพิจารณาความในพระสูตร

อันชวนเลื่อมใส

* มหาฎีกาว่า ลูขบุคคลนั้นหัวใจหยาบมัว เพราะไม่มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย

ส่วนสินิทธบุคคลตรงกันข้าม

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 115

ตทธิมุตฺตตา ความน้อมใจไปในปีตินั้น

พระโยคาวจร เมื่อยังธรรมเหล่านั้นให้เกิดขึ้นด้วยอาการเหล่านี้

ดังกล่าวมา ชื่อว่าทำสัมโพชฌงค์ ๓ มีธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นต้น

ให้เจริญ พระโยคาวจรยกจิตในสมัยที่ควรยก อย่างนี้แล

(๕) ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม

ถามว่า " พระโยคาวจรข่มจิตในสมัยที่ควรข่มอย่างไร " วิสัชนา

ว่า ในกาลใดจิตของเธอฟุ้งซ่านเพราะเหตุมีความเป็นผู้ปรารภความ

เพียรเกินไปเป็นต้น ในกาลนั้นอย่าเจริญสัมโพชฌงค์ ๓ มีธรรมวิจย-

สัมโพชฌงค์เป็นอาทิ แล้วเจริญสัมโพชฌงค์ ๓ มีปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

เป็นต้น จริงอยู่ ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า " ดูกรภิกษุทั้ง

หลาย ต่างว่าบุรุษใคร่จะดับกองไฟใหญ่ ( หาก ) เขาใส่หญ้าแห้งๆ

ลงไป ใส่มูลโคแห้งๆ ลงไป ใส่ฟืนแห้งๆ ลงไป เป่าเข้าไป และ

ไม่เอาฝุ่นโปรยลงไปที่กองไฟนั้น ภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นจะอาจดับไฟ

กองใหญ่ ( นั้น ) ได้หรือหนอ " ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า " ข้อนั้นหา

มิได้ พระพุทธเจ้าข้า " ตรัสต่อไปว่า " ฉันนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย

ในสมัยใดจิตฟุ้งซ่านอยู่ ในสมัยนั้น ( กาลนั้น ) มิใช่กาลที่จะเจริญ

ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ มิใช่กาลที่จะเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ มิใช่

กาลที่จะเจริญปีติสัมโพชฌงค์ นั่นเพราะเหตุอะไร ภิกษุทั้งหลาย

( เพราะ ) จิตฟุ้งซ่านอยู่ อันจิตฟุ้งซ่านนั้นยากที่จะทำให้สงบลงได้

ด้วยธรรมเหล่านั้น ภิกษุทั้งหลาย ก็แลในสมัยใดจิตฟุ้งซ่านอยู่ ใน

สมัยนั้น ( กาลนั้น ) เป็นกาลที่จะเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลที่

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 116

จะเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ เป็นกาลที่จะเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์

นั่นเพราะเหตุอะไร ภิกษุทั้งหลาย ( เพราะ ) จิตฟุ้งซ่านอยู่ อันจิต

ฟุ้งซ่านนั้น พระโยคาวจรพึงทำให้สงบได้โดยง่ายด้วยธรรมเหล่านั้น

เปรียบเหมือนบุรุษใคร่จะดับไฟกองใหญ่ ต่างว่าเขาใส่หญ้าสดๆ ลง

ไป ใส่มูลโคสดๆ ลงไป ใส่ฟืนสดๆ ลงไป ให้ลมเจือด้วยน้ำเข้าไป

และเอาฝุ่นโปรยลงไปที่กองไฟนั้นภิกษุทั้งหลาย บุรุษนั้นจะอาจดับ

ไฟกองใหญ่ ( นั้น ) ได้หรือไม่ " ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า " ได้

พระพุทธเจ้าข้า " ดังนี้*

[อาหารแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์]

แม้ในอธิการนี้ ก็พึงทราบการเจริญสัมโพชฌงค์ ๓ มี

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นอาทิ โดยเนื่องด้วยธรรมอันเป็นอาหารของ

โพชฌงค์นั้นๆ จริงอยู่ ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ตรัสไว้ว่า " มีอยู่ ภิกษุ

ทั้งหลาย กายปัสสัทธิ ( ความสงบระงับแห่งกาย ) จิตตปัสสัทธิ ( ความ

สงบระงับแห่งจิต ) ความทำโยนิโสมนสิการให้มากในปัสสัทธินั้น นี้เป็น

อาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดบ้าง เพื่อ

ภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่แห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วบ้าง "

ดังนี้

[อาหารแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์]

นัยเดียวกัน ตรัสว่า " มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย สมถนิมิต ( นิมิต

สงบ ) อัพยัคคนิมิต ( นิมิตไม่ซัดส่าย ) ความทำโยนิโสมนสิการให้

* สํ มหาวาร ๑๙/๑๓๑

ประโยค๘ - วิสุทธิมรรคแปล ภาค ๑ ตอน ๒ - หน้าที่ 117

มากในนิมิตนั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์

ที่ยังไม่เกิดบ้าง เพื่อภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่แห่งสมาธิสัมโพชฌงค์

ที่เกิดแล้วบ้าง " ดังนี้

[อาหารแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์]

นัยเดียวกัน ตรัสว่า " มีอยู่ ภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายอัน

เป็นที่ตั้งแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ความทำโยนิโสมนสิการให้มากใน

ธรรมเหล่านั้น นี้เป็นอาหารเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์

ที่ยังไม่เกิดขึ้นบ้าง เพื่อภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่แห่งอุเบกขา-

สัมโพชฌงค์ที่เกิดแล้วบ้าง " ดังนี้

[แก้อรรถปาฐะบางบท]

มนสิการอันเป็นไปโดยกิริยาที่พระโยคีกำหนดอาการอันเคยเป็น

เหตุเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้ง ๓ มีปัสสัทธิเป็นต้นได้แล้วยังธรรมทั้ง ๓ นั้น

ให้เกิดขึ้นนั่นแล ชื่อว่าโยนิโสมนสิการในบททั้ง ๓ ในพระบาลีนั้น คำว่า

" อัพยัคคนิมิต " ก็เป็นคำเรียกสมถะนั้นเหมือนกัน โดยอรร